สำหรับโครงการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร

ทั้งระบบ ที่กระทรวงเกษตรขอเสนองบประมาณไป 7 โครงการ ประกอบด้วย 1. การปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อลดความเสี่ยง งบประมาณ 3,288.48 ล้านบาท 2. พัฒนาการผลิตพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และพัฒนาเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ งบประมาณ 3,486.97 ล้านบาท 3. บริหารจัดการสินค้าเกษตรและสร้างมูลค่าเพิ่ม งบประมาณ 6,032.10 ล้านบาท 4. แก้ไขปัญหาความยากจนลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพชีวิต งบประมาณ 15,081.58 ล้านบาท 5. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำระดับชุมชน งบประมาณ 19,134.65 ล้านบาท 6. บริหารจัดการข้อมูล (Big data) งบประมาณ 769.33 ล้านบาท และ 7. ติดตามและประเมินผล งบประมาณ 8 ล้านบาท

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2560 ซึ่งเปิดให้ยื่นแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 มีนาคม 2561 นั้น มีมายื่นเพียงแค่กว่า 1 ล้านราย คิดเป็น 10% จากจำนวนผู้เสียภาษีต้องยื่นแบบทั้งหมด 11 ล้านราย ถือว่าน้อยกว่าทุกปี เพราะปีนี้คนที่ยื่นภาษีส่วนใหญ่จะรอใบเสร็จรับเงินจากบริษัทประกันเพื่อนำมาลดหย่อนภาษี หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้นำประกันสุขภาพของผู้มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท สำหรับเบี้ยประกันภัยที่ได้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560

“โดยปีนี้ผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเข้ามาแล้ว มีการคืนผ่านพร้อมเพย์ไปกว่า 80% ที่เหลือเป็นการคืนด้วยเช็คทางไปรษณีย์” นายประสงค์กล่าว และว่า คาดว่าปีนี้ผู้เสียภาษีขอลดหย่อนมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึง 1 หมื่นล้านบาท หรือมียอดคืนอยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีการคืนภาษีคิดเป็นเงินรวม 3 หมื่นล้านบาท นอกเหนือจากนำประกันมาลดหย่อนแล้ว ยังสามารถนำค่าใช้จ่ายช้อปช่วยชาติมาลดหย่อนได้อีก ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นมีการประเมินสำหรับรายได้ของกรมที่จะจัดเก็บในปีงบ 2561 ไว้แล้ว

พะเยา – นายแพทย์ไกรสุข เพชระบูรณิน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพะเยา เผยว่า สืบเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายการเปิดประเทศ กรมควบคุมโรคดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์กรมควบคุมโรคว่าด้วยการพัฒนาความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในประเทศและนานาชาติ สนับสนุนพื้นที่ในการดำเนินงานเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน กลยุทธ์ในการพัฒนาจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดน ให้มีระบบเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคติดต่อ โรคอุบัติใหม่ และภัยสุขภาพได้มาตรฐาน

“สสจ.พะเยาร่วมกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ จัดประชุมเพื่อพัฒนาเครือข่ายในการดำเนินการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศคู่ขนาน ไทย-ลาว ขึ้นประสานงานด้านสาธารณสุข 3 ประเด็น คือ ระบบการแจ้งข่าวสารการระบาด ระบบการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลคู่ขนาน ระบบการส่งต่อผู้ป่วยวัณโรคและโรคเอดส์ ระหว่างจังหวัดพะเยากับแขวงไชยบุรี เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันควบคุมโรคอย่างเป็นระบบ”

ภูเก็ต – นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่บริเวณหาดไตรตรัง ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ เพื่อตรวจสอบสภาพปัญหาปัญหาน้ำทะเลบริเวณชายหาดมีสีดำและและส่งกลิ่นเหม็น เบื้องต้นพบว่ามีสาเหตุมาจากน้ำเสียถูกปล่อยลงมาในคลองปากบาง ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลและถูกคลื่นซัดเข้ามายังหาดไตรตรัง เป็นอ่าวปิดหมักหมม และตกตะกอน กระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำ และภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว โดยนายวิจารย์กล่าวว่า หากดูกายภาพที่มองเห็นพบว่าสาเหตุหลักมาจากน้ำเสีย มีน้ำเสียที่ล้นออกมาจากโรงบำบัดน้ำเสียของเทศบาลเกินขีดความสามารถที่รองรับได้

แนวทางการแก้ปัญหาเบื้องต้นเฉพาะหน้า เร่งดูดเอาตะกอนสีดำออกจากชายหาดจัดการตามหลักวิชาการ และต้องไม่มีการปล่อยน้ำเสียลงมาอีก ต้องแก้ปัญหาที่เป็นสาเหตุหลัก คือระบบบำบัดน้ำเสีย ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายระบบเพิ่มขีดความสามารถให้รองรับปริมาณน้ำเสียได้อีก วันละ 9,000 ลูกบาศก์เมตร จากปัจจุบันที่รับได้ 21,000 ลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำเสียที่เกินขีดความสามารถอยู่วันละประมาณ 4,000-5,000 ลูกบาศก์เมตร และจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ในจุดนี้จะต้องเข้าไปดูแลแหล่งกำเนิดมลพิษทุกส่วนด้วย ร่วมกันตรวจสอบว่าโรงแรมใดที่มีระบบบำบัดน้ำเสียและไม่ดูแลระบบของตัวเองก็จะมีการบังคับใช้กฎหมาย

ด้าน นายนรภัทร เผยว่า ทางจังหวัดให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอด สั่งการให้สำรวจขีดความสามารถการบำบัดน้ำเสียของแต่ละท้องถิ่น ประสานกับทางองค์การจัดการน้ำเสีย เพื่อให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียขนาดเล็กในแต่ละชุมชนที่มีพื้นที่สาธารณะ และท้องถิ่นสามารถลงทุนเองในวงเงิน ประมาณ 30-50 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ นายถาวร จิระโสภณรักษ์ ผู้อำนวยการกองตรวจการประมง กรมประมง เปิดเผยว่า การประกาศ “ปิดอ่าวไทย” ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม ของทุกปี ในพื้นที่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ได้กำหนดห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิด ที่อาจส่งผลต่อการแพร่พันธุ์ของพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ และสัตว์น้ำวัยอ่อนในทะเลอ่าวไทย เพื่อรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความยั่งยืนโดยเฉพาะ “ปลาทู” สัตว์ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับปีนี้มีการประกาศข้อกำหนดแตกต่างไปจากเดิม เนื่องจากผลการสำรวจทรัพยากรสัตว์น้ำพบว่ามาตรการปิดอ่าวที่ผ่านมาไม่สามารถฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างยั่งยืน และชาวประมงต้องการให้ภาครัฐทบทวนพื้นที่ทำการประมง เครื่องมือที่ใช้ทำการประมงให้เหมาะสมกับทุกฝ่าย

นายถาวร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากรมประมงได้หารือร่วมกับชาวประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ เพื่อปรับปรุงมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางให้เป็นไปตามพระราชกำหนดการประมง 2558 เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงของประเทศมีความยั่งยืน โดยมีการออกประกาศฉบับใหม่ ตามประกาศ ลงวันที่ 31 มกราคม 2561 เพื่อกำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ 3 จังหวัด ตามประกาศเพื่อบังคับใช้

สศก. ติดตามผลโครงการนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ ปี 2560 เกษตรกรยิ้มรับ ได้รับปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ และเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้ ช่วยเกษตรกรต้นทุนลด ผลผลิตดี รายได้เพิ่ม สร้างความสามัคคี ความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่ได้เป็นอย่างดี

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลประเมินโครงการนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ ของปี 2560 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์รวมกัน ผลิตข้าวคุณภาพได้มาตรฐานข้าวไทย ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ภายใต้การบูรณาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยปี 2560 มีพื้นที่ที่สามารถดำเนินการในระบบนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ ปี 2560 รวม 51 จังหวัด จำนวน 747 แปลง พื้นที่ 752,659 ไร่ เกษตรกร 55,087 ราย โดย สศก. ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งประธานกลุ่ม และผู้จัดการแปลง ใน 15 จังหวัด จำนวน 585 ตัวอย่าง ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2560 พบว่า

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ได้ให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่ เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่เป็นสมาชิกไปใช้และบริหารจัดการร่วมกัน ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ข้าว กระสอบบรรจุภัณฑ์ เครื่องหยอดข้าวแห้งติดรถไถเดินตามชนิดใบผ่านร่อง เครื่องหยอดข้าวแห้งติดรถแทรคเตอร์เครื่องหยอดข้าวรุ่นดัดแปลงสำหรับนาน้ำตม เครื่องคัดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งมีการถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ และการผลิตข้าวคุณภาพดี (GAP) ตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร

ด้านค่าใช้จ่าย เกษตรกร ร้อยละ 84 สามารถลดค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตในการทำนา โดยลดลง 512 บาทต่อไร่ หรือลดลงร้อยละ 15 (ค่าใช้จ่าย 3,359 บาทต่อไร่ ในปี 2559/60 ลดเหลือ 2,847 บาทต่อไร่ ในปี 2560/61) ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นค่าพันธุ์ ปุ๋ยเคมี และการใช้สารเคมีน้อยลง

ด้านผลผลิต เกษตรกรร้อยละ 78 มีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 12 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 2 (ผลผลิตประมาณ 631 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2559/60 เพิ่มเป็น 643 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2560/61) ขณะเดียวกันผลผลิตที่ได้มีคุณภาพเพิ่มขึ้นด้วย โดยเกษตรกรร้อยละ 53 ผลิตข้าวได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าสู่การรับรองมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ได้สนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม เพื่อทำข้อตกลงซื้อขายกับเอกชน (MOU) จำนวน 221 แปลง ส่งผลให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตสูงกว่าราคาในท้องตลาดประมาณ 100 – 200 บาทต่อตัน

ด้านผลตอบแทนสุทธิ เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 533 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 35.89 (ผลตอบแทนสุทธิ 1,485 บาทต่อไร่ ในปี 2559/60 เพิ่มเป็น 2,018 บาทต่อไร่ ในปี 2560/61) และจากการสนับสนุนปัจจัยและเทคโนโลยีมาใช้ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 73 มีความพึงพอใจในระดับมาก เนื่องจากได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ มีการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร และสามารถสร้างความสามัคคีความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่ได้เป็นอย่างดี

สำหรับการดำเนินการในปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง สร้างการรับรู้ให้เกษตรกรเห็นถึงผลประโยชน์ที่ได้รับ มีรายได้ที่มั่นคง ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต บูรณาการหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้มีการเชื่อมโยงโดยใช้ตลาดนำการผลิต ทั้งนี้ เพื่อให้กลุ่มแปลงใหญ่มีการบริหารจัดการด้วยเกษตรกรเอง สามารถเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรได้ในระยะต่อไป และเป็นกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ยั่งยืนในระยะยาว

16 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามี ร้านปาท่องโก๋แห่งหนึ่งชื่อร้าน “โกเหน่ง” ซึ่งเป็นเจ้าดังของเชียงใหม่ และเป็นที่ฮือฮาในโลกโซเชียล ด้วยเอกลักษณ์การทำปาท่องโก๋เป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น รูปหมาทอง และรูปมังกรทอง สร้างสีสันให้กับเทศกาลตรุษจีนที่เชียงใหม่

โดยนายสัมฤทธิ์ มหาพราหมณ์ อายุ 52 ปีหรือ โกเหน่ง เจ้าของร้านกล่าวว่า “เหตุที่ทำปาท่องโก๋เป็นรูปหมาทอง เพราะอยากให้เป็นสิริมงคลกับปีจอ และอยากจะปลอบใจประชาชนให้มีกำลังใจในเรื่องของเศรษฐกิจ โดยหวังว่าเศรษฐกิจปีนี้น่าจะดีกว่าที่เคยเป็น จึงได้ทำปาท่องโก๋สิริมงคลขึ้นมา เพื่อเป็นกำลังใจให้ทุกคน”

ซึ่งร้านแห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวที่จะต้องแวะมาเช็คอินถ่ายรูป จนโด่งดังไปทั่วโลก แม้แต่สื่อต่างชาติก็เคยเดินทางมาถ่ายทำไปเผยแพร่จนกลายเป็นที่รู้จัก มีความโดดเด่นด้านรูปแบบของการทอดปาท่องโก๋เมนูพิเศษ เป็นรูปสัตว์ต่างๆ ทั้งจระเข้ มังกร กบ ช้าง ไดโนเสาร์ ไปจนถึงตัวการ์ตูนแปลกๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ จำหน่ายตัวละ 20-30 บาท

ซึ่งในช่วงนี้ลูกค้าก็จะสั่งทำมากขึ้นเป็นพิเศษเนื่องจากตรงกับเทศกาลตรุษจีน อีกทั้งยังเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ ที่กินเป็นอาหารเช้ากับน้ำเต้าหู้ร้อนๆอีกด้วย

โดยร้านของโกเหน่ง เปิดขายช่วงเช้าตั้งแต่ตี 5 ไปจนถึง 10 โมง และช่วงค่ำก็จะเปิดขายตั้งแต่ 4 โมงเย็นไปจนถึง 3 ทุ่ม นายประคอง อุสาห์มัน หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร รักษาการเกษตรจังหวัดกระบี่กล่าวว่าโรคเหี่ยวสับปะรด หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า โรคเอ๋อที่มีแนวโน้มการระบาดสู่แหล่งปลูกสับปะรดทั่วประเทศ ปัจจุบันได้แพร่ระบาดเข้ามาในพื้นที่ปลูกสับปะรดของจังหวัดกระบี่แล้ว ทั้งนี้พื้นที่ปลูกสับปะรดในจังหวัดกระบี่มีประมาณ 7,000 ไร่ เกษตรกรนิยมปลูกเป็นพืชแซมในสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่ นอกจากสร้างรายได้ในระหว่างรอผลผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมันออกมาแล้วยังเป็นการควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืชทางอ้อมอีกด้วย สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่จึงขอแจ้งให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงสับปะรดและเฝ้าระวังการระบาดของโรคเหี่ยวสับปะรด

อาการแรกนั้นเกิดกับระบบรากก่อน โดยรากจะไม่มีการสร้างเซลล์ส่วนปลายราก ชะงักการเจริญเติบโต รากจะไม่ทำงานและเซลล์จะตาย ซึ่งต่อมาเนื้อเยื่อส่วนราก จะเน่า (Rotting) แล้วสับปะรดจะแสดงอาการให้เห็นทางส่วนปลายใบและตัวใบในเวลาต่อมา คือใบจะอ่อนนิ่ม มีเขียวอ่อน หรือสีเหลืองอ่อน ปลายใบแห้งเป็นสีน้ำตาลจนถึงสีแดงลามสู่โคนใบ ใบลู่ลง แผ่แบนไม่ตั้งขึ้นเหมือนใบปกติ ต่อมาต้นเหี่ยวและแห้ง รากสั้นกุด ถอนต้นง่าย การทำลายเริ่มตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ทั้งในแปลงต้นปลูก และแปลงต้นตอ แสดงอาการเด่นชัดหลังการบังคับดอก ผลสับปะรดจะไม่พัฒนา มีขนาดเล็ก การทำลายทำให้คุณภาพ และผลผลิตเสียหายมาก ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

ซึ่งความรุนแรงของโรคจะขึ้นกับระยะการเติบโตของสับปะรด ความแข็งแรง และสภาพภูมิอากาศแต่เป็นที่น่าสังเกตว่า โดยปกติในระยะ 1-4 เดือนแรกสับปะรดจะมีการเติบโตปกติ หลังจากนั้นอาจแสดงของโรคให้เห็นอย่างรวดเร็ว“เป็นแบบ เหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว” (Quick wilt) โดยสับปะรดจะเหี่ยวจากปลายใบ แล้วลุกลามสู่ตัวใบต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมแดงชมพู (Reddish –yellow) หรือเหลือจัด( Necrosis) ใบหักงอและจะตายในที่สุด

การระบาดอย่างรวดเร็วของโรคเหี่ยวเฉาตายของสับปะรดนี้ เป็นเพราะมีการแพร่ระบาดของแมลงพาหะคือเพลี้ยแป้งที่มีนิสัยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นสับปะรด ที่เป็นโรคเหี่ยวตายสู่ต้นที่ปกติในรูปแบบการกระจายตัวแบบวงกลมมีการขยายจากจุดกลาง (ต้นเกิดโรค) แล้วค่อยๆลุกลามไปเรื่อยๆโดยมีมด ( Ants) ซึ่งเป็นตัวการนำเพลี้ยแป้งสู่ต้นอื่นๆ ขณะที่บางช่วงอายุเพลี้ยแป้งจะสร้างปีกบินได้จึงสามารถอพยพสู่ต้นสับปะรดอื่นๆได้เช่นกัน

เพลี้ยแป้งเป็นพาหะนำเชื้อไวรัส สู่ต้นสับปะรดในขณะดูดกินน้ำเลี้ยงผ่านทาง phloem และเชื้อไวรัสจะเข้าฟักตัวในต้นสับปะรด และจะแสดงอาการเมื่ออ่อนแอ และสภาพแวดล้อมเหมาะสม สำหรับเพลี้ยแป้งนั้นมี 2 ชนิดคือ เพลี้ยแป้งสับปะรดสีชมพู (Dysmicoccusbrevipes (Cockerell) มักพบเสมอบริเวณรากข้างหน่อ-ต้น (บริเวณโคนของหน่อ,ต้นบริเวณผิวดิน หรือใต้ดินเล็กน้อย) หรืออาจพบที่ส่วนบนต้น ปลายใบและผลอ่อน และเพลี้ยแป้งสับปะรดสีเทา (Dysmicoccusneobrevipes (Beardsley) มักพบบริเวณส่วนบนต้นใบและผลสับปะรด มักปะปนอยู่กับเพลี้ยแป้งสีชมพู

การกระจายพันธุ์ของเพลี้ยแป้งอาศัยมดชนิดต่างๆช่วยในการขนย้าย โดยจะนำเพลี้ยแป้งจากต้นสับปะรดสู่ต้นสับปะรดแล้วจะขยายเผ่าพันธุ์มากขึ้น ซึ่งมดที่พบในแปลงสับปะรดนั้นมี 2 ชนิดที่เป็นตัวการขนเพลี้ยแป้งคือ มดหัวโต (Big Headed Ant: Pheidolemegacephala (F.) และมดแดง (Fire Ant : Solenopsisgeminata ( F) นอกจากนี้ ยังมีมดชนิดอื่นอีก 4-5 ชนิด ที่อาจเป็นพาหะขนย้ายเพลี้ยแป้งให้กระจายการระบาดได้รวดเร็วขึ้น โดยความสัมพันธ์ระหว่างเพลี้ยแป้งและมดนั้น เป็นไปแบบพึ่งพากัน (Symbiosis) คือ เมื่อเพลี้ยแป้งดูดน้ำเลี้ยงในท่ออาหาร (phloerm) จากต้นสับปะรดจะขับถ่ายสาร honey drew ที่เป็นสารเข้มข้นเหนียวและมีความหวาน ซึ่งจะสะสมในบริเวณที่มีการระบาดของเพลี้ยแป้ง จึงเป็นแหล่งอาหารของมดและเชื้อรา (sooty mold ) โดยมดจะมี การอพยพหรือขนเพลี้ยแป้งจากต้นหนึ่งไปแหล่งอาหาร ต้นอื่นๆ เป็นวัฏจักรไป

สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ แนะนำวิธีการป้องกันกำจัดดังนี้

การเขตกรรม คือการทำความสะอาดแปลงปลูก โดยการไถกลบซากวัชพืชให้หมดโดยเร็วที่สุด เพื่อ
ทำลายตัวแก่ และแมลงพาหะ

การตรวจสอบดูแปลงสับปะรด หากพบต้นที่แสดงอาการของโรคต้องรีบเก็บเผาทำลายทันที
กำจัดแหล่งวัชพืชข้างเคียง เพื่อทำลายพืชอาศัย (host plant) ซึ่งเพลี้ยแป้งใช้เป็นแหล่งอาหาร
อุปกรณ์เครื่องมือ รถแทรกเตอร์ ฯลฯ จำเป็นต้องทำความสะอาดและตรวจสอบการปนเปื้อน/ติด
มาของเพลี้ยแป้ง

หน่อพันธุ์ จุก ต้องได้จากแหล่งที่ปลอดโรค และทำการจุ่มสารเคมีป้องกันและกำจัดก่อนปลูก
ข้อแนะนำการใช้สารเคมีควบคุมและกำจัด เพลี้ยแป้งและมดทุกชนิด ดังนี้
6.1 สารมาราไธออน ชนิด 83% E.C. อัตรา 15-20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ใช้จุ่มหน่อ/จุก หรือฉีดพ่นในแปลงเมื่อสับปะรดอายุ 3 และ 6 เดือน

6.2 สารคาร์บาริล ชนิด 85% W.P. อัตรา 15-20 กรัมผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเมื่อสับปะรดอายุ 3และ 6 เดือน หรือใช้จุ่มจุกและหน่อก่อนการปลูก

6.3 สารไดอะซินอน ชนิด 60% E.C. อัตรา 15-20 ซีซี.ผสมน้ำ 20 ลิตร หรือ 500 ซีซี. ต่อน้ำ 600 ลิตร จุ่มหน่อ,จุกหรือฉีดพ่นสับปะรดเมื่ออายุ 3 และ 6 เดือน

6.4 สารโปรไทโอฟอสและสารโปรฟีโนฟอส อัตรา 20-25 ซีซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้จุ่มจุกหรือหน่อหรือฉีดพ่นในต้นสับปะรด 1-2 ครั้ง/ฤดู

ถ้าโรคเหี่ยวระบาดเป็นบริเวณกว้างไม่สามารถถอนทิ้งได้ให้ใช้วิธีตัดใบที่เป็นโรค หลังจากนั้นฉีดพ่น
ปุ๋ยทางใบ ผสมแคลเซียมโบรอน จะทำให้ต้นฟื้นตัวสามารถให้ผลผลิตได้ระดับหนึ่ง เกษตรฯ ซักซ้อมทีมผู้บริหารทุกหน่วยงาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีคำสั่งให้ผู้บริหารกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ทุกท่านแนะนำ (Coaching)

ติดตาม (Monitoring) และประสานงาน (Coordinating) กับพื้นที่ ในการขับเคลื่อนงานสำคัญ 3 ด้าน คือ การบริหารจัดการสินค้าเกษตรในพื้นที่ครบวงจร โครงการไทยนิยม ยั่งยืน และนโยบายสำคัญของกระทรวง ย้ำนโยบายสู่การปฏิบัติให้มีความเข้าใจตรงกัน เร่งติดตาม และแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ถึงการจัดประชุมการบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจรและแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรของจังหวัด เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ กรมชลประทาน โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เพื่อชี้แจงและซักซ้อมความเข้าใจแก่คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ ผู้อำนวยการกองแผนงานจากส่วนราชการ ให้รับทราบถึงการบริหารจัดการสินค้าเกษตรในพื้นที่ การขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน และนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ในปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรในระดับพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการ บูรณาการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ และแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีความหลากหลาย ซึ่งการประชุมดังกล่าว เป็นการพิจารณาเชื่อมโยงการขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ ระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค ใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1.แนวทางการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการการบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจรในพื้นที่จังหวัด กระทรวงเกษตรฯ ได้แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง เพื่อแนะนำ ติดตาม และประสานการดำเนินงานกับคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation) และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาการเกษตรระดับอำเภอ (Operation Team) ในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจร โดยมุ่งเน้นบริหารจัดการสินค้าที่มีศักยภาพของจังหวัด สินค้าเกษตรแปลงใหญ่ และสินค้าที่คาดว่าจะมีปัญหาในแต่ละจังหวัด เพื่อให้มีตลาดรองรับผลผลิตสินค้าเกษตร และบรรเทาปัญหาและข้อร้องเรียนจากเกษตรกร ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

การขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงาน เพื่อบูรณาการกับหน่วยงานในระดับพื้นที่ ซึ่งจะสนับสนุนในเรื่องการจัดทำเมนูอาชีพรายบุคคล รายกลุ่ม ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ และอื่นๆ ในพื้นที่เป้าหมาย เช่น รายบุคคล มีเมนูพัฒนาอาชีพเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยให้ปรับเปลี่ยนการผลิตทดแทนการทำสวนยาง 150,000 ไร่ ให้กับเกษตรกร 30,000 รายๆ ละไม่เกิน 10 ไร่ หรือรายกลุ่ม/ชุมชน มีเมนูสร้างฝายชะลอน้ำแบบมีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้แรงงานจิตอาสาในชุมชน เป็นต้น ซึ่งเมนูอาชีพจะช่วยสนับสนุนการดำเนินโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกอาชีพที่เหมาะสม เสริมรายได้ให้กับตนเองและครัวเรือน ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานซักซ้อมความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะเข้าร่วมในทีมครู ก. (ระดับจังหวัด) และ ครู ข. (ระดับอำเภอ ตำบล) ในพื้นที่กับทีมไทยนิยมของกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนให้มีการจัดตั้ง War room ไทยนิยม ยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรฯ อีกด้วย

โครงการตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายทุกหน่วยงานติดตามความก้าวหน้าโครงการสำคัญตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้สานต่องานนโยบายเดิม 16 โครงการ โดยใช้หลัก“3 ต. คือ ต่อ เติม แต่ง” และ “การตลาดนำการผลิต” รวมทั้งให้รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ตลอดจนให้ชี้แจงสร้างความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนโครงการสำคัญ เช่น โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่

โครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) โครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ พัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยมีความมุ่งมั่นที่จะให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อนำมาซึ่งการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สู่การมีรายได้เพิ่มขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป