สำหรับเนื้อที่เพาะปลูกหอมหัวใหญ่ในปี 2562 คาดว่าเนื้อ

ที่ลดลงจากปีที่แล้ว เนื่องจากราคาหอมหัวใหญ่เบอร์ 1 ที่เกษตรกรขายได้ ในปี 2561 เฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 9.46 บาท เมื่อเทียบกับปี 2560 ราคาลดลงร้อยละ 34.40 ซึ่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 14.42 บาท จึงไม่จูงใจให้เกษตรกรเพิ่มเนื้อที่เพาะปลูก ส่วนผลผลิตต่อไร่ คาดว่าเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว หากสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น ไม่มีโรค และแมลงรบกวน เอื้ออำนวยต่อการผลิต ส่งผลให้ผลผลิตทั้งประเทศเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในปี 2562 รัฐบาลได้เตรียมพร้อมสำหรับมาตรการบริหารจัดการสินค้าหอมหัวใหญ่ โดยจะยังคงเดินหน้าโดยใช้ขบวนการสหกรณ์บริหารจัดการสินค้าโดยจัดหาเมล็ดพันธุ์จำนวน 3.15 ตัน เพื่อแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรสมาชิกภายใต้เงื่อนไขตามกรอบ WTO สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์ เพื่อช่วยเร่งระบายผลผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์ รวมถึงชะลอการจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก (มกราคม-มีนาคม 2562) โดยทางกรมศุลกากรได้กำหนดมาตรการเข้มงวดในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าหอมหัวใหญ่จากต่างประเทศ และประเมินราคาเพื่อเสียภาษีนำเข้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง

นอกจากนี้ เพื่อป้องกันปัญหาการนำเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่นอกโควต้าสายพันธุ์อื่นเข้ามาปลูกปะปนจนส่งผลต่อคุณภาพของผลผลิตที่จะส่งออกไปตลาดต่างประเทศ จึงกำหนดแนวทางป้องกันโดยให้สหกรณ์จัดทำฐานข้อมูลสมาชิกทุกรายที่ได้รับการจัดสรรโควต้าเมล็ดพันธุ์ว่าได้รับพันธุ์วันที่เท่าไร รวมทั้งเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวเมื่อใด (ควรไม่น้อยกว่า 80 วัน) เพื่อป้องกันการส่งออกหอมหัวใหญ่ไม่มีคุณภาพไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ

มอบให้กรมวิชาการเกษตรสุ่มตรวจแปลงหอมหัวใหญ่ของเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปว่ามีการนำเมล็ดพันธุ์นอกโควต้าเข้ามาเพาะปลูกในพื้นที่หรือไม่ รวมทั้งมอบให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ จัดทำโครงการนำร่องเกี่ยวกับการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) หอมหัวใหญ่ที่ผลิตในอำเภอแม่วางและสันป่าตอง เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตหอมหัวใหญ่เพื่อการส่งออกที่สำคัญของไทยไปตลาดประเทศญี่ปุ่น

สศก. จะมีการสำรวจติดตามการผลิตทุกเดือนและปรับค่าพยากรณ์อีกครั้งหากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลง เพื่อให้ข้อมูลมีความแม่นยำและเป็นการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดสู่วางแผนบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ท่านที่สนใจข้อมูลผลพยากรณ์ และข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรอื่นๆ สามารถสอบถามได้ที่ส่วนปฏิบัติการข้อมูลการเกษตร โทร. 0 2561 2870 หรืออีเมล

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วย นายชลธิศักดิ์ ชาวปากน้ำ อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร ประจำกรุงโตเกียว เข้าพบ Mr.Sudou Masatoshi ประธานกรรมการสหกรณ์ JA Tokyo-Musashi พร้อมเยี่ยมชมการดำเนินงานของสหกรณ์ JA Tokyo-Musashi ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตรขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว มีสมาชิกประมาณ 28,588 คน มีนโยบายหลัก 3 ด้าน คือการช่วยสนับสนุนช่องทางจำหน่ายผลผลิตของสมาชิก

การเพิ่มผลผลิตการเกษตรในพื้นที่ดำเนินงานของสหกรณ์ และการเผยแพร่ความรู้ต่างๆ สู่ชุมชน มีร้าน Farmer Market ให้เกษตรกรนำผลผลิตมาวางจำหน่ายและจำหน่ายสินค้าแปรรูปภายใต้แบรนด์ “มูจัง คิชเช่น” ผลกำไรแต่ละปี สหกรณ์จะจัดสรรไว้ในการส่งเสริมอาชีพการเกษตรให้กับสมาชิก เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรในเมืองโตเกียวมีจำนวนลดลง และส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ สหกรณ์จึงต้องการสนับสนุนให้สมาชิกและครอบครัวยังยึดอาชีพทำการเกษตรนี้ไว้ และกำไรที่เหลือนำมาปันผลคืนสมาชิกและเก็บไว้เป็นเงินสะสมของสหกรณ์ด้วย

สหกรณ์ JA Tokyo-Musashi จึงเป็นสหกรณ์ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จจากการควบรวมกิจการสหกรณ์หลายแห่งเข้าด้วยกัน และสามารถทำให้สมาชิกที่เป็นเกษตรกรและสมาชิกสมทบที่มาใช้บริการกับสหกรณ์ได้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะนำความรู้และประสบการณ์จากสหกรณ์ JA Tokyo-Musashi มาปรับใช้ในการพัฒนาการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรในประเทศไทยต่อไป

บุกดินแดนเกาะสวรรค์ สัมผัสเส้นทางท่องเที่ยวสายธรรมชาติ ชมความอุดมสมบูรณ์ของป่าโกงกาง ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหัวใจแห่งธรรมชาติของชาวเมืองกระบี่ โดยกูรูท่องเที่ยว “จ๊อบ – นิธิ สมุทรโคจร” ชวนหนุ่มไฟแรง “บอล – จิตภาณุ กลมแก้ว” ท่องเที่ยวทะเลใต้ ภายใต้แคมเปญ “เที่ยวตามกระแส แชร์ความสุขสู่อนาคต”

รายการสมุดโคจร On The Way ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เสิร์ฟเส้นทางสายธรรมชาติ สัมผัสป่าอัศจรรย์ ภายใต้แคมเปญ “เที่ยวตามกระแส แชร์ความสุขสู่อนาคต” โดยพิธีกร “จ๊อบ – นิธิ สมุทรโคจร” และหนุ่มไฟแรง “บอล – จิตภาณุ กลมแก้ว” ชวนบุกเกาะสวรรค์เยือนถิ่นธรรมชาติอันเป็นหัวใจแห่งเมืองกระบี่ สัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของป่าโกงกาง ที่เปรียบเสมือนกันชนของธรรมชาติ ท่องเที่ยวชุมชนบ้านแหลมกรวด ดื่มด่ำบรรยากาศยามเย็น ชมฝูงเรือยอร์ชหลายเชื้อชาติที่ Krabi Boat Lagoon Resort ก่อนกลับแวะเซลฟี่ ณ ลานปูดำ พลาดไม่ได้กับจุดชมวิวที่อเมซิ่งที่สุด มองทอดออกไปจะเห็นเขาขนาบน้ำ คั่นกลางระหว่างความเป็นตัวเมืองและความเป็นธรรมชาติที่อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว

ท่องเที่ยวเกาะสวรรค์ ดื่มด่ำธรรมชาติแห่งกระบี่ ในรายการ สมุดโคจร On The Way : เที่ยวตามกระแส แชร์ความสุขสู่อนาคต วันเสาร์ ที่ 29 กันยายน 2561 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 28 (3SD) หรือติดตามข่าวสารต่างๆ

(จังหวัดนครราชสีมา) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ส่งมอบสัญญาคอนแทรคฟาร์มมิ่งฉบับปรับปรุงที่เป็นสากลแก่เกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์ครบทุกรายแล้ว และเป็นบริษัทแรกที่เพิ่มเติมเนื้อหาการประกันภัยความเสี่ยงให้แก่เกษตรกร พร้อมผลักดันเกษตรกรต้นแบบให้เป็น “ศูนย์เรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรมืออาชีพ”

นายณรงค์ เจียมใจบรรจง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทได้ส่งมอบสัญญาฉบับปรับปรุงตามแนวทางสากลของ UNIDROIT หน่วยงานอิสระทางกฎหมายสากลอันดับ 1 ของโลก ที่มีความถูกต้อง เปิดเผย และเป็นธรรม แก่เกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรรายย่อย หรือคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ครบทั้ง 5,214 รายแล้ว ภายหลังจากที่ซีพีเอฟได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรในระบบเกษตรพันธสัญญา และจัดทำหนังสือชี้ชวนตามหลักเกณฑ์ของ พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นอกจากนี้ซีพีเอฟถือเป็นบริษัทแรกที่ทำประกันภัยความเสี่ยงให้แก่เกษตรกรในรูปแบบประกันรายได้ด้วย

“ปัจจุบันสัญญาของโครงการทั้งหมดได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยและเป็นสากล ซึ่งเกษตรกรรายใหม่ที่เข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2561 จะได้รับสัญญาใหม่ในทันที จึงช่วยสร้างความมั่นใจแก่ทั้ง 2 ฝ่ายมากยิ่งขึ้น และบริษัทยังคงยึดมั่นนโยบายการสร้างงานสร้างอาชีพที่มั่นคงแก่พี่น้องเกษตรกรดังที่ทำมาตลอด 41 ปี โดยถือเป็นหนึ่งในภารกิจความรับผิดชอบต่อสังคม ที่สำคัญยังมุ่งผลิตอาหารปลอดภัยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ด้วยการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรในโครงการ โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตของบริษัท ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน และเป็นต้นทางการอาหารปลอดภัยที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดสายการผลิต” นายณรงค์ กล่าวและว่า

ขณะเดียวกัน บริษัทยังผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอาชีพอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยมีการจัดประชุมประจำเดือนเพื่อติดตามประสิทธิภาพการผลิต มีการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลที่น่าสนใจระหว่างกัน ทั้งการเลี้ยงสัตว์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และวิชาการใหม่ๆ โดยในบางพื้นที่มีการจัดตั้งเป็นชมรมเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มมิ่งซีพีเอฟ ขณะเดียวกันบริษัทได้คัดเลือกฟาร์มของเกษตรกรที่มีการจัดการมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิตดีเด่นให้เป็น “ศูนย์เรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรมืออาชีพ” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์แก่เพื่อนเกษตรกรเพื่อให้นำความรู้มาประยุกต์ใช้กับฟาร์มของตนเองต่อไป

ทั้งนี้ ปัจจุบันซีพีเอฟมีจำนวนเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มมิ่งทั้งในรูปแบบการประกันรายได้ในโครงการฝากเลี้ยงและรูปแบบประกันราคารวม 5,214 ราย โดยในจำนวนนี้ 50% เป็นเกษตรกรที่ร่วมโครงการมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปี และเป็นเกษตรกรรุ่นแรกๆ ที่ร่วมกันบุกเบิกโครงการมาตั้งแต่ปี 2518 ซึ่งปัจจุบันได้ส่งมอบมรดกอาชีพสู่รุ่นลูกรุ่นหลานแล้ว

คุณถาวร งานยางหวาย อยู่บ้านเลขที่ 105 หมู่ที่ 4 ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นชายวัยเกษียณผู้มากรอยยิ้ม ผู้มีความตั้งใจเลือกชีวิตเป็นเกษตรกรหลังเกษียณจากงานประจำที่ทำ เรียกง่ายๆ ว่า ไม่พียงแต่มีรายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น เขายังมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำอีกด้วย

คุณถาวร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพรับราชการ เมื่อครบกำหนดเกษียณอายุ ปี 2550 จึงได้คิดริเริ่มที่อยากจะใช้เวลาว่างหลังเกษียณให้เกิดประโยชน์ จึงได้ศึกษาวิธีการเลี้ยงปลา ตลอดจนการทำเกษตรแบบผสมผสานควบคู่ไปด้วย เพื่อให้มีรายได้หลากหลายช่องทางระหว่างที่รอปลาที่เลี้ยงเจริญเติบโต

“ก่อนที่จะตัดสินใจทำเกษตรช่วงนั้น จะสำรวจก่อนว่าเราเหมาะสมกับการทำเกษตรแบบไหน ปลูกต้นไม้ หรือเลี้ยงปลา จะดูก่อนว่าเราจะทำอะไรได้มากที่สุด ก็เลยตกลงใจเลี้ยงปลา ส่วนพื้นที่ที่เหลือบนขอบบ่อ ก็จะปลูกพืชผัก ไม้ผลไว้ ก็จะมี มะขาม มะนาว ที่สามารถเก็บผลผลิตขายได้ ซึ่งจะมีการไปหาความรู้ การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ก็จะเข้าอบรมกับหน่วยงานที่เขาเปิดสอน และนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับพื้นที่ที่เรามีอยู่เพื่อเสริมเข้าไป แต่ส่วนใหญ่เราก็เน้นเรื่องการเลี้ยงปลา” คุณถาวร เล่าถึงที่มาของการเริ่มต้นชีวิตเกษตรกรหลังเกษียณอายุราชการ

ในช่วงแรกที่เริ่มเลี้ยงปลาใหม่ๆ คุณถาวร บอกว่า เลี้ยงแบบเชิงธรรมชาติ ปล่อยให้ปลาขยายพันธุ์ออกลูกเอง ก็พอจับขายทำเงินได้เป็นที่น่าพอใจ แต่ยังไม่มีรายได้เป็นเงินเก็บมากนัก ต่อมาจึงเริ่มเลี้ยงให้เป็นเชิงการค้ามากขึ้น โดยเลี้ยงปลาให้หลากหลายชนิด เช่น ปลาสลิด ปลานิล และปลาตะเพียน เพราะเวลาที่ลูกค้ามาติดต่อขอซื้อจะทำให้มีปลาทำการตลาดได้

ก่อนที่จะนำลูกปลาปล่อยลงเลี้ยงจะต้องเตรียมบ่อให้พร้อมเสียก่อน โดยถ้าเป็นบ่อเก่าจะวิดน้ำออกจากบ่อให้หมด จากนั้นโรยด้วยปูนขาวให้ทั่วก้นบ่อ ตากบ่อทิ้งไว้ ประมาณ 7 วัน แล้วจึงปล่อยน้ำใส่บ่อ

“บ่อที่ใช้เลี้ยงปลา จะเป็นบ่อขนาด 20×40 เมตร มีความลึกประมาณ 1.50 เมตร เราก็จะใส่น้ำให้มีความสูงประมาณ 1.20 เมตร จากนั้นเตรียมทำน้ำเขียวเพื่อให้ปลามีอาหารกิน ก็จะใช้พวกมูลสัตว์ จะเป็นมูลวัว มูลควาย หรือมูลไก่ก็ได้ ใส่กระสอบไว้แล้วก็วางลงแช่ภายในบ่อได้เลย สักระยะมันก็จะค่อยซึมออกมาเป็นน้ำสีเขียว เมื่อน้ำภายในบ่อปรับสภาพดีแล้ว จึงนำลูกปลามาใส่เลี้ยงหลังจากนั้น” คุณถาวร บอกถึงวิธีการเตรียมบ่อเลี้ยงปลา

ช่วง 1 เดือนแรก อาหารที่ให้ลูกปลากิน จะเป็นอาหารเม็ดเล็ก เบอร์ 1 ที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีน 40 ให้กินในช่วงเช้าและเย็น จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นอาหาร เบอร์ 2 ที่มีโปรตีนลดลง อยู่ที่ 35 เปอร์เซ็นต์ ให้กินไปอีก 1 เดือน แล้วเปลี่ยนเบอร์อาหารอีกครั้งหนึ่ง เป็น เบอร์ 2 ที่มีโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์ โดยจะให้กินแบบนี้ไปจนกว่าจะจับขายได้

ในเรื่องของโรคที่จะเกิดขึ้นกับปลา คุณถาวร บอกว่า ตั้งแต่เลี้ยงมาจนเข้าสู่ปีที่ 10 ยังไม่เจอเรื่องโรคระบาดที่จะทำให้ปลาตายหรือเกิดความเสียหาย เพราะเวลาที่เลี้ยงจะใช้น้ำที่สะอาดอยู่เสมอ และมีการสาดเกลือลงไปภายในบ่อในช่วงที่มีอากาศแปรปรวน หรือช่วงที่อากาศหนาว โดยสาดเกลือในอัตราส่วน 30 กิโลกรัม ต่อบ่อ

ซึ่งระยะเวลาที่เลี้ยงปลานิลและปลาตะเพียนอยู่ที่ 4-5 เดือน ปลาจะมีขนาดไซซ์อยู่ที่ 3 ตัว ต่อกิโลกรัม ก็สามารถส่งขายได้แล้วส่งทั้งพ่อค้าแม่ค้า พร้อมกับแปรรูปขายเอง

ในช่วงแรกที่เลี้ยงใหม่ๆ ยังไม่เป็นที่รู้จักของพ่อค้าแม่ค้ามากนัก คุณถาวร เล่าว่า จะจับปลาที่มีไปขายเองที่ตลาดนัดแถวบ้าน เพื่อให้ปลาที่เลี้ยงเป็นที่รู้จักของตลาด และต่อมาลูกค้าก็จะมาติดต่อขอซื้อถึงบ่อเอง ทำให้เวลานี้ไม่ต้องออกไปตระเวนขายที่ตลาดเหมือนสมัยก่อน

ซึ่งราคาปลาตะเพียนและปลานิลขายอยู่ที่หน้าบ่อ ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนปลาสลิดที่มีเลี้ยงเสริมจะจับมาแปรรูปเป็นปลาสลิดแดดเดียวขายเอง จึงทำให้ปลาสลิดมีมูลค่าที่เพิ่มมากขึ้น

“ตอนนี้ถือว่าการเลี้ยงปลาก็ประสบผลสำเร็จดี มีรายได้หมุนเวียนตลอด นอกจากที่จะเลี้ยงปลาแล้ว พื้นที่เหลือบนขอบบ่อก็ปลูกไม้ผลอย่างอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นมะนาวและมะขามที่ปลูกเอง ก็นำมาแช่อิ่ม เรียกว่าขายดีมาก คนสั่งจองกันผลิตขายแทบไม่ทัน ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท ก็ถือว่าการทำเกษตรทำแล้วจัดการดี ไม่มีจน สามารถเก็บผลผลิตขายได้เรื่อยๆ ขอให้ทำแบบผสมผสาน เราก็จะมีผลผลิตขายทั้งปี” คุณถาวร กล่าว

สำหรับผู้ที่อยากจะทำอาชีพทางการเกษตร คุณถาวร ให้คำแนะนำว่า ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จ ขอให้มีใจรักที่จะทำก็เพียงพอ การเกษตรถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ดีสำหรับคนที่วัยเกษียณอยู่กับบ้าน เพราะหากนอนอยู่บ้านเฉยๆ อาจจะทำให้กำลังวังชาและความแข็งแรงของร่างกายลดลง แต่ถ้าพอมีพื้นที่ว่างอยู่ ไม่ควรปล่อยไว้เฉยๆ ขอให้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วยการทำเกษตรแบบเล็กๆ น้อยๆ เมื่อประสบผลสำเร็จและมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยากจะทำให้มากขึ้น ก็สามารถลุยแบบเต็มกำลังได้เลย ขอให้เริ่มด้วยใจที่รักก่อนเท่านั้นพอ

คุณผกามาศ เพิ่มแสงสุวรรณ หรือ คุณนก เจ้าของไร่ทรงสุวรรณ อยู่เลขที่ 48/1 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เล่าที่มาของความชอบทำเกษตรว่า แต่เดิมทำงานด้านบัญชีอยู่ในกรุงเทพฯ ด้วยนิสัยที่ชื่นชอบปลูกต้นไม้ จึงใช้เวลาในวันหยุดกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด แล้วทำสวนปลูกพืชไว้เป็นงานอดิเรก เนื่องจากที่บ้านมีพื้นที่ในการเลี้ยงวัวนมอยู่

ภายหลังลงมือปลูกพืชผักหลายชนิดจนประสบความสำเร็จ ทำให้ยิ่งมีความรู้สึกสนุกและผูกพัน จึงค่อยๆ พัฒนารูปแบบการปลูก ตลอดจนเพิ่มพันธุ์พืชอีกหลายชนิด กระทั่งพบว่าตัวเองหลงรักงานเกษตรเข้าอย่างเต็มที่ จากนั้นตัดสินใจเลิกอาชีพนักบัญชี แล้วผันตัวเองมาสู่วงการเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มตัว แม้จะไม่ได้รับความเห็นชอบจากครอบครัวสักเท่าไร

คุณนก เล่าว่า จากสภาพพื้นที่เดิมก่อนจะมาใช้ประโยชน์ พบว่า ดินมีคุณภาพแย่มาก เพราะใช้ดินก้นบ่อที่ไม่มีธาตุอาหารมาถม ปลูกอะไรก็ไม่ได้ผล ทำให้ต้องปรับปรุงฟื้นฟูสภาพดินด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ผสมคลุกเคล้ากับหญ้า นำไปใส่ในดินแล้วไถกลบไป-มา หลายครั้ง ทำเช่นนี้นานประมาณ 2 ปี จึงทำให้ดินกลับมามีสภาพดีขึ้นมาก สามารถปลูกพืชอะไรก็เจริญงอกงาม

เกษตรกรสาวรายนี้ตั้งใจทำเกษตรอินทรีย์ที่ไม่พึ่งเคมี แม้จะเป็นเรื่องยากและหนัก แต่มีความมุ่งมั่นต้องทำให้ได้ จึงเริ่มจากปลูกพืชผักที่ตัวเองชอบก่อน จนสามารถเรียนรู้เทคนิคการปลูกอย่างลึกซึ้ง แล้วเพิ่มจำนวน/ประเภทพืชผักสำหรับใช้บริโภคที่มีคุณค่าทางโภชนาการอีกหลายชนิด เพื่อปลูกส่งขายให้แก่ลูกค้าที่รักสุขภาพ จนในที่สุดสามารถทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสานได้อย่างลงตัวครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช ทำปุ๋ยอินทรีย์ เลี้ยงสัตว์ แถมยังนำไปขายทำการตลาดเองด้วย

พื้นที่ประมาณ 3 ไร่ สำหรับใช้ทำสวนอินทรีย์ผสมผสานสำหรับหญิงสาวคนนี้ถือว่ากำลังเหมาะสม คุณนก บอกว่าเมื่อก่อนเคยใช้พื้นที่ถึง 10 ไร่ แต่ประสบปัญหา เพราะเกินกำลังตัวเอง จึงปรับลดพื้นที่ลงเพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพผลผลิตได้อย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน

จากเวลา 4 ปี ของการสะสมประสบการณ์ที่ผ่านการลองผิด-ถูก ล้มเหลวและสำเร็จได้สร้างความแข็งแกร่งต่อคุณนกจนประสบความสำเร็จตามความตั้งใจ ในชื่อ “ไร่ทรงสุวรรณ” พร้อมกับกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย

กลุ่มพืชผักสวนครัว อาทิ ผักชีฝรั่ง (ปลูกไว้จำนวนมาก) ผักชีไทย ขึ้นฉ่าย พริก มะนาว ตะไคร้ (ปลูกไว้บริเวณโดยรอบ)
ผักใบ อย่างผักโขม ดอกชมจันทร์ ถั่วฝักยาวสีม่วง ดอกขจร (ถือเป็นพืชชนิดแรกสำหรับการเริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์ของคุณนกที่ประสบความสำเร็จเป็นที่สนใจของลูกค้า ขายดีมาก จนต้องมาทำกิ่งพันธุ์ขายควบคู่ไปด้วย) นอกจากนั้น ยังเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือเพื่อไว้สำหรับนำมาแปรรูปเป็นน้ำเห็ดแล้วใส่เฉาก๊วยบรรจุใส่กระปุก ขนาด 200 มิลลิลิตร เพื่อเป็นของว่างสุขภาพที่ขายดีมากในกลุ่มผู้รักสุขภาพ

กลุ่มสัตว์เลี้ยง ได้แก่ ไก่ไข่ เป็ด วัวนม (ใช้มูลทำปุ๋ย) เลี้ยงปลา สำหรับไก่ที่คุณนกเลี้ยงไว้เพื่อขายไข่ โดยในตอนแรกที่เริ่ม มีจำนวนไก่เพียง 10 ตัว เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ แล้วเลี้ยงด้วยอาหารที่หาได้ในพื้นที่ทั้งเปียก/แห้ง ถ้าเป็นอาหารเปียกจะใช้หยวกกล้วย ร่วมกับพืชผักสมุนไพรและผลไม้ ส่วนอาหารแห้งจะเลี้ยงด้วยธัญพืชที่หาได้ง่ายในพื้นที่ ทั้งนี้เป็นการเลี้ยงเพื่อนำไข่ไปขาย จึงเป็นไข่ออร์แกนิกจากไก่อารมณ์ดีที่มีความสมบูรณ์แข็งแรง

จากกิจกรรมดังกล่าว จึงสามารถเก็บผลผลิตขายได้ทั้งแบบวันเว้นวัน จนไปถึงสัปดาห์ละครั้ง ส่วนผักก็ปลูกแบบหมุนเวียน ซึ่งแต่ละชนิดจะไม่ปลูกมาก แต่เน้นให้หลากหลายเพื่อสะดวกและง่ายต่อการเก็บผลผลิตนำไปขายสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยยึดตามรอบการสั่งของลูกค้าตามแผนการปลูกที่วางไว้ ทั้งนี้เพื่อต้องการให้ลูกค้าได้บริโภคของใหม่/สด ขณะเดียวกันผู้ผลิตก็สามารถขายสินค้าได้หมดโดยไม่เหลือเก็บไว้ให้เสียหาย

คุณนก ไม่ได้เป็นเพียงคนเดียวที่ประสบความสำเร็จจากเกษตรอินทรีย์ แต่เธอยังมีเพื่อนสมาชิกภายใต้อุดมการณ์เดียวกันอีกหลายคนที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน จึงทำให้พวกเขาสร้างกิจกรรมผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ร่วมกันขึ้นมา แล้วนำเสนอขายลูกค้าในแบบ “ปิ่นโต” คือเป็นแนวทางการขายสินค้าผลผลิตทางการเกษตรที่รวมกันหลายชนิด ทั้งพืช ผัก ผลไม้ หรืออาหารที่นำมาจากบรรดาสมาชิกในกลุ่ม เพื่อนำไปเสนอขายเป็นรายการให้แก่ลูกค้ากลุ่มผู้รักสุขภาพให้เลือกตามความต้องการ ขณะเดียวกันสมาชิกแต่ละรายไม่จำเป็นต้องปลูกพืชหลายชนิดก็ได้ โดยดูว่าใครถนัดปลูกอะไร แล้วนำมารวมกันขาย วิธีนี้จะช่วยให้การปลูกพืชไม่ยุ่งยาก อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนได้อีก

เจ้าของไร่ทรงสุวรรณ เผยถึงแนวคิดการผลิตอาหารอินทรีย์ว่า จากการที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับสุขภาพกันมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันสินค้าอินทรีย์ที่ผลิตด้วยกรรมวิธีตลอดจนความใส่ใจที่มีวางจำหน่ายยังมีไม่มากนัก ดังนั้นเมื่อมองถึงความจำเป็น จึงปักหลักแล้วร่วมมือกับเพื่อนสมาชิกอีกหลายจังหวัดในเขตภาคตะวันตกผลิตอาหารอินทรีย์ที่ได้คุณภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคที่อยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่เป็นแม่บ้านและผู้สูงวัย นอกจากนั้น ยังเปิดบู๊ธจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีหลากหลายจากสมาชิกกลุ่มในชื่อแบรนด์ “ตะนาวศรี” ในห้างท็อปส์ สาขามหาชัยด้วย

ส่วนรายได้ คุณนก เผยว่า ต่อเดือนไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นบาท เนื่องจากสินค้าประเภทนี้ต้องใช้ความอดทน ความพยายาม และใส่ใจกว่าจะมีผลผลิตที่มีคุณภาพ แล้วหาไม่ง่ายในตลาดทั่วไป ทำให้มีราคาสูงกว่าท้องตลาด ซึ่งลูกค้าต่างเข้าใจ เพราะต้องการอาหารที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

แม้สินค้าเกษตรอินทรีย์แบรนด์ตะนาวศรีจะไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานตามหลักสากล แต่ด้วยความมุ่งมั่น ขยัน อดทนที่ต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะมาถึงจุดนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกใช้วิธีตรวจสอบมาตรฐานกันเองโดยอาศัยความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง จนทุกวันนี้สินค้าเกษตรอินทรีย์ทุกชนิดที่วางขายต่างได้รับความเชื่อมั่นแล้วอุดหนุนจากลูกค้าอย่างดีมาตลอดอย่างต่อเนื่อง

คุณนก บอกว่า การได้เข้ามาทำกิจกรรมในลักษณะนี้ถือเป็นโชคดีที่ได้มีสังคมกับเพื่อนใหม่ๆ ที่มีเจตนาตรงกัน มีความตั้งใจที่เหมือนกัน ขณะเดียวกันยังได้มีโอกาสใช้ความรู้ ความสามารถ จากสติปัญญาที่มีเข้าไปช่วยพัฒนากิจกรรมทางด้านเกษตรเพื่อให้เกิดความก้าวหน้า ให้มีความทัดเทียมกับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามามีบทบาทในวงการเกษตรกรรม

“อยากให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจต่อสุขภาพตัวเอง ด้วยการเลือกบริโภคอาหารที่ปลอดภัยและมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่การเลือกบริโภคอาหารสุขภาพ ควรจะตรวจสอบแหล่งที่ผลิตควบคู่ไปด้วยว่า มีความน่าเชื่อถือมาก-น้อย เพียงใด เพราะจะได้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริง” เจ้าของไร่ทรงสุวรรณ กล่าว

สอบถามรายละเอียด สั่งซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์จากไร่ทรงสุวรรณธ.ก.ส. จับมือ เบทาโกร เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกร ตามโครงการสนับสนุนสินเชื่อและพัฒนาระบบฟาร์มจ้างเลี้ยงและประกันราคา (Contract Farming) เพื่อยกระดับการผลิตและการบริหารจัดการที่ทันสมัย

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานใหญ่ บางเขน ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจว่าด้วย “โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming)” ระหว่าง ธ.ก.ส. กับ บริษัท เบทาโกรเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด และ บริษัท ไทยเอส พี เอฟ โปรดักส์ จำกัด ในเครือเบทาโกร เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับลูกค้าผู้ประกอบการธุรกิจทางการเกษตรภายใต้ระบบฟาร์มจ้างเลี้ยงและประกันราคา ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนและเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกรสู่ความยั่งยืนและทันสมัย ยกระดับมาตรฐานคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต ภายใต้ยุทธศาสตร์ในการเพิ่มขีดความสามารถภาคการเกษตรของประเทศ

นายศรายุทธ ยิ้มยวน ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ซึ่งสนับสนุนระบบการผลิตหรือการบริการทางการเกษตรระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรและผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ตั้งแต่ 10 รายขึ้นไป หรือกับสหกรณ์การเกษตร หรือวิสาหกิจชุมชน ที่มีเงื่อนไขการผลิต จำหน่าย หรือรับจ้างผลิต หรือการบริการทางการเกษตร โดยเกษตรกรตกลงที่จะผลิตหรือจำหน่าย ตามจำนวน ราคา หรือระยะเวลาที่กำหนดไว้

และผู้ประกอบการธุรกิจทางการเกษตรก็ตกลงที่จะซื้อผลิตผลดังกล่าวพร้อมจ่ายค่าตอบแทนตามที่ได้ทำสัญญาไว้ ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสให้เกษตรกรได้พัฒนาองค์ความรู้ด้านการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ จากผู้ประกอบการที่ร่วมทำสัญญา เพื่อนำมาพัฒนาการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงกับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ในส่วนของ ธ.ก.ส. เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย และสนับสนุนสินเชื่อให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยเตรียมวงเงินไว้กว่า 2,000 ล้านบาท ตลอดจนให้ความรู้และประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวแก่เกษตรกร

นางศิริวรรณ อินทรกำธรชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเบทาโกร กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์ เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนให้เกษตรกรมีธุรกิจฟาร์ม เป็นการเพิ่มโอกาสการจ้างงาน ช่วยพัฒนาภาคการเกษตรและปศุสัตว์ซึ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฟาร์มจ้างเลี้ยงและประกันราคากับเครือเบทาโกร (Contract Farming) จะได้รับคำแนะนำ ดูแล ในด้านวิชาการและการบริหารจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สัตว์ที่เลี้ยงในฟาร์มมีคุณภาพตามมาตรฐานและมีตลาดที่แน่นอน

ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าอาหารที่มีคุณภาพสูงขึ้น มีมาตรฐานและปลอดภัย ที่สำคัญช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของภาวะราคาสินค้าปศุสัตว์ในตลาด ทำให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถสืบต่อธุรกิจไปสู่รุ่นลูก รุ่นหลานได้ในอนาคต การที่เครือเบทาโกรได้รับความช่วยเหลือจาก ธ.ก.ส. เพื่อสนับสนุนโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมและพัฒนาระบบการจ้างเลี้ยงและประกันราคาในครั้งนี้ จึงเป็นการตอบสนองต่อกลุ่มเกษตรกรผู้ประกอบธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์โดยตรง เพราะทำให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ถือเป็นการช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในซัพพลายเชนของอุตสาหรรมเกษตรและอาหาร เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายในการส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยให้เข้าถึงผู้บริโภค

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ มุ่งมั่นมีส่วนร่วมแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ผลักดัน 5 โครงการหลักด้านการประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาดปี 2562 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 76,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และลดการใช้พลังงานได้ 43.45 ล้านเมกะจูลต่อปี

นายจารุบุตร เกิดอุดม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อมและพลังงาน ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟเดินหน้ามีส่วนร่วมแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาภาวะเรือนกระจกของโลก โดยในปี 2561 ได้ดำเนินโครงการด้านประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5 โครงการหลัก ประกอบด้วย การเข้าร่วมโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระบบทำความเย็นและระบบปรับอากาศขนาดใหญ่กับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน 31 โครงการ

คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 6,183 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โครงการซีพีเอฟ โซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเป็นโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาขนาด 40 เมกะวัตต์ (MW) ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 28,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นการปลูกต้นสักถึง 1,440,000 ต้น และสามารถช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าขององค์กรได้อีกด้วย