สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปสู่จังหวัดพื้นที่

ภาคใต้สามารถใช้เส้นทาง ได้ดังนี้จากถนนแจ้งวัฒนะ (สาย 304) ตรงไปแยกปากเกร็ด ก่อนถึงแยกปากเกร็ดให้ขึ้นสะพานยกระดับไปยังถนนชัยพฤกษ์ ตรงไปบรรจบกับถนนราชพฤกษ์ (จุดที่ 6 ) ให้เลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางถนนราชพฤกษ์จนถึงทางแยกต่างระดับสวนเลียบ (จุดที่ 1) ให้เลี้ยวขวาเข้าถนนกัลปพฤกษ์ไปยัง จ.สมุทรสาครผ่าน จ.เพชรบุรี เพื่อมุ่งหน้าสู่ภาคใต้ – จากถนนติวานนท์ (สาย 306)

ผ่านกระทรวงสาธารณสุข ให้ข้ามสะพานยกระดับไปยังถนนนครอินทร์ วิ่งไปบรรจบกับถนนราชพฤกษ์ (จุดที่ 4) ให้เลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางถนนราชพฤกษ์จนถึงทางแยกต่างระดับสวนเลียบ (จุดที่ 1) ให้เลี้ยวขวาเข้าถนนกัลปพฤกษ์ตรงไป จ.สมุทรสาคร ผ่าน จ.เพชรบุรี เพื่อมุ่งหน้าสู่ภาคใต้ – จากถนนสาธรข้ามสะพานตากสินไปยังถนนราชพฤกษ์วิ่งตรงไปจนถึงทางแยกต่างระดับสวนเลียบ (จุดที่ 1) ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนกัลปพฤกษ์ตรงไป จ.สมุทรสาคร ผ่าน จ.เพชรบุรี เพื่อมุ่งหน้าสู่ภาคใต้

เส้นทางเลี่ยงจากกรุงเทพฯ สู่ภาคเหนือ (จ.เพชรบูรณ์) สาย สบ.3021 แยกทางหลวงหมายเลข 362 – บ้านหนองปลากระดี่
ท่านที่จะเดินทางไปภาคเหนือ (จ.เพชรบูรณ์) มักจะประสบปัญหาการจราจรติดขัด ช่วงเดินทางผ่านตัวเมืองสระบุรี กรมทางหลวงชนบทขอแนะนำเส้นทางเลี่ยงการจราจรติดขัดโดยให้ผู้ใช้เส้นทางเลี่ยงไปใช้ถนนทางหลวงชนบท สาย สบ.3021 แยกทางหลวงหมายเลข 362-บ้านหนองปลากระดี่ ซึ่งผู้ที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปตามถนนพหลโยธิน เมื่อถึง กม.ที่ 89+000

ให้สังเกตป้ายทางเลี่ยงเมืองสระบุรี แล้วออกคู่ขนานเมื่อถึงแยกหินกอง ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 329 จากนั้นให้วิ่งไปจนถึงสี่แยกร่องแซง โดยให้สังเกตป้ายเลี่ยงเมืองสระบุรี ให้เลี้ยวขวาเข้าถนนทางหลวงชนบท สบ.3021 แยกทางหลวงหมายเลข 362-บ้านหนองปลากระดี่ ให้ผู้เดินทางใช้เส้นทางนี้ไปจนสุดเส้นทางก็จะพบกับทางเลี่ยงเมืองสระบุรี ก็จะสามารถเดินทางไป จ.เพชรบูรณ์ ได้โดยสวัสดิภาพ

เส้นทางเลี่ยงจากภาคตะวันออก สู่ภาคเหนือ สาย นม.1016 แยกทางหลวงหมายเลข 2 – บ้านกุดคล้า และ สาย นม.3052 แยกทางหลวงหมายเลข 304 – บ้านท่ามะปรางค์

ท่านที่ต้องการเดินทางจากภาคตะวันออกเพื่อจะมุ่งหน้าไปภาคเหนือ นั้น กรมทางหลวงชนบท ขอแนะนำเส้นทางเลี่ยง-ทางลัด โดยผู้ใช้เส้นทางสามารถเดินทางจากภาคตะวันออก โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 304 มุ่งหน้าไป อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เมื่อถึง กม.ที่ 56+400 ให้สังเกตป้ายเขาใหญ่ ปากช่อง มวกเหล็ก แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนทางหลวงชนบท สาย นม.3052 แยกทางหลวงหมายเลข 304-บ้านท่ามะปรางค์ ให้ผู้ใช้เส้นทางเดินทาง ตามเส้นทางดังกล่าวไปจนสุดปลายทาง จะพบกับถนนทางหลวงหมายเลข 2090 ให้เลี้ยวขวาแล้วขับตรงไปประมาณ 2 กิโลเมตร โดยให้สังเกตป้ายเลี้ยวซ้าย อ.มวกเหล็ก แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนทางหลวงชนบท สาย นม.1016 แยกทางหลวงหมายเลข 2-บ้านกุดคล้า ใช้เส้นทางดังกล่าวไปจนสุดปลายทาง ก็จะพบกับถนนทางหลวงหมายเลข 2 (กม.ที่ 144+000 ) ก็จะสามารถเดินทางโดยใช้เส้นทางถนนหลวงหมายเลข 2 ไปยังภาคเหนือได้โดยสวัสดิภาพ

เส้นทางเลี่ยงการจราจร จังหวัดเพชรบุรี สาย พบ.6020 บ้านลาด – บ้านโพธิ์ลอย จังหวัดเพชรบุรี
ท่านที่เดินทางจากกรุงเทพฯ เพื่อมุ่งสู่ภาคใต้นั้นกรมทางหลวงชนบทขอแนะนำเส้นทางเลี่ยงการจราจรติดขัดบริเวณ จ.เพชรบุรี ดังนี้ โดยให้ผู้ใช้เส้นทางจากกรุงเทพฯใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ถึง กม.ที่ 153+500 ให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 3204 ผ่านสี่แยกไฟแดง และผ่านโรงพยาบาลบ้านลาด ถึงสี่แยกไฟแดงบ่อหมันระยะทางประมาณ 9 กม.ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนทางหลวงชนบทสาย พบ.5020 ผ่านโรงเรียนบ้านลาดวิทยาคม จะเจอคลองชลประทานขับตรงไปพบสี่แยกบ้านลาดให้ขับตรงไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3179 ประมาณ 2.6 กม. พบสามแยกท่าศาลาให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 4 เพื่อเดินทางสู่ภาคใต้ ต่อไป

เส้นทางเลี่ยงการจราจร จังหวัดราชบุรี สาย รบ. 1010 แยกทางหลวงหมายเลข 4 อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี
ท่านที่เดินทางจาก จ.นครปฐม มาตามเส้นทางแยกทางหลวงหมายเลข 4 มุ่งหน้าสู่ภาคใต้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรแออัด ช่วง จ.ราชบุรี

กรมทางหลวงชนบท ขอแนะนำเส้นทางเลี่ยงปัญหาการจราจรแออัด จ.ราชบุรี กรมทางหลวงชนบท ขอแนะนำเส้นทางเลี่ยง สายทาง รบ.1010 แยกทางหลวงหมายเลข 4-แยกทางหลวงหมายเลข 4 โดยที่ท่านจะเดินทางมาตามเส้นทางหลวงหมายเลข 4 มุ่งหน้าเข้าสู่ จ.ราชบุรี ผ่านอำเภอบางแพ จนถึงช่วง กม.ที่ 97+350 โดยสังเกตป้ายแนะนำเส้นทางให้ขับชิดซ้ายไปจนถึงช่วง กม. ที่ 97+500 จุดสังเกตป้ายแนะนำเส้นทางจากนั้นให้ขับรถวิ่งเข้าสู่เส้นทางคู่ขนาน ช่วง กม.ที่ 98+300 ให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนน กรมทางหลวงชนบท สายทาง รบ.1010 ให้วิ่งตรงไปตามเส้นทางขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองไปบรรจบกับถนนทางหลวงหมายเลข 4 ช่วง กม.ที่ 109+000 และเลี้ยวซ้าย มุ่งสู่ จ.เพชรบุรี ตามทางหลวงหมายเลข 4 เพื่อเดินทางสู่ภาคใต้ต่อไป

เส้นทางเลี่ยงการจราจร จังหวัดนครสวรรค์ สาย นว.1001 แยกทางหลวงหมายเลข 1 – บ้านลาดยาว อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์
– เส้นทางเลี่ยง จาก จ.อุทัยธานี, จ.นครสวรรค์ ไป จ.กำแพงเพชร ใช้เส้นทางเลี่ยงมุ่งหน้าสู่ จ.นครสวรรค์ โดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ผ่าน จ.ชัยนาท จนถึง กม.ที่ 309+000 ให้ขับรถชิดซ้ายไปตามเส้นทาง จนถึง กม.ที่ 310+000 เลี้ยวซ้ายไปใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 333 วิ่งตรงไปตามเส้นทางประมาณ 15.000 กิโลเมตร ไปบรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3220 (สามแยกวัดสังกัตรัตนคีรี (เขาสะแกกรัง) เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางประมาณ 2.000 กิโลเมตร พบสามแยก เลี้ยวซ้ายไปใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3221 มุ่งหน้าสู่อำเภอทัพทันวิ่งตรงไปประมาณ 18.000 กิโลเมตร พบสี่แยกขับตรงไปใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3013 ผ่านอำเภอสว่างอารมณ์ จนไปบรรจบที่สี่แยกอำเภอลาดยาว ขับตรงไปเข้าสู่ถนนทางหลวงชนบท นว.1001 วิ่งไปตามเส้นทางประมาณ 22.000 กิโลเมตร จนไปบรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ จ.กำแพงเพชร ต่อไป

– เส้นทางเลี่ยง จาก จ.กำแพงเพชร, จ.นครสวรรค์ จาก จ.กำแพงเพชรมุ่งหน้าสู่ จ.นครสวรรค์ ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 เมื่อมาถึงช่วง กม.ที่ 374+000 ให้กลับรถแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนทางหลวงชนบท นว.1001 วิ่งไปตามเส้นทางประมาณ 22.000 กิโลเมตร ไปบรรจบที่สี่แยกอำเภอลาดยาว ขับตรงไปใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3013 ผ่านอำเภอสว่างอารมณ์ จนมาบรรจบที่สี่แยก อำเภอทัพทัน สามารถใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3013 วิ่งตรงไปบรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 333 ที่อำเภอหนองฉาง

เลี้ยวขวามุ่งเข้าสู่อำเภอด่านช้างและจังหวัดสุพรรณบุรี ต่อไป หรือใช้เส้นทางจากสี่แยกอำเภอทัพทัน ขับตรงไปใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3221 ประมาณ 18.000 กิโลเมตร จนไปบรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3220 ที่สามแยก เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางประมาณ 2.000 กิโลเมตร พบสามแยกวัดสังกัตรัตนคีรี (เขาสะแกกรัง) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 333 วิ่งตรงไปบรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 เลี้ยวขวามุ่งหน้าสู่ กรุงเทพฯ ต่อไป

เส้นทางเลี่ยงการจราจร จังหวัดแม่ฮ่องสอน สาย มส.4001 แยกทางหลวงหมายเลข 1095-บ้านรักไทย อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ท่านที่เดินทางไปท่องเที่ยวบ้านรักไทย กรมทางหลวงชนบทขอแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวบ้านรักไทย โดยใช้เส้นทางที่เดินทางจาก อ.เมืองเชียงใหม่ ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 ผ่านอำเภอแม่ริม เมื่อถึง กม.ที่ 32+000 ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1095 ผ่านอำเภอปาย, อำเภอปางมะผ้า จนถึง กม.ที่ 198+050 โดยให้สังเกตป้ายเลี้ยวขวาบ้านรักไทย และเลี้ยวขวาเข้าถนนทางหลวงชนบท สาย มส.4001 มุ่งสู่บ้านรักไทยต่อไป หรือท่านที่เดินทางจากอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 จนไปบรรจบกับทางหลวงหมายเลข 1095 แล้วขับตรงไปจนถึง กม.ที่ 198+050 โดยสังเกตป้ายเลี้ยวซ้ายบ้านรักไทย และเลี้ยวซ้ายเข้าถนนทางหลวงชนบทสาย มส.4001 มุ่งสู่บ้านรักไทยต่อไป

เส้นทางเลี่ยงการจราจร สะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์ (สะพานนนทบุรี 1) , ถนนราชพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี
กรมทางหลวงชนบท แนะนำเส้นทางเลี่ยงการจราจรติดขัดบริเวณถนนรัตนาธิเบศร์ โดยให้ผู้ใช้เส้นทางถนนรัตนาธิเบศร์ มุ่งหน้าสู่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เมื่อถึงถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรีให้สังเกตป้ายเลี้ยวขวาเข้าถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี ขับตามเส้นทางให้สังเกตป้ายเลี้ยวขวาสะพานนนทบุรี 1 เลี้ยวขวามุ่งหน้าสู่สะพานนนทบุรี 1 โดยใช้สะพานนนทบุรี 1 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามุ่งหน้าสู่ถนนราชพฤกษ์ และใช้ถนนราชพฤกษ์เดินทางสู่ภาคใต้ต่อไป

ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประชาชนสามารถติดต่อสอบถามเส้นทางเลี่ยงของกรมทางหลวงชนบทได้ที่สายด่วน 1146 ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด.ต.สมชาย ผลดี อายุ 47 ปี ผบ.หมู่งานป้องกับปราบปราม เจ้าหน้าที่ธุรการคดี สภ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย อยู่ บ้านเลขที่ 62/1 ถนนเลียบทางรถไฟ จ.สุโขทัย ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยใช้พื้นที่ว่างด้านข้างบ้าน ทำเป็นเล้าไก่ เลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ เพื่อเก็บไข่ขายให้เพื่อนตำรวจและชาวบ้านละแวกใกล้เคียง สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่ง โดยจะใช้เวลาช่วงก่อนไปทำงานและหลังเลิกงานช่วงเย็น มาคอยดูแลไก่พันธุ์ไข่ที่เลี้ยงไว้

ด.ต.สมชาย เล่าว่า ก่อนหน้านี้ได้เคยทดลองทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์มาหลายอย่าง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งเมื่อประมาณ 8 เดือนที่ผ่านมา ได้ทดลองและศึกษาวิธีการเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ จากการไปศึกษาดูงานตามฟาร์มต่างๆ และค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ต และได้ซื้อไก่พันธุ์ไข่สายพันธุ์โร๊ดไทย และสายพันธุ์โร๊ดฝรั่งเศส ประมาณ 100 ตัว มาเลี้ยงกับภรรยา โดยทุกเช้าก่อนออกไปทำงาน ตนจะเป็นคนนำ ข้าวโพด ปลายข้าว หัวอาหาร และหยวกกล้วยมาผสมเป็นอาหาร จากนั้นก็จะเอาไปให้ไก่ที่เลี้ยงไว้กิน ก่อนที่จะออกไปทำงาน หลังจากนั้นช่วงเลิกงาน หลัง 5 โมงเย็น ก็จะกลับมาบ้านและดูแลไก่ที่เลี้ยงไว้ ทำอย่างนี้เป็นประจำ จนทุกวันนี้สามารถเก็บไข่ไก่ที่เลี้ยงไว้ได้วันละ 25 – 30 ฟอง

ด.ต.สมชาย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จะมีเพื่อนบ้านและเพื่อนตำรวจมาสั่งซื้อไข่ไก่จากตนเป็นประจำ โดยจะขายราคาแผงละ 75 บาท มี 30 ฟอง ซึ่งสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวเฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาท และที่สำคัญลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี เนื่องจากไม่ต้องไปซื้อไข่ไก่กิน นอกจากนี้ตนยังได้ศึกษาวิธีการเพาะพันธุ์ลูกไก่โดยได้ทำตู้อบฟักไข่เองซึ่งสามารถขยายพันธุ์ไก่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งอนาคตคิดว่าจะขยายพันธุ์ไก่ไข่และเพิ่มพื้นที่เลี้ยง เผื่อว่าจะมีเพื่อนตำรวจหรือผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงไก่เป็นอาชีพเสริมหรือเก็บไว้กินอย่างตน ก็สามารถเข้ามาศึกษาข้อมูลวิธีการเลี้ยงไก่ไข่ให้ประสบผลสำเร็จได้ ซึ่งตนก็พร้อมที่จะให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจสร้างอาชีพเสริมด้วยการเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ด้วย

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ ให้เปิดตลาดสินค้าเกษตรตามกรอบความตกลงองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ปี 2561-2563 ตามมติคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ให้เปิดตลาดหัวพันธุ์มันฝรั่ง มีข้อผูกพันตามกรอบความตกลงเดิม คือปริมาณในโควตา 302 ตัน (รวมหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป) อัตราภาษีในโควตา 27% และอัตราภาษีนอกโควตา 125% คณะกรรมการนโยบายฯ มีมติเห็นชอบการเปิดตลาดสินค้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง โดยมีปริมาณในโควตาไม่จำกัดจำนวน อัตราภาษีในโควตา 0% และอัตราภาษีนอกโควตา 125%

ทั้งนี้ อัตราภาษีในโควตาไม่เป็นไปตามกรอบความตกลงที่ผูกพันไว้กับ ดับเบิลยูทีโอ เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งได้เพียงพอ ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีหัวพันธุ์มันฝรั่งนำไปเพาะปลูกให้ได้ผลผลิตเพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ

เงื่อนไขการนำเข้า มีดังนี้คือ ให้มีการนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งปีละ 3 ครั้ง ให้นิติบุคคลเป็นผู้นำเข้า ผู้นำเข้าต้องทำหนังสือรับรองพื้นที่เพาะปลูก ผู้นำเข้าจำหน่ายหัวพันธุ์มันฝรั่งพันธุ์โรงงานให้แก่เกษตรกรในราคาไม่เกินกิโลกรัมละ 35.00 บาท และผู้นำเข้าหรือผู้แทนผู้นำเข้าต้องรับซื้อผลผลิตหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปจากเกษตรกรในราคาไม่ต่ำกว่าที่คณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่งกำหนด

สำหรับ การปรับเพิ่มราคารับซื้อหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปจากเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง (ม.ค.-มิ.ย.) รับซื้อในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10.60 บาท โดยปรับเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ0.20 บาท จากเดิม ที่รับซื้อในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10.40 บาทเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น และเพื่อจูงใจให้เกษตรกรคงพื้นที่เพาะปลูกเดิมไว้ รวมทั้งขยายพื้นที่เพาะปลูกใหม่ในอนาคต เนื่องจากสามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร และให้รับซื้อผลผลิตหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปจากเกษตรกร ในช่วงฤดูฝน (ก.ค.-ธ.ค.) ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 14.00 บาท

นายกฤษฎา กล่าวว่า สำหรับหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ครม.มีมติเปิดโควตานำเข้าหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป 52,000 ตันภาษีในโควตา 27% และอัตราภาษีนอกโควตา 125% ซึ่งปริมาณในโควตาไม่เป็นไปตามกรอบความตกลงที่ผูกพันไว้กับ ดับเบิลยูทีโอ คือ ปริมาณโควตา 302 ตัน อัตราภาษีในโควตา 27% และอัตราภาษีนอกโควตา 125% เนื่องจากประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปได้เพียงพอกับการใช้ภายในประเทศโดยส่วนใหญ่ใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป

สำหรับการบริหารการนำเข้าสินค้าหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่คณะอนุกรรมการฯ กำหนด ได้แก่ ผู้นำเข้าต้องเป็นนิติบุคคล มีการทำสัญญารับซื้อผลผลิตหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปจากเกษตรกร โดยกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำในช่วงฤดูแล้ง (ม.ค.-มิ.ย.) ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10.60 บาท และในช่วงฤดูฝน (ก.ค.-ธ.ค.) ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 14.00 บาท ทั้งนี้ ให้มีการนำเข้าในช่วงเดือนก.ค.-ธ.ค.ของทุกปีซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตของประเทศไทยออกสู่ตลาดน้อย

5 องค์กรเกษตรหนุนใช้ยาฆ่าหญ้า “พาราควอต” ชี้เป็นปัจจัยการผลิตสำคัญ แนะรัฐสอนเกษตรกรใช้อย่างปลอดภัย
ดร.นิพนธ์ เอี่ยมสุภาษิต นายกสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ เปิดเผยในงานเสวนาหัวข้อ “ทางออกของประเทศไทย ความปลอดภัยทางการเกษตร” ซึ่งจัดโดยสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง สภาหอการค้าไทย สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และอดีตที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อดีตนายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทยว่า

ประเทศไทยในฐานะครัวของโลกส่งออกสินค้าเกษตรไปกว่า 200 ประเทศ สร้างรายได้ปีละ 1.2 ล้านล้านบาท แต่จุดอ่อนของเกษตรกรต้องประสบปัญหาการคุกคามจากศัตรูพืช โดยเฉพาะวัชพืช ดังนั้น การเลือกใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ถือเป็นเทคโนโลยีปัจจัยการผลิตหนึ่งที่ช่วยให้ผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาด

แต่ในทางกลับกัน สารเคมีที่เกษตรกรใช้เป็นอาวุธป้องกันผลผลิต เช่น พาราควอต กลับถูกมองเป็นจำเลยสังคมไทย เพราะมีการนำเสนอข้อมูลที่ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และไม่ครบถ้วน

การเสวนาครั้งนี้ได้บทสรุปขอให้หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบในการนำข้อมูลไปตัดสินหรือพิจารณาในการกำหนดแนวทางเพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยของภาคเกษตร อาทิ 1) ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสนับสนุนให้เกษตรกรมีความรู้เรื่องมาตรฐานการผลิต และการใช้อย่างปลอดภัย 2) ภาครัฐต้องมีการเฝ้าระวัง และตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหาร และผลผลิต และมีการรายงานผลเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น

3) การจะยกเลิกสารเคมีที่เป็นปัจจัยการผลิตพื้นฐานของเกษตรกร เช่น พาราควอต ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ ควรไปแนะนำเกษตรกรให้ใช้พาราควอตได้อย่างถูกต้องมากกว่าการจะยกเลิก 4) การเสนอข่าวในแง่ลบ โดยยังไม่พิจารณาให้รอบคอบ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร และการส่งออกทันที จึงขอให้เอ็นจีโอได้ระมัดระวังในการนำเสนอข่าว เพราะการตรวจสอบเรื่องสารตกค้างต้องเป็นผู้ชำนาญในการตรวจวิเคราะห์ และการตรวจสอบต้องผ่านห้องปฏิบัติการที่ได้รับรองมาตรฐานด้านการวิเคราะห์ จึงจะมีความน่าเชื่อถือ

นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความปลอดภัยทางการเกษตร เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ปัจจุบันมีระบบที่คอยช่วยเหลือเกษตรให้สามารถใช้สารเคมีได้อย่างถูกต้อง จะไม่มีผลต่อความปลอดภัยและการตกค้างในผลผลิต ข่าวที่มีผู้หยิบยกว่าพบสารพาราควอตปนเปื้อนในผักมากมาย แต่ในความเป็นจริงยังไม่เคยมีประเทศคู่ค้าตีกลับ เนื่องจากปนเปื้อนพาราควอต หรือสารกำจัดวัชพืชชนิดอื่น ๆ เลย การนำเสนอข่าวแบบนี้ ส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่น และกระทบการส่งออก

“ปัจจุบันมีระบบที่คอยช่วยเหลือเกษตรให้สามารถใช้สารเคมีได้อย่างถูกต้อง สารเคมีไม่ใช่ศัตรูตัวร้าย แต่หลายคนไปวางภาพให้เป็นเช่นนั้น จริง ๆ ในทุกวัน ชีวิตคนเราต้องเผชิญกับสารเคมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าการเผชิญนั้นมนุษย์เรารู้จักป้องกันหรือรู้จักใช้แค่ไหน ชีวิตปัจจุบันเป็นโลกของวิทยาศาสตร์แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะปราศจากสารเคมี การใช้อย่างถูกต้องจะไม่มีผลต่อความปลอดภัยและการตกค้างในผลผลิต”

ฝ่ายเกษตร สกว. รวมกับ คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. จัดอบรม หลักสูตรการเพิ่มมูลค่าโคเนื้อ ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และ นักวิชาการ หวังสร้าง “ผลิตภัณฑ์โค” ให้เป็นเงินล้าน ภายใต้ยุทธศาสตร์โคเนื้อ

เมื่อไม่นานมานี้ ฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับ คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) จัดอบรมหลักสูตรการเพิ่มมูลค่าโคเนื้อ ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และ นักวิชาการ (ต้น กลาง ปลายน้ำ) ช่วงระหว่างวันที่ 30 มี.ค. 61 – 2 เมษายน 2561 ณ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีเนื้อสัตว์ อาคารบุนนาค คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล.

โอกาสนี้ รศ.ดร.ประภาพร ขอไพบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สกว. กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญถึงแนวทางการส่งเสริมการเลี้ยงโคในมิติต่างๆ ประกอบกับปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตโคเนื้อลดลง เน้นการส่งออกมากกว่าบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศจีน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์โคเนื้อ โดย รศ.ดร.จุฑารัตน์ เศรษฐกุล ในฐานผู้ประสารงานฝ่ายเกษตร สกว. ร่วมดำเนินการจัดทำ “รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “ยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยทั้งระบบ” ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามดำริของรองนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ดี การอบรมในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมอุตสาหกรรมโคเนื้อของประเทศไทย โดยการขับเคลื่อนในระบบของการผลิตให้ครบห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะโว่กลางน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มของโรงฆ่าที่จะต้องเร่งทำมาตรฐาน GMP Good Manufacturing Practice หรือ หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต และโซ่ปลาน้ำ กลุ่มการตลาด และ บริโภค ที่จะต้องให้ความรู้ทั้งในส่วนของหลักวิชาการ และ แนวทางปฏิบัติ ตั้งแต่ผู้เลี้ยง ผู้ประกอบการ และ Food Service ที่จะเน้นในส่วนของอาหารของสด และวัตถุดิบทำอาหาร ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับเกษตรกร และ ผู้ประกอบการในช่วงของตลาดโคเนื้อผันผวน ทั้งนี้ตนอยากจากฝากข้อคิดที่ได้จากผู้ทรงคุณวุฒิของ สกว.ว่า จะพัฒนาผลิตภัณฑ์โคเนื้ออย่างไรให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีมจำนวนมากที่มาท่องเที่ยว ได้ซื้อผลิตภัณฑ์นั้นกลับไป แทนที่เราจะส่งเนื้อคุณภาพจำนวนมากออกไปขายให้กับประเทศจีน

รศ.ดร.จุพารัตน์ เศรษฐกุล ในฐานผู้ประสารงานฝ่ายเกษตร สกว. กล่าวว่า ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อไทยให้กลายมาเป็นเนื้อระดับพรีเมียม คือมีลักษณะนุ่มเนียน มีไขมันแทรกระดับเดียวกับเนื้อวากิว หรือเนื้อโกเบ แต่ปัจจุบันรูปแบบการเลี้ยงโคเนื้อได้เปลี่ยนมาเป็นการเลี้ยงเพื่อผลิตเนื้อโค เนื่องจากความต้องการบริโภคเนื้อโคเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ โคเนื้อเป็นสินค้าที่มีต้นทุนการผลิตสูง และกว่าจะได้รับผลตอบแทนต้องใช้ระยะเวลานาน อีกทั้ง การเลี้ยง โคเนื้อยังประสบปัญหาอยู่หลายอย่าง เช่น ต้นทุนของอาหารสัตว์ ปัญหาโรคระบาด อย่างไรก็ตามหากมีระบบการจัดการที่ดี เชื่อว่าตลาดโคเนื้อของประเทศไทยไปได้

รศ.ดร.จุฑารัตน์ อธิบายว่า ปัจจุบันตลาดบน หรือ ตลาดเนื้อโคคุณภาพสูง ของไทยมีการผลิตอยู่ราว 12,000 ตัว ต่อปี คิดเป็นมูลค่าอยู่ที่ 960 ล้านบาท หรือ คิดเป็นร้อยละ 2.3 ของมูลค่าทั้งหมด ประมาณ 41,810 ล้านบาท ในส่วนนี้ อาจารย์จุฑารัตน์ อธิบาลย้ำว่า โอกาสชิงส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นไปได้สูง เพราะเนื้อแทรกไขมันกำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ยกตัวอย่าง หากเรานำเนื้อวากิว หรือ เนื้อโกเบ กิโลละหลายพันบาท มาทำเป็นชิ้นวางจำหน่ายควบคู่กับ เนื้อที่เราขุน โดยเทคโนโลยีผสมพันธ์ และอาหารในการขุน กิโลไม่ถึง พันบาท แต่คุณภาพ รสชาติ อาจจะแพ้เนื้อคุณภาพในบางประการ แต่เชื่อว่าจะเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้