สำหรับ บริษัท เบทาโกร (เมียนมา) จำกัด ดำเนินการจัดตั้งด้วยทุน

จดทะเบียนเริ่มต้น 600 ล้านบาท โดย บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 80 และ ชเว แมร์ กรุ๊ป ถือหุ้นร้อยละ 20 มีแผนลงทุนเบื้องต้นในธุรกิจต้นน้ำ ได้แก่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ กำลังการผลิต 12,000 ตัน/เดือน ฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ไก่เนื้อ และฟาร์มสุกร ที่เมืองย่างกุ้ง เป็นต้น

วสิษฐ กล่าวว่า เบทาโกร มุ่งมั่นที่จะผลิตอาหารที่มีคุณภาพและความปลอดภัยที่เหนือกว่า เพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสมและยุติธรรม เรามองเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจเกษตร-ปศุสัตว์และอาหาร ในประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV ซึ่งเมียนมาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงและมีศักยภาพหลายด้าน มีปัจจัยพื้นฐานที่มีความพร้อม ให้สิทธิพิเศษประโยชน์ทางภาษี เอื้อต่อการส่งเสริมการลงทุนให้แก่นักลงทุนชาวต่างชาติเข้าไปลงทุนในประเทศ รวมถึงประชากรเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความตระหนักและเปิดรับการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกและมีกำลังซื้อ

“การร่วมทุนครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้ประกอบการไทยที่เครือเบทาโกรได้รับ ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารของไทย เรามีประสบการณ์ ความรู้ ความชำนาญ ทั้งในแง่คุณภาพของผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีทางการผลิต และเป็นผู้บุกเบิกมาตรฐานด้านคุณภาพและอาหารปลอดภัย ที่สำคัญยึดมั่น ในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อตรง การผสานประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ ชเว แมร์ กรุ๊ป โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ และจำหน่าย ส่งออกผลิตภัณฑ์ประเภทถั่วซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอาหารสัตว์มายาวนาน มากกว่า 20 ปี ไม่เพียงจะช่วยให้บริษัทที่ตั้งใหม่สามารถพัฒนามาตรฐานการผลิตทางการเกษตรและปศุสัตว์ในเมียนมา แต่ยังสามารถนำผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพเข้าถึงผู้บริโภคในเมียนมาอีกด้วย ที่สำคัญยังมีส่วนในการสร้างอาชีพ รายได้ ให้คนในพื้นที่มีสภาพทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น” นายวสิษฐ กล่าว

ด้าน ทุน ลวิน กล่าวว่า รัฐบาลเมียนมามีนโยบายที่จะพัฒนาด้านการเกษตรในเมียนมา ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมให้ประชากรส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นหลักประกันความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ และเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญ ซึ่งประเทศเรามีความพร้อมหลายด้าน ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินทางการเกษตร แรงงานมีทักษะด้านการทำงาน อัตราค่าแรงที่ไม่สูง อย่างไรก็ตาม การผลิตทางภาคการเกษตรของเมียนมาในปัจจุบัน ยังขาดองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งด้านการผลิต การบริหารจัดการและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งเครือเบทาโกรถือเป็นผู้นำอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพของไทย ดำเนินธุรกิจครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่อาหารสัตว์ ปศุสัตว์ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพสัตว์ และผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพเพื่อการส่งออกและจำหน่ายในประเทศ มายาวนานมากกว่า 50 ปี ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพจากบริษัทชั้นนำในต่างประเทศ ทางเรามีความเชื่อมั่นในศักภาพของเครือเบทาโกร

ปัจจุบัน เครือเบทาโกร โดยกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ ได้เข้าไปดำเนินธุรกิจการค้าและลงทุนในภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยในเมียนมาได้เข้าไปดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 มีสำนักงานตัวแทน (Rep. Myanmar) ตั้งอยู่ที่เมืองย่างกุ้ง ส่งออกอาหารสัตว์ แม่พันธุ์สุกร จากประเทศไทยเข้าไปจำหน่าย รับผลิตไส้กรอกภายใต้ตราสินค้าร่วม C&B รวมถึงธุรกิจเกี่ยวกับยาสัตว์และผลิตภัณฑ์สุขภาพสัตว์

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จับมือกรมวิชาการเกษตร เดินหน้านำ พ.ร.บ. ควบคุมยาง พ.ศ. 2542 มาใช้กำกับราคายางพาราในประเทศ ให้เคลื่อนไหวตามกลไกตลาดและเป็นธรรมแก่ชาวสวนยาง

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลให้ราคายางไม่เคลื่อนไหวไปตามกลไกปกติของตลาด ซึ่งเกิดจากปัจจัยทั้ง ภายในและภายนอกประเทศ ในขณะที่ผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาดไม่มากนัก และความต้องการใช้ยางในตลาดโลกยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ การยางแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมวิชาการเกษตรจำเป็นต้องนำพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 มาใช้ในการกำกับดูแลราคายาง เพื่อให้กลไกลการซื้อขายยางภายในประเทศเป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานผลผลิตของประเทศ

ทั้งนี้ การยางแห่งประเทศไทย ตระหนักในเรื่องดังกล่าว จึงอยากขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะในส่วนของภาคเอกชน ในเรื่องการซื้อขายยางที่ควรเป็นไปอย่างเหมาะสม เป็นธรรมตามกลไลและปัจจัยพื้นฐานของตลาด เพื่อชาวสวนยางจะมีรายได้ที่ดีและมั่นคงสอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นในปัจจุบัน

คาร์กิลล์ ทุ่มงบกว่า 2,300 ล้านบาท ขยายธุรกิจในไทย รองรับการเติบโตของความต้องการบริโภคอาหารทะเลและไก่ปรุงสุก เผยตัวเลขลงทุนในไทยไปแล้วกว่า 3.8 หมื่นล้านบาท พร้อมฉลองครบรอบ 50 ปีในไทย

กรุงเทพฯ 26 พฤศจิกายน 2561 – คาร์กิลล์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและสินค้าเกษตรชั้นนำของโลกจากสหรัฐอเมริกา ประกาศเดินหน้าธุรกิจในไทยด้วยการลงทุน 70 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 2,310 ล้านบาท เพื่อตอบสนองความต้องการอาหารทะเลและเนื้อไก่ในตลาดโลก

งบลงทุนรวมกว่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กรในการการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของคู่ค้าและลูกค้าของบริษัท ซึ่งครอบคลุมการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายไก่ปรุงสุก การขยายฐานการผลิตเนื้อไก่ปรุงสุกในจังหวัดนครราชสีมา ขณะที่งบประมาณบางส่วนนำไปใช้สำหรับเปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสัตว์น้ำ และทำการปรับปรุงยกระดับมาตรฐานโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำในจังหวัดเพชรบุรี

การลงทุนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของธุรกิจผลิตเนื้อไก่ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 80 ของธุรกิจของคาร์กิลล์ในประเทศไทย และมีการส่งออกไปกว่า 28 ประเทศทั่วโลก

มร.เดวิด แมคเลนแนน ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคาร์กิลล์ ซึ่งเดินทางมาเพื่อร่วมฉลอง 50 ปีการดำเนินธุรกิจในไทย กล่าวว่า “แผนการลงทุนเหล่านี้แสดงถึงความมุ่งมั่นและรับผิดชอบของคาร์กิลล์ที่มีต่อชุมชนและคนไทย เราขอขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้การสนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ ซึ่งช่วยให้คาร์กิลล์สามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจและสังคมไทยตลอด 50 ปีที่ผ่านมา การลงทุนพัฒนาและนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยให้สายการผลิตและจัดจำหน่ายของเรามีประสิทธิภาพและความยั่งยืนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้สอดคล้องกับปณิธานของเราในการผลิตอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงคนไทยและคนทั่วโลก”

ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม กลุ่มธุรกิจของคาร์กิลล์ในประเทศไทยได้จัดโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง การทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น เช่น การให้ความรู้ด้านเทคนิคการเกษตรแก่เกษตรกรกว่า 1,500 คน ความร่วมมือกับองค์กร Save the Children ในโครงการส่งเสริมโภชนาการแก่เด็ก วัยเรียน โครงการบ้านประชารัฐในการสร้างบ้านหลังใหม่และมอบให้กับคนในชุมชน โครงการติดตั้งระบบทำน้ำดื่มสะอาดในโรงเรียน หรือแม้กระทั่งการสนับสนุนด้านต่างๆ แก่โรงเรียนที่อยู่รอบบริเวณโรงงานของบริษัท

ทั้งนี้ คาร์กิลล์ ดำเนินธุรกิจในไทยมาเป็นเวลาถึง 50 ปีแล้ว โดยเปิดสำนักงานแห่งแรกในปี พ.ศ. 2511 ที่ผ่านมาได้ลงทุนไปกว่า 1.15 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 37,950 ล้านบาท ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร มีการขยายธุรกิจและเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดมา ปัจจุบัน คาร์กิลล์ มีสำนักงานและฐานการผลิตรวม 14 แห่งในประเทศไทย และมีการจ้างงานกว่า 17,000 คน

พนักงานของคาร์กิลล์กว่า 155,000 คน ใน 70 ประเทศ มุ่งมั่นทำงานอย่างไม่ลดละเพื่อบรรลุเป้าหมายในการผลิตอาหารหล่อเลี้ยงโลกใบนี้อย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบและยั่งยืน ทุกๆ วันเราเชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาดสินค้า เชื่อมโยงลูกค้าให้เข้าถึงวัตถุดิบต่างๆ รวมถึงช่วยให้ผู้บริโภคและสัตว์ได้มีอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์

คาร์กิลล์นำประสบการณ์กว่า 153 ปีมาผสมผสานกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และข้อมูลธุรกิจเชิงลึกเพื่อเป็นคู่ค้าที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้สำหรับลูกค้าด้านอาหาร การเกษตร การเงิน และอุตสาหกรรมในกว่า 125 ประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนสำหรับภาคเกษตรกรรม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Cargill.com

นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง จังหวัดพัทลุง ได้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร GOOD AGRICULTURAL PRACTICES FOR FOOD CROP หรือ GAP ซึ่งจัดโดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย คุณเอกพงษ์ได้นำเสนอโครงการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ จนได้รับรางวัลชมเชย จากนั้นได้นำกลับมาขยายต่อยอด ใช้พื้นที่ว่างรอบบริเวณบ้านปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ ขายผลมะนาว ซึ่งจากผลผลิตที่ได้ขายได้ราคาดี จึงขยายปลูกเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังตอนกิ่งชำมะนาวเองขายสร้างรายได้ระหว่างเรียน เดือนละกว่า 10,000 บาท

คุณเอกพงษ์ กล่าวว่า โครงการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร GOOD AGRICULTURAL PRACTICES FOR FOOD CROP หรือ GAP ที่ได้เข้าร่วมโครงการ และเสนอโครงการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ ได้รับรางวัลชมเชย รู้สึกภูมิใจกับรางวัลที่ได้รับ แต่ไม่ใช่จะเริ่มเรียนรู้ในการปลูกมะนาวหลังเข้าร่วมโครงการ เพราะก่อนหน้านี้ ก็ได้ทดลองปลูกและตอนกิ่งพืชต่างๆ มาจากปู่ พ่อ แม่ โดยเริ่มทำการเกษตรมาตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 แต่การได้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร เราได้เรียนรู้ศึกษาเทคนิคใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งได้นำมาปรับใช้ในการปลูกมะนาว

ในครั้งนั้น คุณเอกพงษ์ ได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการ ปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร มาลงทุนปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ จำนวน 8,500 บาท หลังทำโครงการก็ได้คัดเลือกให้ได้รับรางวัลชมเชย และได้เงินรางวัลมาอีก 3,000 บาท จึงได้ปรับพื้นที่บริเวณรอบบ้าน บนเนื้อที่ 2 ไร่ ขยายแปลงมะนาว ทั้งปลูกลงดิน และปลูกในท่อซีเมนต์ ควบคู่กับการตอนและปักชำกิ่งขาย โดยกิ่งตอน ขายในราคา 25-30

บาท กิ่งชำลงถุงขายในราคา 50-70 บาท ใช้เวลา 10-20 วัน ก็สามารถตัดกิ่งขายได้แล้ว “ผมใช้เวลาว่างจากการเรียนหนังสือในช่วงเช้า ช่วง-เย็น และในวันหยุด ในการทำแปลงปลูกมะนาว โดยเน้นหนักให้เป็นแปลงปลอดสารพิษ ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ผลิตขึ้นมาเองจากการหมัก อีเอ็ม ฮอร์โมนผลไม้ ในการปรับผิวดิน ซึ่งวิธีการดูแลรักษาในช่วงแรกๆ อาจจะยุ่งยากในการดูแล และเหนื่อยหน่อย แต่ในระยะยาวจะส่งผลให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ เก็บผลมะนาวได้นาน ขายได้ราคา ส่วนการเก็บผลผลิตขายนั้นก็จะมีแม่เป็นคนเก็บผลผลิตนำไปขาย และเก็บเงินไว้ให้เพื่อใช้เป็นทุนการศึกษา และเก็บไว้ส่วนหนึ่งเพื่อขยายพื้นที่ทำการเกษตรออกไปอีก”

คุณเอกพงษ์ บอกด้วยว่า ตอนนี้ยังปลูกต้นสะตอพันธุ์บ้านแร่ พืชผักสวนครัว มะพร้าวน้ำหอม เลี้ยงสุกรพันธุ์พื้นเมือง เลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ และ เลี้ยงปลา โดยอาศัยพื้นที่บริเวณบ้าน ทำเกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งปัจจุบันที่บ้านจะมีกลุ่มเกษตรกรจากพื้นที่ต่างๆ ทั้งในจังหวัด และต่างจังหวัด เข้ามาดูงานการทำการเกษตรอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดขายกิ่งมะนาวได้เพิ่มขึ้น และสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอีกทาง

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน สถานการณ์ราคายางพารา ทั้งน้ำยางสด และยางแผ่น มีราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการให้ความช่วยเหลือ แต่สถานการณ์ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนยางยังต้องรับสภาพราคายางตกต่ำ และยากลำบาก เพราะต้องหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว ล่าสุดราคาน้ำยางสดลดลงเหลือ กิโลกรัมละ 30-31 บาท เท่านั้น

ที่จุดรับซื้อน้ำยางสด ต.นาตาล่วง อ.เมือง จ.ตรัง นางสิริพัช นุ้ยชู อายุ 46 ปี เกษตรกรชาวสวนยาง กล่าวว่า ปัญหาราคายางพาราตกต่ำขณะนี้ชาวบ้านเดือดร้อนหนักที่สุดแล้วในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา เพราะ ณ วันนี้ราคาน้ำยางสดเหลือ กิโลกรัมละ 30-31 บาทแล้ว ส่วนตัวก็เดือดร้อนหนัก เพราะรายได้หดหายไปมาก โดยกรีดยางจำนวน 8 ไร่ เหลือรายได้วันละประมาณ 300 บาท ปลูกพืชผักก็ไม่พอ จะต้องส่งลูกเรียนหนังสือ และรายจ่ายในครัวเรือน พร้อมย้อนถามรัฐบาลว่าคนที่รายได้เหลือแค่วันละ 100 บาท จะยิ่งเดือดร้อนมากมายขนาดไหน

“ขณะฝนตกก็กรีดไม่ได้ ปีหนึ่งๆ สามารถกรีดได้แค่ประมาณ 100 วัน เท่านั้น และราคาก็ตกอีก ขณะที่ข้าวของราคาแพงหมด รายได้ไม่พอรายจ่าย ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่รัฐบาลจะช่วย ไร่ละ 1,800 บาท เพราะไม่ทั่วถึงชาวสวนยางจำนวนมากก็ไม่ได้รับ ขณะที่ลูกจ้างบางคนก็ไม่ได้รับนายจ้างไม่แบ่งให้ หรือใส่ชื่อลูก พ่อแม่ เป็นคนกรีด ทางที่ดีรัฐบาลควรช่วยเหลือด้านราคามากกว่า ให้ได้ที่กิโลกรัมละ 50 บาท จะได้เสมอภาคกันทุกคน นอกจากนั้น ยังมีชาวสวนยางหลายรายเลิกกรีดปล่อยสวนยางทิ้งร้าง เพราะไม่คุ้มค่า” นางสิริพัช กล่าว

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ที่ จ.นครราชสีมา จากกรณีเกษตรกรแจ้งความดำเนินคดีกับ บริษัท พีพีเท็น กรุ๊ป จำกัด อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ให้ปลูกมันเทศญี่ปุ่นเพื่อขายยอดมันส่งบริษัท แต่ไม่จ่ายเงินค่ายอดมันที่เกษตรกรนำมาขาย โดยมีเกษตรกรในหลายจังหวัดเป็นผู้เสียหาย ประมาณ 500 คน ความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท

ล่าสุด เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ศาลจังหวัดนครราชสีมา นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย นำเกษตรกรกว่า 250 ราย เป็นชาว จ.นครราชสีมา บุรีรัมย์ และ จ.เลย เดินทางให้กำลังใจอัยการจังหวัดนครราชสีมา ระหว่างนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา

นายสามารถ กล่าวว่า วันนี้ผู้เสียหายในคดีมันญี่ปุ่นกว่า 250 คน เดินทางมาให้กำลังใจอัยการจังหวัดนครราชสีมา ในการนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว หลังผู้เสียหายต้องลำบากเดือดร้อนจากการถูกโกงมาเป็นระยะเวลานาน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีบัตรคนจน บางรายเสียหาย 300,000-400,000 บาท ซึ่งการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างยาวนานกว่าจะได้เงินคืน ขณะที่บางรายต้องกู้หนี้ยืมสิน กู้นอกระบบ หรือกู้สถาบันการเงินมา ทำให้ถูกฟ้องร้อง ถูกยึดรถ แต่มิจฉาชีพยังคงลอยนวลและเปิดบริษัทลักษณะเดิมหลอกลวงชาวบ้านคนอื่นๆ

“วันนี้จะนำหลักฐานรายชื่อของคนหลอกลวงประชาชน มอบให้ นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ชาวบ้านส่วนใหญ่รู้สึกไม่เป็นธรรม อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ช่วยหาทางแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนระหว่างการพิจารณาคดี เพื่อช่วยเหลือเยียวยา โดยตั้งกองทุนช่วยเหลือเหยื่อแชร์ลูกโซ่ เงินส่วนนี้ไม่ใช่เงินภาษีของประชาชน แต่เมื่อยึดเงินจากผู้กระทำผิดแล้วจะคืนให้รัฐบาลในภายหลัง รวมทั้งให้แชร์ลูกโซ่เป็นวาระแห่งชาติ และสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ดำเนินการให้จังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดนำร่องในการปราบแชร์ลูกโซ่อย่างจริงจัง”

คณะผู้จัดงานฮอร์ติ เอเชีย และวารสารเคหการเกษตร พาสื่อมวลชนเข้าชม หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ บ้านหนองสามพราน ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

คุณพิเชษฐ์ เจริญพร ผู้ใหญ่บ้านหนองสามพราน ผู้รับผิดชอบโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ให้การต้อนรับคณะ นับได้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นตัวอย่างของเกษตรกรในการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ เล่าว่า เดิมทีพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นไร่อ้อย ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่บ้านหนองสามพราน โดยมีเนื้อที่ทำศูนย์เรียนรู้แห่งนี้มี 20 ไร่ ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับมาจากหน่วยงานของจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้มีองค์ประกอบที่หลากหลาย ที่เหมาะแก่การทำพืชสวนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญในการทำการเกษตร โดยโครงการนี้เริ่มจัดทำเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา

คุณพิเชษฐ์ เจริญพร ผู้ใหญ่บ้านหนองสามพราน ผู้รับผิดชอบโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ “พื้นที่นี้อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นพื้นที่จัดสรร คนละ 10 ไร่ เลยดูคับแคบไปหน่อย ก็เลยทำให้ทางผู้ใหญ่บ้านอย่างผมเลือกที่จะรับโครงการมา เพื่อทำไว้เป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านของผมได้ดู และเกิดการจดจำเพื่อทำไว้เป็นตัวอย่าง ซึ่งผมก็จะพยายามจะย่อจากสิ่งที่ใหญ่โต ให้มีขนาดที่เล็กลง เพื่อจะได้ให้ชาวบ้านทุกคนสามารถจับต้องได้ บนรากฐานความพออยู่พอกิน แบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีความหลากหลายที่จะให้ปลูกพืชสวน และเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ให้ครอบคลุมอยู่ในพื้นที่แห่งเดียวกัน” ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ ได้เผยถึงการแบ่งพื้นที่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10

ซึ่ง 30% ส่วนแรกสำหรับแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร โดยขุดสระเก็บกักน้ำเพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มพูนรายได้

ส่วนที่ 2 แบ่ง 30% สำหรับเพาะปลูกพืชไร่ ไม่ว่าจะเป็นนาข้าว การปลูกไร่อ้อย และหญ้าเนเปียร์ หญ้าที่ใช้เลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะการเลี้ยงช้างซึ่งกำลังนำหญ้าชนิดนี้มาใช้เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดี ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันใช้บริโภคและนำไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้

ส่วนที่ 3 แบ่งเป็น 30% โดยจะใช้ทำเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจต่างๆ เช่น หมูหลุม ไก่ไข่ และเป็ดไข่ อีกทั้งยังเลี้ยงสัตว์น้ำที่เลี้ยงในบ่อ ได้แก่ ปลากดเหลือง ปลากดคัง ปลาสวาย ปลาบึก ซึ่งล้วนเป็นสัตว์กินพืช รวมกว่า 2,500 ตัว นอกจากนี้ ยังเลี้ยงไก่ไข่ประมาณ 225 ตัว ไก่ไทย 20 แม่พันธุ์ พร้อมเครื่องฟักลูกเจี๊ยบ เป็ด 220 ตัว หมูหลุม 20 ตัว และกำลังสร้างคอกกบอีกประมาณ 500 ตัว

ในส่วนสุดท้าย จะมีประมาณ 10% จะถูกแบ่งเป็นที่อยู่อาศัยให้กับที่พักของคนทำสวน และยังใช้ทำเป็นถนนหนทางต่างๆ รวมถึงโรงเรือนอื่นๆ

จากโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สามารถทำให้เกษตรกรไทยลืมตาอ้าปากได้ โดยมีรายได้จุนเจือครอบครัวทั้งแบบรายวัน จากการเก็บไข่ไก่ ไข่เป็ด รายได้รายเดือนจากพืชอายุสั้น อาทิ มะเขือเทศ พืชผัก และรายได้รายปีจากไม้ผล ปศุสัตว์-สัตว์น้ำ

“คิดไว้ว่าจะทำข้าวไร่ แต่ตอนนี้ยังหาพันธุ์ที่เหมาะกับพื้นที่นี้ไม่ได้ ก็เลือกใช้พื้นที่ดังกล่าวปลูกทานตะวันไว้แทนก่อน แล้วก็ข้าวโพด ส่วนพื้นที่อื่นๆ เราก็เลือกปลูกตามสัดส่วนและความเหมาะสมของพื้นที่นั้นๆ ให้เข้ากับวิถีชีวิตของชาวบ้าน โดยยึดหลักที่ว่า เพื่อประหยัดรายจ่าย โดยทดลองในหมู่บ้านของผู้ใหญ่ก่อน ก่อนที่จะขยายไปสู่วงนอก ให้เขาได้รู้ว่าศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้มีประโยชน์ เรายินดีที่จะให้เข้ามาศึกษาดูงาน ดูแบบอย่างเพื่อนำไปใช้กับสวนของตัวเอง ก็สุดแล้วแต่จะทำ ซึ่งโครงการเหล่านี้ล้วนมาจากความมุ่งมั่นของผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ที่อยากจะให้จังหวัดกาญจนบุรีแห่งนี้เป็นพื้นที่ผลิตแหล่งอาหารที่ปลอดสารพิษ” ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ กล่าว

หน่วยงานต่างๆ พร้อมสนับสนุน

นอกจากนี้ ในบริเวณใกล้เคียงยังมีศูนย์วิทยาเขตกำแพงแสน ที่คอยช่วยเหลือในด้านการดูแลพันธุ์พืชในศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ด้วย อีกทั้งยังมีหน่วยงานต่างๆ ที่ได้มอบเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศมาให้ทางศูนย์ได้ทดลองปลูก ซึ่งมะเขือเทศพันธุ์นี้ สามารถปลูกได้โดยไม่ต้องฉีดยาใดๆ ทั้งสิ้น และเมื่อผลมะเขือเทศเติบโตสมบูรณ์แล้วสามารถรับประทานได้ทันที

“นอกจากหน่วยงานและชาวบ้านในพื้นที่นำเมล็ดพันธุ์มาให้เราได้ทดลองปลูกกันแล้ว แต่ต่อไปในอนาคตเห็นท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี บอกว่า จะลองนำผักที่ปลูกแบบกางมุ้งปลอดสารมาปลูกที่แหล่งนี้ ซึ่งสิ่งๆ นี้จะแสดงให้เห็นว่าเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าของศูนย์เรียนรู้” ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ กล่าว

แบ่งระยะการปลูก เพื่อเพิ่มรายได้ตลอดปี

ตอนนี้ผู้ใหญ่พิเชษฐ์แบ่งสัดส่วนการปลูกแบบใหม่หรือการปลูกแบบ 3 ระยะ ได้แก่ รายได้รายวัน รายเดือน และรายปี ซึ่งรายได้รายวันนั้นจะได้มาจากไข่ไก่กับไข่เป็ด ส่วนรายเดือนจะได้จากมะเขือเทศ กล้วย และพืชผักต่างๆ และก็มีมะละกอแทรกเข้าไปหรือพืชอายุสั้น และรายปีจะเป็นไม้ผลกับปลา โดยปลาที่ทดลองเลี้ยง มีปลากดเหลือง ปลากดคัง ปลายี่สก ปลาสวาย แล้วก็ปลาบึก (พันธุ์บิ๊กสยาม)

ซึ่งทั้งหมดนี้จัดอยู่ในจำพวกปลากินพืชทั้งหมด ปลาเหล่านี้จึงอยู่ด้วยกันได้ทั้งหมดและสามารถเลี้ยงในบ่อเดียวกันได้ ในขนาดบ่อ 3 ไร่ โดยจะปล่อยปลาชนิดละ 2,500 ตัว แต่จะมีเฉพาะแค่ปลาบึก (พันธุ์บิ๊กสยาม) ที่สามารถเลี้ยงได้ไม่ถึง 50 ตัว โดยปล่อยลงบ่อเลี้ยงพร้อมกันเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา

ในส่วนของไก่เลี้ยงไว้ 225 ตัว เป็ด 220 ตัว หมูหลุม 20 ตัว ไก่ไทยอีกประมาณ 20 แม่พันธุ์ และตอนนี้ก็ได้ทำที่เลี้ยงกบเสร็จแล้ว แล้วก็สร้างหลังคาเป็นสีฟ้าเพื่อเลียนแบบธรรมชาติ ทำให้กบที่เลี้ยงเหมือนอยู่ในธรรมชาติปกติ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ได้ปลูกให้เกษตรกรได้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อสร้างเป็นรายได้ของครอบครัวได้ เพราะถ้าเลี้ยงมากไปมันจะกินกันเอง

ส่วนเป็ดนั้น ถึงจะอยู่หน้าเขาก็จริง แต่เราสามารถเลี้ยงเป็ดไข่ได้เหมือนกัน โดยใช้เทคนิคด้วยการสร้างอ่างน้ำไว้ให้เป็ดโดยเฉพาะ เพราะตามธรรมชาติของเป็ดแล้ว ถ้าเป็ดไม่ว่ายน้ำ มันก็จะมีผลทำให้เป็ดไม่ผลิตไข่ออกมา จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ต้องสร้างอ่างน้ำไว้ เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำลำคลองที่เป็นแบบธรรมชาติของจริง และเราจะเปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 3 วัน ส่วนน้ำที่ถูกเปลี่ยนถ่ายออกจะถูกนำไปใช้รดพืชในสวนอีกที

แหล่งน้ำ หัวใจสำคัญ ของศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่

แหล่งน้ำของที่นี่เปรียบเสมือนกับหัวใจของแปลงเกษตรของเรา เพราะจังหวัดกาญจนบุรีจัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ร้อนและแห้งแล้งมาก ซึ่งสิ่งที่ต้องแก้ทุกๆ ครั้งในช่วงหน้าร้อนคือ การหาแหล่งน้ำเพื่อให้กับพืชผักได้อยู่รอดถึงวันเก็บเกี่ยว ในปี 2557 ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ได้งบประมาณจากกรมทรัพยากรน้ำเพื่อมาลอกลำห้วย เป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร รวมทั้งยังจัดทำฝายชะลอน้ำและก็ขุดสระเพื่อสร้างแหล่งน้ำเพิ่มอีกด้วย

“เราก็ได้ปฏิบัติตามแนวพระราชดำริ โดยการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งให้ได้มากที่สุด เพราะเราเชื่อว่าเมื่อเกษตรกรในหมู่เรามีน้ำใช้อย่างไม่ขัดสน พืชผลทางการเกษตรที่พวกเขาปลูกก็จะเจริญเติบโตเป็นอย่างดี และยังได้ผลกำไรที่เหมาะสมตามมาอีก” ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ บอก