สำหรับสวนสาธารณะพรุยน มีเนื้อที่กว่า 100 ไร่ มีการขุดสระน้ำ

เพื่อบริโภคเพื่อการเกษตรและประมงให้กับชาวบ้าน และปลูกต้นหว้ากว่า 20 ต้น เมื่อปี 2552 ในพื้นที่ดังกล่าวชาวบ้านมักจะใช้เวลาว่างออกมาหาปลา เดินเที่ยวเล่น อีกด้วย กรมส่งเสริมการเกษตร เชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมปั่นจักรยานท่องเที่ยว ในเส้นทางสายลิ้นจี่แม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมเลือกซื้อลิ้นจี่คุณภาพจากไร่เป็นผลผลิตลิ้นจี่ในฤดูกาลแรกของปีนี้ หลังจากที่ลิ้นจี่แม่กลองไม่ติดผลมาเป็นเวลา 4 ปี

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากสถานการณ์ผลผลิตลิ้นจี่แม่กลองในปีนี้ที่ค่อนข้างมีผลผลิตดี จากที่ไม่ให้ผลผลิตต่อเนื่องมาถึง 4 ปี โดยเฉพาะ 3 อำเภอหลัก ที่มีปริมาณการปลูกลิ้นจี่มาก ได้แก่ อ.เมือง อ.อัมพวา อ.บางคนที ซึ่งพันธุ์ที่ปลูกเป็นสายพันธุ์ค่อม โดยปีนี้คาดการณ์ว่าจะมีผลผลิตรวมจากทั้งสามช่วงประมาณ 3,000 ตัน และเพื่อเป็นการส่งเสริมการบริโภคลิ้นจี่คุณภาพของจังหวัดสมุทรสงคราม โดยลิ้นจี่พันธุ์ค่อมสมุทรสงคราม ขึ้นชื่อว่าเป็นลิ้นจี่ที่มีรสชาติหวาน กรอบ เนื้อหนากรอบ มีสีขาวอมชมพู เนื้อแห้งไม่แฉะ ลำต้นไม่สูงมากนัก เมื่อลิ้นจี่แก่จัดเปลือกด้านในจะเป็นสีชมพู หรือที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกกันว่า ร่องชาด ส่วนราคานั้นชาวสวนคาดหวังว่าไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 150-200 บาท

และด้วยรสชาติของลิ้นจี่พันธุ์ค่อมที่ปลูกที่สมุทรสงครามมีความอร่อยเฉพาะตัว จึงจัดเป็นของดีของจังหวัดสมุทรสงคราม ทั้งนี้ การให้ผลผลิตลิ้นจี่ที่อร่อยของที่นี่มีปัจจัยสำคัญมาจากสภาพอากาศเย็นและอิทธิพลจากแม่น้ำแม่กลองที่ทำให้ตะกอนดินพัดมาทับถมกันกลายเป็นดินดอนปากแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์

สำหรับการออกผลปีนี้ แบ่งเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงแรก ระหว่าง วันที่ 1-10 เมษายน ช่วงที่สอง ระหว่าง วันที่ 11-30 เมษายน และช่วงที่สาม ตั้งแต่ 1 พฤษภาคมเป็นต้นไป ซึ่งลิ้นจี่จะออกผลในเวลาเช่นนี้ทุกปีจนทำให้เดือนเมษายนกลายเป็นเทศกาลประจำปีที่ควรมาเที่ยวของจังหวัดสมุทรสงคราม ประกอบกับปีนี้สภาพอากาศเอื้ออำนวย มีฤดูหนาวยาวนาน ทำให้ลิ้นจี่ของจังหวัดสมุทรสงครามออกผลมาก ทำให้เกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่มีกำลังใจที่จะทำผลผลิตลิ้นจี่ในปีต่อไปให้ดีมากยิ่งขึ้น

กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมเส้นทางสายลิ้นจี่แม่กลองขึ้น เพื่อเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นในระหว่าง วันที่ 5 เมษายน-5 พฤษภาคม 2561 สถานที่จัดกิจกรรมแบ่งเป็นสองประเภทคือ สถานที่จำหน่ายลิ้นจี่ 8 แห่ง ได้แก่ วัดอินทาราม วัดบางสะแก องค์การบริหารส่วนตำบลบางนางลี่ ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ตลาดน้ำสามอำเภอ วัดเกาะแก้ว วัดบางกุ้ง และริมถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในพื้นที่โดยรอบ

ส่วนสถานที่จัดกิจกรรมปั่นจักรยานเข้าสวนลิ้นจี่ 3 แห่ง ได้แก่ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ วัดสวนหลวง และวัดบางกุ้ง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ปั่นจักรยานชมสวนลิ้นจี่ ซื้อผลผลิตโดยตรงจากสวน และได้สัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ พร้อมทั้งเที่ยวชมวิถีชีวิตของชาวสวนลิ้นจี่หรือผลไม้อื่นๆ ของจังหวัดสมุทรสงครามไปพร้อมๆ กัน สนใจสอบถามรายละเอียดได้ ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม

การมาเยือนของ แจ็ค หม่า ประธานบริหารของกลุ่มอาลีบาบา เพื่อประกาศแผนการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลและส่งเสริมการพัฒนาทักษะบุคลากรของไทย ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะที่เป็น “ฮับ” ของการลงทุนในธุรกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซในภูมิภาค

ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย คือ ความพร้อมของกำลังคนด้านดิจิทัลของไทยเราเอง ซึ่งนอกจากจะให้อาลีบาบาช่วยพัฒนาแล้ว เราควรต้องออกแรงพัฒนากำลังคนของเราเองด้วย ในปัจจุบัน เราผลิตกำลังคนด้านดิจิทัลออกมามากพอสมควร เพราะมีการเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี ด้านดิจิทัลมากถึง 427 หลักสูตร ในสถาบันการศึกษาเกือบ 170 แห่ง ทั่วประเทศ และสามารถผลิตบัณฑิตที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านดิจิทัลมากกว่า 26,000 คน ในปี 2560 แต่ปัญหาก็คือ บุคลากรที่ผลิตออกมาจำนวนไม่น้อยมีปัญหาด้านคุณภาพที่ไม่ตอบโจทย์ของภาคธุรกิจ

สาเหตุหนึ่งของปัญหาดังกล่าว เป็นเพราะหลักสูตรที่ใช้ล้าสมัย เพราะไม่ได้ปรับให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้บริษัทต่างๆ ที่มาลงทุน รวมทั้งอาลีบาบา เลือกที่จะไม่ทำกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในประเทศไทย แต่มาลงทุนในไทยเพียงเพื่อใช้ไทยเป็นฐานกระจายสินค้าไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการลงทุนไม่มาก

ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการจะได้ประโยชน์จากการลงทุนดังกล่าวอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และสามารถสร้างเสน่ห์ในการดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัล เหมือนหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น สิ่งที่ภาครัฐต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลที่มีคุณภาพสูง และใช้งานได้จริง โดยการดำเนินนโยบายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ควบคู่กันไปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ในระยะสั้นและระยะกลาง ประเทศไทยควรมีนโยบายเพื่อให้เกิดกำลังคนด้านดิจิทัล 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรกคือ กลุ่มคนด้านดิจิทัลที่สามารถพัฒนาและใช้เทคโนโลยีหลักที่เปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผัน (disruptive technologies) เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things)

ในหลายประเทศ การพัฒนาคนกลุ่มนี้ มักทำโดยการจัดหลักสูตรเข้มข้นระยะประมาณ 6 เดือน โดยเน้นการพัฒนาทักษะจากโจทย์จริง ข้อมูลจริง เพื่อใช้งานจริงและแก้ปัญหาจริงได้ เช่น ไต้หวัน จัดหลักสูตรในลักษณะดังกล่าวโดย Institute for Information Industry (III) ส่วนสิงคโปร์ดำเนินการโดยผ่านโครงการ Skills Framework for Infocomm Technology

หัวใจของการฝึกอบรมในทั้ง 2 ประเทศ คือ ไม่มุ่งเน้นปริมาณมาก แต่เน้นฝึกอย่างเข้มข้น เพื่อให้ได้คุณภาพระดับสามารถใช้งานได้จริง กลุ่มที่สองคือ กลุ่มคนด้านดิจิทัลที่ต้องการจำนวนมากพอสมควร เช่น นักพัฒนาซอฟต์แวร์ (software developer) และโปรแกรมเมอร์ ซึ่งต้องมีคุณภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจเช่นกัน กลุ่มนี้สามารถสร้างได้โดยสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคธุรกิจ

ตัวอย่างที่ดีในต่างประเทศคือ เกาหลีใต้ ซึ่งมี ICT Model Schools ซึ่งเปิดให้สถาบันการศึกษาสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก คือ การมีหลักสูตรการสอนที่เหมาะสมและความพร้อมด้านสถานที่และอุปกรณ์วิจัย ที่สำคัญ ต้องสามารถดึงดูดการลงทุนร่วมด้านการศึกษาและวิจัยจากภาคธุรกิจ โดยสถาบันฯ ที่สนใจต้องส่งข้อเสนอการพัฒนาสู่ความเป็นสถาบันที่เชี่ยวชาญ ด้าน ICT มาให้คณะกรรมการพิจารณา มีสถาบันที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 30 แห่ง ซึ่งกระจายในแต่ละภูมิภาค แต่ละแห่งได้รับเงินสนับสนุน ประมาณ 45-90 ล้านบาท สำหรับโครงการ 4 ปี อย่างไรก็ตาม หากการประเมินผลประจำปีไม่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ สถาบันฯ นั้นก็จะถูกคัดออกจากโครงการ โดยสถาบันฯ ที่อยู่ในระดับรองลงไปจะได้รับการคัดเลือกแทน

กลุ่มที่สามคือ กลุ่มคนด้านดิจิทัลทักษะสูงจากต่างประเทศ โดยกลุ่มนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาความขาดแคลนเฉพาะหน้า เราสามารถดึงดูดกลุ่มนี้ได้จากการอำนวยความสะดวกและสร้างแรงจูงใจในการเข้ามาทำงาน ที่ผ่านมา สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และสหรัฐ ได้ใช้มาตรการนี้ดึงดูดกำลังคนจากต่างประเทศมาเป็นระยะเวลานานและประสบความสำเร็จ

สำหรับประเทศไทย มาตรการดังกล่าวได้เพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อต้นปี 2561 เมื่อรัฐบาลออกมาตรการ Smart Visa ซึ่งเป็นวีซ่าพิเศษ เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยให้สิทธิพิเศษต่างๆ เช่น การให้วีซ่าถึง 4 ปี และไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวของไทยยังมีเงื่อนไขไม่ดึงดูดพอ เพราะกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำไว้สูงมากถึง 200,000 บาท ต่อเดือน ทำให้มีผู้ที่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวและสนใจเข้ามาทำงานในไทยน้อยเกินไป ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาปรับเงินเดือนขั้นต่ำ และเงื่อนไขให้เหมาะสมกัน เช่น ผู้ที่มีเงินเดือนอย่างน้อย 2 แสนบาท จะได้วีซ่านาน 4 ปี ส่วนผู้ที่มีเงินเดือนเกิน 1 แสนบาท แต่ไม่ถึง 2 แสนบาท จะได้วีซ่านาน 2 ปีเป็นต้น

ในระยะยาว ประเทศไทยควรมุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพการศึกษา โดยสร้างกลไกให้ภาคธุรกิจให้ข้อมูลทักษะกำลังคนที่ต้องการแก่สถาบันการศึกษา และให้สถาบันการศึกษาปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ รวมทั้งหาผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยสถาบันการศึกษาวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของตน จัดทำแผนปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ขยายจำนวนนักศึกษาฝึกงาน และเพิ่มอาจารย์ที่มีคุณภาพ

ตัวอย่างของประเทศที่มีแนวปฏิบัติที่ดีคือ เกาหลีใต้ ซึ่งมีโครงการ Nurturing Excellent Engineers in Information Technology (NEXT) และ ญี่ปุ่นซึ่งมีระบบ KOSEN ที่มีชื่อเสียง

บทเรียนจากประสบการณ์ต่างประเทศที่กล่าวมา สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยความสำเร็จในการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลประกอบด้วย 4 ประการ คือ หนึ่ง เน้นการพัฒนาคุณภาพมากกว่าปริมาณ สอง เน้นความร่วมมือกับภาคเอกชน สาม มีกลไกการตรวจสอบและประเมินผลที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างความรับผิดชอบ (accountability) และสี่ มีกลไกที่สนับสนุนความเข้มแข็งของสถาบันการศึกษา

ในปัจจุบัน การสร้างกำลังคนด้านดิจิทัลในประเทศไทย ในสถาบันต่างๆ ยังไม่มีองค์ประกอบแห่งคุณภาพครบทั้ง 4 ประการ แต่ก็น่าจะสามารถสร้างขึ้นได้ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของอาลีบาบา และบริษัทชั้นนำอื่นๆ ในอนาคต

เกษตรฯ เผยปีนี้ราคาทุเรียนเหมาสวนสูงถึง 110 บาท ต่อกิโลกรัม ย้ำผลิตทุเรียนคุณภาพป้อนตลาดเท่านั้น หากพบผู้ขายกระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยเปิดตลาดส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีน ด้วยวิธีการซื้อขายผ่านออนไลน์ ส่งผลให้ราคาทุเรียนรับซื้อปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลดีแก่เกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนในภาคตะวันออก โดยในปีนี้ราคาทุเรียนเหมาสวนสูงถึง 110 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่สูงมากกว่าทุกปี ทำให้มีข้อกังวลว่า เมื่อราคาทุเรียนสูงขึ้น อาจส่งผลให้ชาวสวนเร่งตัดผลผลิต ซึ่งทำให้คุณภาพของทุเรียนลดลงนั้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ติดตามสถานการณ์และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด อาทิ ด้านคุณภาพของทุเรียนส่งออกไปจีน กรมวิชาการเกษตรได้มีพิธีสารกำกับดูแล โดยกำหนดให้การส่งออกทุเรียนคุณภาพมาจากแหล่งผลิตที่ได้รับรอง GAP โรงคัดบรรจุที่ได้รับรอง GMP และตรวจสอบออกใบรับรองสุขอนามัยพืช โดยข้อกำหนด GAP กำหนดให้มีการเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ได้ดำเนินการตรวจสอบในประเด็นทุเรียนอ่อนเพิ่มเติม โดยการทวนตรวจสอบที่โรงคัดบรรจุว่ามีการรับวัตถุดิบที่เหมาะสมเพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพอีกทางหนึ่ง เพิ่มเติมจากมาตรการควบคุมตรวจสอบระดับจังหวัด รวมทั้งมีประกาศกำหนดเรื่องการจดทะเบียน ผู้ส่งออกทุเรียน ซึ่งกำหนดให้ติด sticker ที่ขั้วผล เพื่อให้เป็นช่องทางการแจ้งปัญหาที่ผู้ซื้อพบ และเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชจะตรวจสอบการติด sticker ก่อนออกใบรับรองสุขอนามัยพืชอีกทางหนึ่งด้วย เป็นต้น

ด้าน นางดาเรศร์ กิตติโยภาส โฆษกกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้กำชับให้สำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด รายงานสถานการณ์การผลิตและการจำหน่ายไม้ผลภาคตะวันออกทุกสัปดาห์ โดยขณะนี้มีทุเรียนออกสู่ตลาดไปแล้ว 112,817 ตัน คิดเป็น 27.93% และผลผลิตที่ยังไม่เก็บเกี่ยว 291,089 ตัน คิดเป็น 72.07% (ข้อมูล ณ วันที่ 23 เมษายน 2561) ซึ่งในช่วงปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2561 จะเป็นช่วงที่ทุเรียนออกสู่ตลาดมากที่สุด ไม่ใช่เป็นช่วงต้นฤดูกาลผลิตที่มักประสบกับปัญหาทุเรียนอ่อน

อย่างไรก็ดี ได้มีมาตรการป้องกันปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนคุณภาพผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และมีการส่งเสริมในรูปแบบแปลงใหญ่ทุเรียนในภาคตะวันออก จำนวน 23,092 ไร่ มีสมาชิก 3,079 ราย ซึ่งการผลิตทุเรียนคุณภาพในรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนเป็นไปอย่างมีระบบ การลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพผลผลิตตามมาตรฐาน GAP ส่งผลให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิก ถ่ายทอดองค์ความรู้และเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการตลาดแก่เกษตรกรที่ยังไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกผ่าน ศพก. เครือข่าย สามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้รับซื้อ ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศได้

สำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนคุณภาพ เริ่มตั้งแต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนที่มีความสุกแก่เต็มที่ หรือเก็บเกี่ยวทุเรียนในช่วงอายุที่เหมาะสม โดยนับจำนวนวันหลังดอกบานจนถึงเก็บเกี่ยวสำหรับพันธุ์กระดุมทอง อยู่ที่ประมาณ 90-100 วัน พันธุ์ชะนี ประมาณ 105-110 วัน และพันธุ์หมอนทอง ประมาณ 120-135 วัน และมีข้อแนะนำในการจัดการผลผลิตด้วยการคัดขนาด คัดคุณภาพ แยกผลผลิตที่ด้อยคุณภาพออก และให้เกษตรกรทำความสะอาดผลทุเรียนอย่างดีก่อนที่จะส่งจำหน่าย

ส่วนมาตรการด้านการป้องกันการตัดทุเรียนอ่อน กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน ป้องกัน แก้ไขปัญหาเรื่องทุเรียนอ่อน เป็นนโยบายหลัก โดยกำหนดออกเป็น 3 แนวทาง ดังนี้

1. แนวทางเชิงรุก ด้วยการสร้างความเข้าใจและเพิ่มทักษะความรู้ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกร การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และความเข้าใจทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค การสร้างทีมเกษตรกรและหน่วยรับตรวจความสุกของทุเรียนก่อนการเก็บเกี่ยว

2. แนวทางเชิงรับ ด้วยการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อสกัดกั้นทุเรียนอ่อนระดับอำเภอและระดับจังหวัด

3. การนำบทลงโทษทางกฎหมายมาบังคับใช้อย่างจริงจัง ทั้งกฎหมายอาญา มาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่น อันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณา หรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ในแต่ละจังหวัดยังมีมาตรการควบคุมอย่างเข้มข้น เช่น จังหวัดจันทบุรี ซึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกทุเรียนมากที่สุด ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพเพื่อการส่งออกและส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพของผู้ประกอบการร้านค้าปลีกจังหวัดจันทบุรี ฤดูกาลผลิตปี พ.ศ. 2651 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธาน และมีเกษตรจังหวัดจันทบุรีเป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมคุณภาพไม้ผลและสุ่มตรวจควบคุมคุณภาพผลผลิต ซึ่งเป็นมาตรการระดับพื้นที่ที่สอดคล้องกัน

สำหรับผู้บริโภคมีข้อสังเกตง่ายๆ ก่อนซื้อทุเรียนในช่วงนี้ คือ
1. สังเกตก้านผล ก้านผลจะแข็งและมีสีเข้มขึ้น สากมือ เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียนจะรู้สึกว่า ก้านผลทุเรียนมีสปริงมากขึ้น ก้านผลบริเวณปากปลิงจะบวมโตเห็นรอยต่อชัดเจน

2. สังเกตหนาม ปลายหนามแห้ง มีสีน้ำตาลเข้ม เปราะและหักง่าย ดังนั้น เมื่อมองจากด้านบนของผลจะเห็นหนามเป็นสีเข้ม หนามกางออก ร่องหนามห่าง เวลาบีบหนามเข้าหากันจะรู้สึกว่ามีสปริง

3. สังเกตรอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัดจะสังเกตเห็นรอยแยกสีน้ำตาลบนร่องพูอย่างชัดเจน ยกเว้น บางพันธุ์ที่พูปรากฏไม่เด่นชัด เช่น พันธุ์ก้านยาว

4. การชิมปลิง ผลทุเรียนแก่จัด เมื่อตัดขั้วผลหรือปลิงออกจะพบน้ำใส ซึ่งไม่ข้นเหนียวเหมือนในทุเรียนอ่อน และเมื่อชิมดูจะมีรสหวาน

5. การเคาะเปลือกหรือกรีดหนาม เมื่อเคาะเปลือกผลทุเรียนที่แก่จัดจะมีเสียงดังหลวมๆ เสียงหนักหรือเบาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพันธุ์และอายุของต้นทุเรียน

วันที่ 25 เม.ย. ที่แปลงเกษตรด้านหลังกองพันทหารช่างที่ 202 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ กองทัพภาคที่ 2 อ.เมือง จ.นครราชสีมา นางเบญจมาศ สังฆมณี อายุ 42 ปี แม่บ้านทหาร ปลูกหัวไชเท้าปลอดสารพิษ เพื่อสร้างรายได้เสริม ซึ่งหัวไชเท้าเป็นพันธุ์จากประเทศเกาหลีใต้ ปลูกโดยใช้ระบบน้ำหยดซึม ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างเก็บผลผลิตเพื่อเตรียมส่งให้ลูกค้าตามออเดอร์

นางเบญจมาศ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สร้างโรงเรือนไว้เพื่อปลูกเมล่อนเกาหลี ต่อมาได้สร้างโรงเรือนเพิ่มขึ้นอีก ขนาด 6×12 เมตร เพื่อทดลองปลูกหัวไชเท้าเกาหลีปลอดสารพิษ ตามออเดอร์ของลูกค้าที่จะมารับซื้อถึงแปลงเกษตร ซึ่งเมล็ดพันธุ์ก็เป็นของลูกค้าที่นำมาให้ปลูก โดยหัวไชเท้าเกาหลีนั้นสามารถปลูกได้ง่ายในทุกฤดู แต่ฤดูหนาวจะทำให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด สำหรับหัวไชเท้าเกาหลีนั้น จะมีรสชาติคล้ายกับมันแกว อีกทั้งยังเป็นพืชที่ใช้ระยะเวลาในการปลูกเพียง 60-65 วัน ก็สามารถถอนหัวไชเท้าไปขายได้ โดยการปลูกหัวไชเท้าเกาหลีของตนนั้น

นางเบญจมาศ กล่าวต่อว่า ตอนนี้ปลูกเป็นรุ่นที่ 2 แล้ว ซึ่งจะใช้ระบบน้ำหยดซึม 2 เวลา เช้าและเย็น ทำให้ประหยัดน้ำมาก ส่วนผลผลิตหัวไชเท้าเกาหลีนั้นจะมีน้ำหนักอยู่ที่ หัวละ 1-2 กิโลกรัม และขายในราคากิโลกรัมละ 50 บาท แต่ละรุ่นจะได้น้ำหนักรวมประมาณ 360 กิโลกรัม สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวต่อการปลูก 1 รุ่น ประมาณ 18,000 บาท ซึ่งปัจจุบันหัวไชเท้าเกาหลีกำลังได้รับความนิยมจากลูกค้าในประเทศไทยมาก เพราะจะนำไปทำกิมจิ แกงจืด ต้มจับฉ่าย และนำไปต้มจิ้มน้ำพริกรับประทานได้อย่างเอร็ดอร่อย ส่วนใบของหัวไชเท้าก็สามารถนำมาผัดน้ำมันหอยได้เช่นกัน

นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เป็นโอกาสดีที่ไทยเปิดตลาดส่งออกทุเรียนไปประเทศจีนด้วยวิธีการซื้อขายผ่านออนไลน์ ส่งผลให้ราคาทุเรียนรับซื้อปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลดีแก่เกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนภาคตะวันออก ซึ่งปีนี้ราคาทุเรียนเหมาสวนสูงกว่าทุกปีถึง 110 บาท ต่อกิโลกรัม ทำให้กังวลว่าเมื่อราคาทุเรียนสูงขึ้นทำให้ชาวสวนเร่งตัดผลผลิต ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด อาทิ ด้านคุณภาพของทุเรียนส่งออกไปจีน

กำหนดให้การส่งออกทุเรียนคุณภาพมาจากแหล่งผลิตที่ได้รับรองตามมาตรฐาน เช่น GAP GMP พร้อมกับตรวจสอบในประเด็นทุเรียนอ่อนเพิ่มเติม โดยการทวนตรวจสอบที่โรงคัดบรรจุว่ามีการรับวัตถุดิบที่เหมาะสมเพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพอีกทางหนึ่ง เพิ่มเติมจากมาตรการควบคุมตรวจสอบระดับจังหวัด รวมทั้งประกาศกำหนดเรื่องการจดทะเบียน ผู้ส่งออกทุเรียน ซึ่งกำหนดให้ติด sticker ที่ขั้วผล เพื่อเป็นช่องทางการแจ้งปัญหาที่ผู้ซื้อพบและเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชจะตรวจสอบการติด sticker ก่อนออกใบรับรองสุขอนามัยพืชอีกทางหนึ่งด้วย เป็นต้น

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส โฆษกกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้กำชับให้สำนักงานเกษตรระยอง จันทบุรี และตราด รายงานผลผลิตและการจำหน่ายผลไม้ทุกสัปดาห์ ขณะนี้มีทุเรียนออกสู่ตลาดแล้ว 112,817 ตัน คิดเป็น 27.93% และรอเก็บเกี่ยว 291,089 ตัน คิดเป็น 72.07% ซึ่งปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้ เป็นช่วงที่ทุเรียนออกสู่ตลาดมากสุด สำหรับมาตรการป้องกันการตัดทุเรียนอ่อนนั้น คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานป้องกันแก้ไขปัญหาเรื่องทุเรียนอ่อนไว้ 3 แนวทาง

คือ 1. แนวทางเชิงรุก ด้วยการสร้างความเข้าใจและเพิ่มทักษะความรู้ตรวจความสุกของทุเรียนก่อนการเก็บเกี่ยว 2. แนวทางเชิงรับ ด้วยการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อสกัดกั้นทุเรียนอ่อนระดับอำเภอและระดับจังหวัด 3. การนำบทลงโทษทางกฎหมายมาบังคับใช้อย่างจริงจัง ทั้งกฎหมายอาญามาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นางดาเรศร์ กล่าวว่า สำหรับข้อสังเกตก่อนผู้บริโภคจะซื้อทุเรียน คือ 1. สังเกตก้านผล ก้านผลจะแข็งและมีสีเข้มขึ้น สากมือ เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียนจะรู้สึกว่าก้านผลทุเรียนมีสปริงมากขึ้น ก้านผลบริเวณปากปลิงจะบวมโตเห็นรอยต่อชัดเจน 2. สังเกตหนาม ปลายหนามแห้ง มีสีน้ำตาลเข้ม เปราะและหักง่าย 3. สังเกตรอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัดจะสังเกตเห็นรอยแยกสีน้ำตาลบนร่องพูอย่างชัดเจน 4. การชิมปลิง ผลทุเรียนแก่จัด เมื่อตัดขั้วผลหรือปลิงออกจะพบน้ำใส ซึ่งไม่ข้นเหนียวเหมือนในทุเรียนอ่อน 5. การเคาะเปลือกหรือกรีดหนาม เมื่อเคาะเปลือกผลทุเรียนที่แก่จัดจะมีเสียงดังหลวมๆ เสียงหนักหรือเบาแตกต่างกันไป

กสทช.สั่งผู้ให้บริการเยียวยาต้นเหตุอินเตอร์เน็ตขัดข้องทันทีในบิลเก็บเงินรอบต่อไปเต็มจำนวน ฝ่าฝืนสูงสุดถอนใบอนุญาต ‘ฐากร’ ชี้ ‘ดีแทค-ทีโอที’ ลงนามสัญญาเช่าโครงข่ายคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ ไม่กระทบการเข้าประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ชี้คุณภาพคลื่นต่างกัน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวถึงกรณีมีผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตประจำที่ (Fix Broadband) ร้องเรียนเข้ามายังสำนักงาน กสทช.เกี่ยวกับปัญหาการใช้งานอินเตอร์เน็ตขัดข้องแต่ผู้ ให้บริการยังคิดค่าบริการเต็มจำนวน ว่า จากการหารือสำนักงาน กสทช.กับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ได้ ข้อสรุปว่าผู้ใช้บริการต้องเยียวยากรณีอินเตอร์เน็ตขัดข้องชั่วคราว สาเหตุมาจากผู้ให้บริการต้องเยียวยา