สำหรับยุทธศาสตร์นวัตกรรมล้านนาสร้างสรรค์ มีเป้าหมายเพื่อ

รวบรวมคลังความรู้และพัฒนาการเผยแพร่ข้อมูลด้านล้านนา และนำความรู้มาต่อยอดสร้างนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ และยุทธศาสตร์วิจัยที่เป็นเลิศและสร้างนวัตกรรม มีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบและพัฒนานักวิจัยทุกระดับอย่างต่อเนื่อง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย ปฏิรูปโครงสร้างระบบบริหารจัดการงานวิจัย เพื่อรองรับยุทธศาสตร์การวิจัย การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมของประเทศตามศักยภาพของมหาวิทยาลัย ส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการผลิตผลงานวิชาการทั้งที่ยกอันดับของมหาวิทยาลัยหรือมีการนำไปใช้จริงและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ตลอดจนสร้างกลไกและความร่วมมือในการบูรณาการการทำวิจัยนวัตกรรมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคสังคมในรูปแบบการสานพลังประชารัฐตามแนวทางไทยแลนด์ 4.0” รศ.ดร.สัมพันธ์กล่าว

ดาวเรืองบานสะพรั่งทั้งแผ่นดิน กว่า 200 ล้านต้น ทั้งเมล็ดพันธุ์ไทย-นำเข้า คนไทยแห่ซื้อประดับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เผยผู้เพาะต้นขายปรับราคาเพิ่มมากกว่า 1 เท่าตัว ขณะที่ร้านค้าพันธุ์ไม้ขายเฉลี่ยต้นละ 50 บาท คาดการณ์ปีนี้ขายเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองเพิ่มขึ้นเป็น 700 กิโลกรัม

ท่ามกลางดอกดาวเรืองที่บานสะพรั่งทั่วประเทศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้ออกสำรวจตลาดดอกดาวเรืองพบว่า มีการ
จำหน่ายอย่างคึกคัก โดยบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองรายใหญ่ ตรา “ศรแดง” กล่าวว่า ยอดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองรวมทั้งระบบในปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นเกือบ 1 เท่าตัว จากปกติจะจำหน่ายได้ปีละ 300 กิโลกรัม ในปีนี้เพิ่มขึ้นมาอีก 200 กิโลกรัม รวมเป็น 500 กิโลกรัม

โดยผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองที่มียอดจำหน่ายมากที่สุด น่าจะได้แก่ บริษัท ทองเฉลิมโกลด์ จำกัด มียอดจำหน่ายประมาณ 250 กิโลกรัม รองลงมาเป็น บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด ตราศรแดง มียอดจำหน่ายอันดับสอง ประมาณ 150 กิโลกรัม ห้างหุ้นส่วนจำกัดโฮมซีดส์ ประมาณ 100 กิโลกรัม และอันดับ 4 เป็นบริษัท เจียไต๋เมล็ดพันธุ์ ตราเรือบิน ยอดจำหน่ายประมาณ 80 กิโลกรัม

เฉพาะในส่วนเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองของศรแดงจะเป็นเมล็ดพันธุ์นำเข้า ราคาที่ขายจึงสูงตกเมล็ดละ 1 บาท ใน 1 กิโลกรัม มีประมาณ 300,000 เมล็ด หากคิดเมล็ดพันธุ์ที่ขายในท้องตลาดที่เมล็ดละ 50 สตางค์ เมล็ดพันธุ์ที่ขายเพิ่มในปีนี้ 60 ล้านเมล็ด จึงมีมูลค่าสูงถึง 30 ล้านบาท “เมล็ดพันธุ์ดาวเรืองของศรแดงจะขายดีในขนาดซองละ 500 เมล็ด กับซองละ 1,000 เมล็ด แต่ที่เป็นการกระจายรายได้ที่ดีมาก คือ เกษตรกรที่ซื้อไปเพาะใส่ถุงดำ เมื่อรวมค่าดิน ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ค่าน้ำ ค่าแรงและถุงดำ จะมีต้นทุนเพียงถุงละ 2 บาท แต่ขายให้ร้านค้าพันธุ์ไม้ได้ถึงถุงละ 15 บาท จากปกติที่จะขายถุงละ 6 บาท และร้านค้าจะนำไปขายในราคาถุงละ 25-30 บาท เป็นอย่างต่ำ”

ทางด้าน นายบุญรักษ์ บัวลอยลม กรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด โฮมซีดส์ ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองตราบ้าน กล่าวว่า ตลาดเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองในประเทศมีประมาณ 600 กิโลกรัม ต่อปี แยกเป็น ประเภทตัดดอก 550 กิโลกรัม (ดอกสีทอง 450 กิโลกรัม และดอกสีเหลือง 100 กิโลกรัม), ประเภทประดับแปลง 50 กิโลกรัม แต่เนื่องจากปีนี้มีงานพระราชพิธี จึงมีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองมาจากจีน และประเทศอื่นๆ อีก 50 กิโลกรัม รวมเป็น 100 กิโลกรัม “แต่ก็ยังไม่พอเพียงต่อความต้องการใช้ จนต้องไปนำเมล็ดพันธุ์ประเภทตัดดอกสีเหลืองเข้ามาอีก 50 กิโลกรัม และดอกสีทองอีก 20-30 กิโลกรัม รวมประเภทประดับแปลงปีนี้เพิ่มจาก 50 กิโลกรัม เป็น 170-180 กิโลกรัม” นายบุญรักษ์กล่าว

ตลาดดอกดาวเรืองปีนี้มีความคึกคักมาก ปกติประเภทเมล็ดพันธุ์ประดับแปลงที่บริษัทผลิตไว้ยังมีเหลือจำหน่าย แต่ปีนี้ขายหมดไปตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา หรือนับตั้งแต่กระทรวงมหาดไทยประกาศให้ประชาชนประดับต้นดาวเรืองไว้หน้าบ้าน หรือบริษัท ส่วนประเภทตัดดอกที่จะหมดเดือนธันวาคมของทุกปี ก็ขายหมดไปแล้วเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้เอง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ออกสำรวจการซื้อขายต้นดาวเรืองย่านตลาดพืชพันธุ์ไม้เลียบทางด่วนฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) เกือบ 20 ราย พบว่าการซื้อขายช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาคึกคักมาก พ่อค้า-แม่ค้าแต่ละร้านจะสั่งต้นดาวเรืองมาขายเฉลี่ยวันละ 1,000-2,000 ถุง และมีการขยับราคาต้นดาวเรืองที่เพาะใส่ถุงดำเพิ่มขึ้นอีก 10 บาท เป็น 50 บาท ต่อถุง เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน หากใส่ในกระถางพลาสติกสีดำขนาดเล็กเพิ่มราคาจากกระถางละ 70 บาท เป็น 80 บาท แต่ถ้าใส่กระถางพลาสติกใหญ่ ขายกระถางละ 130-150 บาท และถ้าใส่กระถางใหญ่สุดที่ใส่ต้นดาวเรืองได้ 6 ต้น ขายกระถางละ 450 บาท ส่วนการซื้อขายจะมีปริมาณอย่างต่ำรายละ 2-3 ถุง แต่ส่วนใหญ่จะซื้อรายละ 20-30 ถุง มีทั้งซื้อไปประดับหน้าบริษัทและหน้าบ้านของตนเอง

พาณิชย์ร่วมเอกชน จัดงานแสดงสินค้า “STYLE” ผนึก 3 กลุ่มสินค้า “ไลฟ์สไตล์-แฟชั่น-เครื่องเรือนของเล่น” ครั้งแรก เอกชนตอบรับร่วมงานกว่า 60,000 ราย มูลค่าการค้า 2,000 ล้านบาท ชี้หากกระแสดีจัดอีกรอบ เมษายน 2561 มั่นใจ

นายสุพัฒน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย กล่าวว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์เตรียมจัดงานแสดงสินค้า STYLE 2017 ขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 ตุลาคม 2560 ซึ่งจะเป็นการจัดงานใหญ่ครั้งแรกของกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเป็นการรวมงานแสดงสินค้า 3 งานเข้าด้วยกัน ทั้งงานแสดงสินค้าแฟชั่น งานแสดงสินค้าเครื่องหนัง งานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน และงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์เข้าด้วยกัน อย่างไรก็ดี หากประสบผลสำเร็จ พร้อมจัดอีกครั้งในช่วงเดือนเมษายน 2561

สำหรับพื้นที่แสดงสินค้าครั้งนี้ขยายออกมากกว่าเดิมจาก 1,200 บู๊ธ เป็น 2,000 บู๊ธ ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศตอบรับเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มผู้ซื้อจากต่างประเทศต่างพร้อมจะเดินทางมาเพื่อร่วมงานแสดงสินค้า และเจรจาการค้าในครั้งนี้

“ผู้ซื้อส่วนใหญ่ไม่ได้กังวลหรือสอบถามประเด็นการจัดงานแสดงสินค้าครั้งนี้เป็นพิเศษ แม้การจัดงานครั้งนี้จะตรงกับงานพระราชพิธีสำคัญของไทยก็ตาม ทุกคนยังตอบรับที่จะเดินทางเข้ามาร่วมงาน และทางผู้จัดงานได้ขยับเวลาการจัดงานให้เร็วขึ้น เพื่อจะได้ไม่ตรงกับงานพระราชพิธี ส่วนงานแสดงสินค้าและเจรจา พร้อมกับช่วงวันขายปลีกยังยึดตามกำหนดการเดิม ส่วนภาพรวมของงานเราจะจัดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ภายในประเทศ ทั้งการเปิดตัวของงาน หรือคอนเซ็ปต์ของงานด้วย”

อย่างไรก็ดี ผู้ซื้อ ผู้ประกอบการ พร้อมตอบรับเข้าร่วมงานแล้ว และเชื่อว่าการจัดงานจะเดินหน้าไปได้ดี เพราะได้มีการปรับโซนงานแสดงสินค้าให้มีความชัดเจนต่อผู้ร่วมงาน ทั้งนี้ มองว่าภาพการส่งออกในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ ยังเชื่อมั่นว่าการส่งออกทั้งปี 2560 ยังขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 5% เนื่องจากปัจจัยของเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ประเทศผู้นำเข้ายังคงมีคำสั่งซื้อ เนื่องจากเศรษฐกิจภายในของแต่ละประเทศดีขึ้น อีกทั้งการจัดงานครั้งนี้เชื่อว่าจะเป็นตัวกระตุ้นการสั่งซื้อด้วย

สำหรับปัจจัยที่กังวลอยู่บ้างในภาพการส่งออก คงเป็นประเด็นเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะมีผลกระทบต่อการส่งออก ทั้งนี้ ตลาดส่งออกหลักของสินค้าไลฟ์สไตล์ยังคงเป็นตลาดสหรัฐ ตะวันออกกลาง อาเซียน ซึ่งเศรษฐกิจขยายตัวดีมีผลต่อการส่งออก ขณะที่ตลาดยุโรปยังคงเป็นตลาดหลัก แต่ภาพการส่งออกยังทรงตัว ส่วนตลาดใหม่ที่น่าสนใจ เช่น แอฟริกา ปากีสถาน ศรีลังกา กำลังปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า งานแสดงสินค้า STYLE ที่จัดขึ้นเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยและต่างชาติโชว์ศักยภาพ ซึ่งงานที่จัดขึ้นได้รับความร่วมมือจาก 24 สมาคมที่เกี่ยวข้อง ตั้งเป้าจะมีผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้ไม่น้อยกว่า 1,000 บริษัท และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 60,000 รายจากทั่วโลก มูลค่าการค้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในงานไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท โดยขณะนี้กรมได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์การจัดงานอย่างเต็มที่ โดยมอบหมายให้ทูตพาณิชย์ 50 ประเทศ ทำการประชาสัมพันธ์และโรดโชว์การจัดงานแล้ว

โดยการจัดโรดโชว์ไปทั้งกัมพูชา เกาหลีใต้ โดยที่ผ่านมาการจัดงานแสดงสินค้าของขวัญและของตกแต่งบ้าน มีผู้ประกอบการทั้งจีน ศรีลังกา เกาหลี อินโดนีเซีย มาเลเซีย และกลุ่มประเทศ CLMV ตอบรับเข้าร่วมงานอย่างเต็มที่ ขณะที่สหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ยังให้ความสนใจและตอบรับเข้าร่วมงานครั้งนี้ นอกจากการแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจ ภายในงานยังได้จัดตลาดเฉพาะกลุ่มด้วย เช่น สินค้ากลุ่มผู้สูงอายุ สัตว์เลี้ยง สำหรับแม่และเด็ก สุภาพบุรุษ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด อีกทั้งกรมยังได้จัดโซนนิทรรศการเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 และการจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์จากร้านภัทรพัฒน์ ซึ่งเป็นตราสินค้าที่ได้รับการพัฒนาจากท้องถิ่นตามโครงการในพระราชดำริของมูลนิธิชัยพัฒนาอีกด้วย โดยงานจะจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมไบเทค บางนา

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 12 – วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม 2560 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 ต.ค. คณะกรรมการกสทช.ได้ประชุมวาระเร่งด่วน โดยมีมติอาศัยตามมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ส.2498 ประกาศห้ามบุคคลใดก็ตามในประเทศไทยใช้งานโดรน เป็นเวลา 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค. 2560 เป็นต้นไปเป็นเวลา 90 วัน และหากใครมีความจำเป็นที่จะต้องใช้งานโดรน ขอให้เจ้าของนำโดรนที่จะใช้งานไปลงชื่อที่ สำนักงานกสทช.ทั่วประเทศ หรือสถานีตำรวจ หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สมาคมอาหารสำเร็จรูป ปลื้มปิดบัญชีส่งออกอาหารปี 2560 พุ่ง 8% เกินคาดการณ์ อานิสงส์ส่งออกข้าวสารสต๊อกรัฐพุ่ง คาดปี 2561 เศรษฐกิจโลกฟื้นยอดส่งออกโตต่อเนื่อง 3%

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า การส่งออกในอุตสาหกรรมอาหารปี 2561 คาดการณ์เฉลี่ยจะขยายตัว 1-3% เป็นการขยายตัวที่ชะลอลงจากปี 2560 ที่คาดการณ์ขยายตัวเฉลี่ย 7-8% เนื่องจากปีนี้ยอดส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากการส่งออกข้าว โดยใช้ข้าวสารจากสต๊อกรัฐบาล แต่ในปี 2561 สต๊อกข้าวสารรัฐบาลคาดว่าจะระบายออกหมดแล้ว การส่งออกจึงกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะขยายตัวในระดับ 1-3% จากปัจจัยเรื่องของเศรษฐกิจโลกและประเทศผู้นำเข้ายังขยายตัวไปในทิศทางที่ดี รวมไปถึงปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลต่อรายได้ของประเทศผู้นำเข้า อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมจะมีการประชุมหารือเพื่อประเมินภาพการส่งออกในปี 2561 อีกครั้งในเร็วนี้ๆ

“ส่งออกเติบโตอยู่ที่ 7-8% จากช่วงต้นปีที่เคยประเมินว่าจะขยายตัวประมาณ 5% (มูลค่า 2.1 แสนล้านบาท) เนื่องจากหลายสินค้าขยายตัวจากปี 2559 อย่างมาก โดยเฉพาะการส่งออกข้าวที่ขยายตัวอย่างมากจากการระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล และปัญหาภัยแล้งในประเทศคู่ค้า ส่งผลให้มีการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สินค้าผักและผลไม้ กลุ่มสินค้าอาหารทะเล ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ขยายตัวต่อเนื่องมา 2 ปี โดยได้รับอานิสงส์จากการเปิดตลาดญี่ปุ่น และการเปิดตลาดนำเข้าของเกาหลีใต้ ที่มีความมั่นใจนำเข้าไก่สดจากไทย และประเทศผู้ส่งออกไก่รายอื่นประสบปัญหาไข้หวัดนก จึงนำเข้าจากไทยไปทดแทนประเทศที่มีปัญหาดังกล่าว”

อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกยังต้องการขยายตลาดไปในกลุ่มอื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วย เช่น ตะวันออกกลาง มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น แต่การขยายการส่งออกเข้าไปในตลาดประเทศมุสลิมกลุ่มนี้ ทางผู้ส่งออกหรือโรงงานผลิตอาจต้องปรับตัวอย่างมาก เพราะมีเงื่อนไขการส่งออกที่แตกต่างไปจากประเทศผู้นำเข้าหลัก

นอกจากนี้ ไทยยังจำเป็นต้องรักษาตลาดส่งออกหลัก ซึ่งเป็นตลาดเดิม เช่น อังกฤษ หลังจากการแยกตัวจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) แล้ว ผลอย่างเป็นทางการที่ชัดเจนจะเป็นอย่างไรผู้ส่งออกต้องมีการพิจารณาและปรับตัว เนื่องจากต้องยอมรับว่าการส่งออกไปในประเทศอังกฤษ มีสัดส่วนพอสมควรสำหรับการส่งออกกลุ่มอาหาร

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า แม้ว่าภาพการส่งออกอาหารจะขยายตัว แต่ยังมีสินค้าบางรายการที่ยังขยายตัวไม่มาก เช่น การส่งออกสับปะรด ปริมาณการส่งออกขยายตัวแต่มูลค่ากลับลดลง เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นมาจากผลผลิตน้อยลง ขณะที่เพิ่มราคาไม่ได้ มูลค่าการส่งออกอาจจะลดลงบ้าง

นอกจากนี้ มีสินค้าอาหารทะเลที่กระทบบ้างเล็กน้อย เนื่องจากปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม (IUU) เพราะผลผลิตน้อยลง การจับปลามีกฎระเบียบ ต้องมีใบอนุญาตที่ถูกต้อง หากไม่มีจะไม่สามารถส่งออกได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกส่วนใหญ่สามารถปรับตัวได้

“สิ่งที่ต้องติดตามผลกระทบที่จะมีต่อการส่งออกในกลุ่มอาหารของไทยต่อเนื่องถึงปีหน้า คือ เรื่องกฎระเบียบหรือประกาศใหม่ที่จะมีผลต่อการนำเข้าสินค้า ประเทศที่น่าจับตาคือสหรัฐและสหภาพยุโรป ซึ่งผู้ส่งออกควรติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อการส่งออกขยายตัวมาก อาจทำให้ตู้คอนเทนเนอร์ที่นำเข้ามาไม่เพียงพอที่จะใส่สินค้าส่งออกไป ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อต้นทุนการส่งออกสินค้าได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 12 – วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม 2560 “ปัจจุบันฐานทางพันธุกรรมของประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพที่ดีมากเหมือนมีอัญมณีทางพันธุกรรม มีพืชชนิดต่างๆ ที่ปู่ย่าตายายสะสมรวบรวมพันธุ์ไว้จนหลายประเทศอิจฉา ถือเป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม” เป็นคำพูดที่ “ผศ.ดร.ปิยะศักดิ์ ชอุ่มพฤกษ์” อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุ์พืชเคยกล่าวไว้

แต่วันนี้รัฐบาล คสช.ได้หยิบยกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช (ฉบับที่…) พ.ศ. …ขึ้นมาปัดฝุ่นพิจารณาใหม่ ทำให้หลายฝ่ายหวั่นเกรงว่าจะทุบหม้อข้าวตนเอง

แม้ นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะแม่งานหลักจะออกมาชี้แจงโดยให้เหตุผลว่า การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ยึดผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก

แต่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า รายละเอียดที่ระบุบางมาตรากลับเป็นตรงกันข้าม ภาคประชาสังคมจึงลุกขึ้นตั้งคำถามว่ารัฐบาลผลักดัน กฎหมายฉบับนี้เพื่อเกษตรกรหรือเอื้อนายทุนบรรษัทข้ามชาติกันแน่ !

หากย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของประเทศอุตสาหกรรม
ที่มีความก้าวหน้าในการปรับปรุงพันธุ์พืช บริษัทเมล็ดพันธุ์และนักปรับปรุงพันธุ์พืชบางกลุ่มในประเทศไทย ที่ต้องการให้มีกฎหมายที่คุ้มครอง “สิทธินักปรับปรุงพันธุ์” ซึ่งเป็นสิทธิผูกขาดในการผลิตและจำหน่ายพันธุ์พืชเป็นระยะเวลายาวนานถึง 10-25 ปี

ปี 2540 เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกได้เรียกร้องให้รัฐบาลยกร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช โดยให้คำนึงถึงหลักการเรื่องสิทธิเกษตรกร สิทธิอธิปไตยของประเทศเหนือทรัพยากรชีวภาพ และการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม แทนที่จะให้สิทธิผูกขาดแก่นักปรับปรุงพันธุ์ โดยใช้กฎหมายสิทธิบัตร หรือกฎหมายของยูปอพ (UPOV) ตามที่บรรษัทข้ามชาติต้องการ

กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช 2542 ของไทยจึงถูกร่างขึ้นโดยถ่วงดุลระหว่างการให้การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ของนักปรับปรุงพันธุ์และบริษัทเมล็ดพันธุ์ และการเคารพถึงสิทธิและผลประโยชน์ที่เกษตรกรควรได้รับ

ล่าสุด นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ร่าง พ.ร.บ.
คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ได้ตัดมาตรา 33 ใน พ.ร.บ.ฉบับปี 2542 แล้วแก้ไขนิยามใหม่ ในมาตรา 35 ซ่อนการลดทอนสิทธิเกษตรกรไว้อย่างแยบยล “เท่ากับกฎหมายให้สิทธิผูกขาดแก่นักปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภายใต้บริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ และลดทอนสิทธิของเกษตรกร จากที่กฎหมายเดิมให้สิทธิเกษตรกรเก็บพันธุ์ไปปลูกต่อได้ แต่กฎหมายใหม่ตัดประเด็นนี้ออกไป”

ที่ถูกตั้งคำถามคือ การเพิ่มเงื่อนไขว่า junkhost.com “เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการปรับปรุงพันธุ์ รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช มีอำนาจออกประกาศกำหนดพันธุ์พืชใหม่ชนิดใดเป็นพันธุ์พืชที่สามารถจำกัดปริมาณการเพาะปลูกหรือการขยายพันธุ์ทั้งหมดหรือบางส่วนของเกษตรกรได้ เท่ากับเปิดทางให้นายทุนหรือเปล่า”

“เพราะนี่คือหัวใจสำคัญของการลดทอนสิทธิเกษตรกร ขณะที่กรมวิชาการเกษตรหยิบยกข้อมูลมาชี้แจงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น” นายวิฑูรย์กล่าว

แม้ยังไม่มีบทสรุปสุดท้าย แต่หลายฝ่ายข้องใจว่า หากยอมรับร่างกฎหมาย จะเข้าข่าย “ผูกขาด” พันธุ์พืชตามอนุสัญญา UPOV 1991 หรือไม่ ที่สำคัญ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่เอื้อประโยชน์ใครกันแน่ ?

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศล นิมนต์พระ 10 รูปสวดพระพุทธมนต์ เพื่อถวายเป็น พระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2560 นี้ ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมฯร่วมในพิธี ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีปวงชนชาวไทยและการพัฒนางานด้านสหกรณ์

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์กำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต ในวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2560 นี้ โดยจะมีพิธีบำเพ็ญกุศล นิมนต์พระสงฆ์จาก วัดนรนาถสุนทริการาม จำนวน 10 รูป สวดพระพุทธมนต์ ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมกันนี้ ผู้บริหารของกรมฯจะร่วมกันทอดผ้าไตรบังสุกุล และถวายภัตตาหารและปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ซึ่งในวันดังกล่าว ข้าราชการและลูกจ้างของกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลโดยพร้อมเพรียงกัน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการพัฒนางานด้านสหกรณ์

นอกจากนี้ ข้าราชการและพนักงานราชการของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวน 1,973 ราย ซึ่งอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้สมัครเข้าร่วมกิจกรรม “จิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ” เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ ให้กับประชาชนที่มาร่วมในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เป็นการรวมพลังความรักอันมีค่ารวมพลังน้ำใจของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ที่จะน้อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในงานพระราชพิธีถวาย พระเพลิงพระบรมศพ วันที่ 26 ตุลาคม 2560 นี้

วันสำคัญพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยิ่งใกล้เข้ามา พสกนิกรไทยยิ่งเศร้าโศกอาลัยถึงในหลวงรัชกาลที่ 9

นอกจากปฏิบัติตนตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งถือเป็นการแสดงความจงรักภักดีสูงสุดแล้ว หน่วยงาน ภาครัฐ เอกชน ตลอดจนพสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่า ต่างร่วมแรงร่วมใจจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ล่าสุด กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ โดย พล.ต.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์เชิญชวนประชาชนเขาชมความงามของดอกดาวเรือง ณ ทุ่งดาวเรือง รวมใจภักดิ์ ทุ่งดาวเรืองประวัติศาสตร์ 4.5 แสนต้น ซึ่งปลูกเป็นสัญลักษณ์เลข 98 ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บริเวณเชิงเขาทอง หมู่ที่ 5 ตำบลแก่งเสี้ยน อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 13-20 ตุลาคมนี้

ภายในงานนอกจากจะเห็นต้นดาวเรืองเหลืองอร่ามไปทั้งทุ่งขนาดเนื้อที่รวม 50 ไร่แล้ว หน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ บจ.ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ คณะศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่น 63 ได้ร่วมกันจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ แสดงออกถึงความจงรักภักดี ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมซุ้มเทิดพระเกียรติ

จึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยมาร่วมชมทุ่งดาวเรือง และร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้เป็นต้นแบบแห่งความพอเพียง มีวินัย สุจริต และจิตอาสา ให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

จากนั้นจะนำต้นดาวเรืองทั้งหมดไปประดับตามสถานที่ราชการที่แจ้งความจำนงมายังโครงการ ในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

พล.ต.รังษี กิติญาณทรัพย์ ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นแม่งาน กล่าวว่า โครงการ ทุ่งดาวเรือง รวมใจภักดิ์ จัดทำขึ้นโดย กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เพื่อถวายเป็นราชสักการะ เนื่องใจพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยจัดทำโครงการปลูกต้นดาวเรืองจำนวน 4.5 แสนต้น ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2560 ขณะนี้ออกดอกและกำลังจะบานสะพรั่งเหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่งทั้ง 50 ไร่

จัดชุมนุมใหญ่ต่อต้านการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกากันไปเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเจรจาการค้า การลงทุนกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ในวันที่ 2-4 ตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมชุมนุมนำโดยสมาชิกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สหกรณ์การเกษตรปศุสัตว์ราชบุรี จำกัด สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ ฯลฯ ซึ่งการชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ เนื่องมาจากการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ต้องการแก้ไขการขาดดุลการค้ากับ 16 ประเทศ 1 ในนั้นมีประเทศไทยด้วย ซึ่งการเดินทางไปสหรัฐครั้งนี้ กลุ่มผู้เลี้ยงหมูไทยกังวลว่า สหรัฐจะบีบไทยให้เปิดตลาดเนื้อหมูและชิ้นส่วนหมู ตามที่สภาผู้เลี้ยงสุกรสหรัฐกดดันให้ไทยเปิดตลาดมาตลอดในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา แต่กลุ่มผู้เลี้ยงหมูไทยก็ต่อต้านมาตลอด โดยอ้างว่า หมูสหรัฐใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง ผิดกฎหมายทั้ง พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2542 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2545 ของกระทรวงสาธารณสุข และอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งแก่ผู้บริโภคชาวไทยได้