สำหรับเกษตรกรมือใหม่ ที่สนใจอยากปลูกส้มโอมณีอีสาน

แนะนำให้ขุดหลุมปลูกลึก 25 ซม. ปลูกในระยะห่าง 8X8 เมตร โดยปลูกขวางตะวัน เพื่อให้ต้นส้มโอได้รับแสงแดดได้ตลอดทั้งวัน รวมทั้งวางแปลนปลูกแบบซิกแซ็กสลับต้น เพื่อไม่ให้กิ่งชนกัน ป้องกันการแย่งอาหารกันเมื่อต้นส้มโอโต

ควรให้น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ระวังอย่าให้น้ำมาก เพราะต้นส้มโอไม่ชอบน้ำขัง หลังปลูกควรให้ปุ๋ยยูเรีย สัก 1 ช้อนชา แค่เดือนละ 2 ครั้ง เมื่อต้นส้มโออายุ 1 ปี ค่อยเปลี่ยนมาให้ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ประมาณ 1 กำมือ หว่านรอบต้นสักเดือนละ 1 ครั้ง ต้นส้มโอมณีอีสานที่ปลูกด้วยกิ่งพันธุ์เสียบยอด จะเริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุ 5 ปี ขึ้นไป คุณเสมียนจะคอยดูแลตัดแต่งกิ่งสม่ำเสมอหลังเก็บเกี่ยวและใส่ปุ๋ยไม่มากแต่ให้บ่อยๆ ทุกเดือน เพื่อให้ส้มโอมณีอีสานมีผลผลิตตลอดทั้งปี เฉลี่ย 30 ผล/ต้น/เดือน เมื่อส้มโอมณีอีสานมีอายุมากก็จะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นตามลำดับ

ที่ผ่านมา เมืองไทย มีส้มโอเนื้อสีแดงจัดที่รู้จักกันทั่วไป คือ พันธุ์ทับทิมสยาม ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ขายผลผลิตได้ราคาดี ถึงผลละ 200-500 บาท แต่ส้มโอเนื้อแดงชัยภูมิ มีราคาถูก ขายริมถนนในราคา 3 ผล 100 บาท ภายหลังคณะนักวิจัยเข้ามาศึกษาเรื่องการปลูกและคุณประโยชน์ของส้มโอเนื้อแดงชัยภูมิและตั้งชื่อใหม่ว่า “ส้มโอมณีอีสาน” ทำให้สินค้าตัวนี้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั่วไป จึงขายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้น เฉลี่ยผลละ 100 บาท ในอนาคตหากส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้เรื่องการจัดการปุ๋ย จัดการน้ำ ยกระดับผลผลิตให้มีคุณภาพดีขึ้นและมีรสชาติอร่อยมากกว่าเดิม ก็จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางตลาดให้กับส้มโอมณีอีสานได้อย่างยั่งยืน

ทุเรียน เป็นไม้ผลที่มีแหล่งดั้งเดิมในคาบสมุทรมลายู ก่อนจะกระจายพันธุ์ไปยังประเทศต่างๆ สำหรับประเทศไทยคาดว่า ได้รับสายพันธุ์ทุเรียนมาจากประเทศมาเลเซีย โดยเริ่มปลูกครั้งแรกในพื้นที่ภาคใต้ก่อน จากนั้นจึงค่อยนำมาปลูกในพื้นที่ภาคกลาง เช่น จังหวัดนนทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ก่อนจะขยายไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา

ในอดีตไทยปลูกทุเรียนพื้นบ้านหลายร้อยสายพันธุ์ โดยนำมาปลูกเชิงการค้า ประมาณ 60-80 พันธุ์ เท่านั้น ในปัจจุบันทุเรียนพื้นบ้านซึ่งเป็นสายพันธุ์โบราณเหล่านั้นปลูกน้อยลง และหายาก บางสายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากเกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกพันธุ์เชิงการค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง รองลงมาคือ ทุเรียนพันธุ์ชะนี พันธุ์กระดุม และพันธุ์อื่นๆ

ทุเรียนสายพันธุ์โบราณโดดเด่นเรื่องความทนทานโรค-แมลง และการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อม เพราะถูกทดสอบและคัดเลือกพันธุ์มาจากเกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนในอดีต ช่วงที่นักวิชาการไปเก็บรวบรวมพันธุ์ทุเรียนโบราณจากแหล่งผลิตที่มีอายุการปลูก 40-50 ปี ขณะที่บางสวนมีทุเรียนต้นพ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุมาก 100-200 ปี ก็เคยเจอมาแล้ว

ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร ได้รวบรวมสายพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านจากทั่วประเทศมาปลูกเพื่อการอนุรักษ์และผลิตต้นทุเรียนพื้นบ้านพันธุ์แท้ คุณภาพดี ปลอดโรคโคนเน่า จำหน่ายกิ่งพันธุ์คุณภาพดีในราคาราชการ (กิ่งละ 50 บาท) ให้แก่ประชาชนทั่วไป ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมความเคลื่อนไหวของศูนย์ฯ ได้ทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก “ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี” หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เลขที่ 63 ม.6 ตำบลตะปอน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี โทร. 039-397-030, 039-397-146

“นกหยิบ” เป็นทุเรียนสายพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมของจังหวัดนนทบุรี จัดอยู่ในกลุ่มทองย้อย มีรสชาติความอร่อย ใกล้เคียงกับทุเรียนหมอนทองมาก แต่มีรสหวานมันมากกว่า เนื้อสีเหลืองเข้มค่อนข้างละเอียด ลูกหนึ่งมี 5 พู เมล็ดลีบ กลิ่นไม่ฉุน ลักษณะผลคล้ายทุเรียนหมอนทอง แต่มีหนามละเอียด-ถี่คล้ายทุเรียนพันธุ์พวงมณี “ทุเรียนหลงลับแล-หลินลับแล” ทุเรียนพันธุ์ดีของจังหวัดอุตรดิตถ์ มีผลผลิตออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมจนถึงสิงหาคม ทุเรียน “หลงลับแล” ผลมีลักษณะกลม เหมือนไข่ พูเต็มใหญ่ไม่มีเว้า น้ำหนักเฉลี่ย 0.5 กิโลกรัม ถึง 3.5 กิโลกรัม รสชาติหวานมัน เนื้อเหนียวละเอียด มีกลิ่นอ่อน เนื้อสีเหลืองสด รสอร่อย

ส่วนทุเรียน “หลินลับแล” ผลมีขนาดเล็ก น้ำหนักเฉลี่ย 1-2 กิโลกรัม ทรงผลเป็นเอกลักษณ์ มองดูคล้ายผลมะเฟือง เป็นพูชัดเจน รสหวานมัน มีกลิ่นอ่อนมาก เนื้อละเอียดเหนียว สีเหลืองอ่อน เนื้อเยอะ เมล็ดเล็กลีบ

“ทุเรียนพันธุ์สาลิกา” เป็นทุเรียนพื้นบ้านของอำเภอกะปง จังหวัดพังงา เรียกเป็นภาษาถิ่นว่า “เรียนสากา” ลักษณะเด่น คือทนทานต่อโรครากเน่า-โคนเน่า ลักษณะผลค่อนข้างกลม คล้ายลูกแอปเปิ้ล สามารถตั้งได้โดยไม่ล้ม เปลือกบาง หนามสั้น ค่อนข้างถี่ น้ำหนักต่อผลโดยเฉลี่ย 1-2 กิโลกรัม เป็นทุเรียนที่มีรสชาติหวานมัน มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ เนื้อหนา ละเอียด แน่น ไม่เละ

“กบมังกร” ลักษณะผลรูปไข่กลับ เนื้อหนาปานกลาง กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน “กบสุวรรณ” แหล่งที่พบ จังหวัดนนทบุรี จันทบุรี ระยอง ลักษณะผลรูปรี เนื้อละเอียด สีเหลือง กลิ่นแรง รสหวานปานกลาง “ก้านยาวสีนาค” เพาะจากเมล็ดพันธุ์ก้านยาว แหล่งที่พบ คลองซ่อน จ.นนทบุรี ลักษณะผลกลมรี เนื้อหยาบ กลิ่นปานกลาง รสหวานมันพอดี

“จอกลอย” แหล่งที่พบ จังหวัดระยอง นนทบุรี ลักษณะ ผลรูปรี เนื้อหยาบ กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน “ชายมะไฟ” เพาะจากเมล็ดพันธุ์กำปั่นขาว แหล่งที่พบจังหวัดจันทบุรี ปราจีนบุรี ลักษณะผลขอบขนาน เนื้อหนาละเอียด สีเหลืองจัด กลิ่นแรง รสหวานมากกว่ามัน “ดาวกระจาย” เพาะจากเมล็ดกำปั่นขาว แหล่งที่พบ ตำบลบางบำรุง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ลักษณะผลรูปไข่กลับ

“ต้นใหญ่” ลักษณะผลรูปไข่กลับ เนื้อละเอียด สีเหลือง กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน “ตะพาบน้ำ” แหล่งที่พบ บางกอกน้อย กทม. ลักษณะผล ผลทรงกลมแป้น เนื้อหยาบ กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน “นมสวรรค์” แหล่งที่พบ จันทบุรี ลักษณะผลรูปรี เนื้อละเอียด สีเหลือง กลิ่นปานกลาง รสหวานมันพอดี

“ฝอยทอง” แหล่งที่พบ จันทบุรี ลักษณะผลรูปรี เนื้อละเอียด สีเหลืองเข้ม กลิ่นอ่อน รสหวานมันพอดี “พวงมณี” แหล่งที่พบ จันทบุรี ลักษณะผลรูปรีเล็ก เนื้อละเอียด สีเหลืองเข้ม เนื้อน้อย กลิ่นอ่อน รสหวานมันพอดี “ยินดี” แหล่งที่พบ จันทบุรี ระยอง อุตรดิตถ์ ลักษณะผลกลมแป้น เนื้อละเอียด สีเหลืองเข้ม กลิ่นอ่อน รสหวานมันพอดี

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่มีประเด็นข่าวสารที่มีการส่งต่อและวิจารณ์ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งข้อความที่มีการส่งต่อนั้น ระบุว่า “ขายไข่ ต้องมีใบอนุญาต หากไม่มีใบอนุญาตมีโทษทั้งจำทั้งปรับ ไม่เกิน 10,000 บาท” ทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยและกังขาต่อประเด็นการค้าไข่และเกิดความเข้าใจผิดต่อการขอใบอนุญาตค้าซากโดยมีประเด็นชี้แจง ดังนี้

ที่มาของการขอใบอนุญาตค้าไข่นั้น มีเจตนาหลักเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและควบคุม โรคระบาดสัตว์ โรคระบาดสัตว์สู่คน โดยเฉพาะโรคไข้หวัดนก ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาได้ รวมถึงการควบคุมคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพจากฟาร์มไปถึงมือผู้บริโภค เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งนับตั้งแต่ พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ กรมปศุสัตว์ได้จัดเตรียม ระบบงาน อนุบัญญัติ ขั้นตอนหลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาออกใบอนุญาต ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและไม่ทำให้เกิดภาระและความเดือดร้อนต่อเกษตรกรตลอดจนผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่า ปัจจุบันการออกใบอนุญาตค้าไข่ของกรมปศุสัตว์นั้น ได้พิจารณาดำเนินการบังคับใช้ในผู้ค้า คนกลางรายใหญ่ หรือ ล้งไข่ ซึ่งรวบรวมไข่ออกมาจากฟาร์มโดยตรงเพื่อจำหน่าย โดยกำหนดเป็นข้อบังคับว่าต้องมีใบอนุญาตค้าไข่มาประกอบการพิจารณาในการขอรับบริการต่างๆ ของกรมปศุสัตว์ สำหรับในส่วนของ ผู้ค้ารายย่อย อาทิ ร้านขายของชำ ร้านค้าแผงลอยหรือตามตลาดนัด กรมปศุสัตว์ยังไม่มีการออกหลักเกณฑ์ว่าการค้าลักษณะใดจำเป็นต้องขอใบอนุญาต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลและข้อเท็จจริงเพื่อนำไปกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติ รวมไปถึงการรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และมีขั้นตอนการสร้างความรับรู้ความเข้าใจกับภาคประชาชนก่อนนำไปปฏิบัติ

ดังนั้น ข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการส่งต่อ โดยระบุว่า “ขายไข่ ต้องมีใบอนุญาต หากไม่มีใบอนุญาตมีโทษทั้งจำทั้งปรับ” นั้น ยังมีข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วน ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน จนผู้ค้ารายย่อยเกิดกระแสความตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุ

ทั้งนี้ หากประชาชนหรือผู้ประกอบการรายใดมีความสงสัยหรือข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะสามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-501-3473-5 ต่อ 106 และสามารถแจ้งข้อมูล ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะได้ที่แอปพลิเคชั่น DLD4.0 ที่ดาวน์โหลดและติดตั้งได้ในโทรศัพท์มือถือทุกระบบ หรือทางเฟซบุ๊กปศุสัตว์ก้าวหน้า (www.facebook.com/livestocknews)

ฤดูกาลแห่งราชา-ราชินีผลไม้ มาถึงแล้ว!! “มติชนอคาเดมี” อาสาพาไปเปิดซิงสวนผลไม้แห่งใหม่ในภาคตะวันออก ในแคมเปญทัวร์ตะลุยสวน “ชวนชิม & ช็อปผลไม้ จันทบุรี-ตราด” ระหว่าง วันที่ 11-12 พฤษภาคม 2562

รู้หรือเปล่า เงาะ ทุเรียน มังคุด ที่คนไทยได้บริโภคทุกวันนี้ ล้วนเป็นสินค้าตกเกรด ที่เหลือจากการส่งออกทั้งสิ้น เพราะเว็บไซต์สัญชาติจีน “อาลีบาบา” ของ แจ๊ก หม่า มหาเศรษฐี อันดับ 1 ของจีนกว้านซื้อผลไม้คุณภาพดีเกรดพรีเมี่ยมโดยตรงจากสวนผลไม้ในภาคตะวันออก ส่งออกไปขายคนจีนหมดแล้ว หากใครอยากชิม-อยากซื้อผลไม้คุณภาพดีเกรดเอ หากไม่รู้แหล่งผลิต ก็คงเป็นเรื่องยาก

ในปีนี้ “มติชนอคาเดมี” ปักหมุดเส้นทางท่องเที่ยวตะลุยสวนผลไม้อันเลื่องชื่อของภาคตะวันออกกันถึงแหล่งผลิตโดยตรง จัดเต็มแบบครบเครื่องกว่าทุกครั้ง นอกจากลูกค้าจะได้ชมและชิมผลไม้รสอร่อยหลากหลายชนิดให้อิ่มพุงกางทั้งทุเรียน มังคุด สะละพันธุ์สุมาลี และส้มโอทับทิมสยาม ไม้ผลเศรษฐกิจตัวใหม่ของภาคตะวันออกแล้ว เจ้าของสวนผลไม้แต่ละรายยังใจดี พร้อมเปิดเผยเคล็ดลับการปลูก-ดูแลจัดการสวนผลไม้แบบมืออาชีพ เปิดโอกาสให้ซักถามลงลึกถึงกระบวนการ ขั้นตอน กรรมวิธีผลิต การดูแลจัดการผลผลิตก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว แนะนำวิธีการขายผลไม้ ให้ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งในประเทศ-ส่งออกและการขายผลไม้ตลาดออนไลน์

ตื่นตาสวนส้มโอทับทิมสยาม 100 ไร่

“ส้มโอทับทิมสยาม” เป็นไม้ผลประจำถิ่นของอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แตกต่างจากส้มโอพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน เพราะมีลักษณะประจำพันธุ์ที่โดดเด่น คือเนื้อผลหรือที่เรียกว่า กุ้ง มีสีชมพูเข้มจนถึงแดงเหมือนสีทับทิม ผิวผลส้มโอมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมคล้ายกำมะหยี่ มีเนื้อสีแดงเข้ม (สีทับทิม) รสชาติหวาน หอม นุ่ม น่ารับประทาน

ปัจจุบันปลูกมากกว่า 2,000 ไร่ ในพื้นที่ 3 ตำบล คือ ตำบลคลองน้อย ตำบลเกาะทวด และตำบลปากพนังฝั่งตะวันตก จำหน่ายได้ราคาสูง ประมาณ ผลละ 200-300 บาท เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอทับทิมสยามมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตไม่ต่ำกว่าไร่ละ 100,000 บาท ทีเดียว

ปัจจุบัน “ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม” กลายเป็นไม้ผลเศรษฐกิจตัวใหม่ของจังหวัดระยอง โดยมติชนอคาเดมีอาสาพาไปคุยกับเจ้าของสวนส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามแปลงใหญ่ 100 ไร่ คือ กำนันประยุทธ์ พานทอง หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า “กำนันตุ๊ก” เจ้าของรางวัลกำนันยอดเยี่ยม (กำนันแหนบทอง) ที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเทคนิคการปลูก ดูแล และช่องทางการจำหน่ายส้มโอสายพันธุ์ทับทิมสยามในภาคตะวันออก ให้ได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพในระดับส่งออกให้ฟังได้อย่างน่าสนใจ

กำนันตุ๊ก รักอาชีพเกษตรกรรม เขามีสวนทุเรียนแปลงใหญ่ ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองไปแล้ว 10,000 ต้น สำหรับ “สวนส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม” เป็นธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นในช่วง 2 ปีหลังนี้เอง กำนันตุ๊กทุ่มเงินทุนหลักล้านทำสวนส้มโอทับทิมสยาม 100 ไร่ ในพื้นที่ตำบลกองดิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยมุ่งเป้าผลิตส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามส่งออกไปขายตลาดจีน

กำนันตุ๊ก เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการลงทุนในครั้งนี้ว่า เกิดจากพื้นที่ทำการเกษตรส่วนหนึ่งมีสภาพเป็นที่ลุ่ม น้ำกร่อย เหมือนอย่างปากพนัง กำนันตุ๊กจึงตัดสินใจลงทุนปลูกส้มโอพันธุ์นี้ โดยเดินทางไปซื้อกิ่งพันธุ์ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามทั้งหมดมาจากอำเภอปากพนัง ในราคากิ่งละ 250 บาท จำนวนกว่า 3,000 ต้น นำมาปลูกในพื้นที่ 100 ไร่ ในระยะห่าง 7×7 เมตร ปลูกส้มโอได้จำนวน 150 ต้น ต่อไร่ โดยวางแผนเก็บผลผลิตส่งขายตลาดจีน ภายใน 2 ปีข้างหน้า

“การลงทุนทำสวนส้มโอทับทิมสยามในครั้งนี้ ใช้เงินลงทุนหลักล้าน การปลูกส้มโอทับทิมสยามแต่ละต้นใช้เงินทุนไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องขายสินค้าได้ราคาเท่ากับส้มโอปากพนัง แค่ขายได้กิโลกรัมละ 50-100 บาท ผมก็พอใจแล้ว เพราะส้มโอทับทิมสยามจะให้ผลผลิตปีละ 2 รุ่น ไม่ต่ำกว่า 3,000 ตัน มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 14,000บาท ต่อตัน สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาไม่นาน หลังจากนั้น ก็เก็บผลกำไรแบบเต็มๆ การลงทุนทำสวนส้มโอทับทิมสยามมีโอกาสสร้างผลกำไรที่ดี คุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาว” กำนันตุ๊ก กล่าวในที่สุด

เรียนรู้เคล็ดลับ ปลูกมังคุดเกรดพรีเมี่ยม
ต้นทุนต่ำ มาตรฐานส่งออกญี่ปุ่น ที่ “สวนคุณลูกหมู”

สวนคุณลูกหมู ของเกษตรกรคนเก่ง “คุณกิติภูมิ พรเจีย” ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเขาคิชฌกูฏ ปลูกไม้ผลนานาชนิด ที่มีคุณภาพดีเกรดพรีเมี่ยม มาตรฐานส่งออก ฟันกำไรได้ก้อนโต แต่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าชาวบ้าน หากอยากรู้เขามีเคล็ดลับการเทคนิคบริหารจัดการอย่างไร…ไปหาคำตอบด้วยกันได้เลย

คุณกิติภูมิ เปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า (ศพก.) เขาคิชฌกูฏ เปิดให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้เรื่องการผลิตมังคุดคุณภาพที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บนพื้นที่ดำเนินงาน 6 ไร่ ประกอบด้วย ฐานเรียนรู้การลดต้นทุนการผลิต การจัดการดินและปุ๋ย การผลิตมังคุดคุณภาพ การผลิตแปลงใหญ่มังคุดเขาคิชฌกูฏ การผลิตลองกอง การอารักขาพืช การผลิตกล้วยไข่เพื่อการส่งออก การผลิตทุเรียนคุณภาพ การผลิตสะละคุณภาพ ฐานเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ เทคโนโลยีการผลิต 4.0 (เครื่องตรวจวัดสภาพอากาศ) และการจัดการสิ่งแวดล้อม (การคัดแยกขยะการเกษตร) เรียกว่ามาสวนคุณลูกหมูแห่งเดียว มีโอกาสเรียนรู้การปลูกดูแลไม้ผลหลากหลายชนิด ทั้งมังคุด ทุเรียน ลองกอง สะละ ฯลฯ คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม

ก่อนหน้านี้ คุณกิติภูมิ ใช้ปุ๋ย ยาเคมี ในการดูแลสวนมังคุด เฉลี่ยปีละ 300,000 บาท และมีต้นทุนการผลิตทุเรียนเฉลี่ยกิโลกรัมละ 23 บาท แต่ทุกวันนี้คุณกิติภูมิสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ถึง 50% โดยมีต้นทุนการผลิตทุเรียนเหลือแค่กิโลกรัม 10.50 บาท เท่านั้น หลังจากที่คุณกิติภูมิเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพที่ผลิตขึ้นเองเป็นตัวช่วยลดต้นทุนทดแทนการใช้ปุ๋ยและสารเคมี

คุณกิติภูมิ มีจิตอาสาในการรวบรวมเพื่อนพี่น้องเกษตรกรชาวสวนมังคุดทำกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยกย่องให้เป็น “ประธานเครือข่ายมังคุดจันทบุรี” และเป็นสมาชิกมังคุดแปลงใหญ่อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ขณะเดียวกันคุณกิติภูมิวางระบบบริหารจัดการสวนมังคุดที่ดี ตั้งแต่การเพาะปลูกจนกระทั่งการเก็บเกี่ยว และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพปลอดภัยและเหมาะสมต่อการบริโภค ตามมาตรฐาน Good Agriculture Practices (GAP)

สำหรับมังคุดแปลงใหญ่ตำบลชากไทย อำเภอเขาคิชฌกูฏ เป็นกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง มีสมาชิก 34 ราย พื้นที่รวม 415 ไร่ ผลผลิตประมาณ 450 ตัน สมาชิกมีการรวบรวมผลผลิตออกขายตลาดประมูลอย่างต่อเนื่อง สามารถขายผลผลิตได้ทุกเกรดคุณภาพ ในราคาประมูลเฉลี่ย 53 บาท ต่อกิโลกรัม ทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป เฉลี่ย 45 บาท ต่อกิโลกรัม ทำให้เกษตรกรเกิดแรงจูงใจในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม

สะละหอมหวาน ต้องที่นี่เลย
สวนสมโภชน์@ตราด

สวนสมโภชน์-บ้านท้ายวัง ตราด ของ คุณกระจ่าง-คุณสมโภชน์ ตรีวงษ์ เป็นสวนผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดตราด สินค้าเด่นของที่นี่คือ สะละพันธุ์สุมาลี ใหม่สด รสชาติหวาน หอม อร่อยมีจำหน่าย โดยคัดคุณภาพทุกช่อเกรดพรีเมี่ยม รวมทั้งมีสินค้าผัก-ผลไม้ ปลอดสาร คุณภาพคัดพิเศษ ตามแบบฉบับสวนสมโภชน์

มติชนอคาเดมี จะพาไปเดินชมสวนสะละพันธุ์สุมาลี พร้อมบอกเล่าเรื่องราวที่มาของสวนสมโภชน์ ข้อคิดดีๆ ในการทำสวนสะละคุณภาพ เทคนิคการปลูก การดูแล และการผสมเกสรของทางสวน ที่ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและรักษารสชาติจนเป็นที่เลื่องลือ แนะเทคนิคง่ายๆ การแกะสะละ จากนั้นชิมและเลือกซื้อสะละพันธุ์สุมาลี ที่การันตีรสชาติและคุณภาพ ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท (ราคานี้เฉพาะสะละพันธุ์สุมาลีของทางสวนแห่งนี้เท่านั้น) บอกเลยว่า เต็มอิ่ม แน่นอน

ช็อปทุเรียน กิโลกรัมละ 80 บาท
@“สวนไพฑูรย์” เขาสมิง
อิ่มหนำ “ทุเรียนหมอนทอง” เมืองตราด คุณภาพระดับส่งออก และห้ามพลาด ช็อปทุเรียนราคาพิเศษ กิโลกรัมละ 80 บาท ที่ “สวนไพฑูรย์” ของ คุณไพฑูรย์ วานิชศรี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเขาสมิงอันเงียบสงบ ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ท่ามกลางบรรยากาศของสวนทุเรียน จากนั้นเดินชมภายในสวนพร้อมชิมทุเรียนของทางสวนที่เลื่องชื่อความอร่อยด้วยคุณภาพผลผลิตระดับส่งออก การันตีคุณภาพด้วยรางวัลการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agro Tourism) และยังเป็น 1 ในสวนของโครงการ “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปิดท้ายก่อนเดินทางกลับ ช็อปแหลก ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้ ของดีเมืองจันท์ ที่ “ร้านป้าแกลบ” การันตีโอท็อป ระดับ 5 ดาว

ทริปพิเศษตะลุยสวนผลไม้ให้อิ่มพุงกาง 1 ปี มีครั้งเดียว ห้ามพลาดเด็ดขาด ผู้สนใจ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่งได้ ที่ inbox เฟซบุ๊กเพจมติชนอคาเดมี คลิก m.me/Matichon.Academy.Thailand หรือ โทร. 02-954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124 Mobile : 082-993-9097, 082-993-9105 line

ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ประกาศการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย “สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ” ได้ปรับเปลี่ยนชื่อเป็น “สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ” เป็นหน่วยงานราชการในกระทรวงดังกล่าว ตาม พ.ร.บ. ใหม่

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า รัฐบาลได้มีการปฏิรูประบบการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อเป็นกลไกการบูรณาการการวิจัยและนวัตกรรมให้ตรงกับความต้องการและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยได้จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมขึ้น โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มีผลใช้บังคับในวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มีผลให้ วช. ได้ปรับเป็น “สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ”

วช.มีหน้าที่ใน 7 ภารกิจที่สำคัญในระดับประเทศ เป็นหน่วยงานให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมหลักของประเทศ จัดทำฐานข้อมูลและดัชนีวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ, ริเริ่ม ขับเคลื่อนและประสานการดำเนินงานโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่สำคัญของประเทศ, จัดทำมาตรฐานและจริยธรรมการวิจัย, ส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้เพื่อใช้ประโยชน์, ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านวิจัยและนวัตกรรม และการให้รางวัล ประกาศเกียรติคุณหรือยกย่องบุคคลหรือหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม ทั้งนี้ วช. ได้เตรียมการเรียบร้อยแล้ว พร้อมปฏิบัติงานได้ทันที โดยเฉพาะด้านการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมหลักของประเทศ ซึ่ง วช. ได้นำเสนอทิศทางใหม่ของระบบทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ดังนี้

Multi-year funding ด้วยการจัดสรรเงินตามกรอบวงเงินจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่องจนโครงการสำเร็จได้