สำหรับ “เฮมพ์-ไบโอ-บล็อก” เป็นวัสดุก่อสร้างมวลเบาจากธรรมชาติ

ความคงทนอาจจะไม่คงทนเท่ากับวัสดุก่อสร้างมวลรวม เช่น ทราย ปูน ที่ต้องไประเบิดภูเขาหินปูน ซึ่งสักวันหนึ่งทรัพยากรเหล่านี้ต้องหมดไป จึงต้องหาวัสดุอื่นมาทดแทนและชดเชย คุณสมบัติพิเศษของวัสดุมวลเบา คือ ด้านการเป็นฉนวนความร้อนที่โดดเด่น ช่วยลดภาวะโลกร้อน อีกทั้งยังสามารถป้องกันเสียงได้ดีอีกด้วย เหมาะกับการนำไปใช้งานเป็นวัสดุสำหรับการก่อสร้างอาคารที่อนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม

ตลอดจนที่พักอาศัยทั่วไป โดยมีมาตรฐานของ มอก.ที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาวัสดุก่อสร้างมวลเบา ให้ไล่แมลงในตนเอง สามารถลด UV สะท้อนรังสีความร้อน และดูดซับคาร์บอน โดยงานวิจัยมีต้นทุนการผลิตต่ำ จึงเหมาะกับวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในเชิงพาณิชย์ต่อไป ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน่วยวิจัยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โทร. 0-2549-3410

ช่วงนี้ ต้นถั่วลันเตา อยู่ในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นและเริ่มขึ้นค้าง ประกอบกับเริ่มมีอากาศเย็นในตอนเช้า และอากาศร้อนตอนกลางวัน กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลันเตาให้เฝ้าสังเกตการระบาดของโรคเน่าเปียก สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของถั่วลันเตา

โรคเน่าเปียกในถั่วลันเตา มักพบได้กับทุกส่วนของพืช แต่จะมีอาการรุนแรงกับส่วนยอดอ่อน โดยพบอาการแผลช้ำฉ่ำน้ำ สีน้ำตาลดำ และขยายลุกลามอย่างรวดเร็ว ส่วนของพืชที่ถูกทำลายจะเน่าช้ำฉ่ำน้ำ ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสม และมีความชื้นสูงจะเน่าลุกลามอย่างรวดเร็ว

ซึ่งจะเห็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อรามีก้านใสชูตั้งฉากขึ้นมาจากส่วนของพืชที่เป็นโรคลักษณะคล้ายขนแมว ส่วนปลายของก้านใสจะเห็นสปอร์ของเชื้อราเป็นตุ่มสีดำ สปอร์ของเชื้อราสามารถปลิวแพร่ระบาดไปสู่ต้นอื่นๆ ได้ดี โดยอาศัยน้ำ ลม ฝน น้ำค้าง แมลง หรือติดไปกับสิ่งที่เข้าไปสัมผัส จะส่งผลให้เกิดการระบาดของโรครุนแรงมากยิ่งขึ้น

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูก ปรับระยะการปลูกถั่วลันเตาไม่ให้แน่นเกินไป กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก และบริเวณใกล้เคียงนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความชื้น ลดแหล่งสะสมเชื้อราสาเหตุโรค โดยเฉพาะในช่วงที่มีน้ำค้าง หมอก หรือมีความชื้นสูง และมีอากาศร้อนตอนกลางวัน

หากพบส่วนยอดเริ่มมีอาการช้ำหรือมีเชื้อราเกิดขึ้น ให้รีบตัดส่วนที่เป็นโรคใส่ถุงหรือภาชนะปิด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราแพร่กระจายไปทั่วแปลง และนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้น ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดโคลแรน 75% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรโฟรีน 19% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 5 วัน ส่วนแปลงที่พบโรค หลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบพ่นฝอย

ช่วงนี้ ต้นถั่วลันเตา อยู่ในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นและเริ่มขึ้นค้าง ประกอบกับเริ่มมีอากาศเย็นในตอนเช้า และอากาศร้อนตอนกลางวัน กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลันเตาให้เฝ้าสังเกตการระบาดของโรคเน่าเปียก สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของถั่วลันเตา

โรคเน่าเปียกในถั่วลันเตา มักพบได้กับทุกส่วนของพืช แต่จะมีอาการรุนแรงกับส่วนยอดอ่อน โดยพบอาการแผลช้ำฉ่ำน้ำ สีน้ำตาลดำ และขยายลุกลามอย่างรวดเร็ว ส่วนของพืชที่ถูกทำลายจะเน่าช้ำฉ่ำน้ำ ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสม และมีความชื้นสูงจะเน่าลุกลามอย่างรวดเร็ว

ซึ่งจะเห็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อรามีก้านใสชูตั้งฉากขึ้นมาจากส่วนของพืชที่เป็นโรคลักษณะคล้ายขนแมว ส่วนปลายของก้านใสจะเห็นสปอร์ของเชื้อราเป็นตุ่มสีดำ สปอร์ของเชื้อราสามารถปลิวแพร่ระบาดไปสู่ต้นอื่นๆ ได้ดี โดยอาศัยน้ำ ลม ฝน น้ำค้าง แมลง หรือติดไปกับสิ่งที่เข้าไปสัมผัส จะส่งผลให้เกิดการระบาดของโรครุนแรงมากยิ่งขึ้น

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูก ปรับระยะการปลูกถั่วลันเตาไม่ให้แน่นเกินไป กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก และบริเวณใกล้เคียงนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความชื้น ลดแหล่งสะสมเชื้อราสาเหตุโรค โดยเฉพาะในช่วงที่มีน้ำค้าง หมอก หรือมีความชื้นสูง และมีอากาศร้อนตอนกลางวัน

หากพบส่วนยอดเริ่มมีอาการช้ำหรือมีเชื้อราเกิดขึ้น ให้รีบตัดส่วนที่เป็นโรคใส่ถุงหรือภาชนะปิด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราแพร่กระจายไปทั่วแปลง และนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้น ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดโคลแรน 75% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรโฟรีน 19% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 5 วัน ส่วนแปลงที่พบโรค หลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบพ่นฝอย

เวลาเดินทางท่องเที่ยวงานแฟร์ตามสถานที่ต่างๆ แล้วต้องเจอแต่แผนที่แผ่นกระดาษแบนเรียบไม่น่าสนใจ แต่ถ้าสิ่งต่างๆ บนแผ่นที่โดดเด้งออกมาในรูปแบบสามมิติให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน“เจียไต๋ แฟร์ FARMNIVAL..ฟาร์ม นี้ ว้าว” จึงผุดไอเดียฉีกกฎแผนที่งานแฟร์ ด้วย “เจียไต๋ AR Map” เป็นครั้งแรก! ที่นำเทคโนโลยี AR มาใช้บนแผนที่ เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวก สนุก ไม่จำเจในการใช้แผนที่ที่จะพาทัวร์ความอลังการของงานมากขึ้นกว่าเดิม…เพิ่มเติมคือ ความว้าว! เข้ามาแบบจัดเต็ม

เทคโนโลยี AR คือ การรวมสภาพแวดล้อมจริง กับ วัตถุเสมือนเข้าด้วยกันในเวลาเดียวกัน ทำให้มองเห็นภาพแสดงผลในจอเป็นวัตถุสามมิติ ลอยอยู่เหนือพื้นผิวจริง หรือมีการเคลื่อนไหว ทางเจียไต๋ เล็งเห็นแล้วว่านวัตกรรมนี้จะเข้ามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น จึงได้นำนวัตกรรมดังกล่าวมาปรับใช้เป็นลูกเล่นของงาน เพิ่มความสนุก ตื่นเต้นเร้าใจให้ผู้เข้าชมงานและตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเกษตรกรรมยุค 4.0 ของเจียไต๋

วิธีใช้แอป “เจียไต๋ AR Map” ง่ายแสนง่าย แค่หยิบมือถือเครือข่ายใดก็ได้ มาโหลด AR แอปพลิเคชั่น ภายในงาน โดยผู้เข้าชมงานสามารถส่องแผนที่แบบ AR เพื่อแสดงภาพสามมิติ เปลี่ยนการใช้แผนที่เดิมๆ ให้สนุกขึ้นเสมือนกำลังเล่นเกมส์ Pokemon Go เพียงแค่ส่องโทรศัพท์ไปบนแผนที่ เพื่อดูจุดไฮไลท์ต่างๆ ของงานก็จะเด้งออกมาเป็นสามมิติ และเมื่อเดินไปตามจุดต่างๆ บนแผนที่ ยังสามารถส่องในงานเพื่อแสดงโมเดลสามมิติ ทำให้ทุกคนสนุกสนานไปกับการผจญภัยตามหาตัวละครสามมิติ และยังสามารถถ่ายรูปพร้อมแชร์ภาพเก๋ๆ เพื่อเช็คอินในโซเชียลได้อีกด้วย

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ศูนย์ฝึกอบรมและวิจัยทางการเกษตร ต.ไชยมงคล อ.เมือง จ.นครราชสีมา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้มีการจัดพื้นที่ภายใน เป็น “สวนเกษตร 100 ไร่” ปลูกพืชนานาชนิด โดยเฉพาะช่วงนี้ที่บริเวณด้านหลังสวนเกษตร 100 ไร่ ซึ่งปลูกต้นทานตะวันยักษ์ บนเนื้อที่กว่า 50 ไร่ ต้นทานตะวันยักษ์นับหมื่นต้นกำลังออกดอกเบ่งบานกลายเป็นทุ่งดอกทานตะวันยักษ์ที่เหลืองอร่ามสวยงามอย่างยิ่ง ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปเที่ยวชม ถ่ายรูปเซลฟี่กันอย่างคึกคัก

โดยสวนเกษตร 100 ไร่ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมานี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากขึ้นทุกปี เนื่องจากมีการปลูกต้นทานตะวันยักษ์ จำนวนกว่า 50,000 ต้น ที่ได้รับการวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จนได้ดอกที่มีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 30-40 เซนติเมตร และยังร่วงโรยช้าอีกด้วย โดยทางมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาได้ปลูกต้นทานตะวันยักษ์ไว้ 5 รุ่น ซึ่งรุ่นแรกเริ่มบานเต็มที่ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นต้นมาแล้ว ส่วนรุ่นต่อมาดอกจะเริ่มบานตามลำดับไปจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรีอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2561 เป็นต้นไป

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่า อาจารย์ มทร.ธัญบุรี ได้สร้าง “เครื่องต้นแบบกระบวนการไพโรไลซิส” สำเร็จ เปลี่ยนขยะพลาสติกและน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้ว เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ระบุคุณภาพน้ำมันเทียบเท่าน้ำมันดีเซล โดยไม่ต้องอาศัยการกลั่น สมบัติผ่านมาตรฐานตามที่กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงานได้ประกาศไว้ ซึ่งงานวิจัยนี้เป็นความสำเร็จที่ขยายผลการทดลองจากในระดับห้องปฏิบัติการ มาสู่ระดับโรงงานต้นแบบ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อลดปริมาณขยะและยังได้น้ำมันเชื้อเพลิงที่คุณภาพเทียบเท่าน้ำมันดีเซลโดยไม่ต้องอาศัยการกลั่นเพิ่มเติม และอยู่ระหว่างยื่นขอความความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา

ด้าน ผศ.ณัฐชา เพ็ชร์ยิ้ม อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเคมีและวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี เจ้าของผลงานเปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะประเภทพลาสติกประมาณ 2 ล้านตันต่อปี และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่มีการนำขยะพลาสติกไปใช้ประโยชน์โดยเฉลี่ยปีละประมาณ 0.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลืออีก 1.5 ล้านตันยังเป็นปัญหาที่ยากต่อการกำจัด เนื่องจากไม่สามารถใช้วิธีการฝังกลบเพราะสลายตัวช้ามาก หากนำไปเผาก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่น้ำมันเครื่องที่ใช้งานแล้วจากยานยนต์ก็เป็นปัญหาเช่นกัน เห็นได้จากจำนวนยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี และมีเพียงแค่ 20-30 เปอร์เซ็นที่ถูกกำจัดอย่างถูกวิธี จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาเครื่องต้นแบบกระบวนการไพโรไลซิสร่วมระหว่างน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วกับขยะพลาสติกผสม เพื่อผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเทียบเท่าดีเซล

ผศ.ณัฐชา กล่าวว่า ผลงานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) และบริษัท วิสดอม อินเวนเตอร์ จำกัด ซึ่งโดยทั่วไปกระบวนการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันไพโรไลซิสจะมีคุณภาพต่ำ ไม่ผ่านมาตรฐาน จำเป็นต้องผ่านกระบวนการกลั่นอีกครั้งจึงจะได้น้ำมันดีเซลออกมา ซึ่งมีผลมาจากการนำขยะพลาสติกหลายชนิดมาผ่านกระบวนการให้ความร้อนสูงภายใต้บรรยากาศไร้ออกซิเจน และจากการศึกษาวิจัยพบว่าสัดส่วนของชนิดพลาสติกเริ่มต้นร่วมกับน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้ว ส่งผลต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์น้ำมันจากกระบวนการไพโรไลซิสเป็นอย่างมาก อีกทั้งการใช้น้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วมาเป็นวัตถุดิบร่วมส่งผลให้เพิ่มการถ่ายเทความร้อนและลดความหนืดของสารภายในเครื่อง จึงเกิดการหลอมเหลวเร็วขึ้นและลดพลังงานที่ใช้ในการกวนผสม

เจ้าของผลงาน กล่าวอีกว่า จุดเด่นของผลงานนี้คือการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ให้สามารถป้อนน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วกับขยะพลาสติก ทั้งฝาขวดพลาสติก (HDPE) และสายรัดพลาสติกชนิดแข็ง (PP) ผสมในสัดส่วนที่ 50:30:20 ร้อยละโดยน้ำหนัก เพื่อผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพเทียบเท่าน้ำมันดีเซล โดยไม่ต้องอาศัยการกลั่น ช่วยในการปรับปรุงคุณภาพ และเมื่อนำน้ำมันที่ได้ไปทดสอบตามมาตรฐาน ASTM พบว่ามีดัชนีซีเทน 67 ความถ่วงจำเพาะ 0.82 จุดวาบไฟ 58 องศาเซลเซียส ค่าการกลั่นที่ร้อยละ 90 อุณหภูมิ 350 องศาเซลเซียส ซึ่งผ่านมาตรฐานน้ำมันดีเซลตามที่กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงานได้ประกาศไว้

อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวด้วยว่า งานวิจัย นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์หลายผลงานของ มทร.ธัญบุรี ตอบโจทย์ในด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นหนึ่งในนโยบายของการพัฒนาและขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย สู่มหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) โดยได้เริ่มต้นดำเนินการภายในมหาวิทยาลัยแล้วหลายส่วน และขยายพื้นที่ไปยังรอบๆ มหาวิทยาลัย รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง ขณะเดียวกัน ยังมุ่งเน้นให้อาจารย์ร่วมทำวิจัยแบบบูรณาการ เชื่อมโยงข้ามศาสตร์ให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อนำไปขยายผลต่อการพัฒนาชุมชนสังคมและประเทศต่อไป และ มทร.ธัญบุรี พร้อมที่จะให้การสนับสนุนภาครัฐในการร่วมแก้ปัญหาขยะต่อไป

ผลผลิตพุ่ง – ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปีของเกษตรกร จ.เชียงรายปีการผลิต 2561-2562มีแนวโน้มว่าผลผลิตข้าวจะมีปริมาณสูงถึง 567,000 ตัน ทางธ.ก.ส.จังหวัดเชียงรายจึงได้จัดทำโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก เพื่อไม่ให้ราคาผลผลิตตกต่ำ

ธ.ก.ส.เชียงรายคาดข้าวทะลัก 5.6 แสนตัน ผุดมาตรการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี วงเงิน 1.1 พันล้าน ชี้อาจยาวถึงฤดูนาปรังปลายปี 62 ด้านจ.อุดรประกาศเตือน “ปลอมปนข้าวหอมมะลิ” โทษหนักทั้งจำ-ปรับ

นายดุสิต เหลี่ยมวัฒนา ผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.จังหวัดเชียงราย ได้จัดทำโครงการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี ระยะเวลาดำเนินการระหว่างพฤศจิกายน 2561-กุมภาพันธ์ 2562 เพื่อให้เกษตรกรชะลอขายข้าวเปลือก โดยให้เก็บข้าวไว้เพื่อลดความชื้นและรอราคาที่จะสูงขึ้น รวมถึงจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสหกรณ์ใน จ.เชียงราย เพื่อชี้แจงโครงการเพื่อรองรับฤดูเก็บเกี่ยวข้าวของเกษตรกรปีการผลิต 2561-2562 โดยในฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวดังกล่าว คาดว่าเกษตรกรชาวเชียงรายจะมีผลผลิตข้าวนาปีออกมาประมาณ 567,000 ตัน โดยเป็นข้าวเปลือกหอมมะลิประมาณ 178,000 ตัน ข้าวเปลือกเหนียวประมาณ 389,000 ตัน ปัจจุบันเก็บเกี่ยวกันไปแล้วประมาณ 60%

ทั้งนี้ ได้กำหนดวงเงินสำหรับข้าวเปลือกความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 สิ่งเจือปนไม่เกินร้อยละ 2 กรณีข้าวเปลือกหอมมะลิสีได้ต้นข้าว 36 กรัมขึ้นไป ราคาตันละ 11,800 บาท และลดต่ำลงตามขั้นคุณภาพละ 200 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาวตันละ 10,200 บาท ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 7,500 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี 1 ตันละ 8,900 ตัน

โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเก็บข้าวไว้ที่ยุ้งฉางของตัวเอง หรือฝากกับสถาบันเกษตรกรที่มีสถานที่รับฝาก โดยหากเก็บไว้นานกว่า 1 เดือน จะได้รับค่าฝากเก็บและดูแลรักษาตันละ 1,500 บาทด้วย แบ่งเป็นค่าสถานที่รับฝาก 500 บาท ส่วนอีก 1,000 บาท สำหรับเกษตรกรเจ้าของข้าว

นอกจากนี้ สำหรับสถาบันเกษตรกร เช่น สหกรณ์ ยังมีโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มปีการผลิต 2561-2562 เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการนำเงินไปรับซื้อข้าวจากเกษตรกร ชะลอปริมาณข้าวที่จะออกสู่ตลาด และส่งเสริมการเก็บข้าวแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยได้ตั้งวงเงินสินเชื่อไว้ 12,500 ล้านบาท ซึ่งสถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี และรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยแทนสถาบันเกษตรกรในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561-31 ธันวาคม 2562

“ที่ผ่านมาพบปัญหาที่เคยเผชิญ คือ เกิดการเก็บเกี่ยวข้าวจำนวนมากแล้วนำมาขายพร้อมกัน ทำให้ราคาตกต่ำ โครงการจึงเพิ่มทางเลือกด้วยการตากและนำมาเก็บไว้ จะมีโอกาสรอให้ราคาสูงขึ้น โดยหากเก็บไว้นานกว่า 1 เดือน ยังได้รับค่าฝากเก็บและดูแลรักษาดังกล่าวอีกด้วย สำหรับจังหวัดเชียงรายคาดว่าจะมีสถาบันเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 12 แห่ง วงเงิน 1,114 ล้านบาท รวมปริมาณข้าวเปลือกทั้งสิ้น 87,600 ตัน ทั้งนี้ ทั้ง 2 มาตรการคาดว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรในฤดูเก็บเกี่ยวใหม่นี้ได้และอาจยาวถึงฤดูนาปรังปลายปี 2562 หากว่าราคาข้าวไม่สูงขึ้นจนถึงหลังการเก็บข้าวไว้ของเกษตรกร และทางรัฐบาลคงจะมีมาตรการระบายข้าวต่อไป” นายดุสิตกล่าว

นางวราภรณ์ อิ่มแสงจันทร์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในแจ้งว่า ได้รับการร้องเรียนจากสมาคมโรงสีข้าวไทย ว่า ขณะนี้เกษตรกรมีการนำข้าวเปลือกนาปรังมาปลอมปนกับข้าวเปลือกหอมมะลิ เพื่อนำมาจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการค้าข้าวในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพ ราคา และชื่อเสียงของข้าวหอมมะลิของประเทศไทยจังหวัดอุดรธานี จึงออกประกาศเตือนให้ผู้ค้าข้าว เกษตรกร หรือผู้ที่มีส่วนร่วมรู้เห็นในการปลอมปนข้าวหอมมะลิ เพื่อนำไปจำหน่ายในจังหวัดอุดรธานี มีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คุณอาทิตย์ ทิพเนตร หรือ คุณอ๊อด อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ที่ 7 ตำบลลาดสาลี อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ได้นำสายพันธุ์ไก่ดำเคยูภูพานมาเลี้ยง เพราะเป็นไก่ที่ตอบสนองกับพื้นที่ได้อย่างดี เลี้ยงง่าย โตเร็ว แข็งแรง ราคาดี แล้วยังมีตลาดรองรับที่แน่นอน ทำให้เลี้ยงไม่ทัน จึงชักชวนชาวบ้านมารวมกลุ่มจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน

ก่อนหน้านั้นคุณอ๊อดเป็นคนที่ชอบเลี้ยงไก่มาก โดยเฉพาะไก่ชน แต่พอน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ไก่หายและตายเกือบทั้งหมด จึงเริ่มต้นใหม่ด้วยการเปิดหาข้อมูลทางเน็ต จนได้พบเรื่องราวของไก่ดำเคยู ซึ่งกำลังอยู่ในกระแสความต้องการของผู้บริโภคด้านสุขภาพ จากนั้นจึงลองติดต่ออาจารย์ที่ดูแลเรื่องนี้เพื่อขอสายพันธุ์มาเพาะเลี้ยง โดยยังไม่ได้มองไปไกลถึงตลาดผู้บริโภคเชิงพาณิชย์

การเลี้ยงไก่ดำเคยูไม่ใช่เรื่องยาก สามารถให้อาหารได้ตลอดเวลา โดยเลี้ยงแบบไก่ขุนทั่วไป ใช้อาหารประเภทเดียวกับการเลี้ยงไก่เนื้อ อาจมีอาหารเสริมบ้างในบางคราว อีกทั้งไก่พันธุ์นี้เจริญเติบโตได้เร็วในเวลาสั้น ดังนั้น จากไก่ที่นำมาเลี้ยงเพียงไม่กี่คู่กลับกลายเพิ่มมากขึ้น สร้างปัญหาให้กับคุณอ๊อด จึงทำให้เขาตัดสินใจแบ่งขายสายพันธุ์ออกไปบ้างเพื่อรักษาจำนวนเลี้ยงให้พอเหมาะ ดังนั้น จึงทำให้ชาวบ้านหลายครัวเรือนในละแวกเดียวกันได้มีโอกาสเลี้ยงไก่ดำไว้

คุณอ๊อดเปลี่ยนแนวทางจากการขายพันธุ์มาเป็นการขายไก่เนื้อแทน แล้วนำไก่ที่เชือดแล้วไปขายตามตลาดที่ไม่ไกล อย่างตลาดนัด ตลาดชุมชน หรือตลาดในเมือง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี แต่ดูเหมือนว่าอัตราไก่ที่ขายกับจำนวนไก่ที่เพิ่มขึ้นในฟาร์มจะไม่สอดคล้องกัน

ดังนั้น คุณอ๊อดและแฟนจึงหาทางเปิดตลาดอื่นควบคู่ไปกับการนำไปขายเอง จึงเดินไปดูตามห้างแล้วพบว่าไก่ดำที่ขายอยู่ในห้างดังมีขนาดเดียวกันกับที่เลี้ยง จึงได้ติดต่อทางบริษัทแล้วได้ออเดอร์เพื่อส่งไก่ดำทันที ขณะที่บางส่วนได้พยายามติดต่อขายทางออนไลน์ด้วย

ตลาดไก่ดำของคุณอ๊อดเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมองว่าลำพังตัวเองคงไม่ทันแน่จึงได้ชักชวนชาวบ้านในพื้นที่มาจัดตั้งเป็น “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่ดำบ้านกระเบาเรียง” แล้วส่งเสริมให้สมาชิกนำลูกไก่ที่คุณอ๊อดเพาะไปเลี้ยงขุน โดยมียา อาหาร เวชภัณฑ์ไว้บริการให้

พอเลี้ยงโตได้ขนาดตามมาตรฐานเพื่อส่งขายซึ่งเป็นไก่ขนาดน้ำหนัก 750-850 กรัม หรือเป็นไก่อายุ 45 วัน จะรับซื้อคืน ซึ่งแนวทางนี้เหมาะกับชาวบ้านเลี้ยงเป็นรายได้เสริมหรือรายได้หลัก อีกทั้งยังสามารถเลี้ยงอยู่กับบ้านได้ เพราะเป็นไก่ที่เลี้ยงง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องลงทุน เพียงแต่ขอให้เลี้ยงด้วยความใส่ใจเท่านั้น

ทั้งนี้ จะเก็บไข่ไปฟักในเครื่องทุกสัปดาห์คราวละ 500-600 ฟอง หลังจากไข่ฟักเป็นตัวแล้วจะฉีดวัคซีนประมาณอายุ 1 สัปดาห์ แล้วจึงนำไปให้เครือข่ายเลี้ยงขุนต่อไป

ปัจจุบัน “ทิพเนตร” ฟาร์มไก่ดำเคยูภูพาน มีพ่อ-แม่พันธุ์จำนวนพันกว่าตัว แล้วจะแบ่งกลุ่มการเลี้ยงไก่ โดยถ้าต้องการเพาะพ่อ-แม่พันธุ์แต่ละรุ่นจะใช้ไก่ชุดหนึ่ง โดยจะสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเพื่อป้องกันเลือดชิด แต่ถ้าต้องการเพาะเลี้ยงลูกไก่เนื้อจะใช้ไก่อีกชุดหนึ่ง ซึ่งอายุพ่อ-แม่พันธุ์ โดยเฉลี่ยประมาณ 2 ปี โดยนับเวลาจากที่เริ่มให้ไข่ได้ ทั้งนี้ ไก่พ่อ-แม่พันธุ์ที่ไข่มีความสมบูรณ์ลดลงจะเชือดขายโดยมีตลาดกลุ่มที่ต้องการใช้ไก่แก่ไปตุ๋นเป็นยา

คุณอ๊อดชี้ถึงเหตุผลส่วนหนึ่งที่ตั้งใจเลี้ยงไก่ดำขายแทนไก่บ้าน เพราะว่าไก่บ้านต้องใช้เวลานานกว่าจะจับขายซึ่งอาจเป็นแรมเดือน แต่ไก่ดำยูเคภูพานใช้เวลาเลี้ยงเพียง 45 วันเท่านั้น อีกทั้งยังมีตลาดรองรับแน่นอนเพราะเป็นกลุ่มตลาดสุขภาพ จึงทำให้มีราคาขายสูงกว่าไก่บ้านและไก่เนื้อ

“ไก่ดำที่รับซื้อจากชาวบ้านแล้วนำส่งเข้าโรงเชือดแล้วจะแพ็กใส่ถุง นำไปแช่ในห้องเย็นเพื่อเตรียมส่งขายโดยไก่ที่นำไปแปรรูปขายทั้งตัวจะมีน้ำหนักประมาณ 600-700 กรัม”

การขายไก่ ถ้าซื้อจำนวนมากน้ำหนักเป็นตันจะกำหนดราคาขายแบบเป็นกิโลกรัม แต่ถ้าซื้อจำนวนน้อยแล้วเป็นรายย่อยจะกำหนดขายเป็นตัวราคาตัวละ 120 บาท ซึ่งราคานี้ผู้รับซื้ออาจจะนำไปขายต่อในราคาตัวละประมาณ 150-170 บาท

สำหรับสมาชิกที่นำไก่ไปเลี้ยงขุนจะได้กำไรจากการขายคืนประมาณตัวละ 10-15 บาท ทั้งนี้ จะต้องหักค่าอาหารและรายการเบ็ดเตล็ดซึ่งเป็นทุนออกไป

คุณอ๊อด ชี้ว่า ต้นทุนหลักของอาชีพเลี้ยงไก่ดำเนื้อประกอบด้วย ค่าอาหารซึ่งไก่ดำเคยูภูพานกินอาหารตัวละประมาณ 1-1.2 กิโลกรัม, ค่าจับไก่, ค่าเชือดที่โรงงาน และค่าเช่าห้องแช่แข็ง

“อย่างค่าเชือดคิดตัวละ 8 บาท ค่าแช่แข็งกิโลกรัมละ 2 บาท ต่อเดือน ซึ่งเมื่อรวมต้นทุนทั้งหมดแล้วไก่ตัวหนึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 10 กว่าบาท แล้วจะส่งไก่เชือดทุกสัปดาห์ แต่จะขายให้กับบริษัททุก 15-20 วัน”

ตลาดขายส่งไก่ดำมีที่มหาชัย ซึ่งเป็นพ่อค้าคนกลาง โดยไก่จะห่อพลาสติกไปจากโรงเชือด ในลักษณะไก่แช่แข็ง จากนั้นผู้รับซื้อจะไปแกะพลาสติกออกแล้วห่อใหม่ด้วยการติดแบรนด์เอง ทั้งนี้ ยอดส่งไก่เดือนละประมาณ 5,000 ตัว ซึ่งความจริงแล้วตลาดต้องการมากกว่านี้ แต่ทางกลุ่มไม่มีความสามารถพอ ฉะนั้น ขณะนี้จึงต้องมาปรับแผนการจัดระบบการผลิตใหม่เพื่อจะได้รองรับตลาดได้อย่างเต็มที่

นอกจากความนิยมบริโภคเนื้อไก่ดำเพื่อสุขภาพแล้ว ไข่ของไก่ดำเคยู-ภูพาน ก็ยังได้รับความนิยมจากกลุ่มเดียวกันด้วย ทั้งนี้ ไข่ของไก่ดำมีรูปร่าง สี หรือขนาดเช่นเดียวกับไข่ไก่ทั่วไป เพียงแต่มีรสชาติออกเค็มเล็กน้อยเมื่อนำไปบริโภค แต่ถึงยังไงกลุ่มรักสุขภาพมักนิยมซื้อไปบริโภคกันแต่ไม่มากเท่าไร

ทางด้านโรคที่พบในไก่ดำ คุณอ๊อดเผยว่าก็มีบ้าง แต่ไม่บ่อย ส่วนมากเกิดขึ้นกับสมาชิกที่เลี้ยงเพราะขาดการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ลูกไก่ทุกตัวจะฉีดวัคซีนให้ครบตามตารางอายุ ขณะเดียวกัน จะให้หญ้าเนเปียร์ผสมกับฟ้าทลายโจรให้ไก่กินเพื่อสร้างภูมิต้านทานโรคจึงนับเป็นวิธีการเลี้ยงไก่แบบอินทรีย์ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดังนั้น จึงไม่ค่อยพบปัญหาไก่เป็นโรคนอกจากเกิดการระบาดอย่างรุนแรงอย่างที่ผ่านมา

นอกจากการตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือกลุ่มสัมมาชีพที่ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิก 15 คน (เฉพาะในชุมชน) แล้ว ทางคุณอ๊อดยังมีเครือข่ายสมาชิกต่างถิ่นอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ทั้งภาคเหนือ-อีสาน โดยเครือข่ายจะปฏิบัติแนวทางเดียวกันกับทางกลุ่มหลักที่ลพบุรี ฉะนั้น จึงเป็นอีกแนวทางการแก้ไขจำนวนไก่ดำที่ไม่เพียงพอต่อการส่งขาย

สอบถามรายละเอียดการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ไก่ดำ หรือสนใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายเลี้ยงไก่ดำเพื่อสร้างรายได้ ติดต่อคุณอ๊อด โทรศัพท์ (092) 272-2573 หรือ fb : ทิพเนตรฟาร์มไก่ดำเคยูภูพาน ลพบุรี หรือ Line : aodchickan

“ก๊าแก่ว” คนไทยเรียก “ปลาท่องเที่ยวเกล็ดใหญ่” คนเวียดนามนิยมทำหม้อไฟ

อาหารของแต่ละภาคนั้นล้วนแตกต่างกันตามลักษณะภูมิประเทศที่เป็นตัวกำหนดพืชพันธุ์ธัญญาหารและ ถิ่นอาศัยของสัตว์น้อยใหญ่ ในประเทศเวียดนาม เมนูประจำถิ่นใต้ที่ขึ้นชื่อว่าโอชารสและยังเป็นของดีที่หาจากที่อื่นไม่ได้ นั่นคืออาหารที่ปรุงมาจากปลาชนิดหนึ่งที่มีหน้าตาประหลาด ด้วยมีลำตัวทู่ยาวเรียว มีชื่อในภาษาเวียด ว่า “ก๊าแก่ว” (Cá kèo) เป็นปลาประจำถิ่นในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

ส่วนชื่อในภาษาไทยคือ “ปลาท่องเที่ยวเกล็ดใหญ่” หรือชาวจีนเรียกว่า “ปลาอั้งโกหลัน” ซึ่งเป็นปลาในสกุลเดียวกับปลาตีน มีถิ่นที่อยู่บริเวณทะเลสาบสงขลา ชาวใต้ตั้งชื่อปลาชนิดนี้ว่า “ปลาท่องเที่ยว” เพราะว่า

ในช่วงฤดูน้ำหลากในราวเดือน 11 และ12 ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนของทะเลภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ปลาท่องเที่ยว จะย้ายถิ่นจากที่ขุดรูอยู่บนพื้นทะเลสาบที่เป็นโคลนไปยังที่อยู่ใหม่ตามปากแม่น้ำที่เป็นน้ำกร่อย ชาวสงขลา จะจับไปต้มส้ม หรือทอดกิน พอเหลือรอดให้ได้ไปท่องเที่ยววางไข่ต่อไป

ส่วนชาวเวียดนามนิยมนำมาทำเป็นหม้อไฟ เรียกว่า “เหลาก๊าแก่ว” (Lẩu cá kèo) โดยจะนำหอมแดงกับกระเทียมสับลงไปเจียวในน้ำมันแล้วใส่สับปะรดและมะเขือเทศลงไปผัด เติมน้ำแล้วต้มให้เดือด เพิ่มรสเปรี้ยวของน้ำแกงด้วยใบส้มลม ภาษาเวียดเรียกว่า “ล้าแยง” (Lá giang) ซึ่งชาวลุ่มน้ำโขง ทั้งเวียด ขะแมร์ ลาว และไทย รู้จักนำมาใช้เพื่อให้รสเปรี้ยวในอาหาร ก็จะได้น้ำแกงเปรี้ยวๆ หวานๆ เติมน้ำปลาปรุงรส และใส่กระเทียมเจียวลงไปเยอะๆ

เมื่อน้ำแกงออกรสพร้อมแล้วก็จะใส่ปลาลงไปต้มในหม้อ ใส่ผักต่างๆ ได้แก่ หัวปลีซอย ผักบุ้งซอย สายบัว ออดิบ ถั่วงอก แต่ที่สำคัญมากจะขาดเสียมิได้คือ พรมมิ หรือ “เราดั๊ง” (Rau đắng) ที่ชาวเวียดกินกันเป็นผัก แต่ชาวไทยเพิ่งจะมาตระหนักในคุณค่าของพรมมิ สกัดเป็นยาบำรุงสุขภาพราคาแพง รสของน้ำแกงเปรี้ยวหวาน ผสานกับความขมของใบพรมมิเข้ากันดีค่ะ กินกับขนมจีน เวลากินจะคีบตัวปลาใส่ลงในจานน้ำปลาพริก แทะกินเอาเนื้อปลาเค็มๆ มันๆ

ชาวเวียดนาม ถือว่าเป็นอาหารบำรุงสุขภาพชั้นยอด นอกจากนี้ยังนำปลาท่องเที่ยวไปทอดจิ้มกินกับน้ำจิ้มมะขาม หรือนำไปย่างทาด้วยซอสพริกก็อร่อยมากค่ะ ในเวียดนามภาคใต้มีปลาท่องเที่ยวให้กินกันทั้งปีค่ะ