สินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจาก

มีการหารือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการออกมาตรการร่วมกันเพื่อผลักดันราคายางให้สูงขึ้น มังคุด ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่องจากช่วงต้นฤดูกาล ไก่เนื้อ ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณผลผลิต ไก่เนื้อออกสู่ตลาดใกล้เคียงกับความต้องการบริโภค สำหรับในเดือนกรกฎาคม 2560 ดัชนีราคาสินค้าเกษตร คาดว่าจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2559 โดยสินค้าสำคัญที่ราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา สับปะรด มังคุด และสุกร

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนมิถุนายน 2560 พบว่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.45 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (มิถุนายน 2559) สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือก สับปะรดโรงงาน เงาะโรงเรียน มังคุด ปาล์มน้ำมัน และ กุ้งขาวแวนนาไม สำหรับเดือนกรกฎาคม 2560 ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2559 โดยสินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เงาะโรงเรียน ลำไย และมังคุด

ทั้งนี้ ในส่วนของภาพรวมดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนมิถุนายน 2560 พบว่า เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2559 ร้อยละ 6.21 จากดัชนีผลผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนเดือนกรกฎาคม 2560 คาดว่าดัชนีรายได้เกษตรกร อยู่ในระดับทรงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2559 ถึงแม้ว่าดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้นแต่ดัชนีราคาลดลง (มันสำปะหลัง สับปะรดโรงงาน ยางพารา)

วันที่ 27 กรกฎาคม 2560 กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ ฉบับที่ 17 เรื่อง“พายุโซนร้อน “เซินกา” (SONCA) (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2560)” ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่อ่อนกำลังลงจาก พายุดีเปรสชัน “เซินกา” (SONCA) ปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนบน คาดว่าหย่อมความกดอากาศต่ำนี้จะปกคลุมบริเวณดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและจะสลายตัวในวันที่ 28 กรกฎาคม 2560

ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนตกเป็นบริเวณกว้างกับมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากสภาวะฝนตกหนักถึงหนักมากซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งไว้ด้วย โดยมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตามภาคต่างๆ ดังนี้

ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2560
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: บริเวณจังหวัดเลย อุดรธานี หนองบัวลำภู ขอนแก่น สกลนคร นครพนม มุกดาหาร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี
ภาคเหนือ: บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์
ภาคกลาง: บริเวณจังหวัดสระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี กาญจนบุรี และราชบุรี
ภาคตะวันออก: บริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2560
ภาคเหนือ: บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี สกลนคร นครพนมกาฬสินธุ์ และมุกดาหาร
ภาคกลาง: บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี

ภาคตะวันออก: บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้มีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ในช่วงวันที่ 26-29 กรกฎาคม 2560

ประกาศ ณ วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 เวลา 05.00 น.
กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไป ในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 เวลา 11.00 น.
(ลงชื่อ) วันชัย ศักดิ์อุดมไชย
(นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย)
อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรในพื้นที่ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ต่างพากันปลูกดอกดาวเรืองกันอย่างคึกคัก ภายหลังที่มีออเดอร์จากลูกค้าทั่วประเทศจำนวนมาก ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณ โดยเฉพาะที่ไร่ของ นายสมาน หาญพุฒ อายุ 51 ปี ได้ขยายแปลงปลูกดอกดาวเรืองเพิ่มขึ้นกว่า 10 ไร่ โดยปลูก 3 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์มหาโชค พันธุ์ 275 และพันธุ์รอยัล

นายสมาน กล่าวว่า ในช่วงตุลาคมนี้ จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้มีลูกค้าจากทั่วประเทศสั่งจองไปประดับสถานที่หน่วยงานราชการ และเอกชนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ตอนนี้ปลูกไม่ทัน ซึ่งการจำหน่ายต้นกล้าขนาดเล็ก ขายต้นละ 15 บาท ถ้าต้นใหญ่พร้อมจะออกดอก ต้นละ 50-60 บาท ช่วงนี้ปลูกเท่าไรก็ขายหมด สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นกอบเป็นกำ และด้วยความต้องการจำนวนมากนี่เองจึงทำให้เกษตรกรหันมาปลูกดอกดาวเรืองเป็นแปลงใหญ่จำนวนมาก เมื่อบานสะพรั่งทั้งแปลงจะเป็นสีเหลืองอร่ามสวยงาม

นายกฤษฎา ฉิมอินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) จังหวัดชลบุรี ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ 9 จังหวัดภาคตะวันออก ในจำนวนนี้มี 6 จังหวัดที่พบการระบาดของหนอนหัวดำ ศัตรูมะพร้าว ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด และสมุทรปราการ ซึ่ง ศทอ.มีหน้าที่รับผิดชอบในการผลิตขยายพ่อ-แม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน สนับสนุนให้กับศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนและกลุ่มเกษตรกร นำไปเลี้ยงขยายพันธุ์แตนเบียนบราคอนไว้ใช้เอง เพื่อป้องกันกำจัดหนอนหัวดำในพื้นที่ที่พบการระบาดอย่างต่อเนื่อง

โดยปี 2559/60 ได้ผลิตขยายแตนเบียนบราคอนสนับสนุนให้กับ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบรวมกว่า 5,507,000 ตัว พร้อมกันนี้ ได้ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้รู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับหนอนหัวดำมะพร้าว รวมทั้งถ่ายทอดความรู้การป้องกันกำจัดหนอนหัวดำด้วยวิธีผสมผสาน โดยเฉพาะการใช้แตนเบียนบราคอนซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติที่สำคัญของหนอนหัวดำมะพร้าว ที่เข้าทำลายในระยะหนอน สามารถใช้ควบคุมหนอนหัวดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ปัญหาการระบาดลดลง

ทั้งนี้ ศทอ.ยังได้ติดตามและประเมินผลการปล่อยแตนเบียนบราคอนในพื้นที่เกษตรกรที่พบการระบาดของหนอนหัวดำ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ให้การยอมรับในวิธีการใช้ศัตรูธรรมชาติควบคุมศัตรูพืช

“ศทอ.ชลบุรี มีความพร้อมในการผลิตขยายพ่อ-แม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน สนับสนุนให้กับศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนรวมถึงเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนอนหัวดำระบาดทำลายผลผลิตในพื้นที่ภาคตะวันออก ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามหรือเข้ามาศึกษาเรียนรู้วิธีการเพาะขยายแตนเบียนบราคอนไว้ใช้เองได้ หรือเรื่องเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานที่เหมาะสมกับพื้นที่ การจัดการศัตรูพืชชนิดต่างๆ ก็สามารถเข้ามารับความรู้เหล่านี้ได้เช่นกัน โดยติดต่อได้ที่ 15 หมู่ที่ 11 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โทรศัพท์ 038 – 231271 หรือติดตามข้อมูลได้ที่ http ://www.pmc03.doae.go.th” นายกฤษฎา กล่าว

การยางแห่งประเทศไทยจับมือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สนับสนุนการใช้ยางรถที่ผลิตในประเทศตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางและเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ โดยการนำยางล้อ TH TYRE เข้าเปลี่ยนฟรีที่ศูนย์บริการ FIT Auto ทั่วประเทศ จนถึง 31 ธันวาคม 2560 และรับส่วนลดค่าบริการ 50% ถึง 31 กรกฎาคม 2561 พร้อมช่วยสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรไทย

การยางแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการใช้ศูนย์บริการยานยนต์ฯ FIT Auto ของ ปตท. เพื่อสนับสนุน “โครงการยางล้อประชารัฐ”ณ การยางแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ โดยมี พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีลงนาม และมีผู้แทนจาก 2 หน่วยงาน ได้แก่ ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางรถที่ผลิตในประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้นควบคู่ไปกับการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางให้มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยการนำวัตถุดิบยางพาราในประเทศไทยมีแปรรูปเป็นล้อยาง ภายใต้โครงการยางล้อประชารัฐ โดย กยท. เป็นผู้กำหนดสัญลักษณ์หรือเครื่องหมาย TH TYRE สำหรับยางล้อในโครงการ ซึ่งประชาชนผู้ใช้รถที่ซื้อยางล้อ TH TYRE จาก กยท. สามารถนำยางเข้ารับบริการเปลี่ยนยางฟรีจนถึง 31 ธันวาคม 2560 หลังจากนั้น ชำระค่าบริการในอัตราพิเศษที่ต่ำกว่าค่าบริการทั่วไปตามที่ ปตท.กำหนดได้ ณ ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ของ ปตท.

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง “โครงการยางล้อประชารัฐ” ร่วมกับ การยางแห่งประเทศไทย ในการใช้พื้นที่ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ของ ปตท. เป็นจุดเปลี่ยนยางล้อรถยนต์จากโครงการยางล้อประชารัฐ โดย ปตท. สนับสนุนค่าบริการเปลี่ยนยางล้อรถยนต์ตามโครงการฯฟรี ถึง 31 ธันวาคม 2560 จากนั้นจะลดค่าบริการ 50% ถึง 31 กรกฎาคม 2561 ทั้งนี้ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อและสถานที่ตั้งของศูนย์บริการ FIT Auto ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศ ที่ http://www.pttfitauto.com/ หรือ โทรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ call center 1365 ตลอด 24 ชม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกษตรกรสวนผลไม้ในจังหวัดสตูล กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก จากกรณีลิงแสมออกอาละวาดกัดกินผลไม้ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่หมู่ที่ 5 บ้านโตนปาหนัน ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง ต้องคิดค้นวิธีในการจัดการที่หลากหลายรูปแบบเพื่อขับไล่ฝูงลิงแสม

นายพงศักดิ์ เละสัน ชาวบ้านโตนปาหนัน อำเภอควนกาหลง กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีหลังมานี้อ่อนใจกับการแก้ปัญหาการออกอาละวาดกัดกินสวนผลไม้ โดยเฉพาะต้นทุเรียน และต้นจำปาดะ ที่กำลังให้ผลผลิตออกสู่ตลาด จึงหาวิธีออกมาขับไล่ ทั้งวิธีเคาะสังกะสี โห่ร้องไล่ แต่ยังไม่ได้ผล ใครแนะนำวิธีไหนว่าดีก็ทำหมด ทั้งวิธีการสร้างหุ่นคนไล่ลิงก็ทำ การใช้ปืนถ่านก็เอาไม่อยู่ จนมาได้วิธีสุดท้ายที่ทำคือ การจุดประทัดตั้งเวลา โดยใช้ยากันยุงแต่ตัวเจ้าจองไม่อยู่ในสวน ผลผลิตก็ยังได้รับความเสียหายมากถึง 60% อยู่ดี

จนทุกวันนี้ไม่ได้ไปไหน เผลอทิ้งสวนไม่ได้ ฝูงลิงลงกัดกินทุเรียนไม่เลือกว่าจะดิบหรือสุก หากเป็นลูกดิบจะเด็ดทิ้งไว้ที่โคนต้น ผ่านไป 5 วัน จะกลับมากัดแทะกินขณะที่สวนเพื่อนๆ ถูกลิงบุกอาละวาดเป็นแถวๆ สวนของตนก็ไม่แพ้เช่นกัน เผลอไปทำธุระแค่วันเดียว กลับมาทุเรียน และจำปาดะ 50 ลูก ถูกเด็ดทิ้งกระจัดกระจายเต็มสวน ชาวสวนผลไม้หลายคนทนปัญหาลิงไม่ไหว บางคนต้องโค่นไม้สวนไปปลูกยางพาราแทน เพราะไม่มีรายได้จากสวนไม้ผลเลย

นับวันประชากรลิงยิ่งเยอะขึ้น วิธีการแก้ปัญหาที่นำมาใช้นี้ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร แต่ต้องทนเพื่อหวังว่าจะได้เงินกลับมาบ้างจากการลงทุนลงแรงไปกับสวนไม้ผลนี้ ทนอีก 3 เดือน ก็จะหมดฤดูผลไม้แล้ว ปีนี้ไม้ผลก็มีน้อยแถมลิงมาก่อกวนอีก ชาวสวนอยู่อย่างยากลำบาก

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงความก้าวหน้า การส่งเสริมใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ เตรียมงบ 16,925 ล้านบาทเศษ ขับเคลื่อนใช้ยางในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมให้ กยท. เตรียมจัดทำแผนบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ ช่วงระยะเวลา 5 ปี และ 20 ปี หวังเพิ่มอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ยางพาราในรูปแบบต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อทุกวงการ

พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงว่า รัฐบาลมีการประกาศนโยบายอย่างชัดเจนในการส่งเสริมการยางพาราไปใช้ในประเทศ ซึ่งขณะนี้หน่วยงานรัฐบาลทุกกระทรวงได้เดินหน้าเสนอโครงการที่สามารถนำยางพาราไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับในระยะเร่งด่วนเพื่อเพิ่มอุปสงค์การใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราในรูปแบบต่างๆ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานต่างๆ โดยได้ปรับเปลี่ยนงบประมาณเหลือจ่ายมาสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเจ้าภาพหลักจัดการประชุมเร่งติดตามความคืบหน้าการใช้ยางพาราของส่วนราชการ ปี 2560 มีหน่วยงานจากภาครัฐกว่า 35 แห่ง เข้าร่วมประชุม พร้อมได้แจ้งปริมาณความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มเติมและเตรียมแนวทางรองรับการใช้ยางในปี 2561 สำหรับส่วนราชการที่ตั้งงบประมาณไว้แล้วสามารถดำเนินการต่อไปได้ทันที

“ในระยะเร่งด่วนซึ่งอยู่ในปีงบประมาณ 2560 มีหน่วยงานภาครัฐที่สามารถดำเนินการใช้ยางพาราภายใต้งบปกติและงบเหลือจ่าย ประมาณ 15,074 ล้านบาทเศษ พร้อมทั้งล่าสุด ครม.มีการอนุมัติงบกลางที่เป็นรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นอีกจำนวน 1,851 ล้านบาทเศษ รวมเป็นงบที่รัฐบาลดำเนินการผลักดันขับเคลื่อนใช้ยางในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ประมาณ 16,925 ล้านบาทเศษ พร้อมให้ กยท. เตรียมจัดทำแผนบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ ช่วงระยะเวลา 5 ปี และ 20 ปี หวังเพิ่มอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ยางพาราในรูปแบบต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อทุกวงการอย่างสูงสุด”

ด้าน ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ราคายางในประเทศขณะนี้ มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้มีการสนับสนุนการนำยางพาราไปใช้ในประเทศทั้งด้านงบประมาณ และการบริหารจัดการนำยางไปใช้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยปริมาณความต้องการนำยางไปใช้งานในหน่วยงานภาครัฐทั้งน้ำยางข้น ประมาณ 22,000 ตัน และยางแห้ง 3,300 ตัน สามารถดำเนินการใช้ยางพาราภายใต้งบปกติและงบเหลือจ่าย ประจำปี 2560 ตลอดจนงบกลางที่ ครม.ได้อนุมัติวงเงินประมาณ 1,851 ล้านบาทเศษ นอกจากนี้ ในระยาวได้มอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทยทำการศึกษาวิจัย เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในปีงบประมาณ 2561 ซึ่งจะช่วยผลักดันให้มีการนำยางไปใช้ในปริมาณมากขึ้น ทั้งนี้ สามารถสรุปปริมาณความต้องการใช้ยางของหน่วยงานราชการต่างๆ ปีงบประมาณ 2561 ได้ประมาณต้นเดือนสิงหาคมนี้ พร้อมทั้ง จัดทำแผนบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดไว้

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 ชูเกษตรกรผู้ทำเกษตรผสมผสาน จนประสบผลสำเร็จ ‘นายทีฆโชติ ผิวสว่าง’ เกษตรกรบ้านกุดนาคำ จังหวัดอุดรธานี อีกหนึ่งตัวอย่างเกษตรกรที่มีความมุ่งมั่น หันมาทำเกษตรผสมผสาน โดยไม่ใช้สารเคมี จนมีรายได้มากกว่า 3 แสนบาทต่อปี พร้อมมุ่งมั่น ถ่ายทอดความรู้และเทคนิคสู่เพื่อนเกษตรกรที่สนใจ

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงตัวอย่างเกษตรกรที่ทำเกษตรผสมผสาน ซึ่งเป็นเกษตรทางเลือกที่จะสร้างรายได้และลดความเสี่ยงทั้งด้านการผลิต การตลาดและราคา โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) ได้ลงพื้นที่ในเขตพื้นที่อำเภอน้ำโสมและอำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี นับเป็นพื้นที่ลุ่มและมีพื้นที่สูงบ้างสลับกัน สามารถทำประมง เลี้ยงสัตว์ ทำนาปลูกข้าว ทำสวนผัก ปลูกพืชไร่ ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ได้หลากหลายชนิด และมีเกษตรกรหลายรายที่ประสบผลสำเร็จจากการปลูกไม้ผล และการทำเกษตรผสมผสาน

จากการได้สัมภาษณ์เกษตรกรตัวอย่าง kodiakcamera.com “นายทีฆโชติ ผิวสว่าง” เกษตรกร หมู่ 11 บ้านกุดนาคำ ตำบลน้ำโสม อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี พบว่า แต่เดิมเคยนำมะนาว และขนุน ในพื้นที่ 38 ไร่ แต่ยังประสบปัญหาขาดทุน จึงมีแนวคิดที่จะหาพืชอื่นที่มีศักยภาพมาปลูกทดแทน ซึ่งได้เห็นต้นแบบจากพี่ชายที่ประสบผลสำเร็จจากการปลูกเงาะ มีรายได้ดี จึงได้นำต้นเงาะมาปลูกบ้าง ซึ่งแม้ได้ผลผลิตดี แต่ยังเจอปัญหาเรื่องวัชพืช โรคและแมลงรบกวน จึงได้เริ่มคิดทำเกษตรผสมผสานในเวลาต่อมา

ปัจจุบัน ได้จัดแบ่งพื้นที่ 38 ไร่ ทำการเกษตรแบบผสมผสานโดยไม่ใช้สารเคมี โดยมีนาข้าว 3 ไร่ (ไว้บริโภค) สวนเงาะ 12 ไร่ (ให้ผลผลิต 3 ตัน ขายส่งราคา 28-30 บาท/กก. รายได้ปีละประมาณ 100,000 บาท) แก้วมังกร 1 ไร่ 2 งาน (รายได้ปีละ 70,000 บาท) ปาล์มน้ำมัน 2 ไร่ (รายได้ปีละ 15,000 บาท) บ่อเลี้ยงปลา/เลี้ยงกบ 4 ไร่ (ขายกบและขายปลาได้ประมาณ 96,000 บาท) ฝรั่งกิมจู 3.5 ไร่ (เริ่มให้ผลเก็บขายบ้างเป็นบางครั้ง) รวมรายได้ตลอดทั้งปีมากกว่า 300,000 บาท (ยังไม่หักค่าใช้จ่าย)

นอกจากนี้ ยังมีมะม่วงน้ำดอกไม้ที่เริ่มปลูกประมาณ 12 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยและที่เพาะชำกล้าไม้ 1 ไร่ ขณะเดียวกันก็มีรายได้เสริมจากทาบกิ่ง/ต่อกิ่งพันธุ์เงาะขายอีกทางหนึ่ง ทำให้ปัจจุบันสามารถมีรายได้และเลี้ยงครอบครัว มีความพออยู่พอกินเหลือเก็บออม

สำหรับสวนของนายทีฆโชติ ผิวสว่าง ตั้งอยู่ที่ หมู่ 11 บ้านกุดนาคำ ตำบลน้ำโสม อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี โทรศัพท์ 088 512 2843 ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพื่อมาศึกษาเรียนรู้และนำไปปรับใช้เป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพการเกษตรต่อไป ข้าวไทยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ

และเป็นที่ต้องการของตลาดโลก สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศเกือบ 200,000 ล้านบาท ต่อปี แต่ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ส่งออกข้าวรายใหม่ที่มีความสามารถในผลิตข้าวด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าประเทศไทย

ประกอบกับ “ข้าว” เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาไทย 17 ล้านคน ซึ่งเป็นรายย่อยกว่า 10 ล้านคน ยังคง “ติดกับดักความยากจน” จากต้นทุนการผลิตสูง ทั้งต้องเช่าที่ดินทำนาในอัตราค่าเช่าสูง พื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็ก ขาดความรู้ในการทำนาอย่างถูกวิธีในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ใช้สารเคมีมากเกินขนาดจนดินเสื่อมสภาพ ขาดเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ต่างคนต่างทำ ทำนาหลายรอบใน 1 ปีแต่ไม่มีการวางแผนการตลาด เมื่อผลผลิตออกต้องเร่งขาย ทำให้ขาดอำนาจต่อรอง และได้ผลตอบแทนน้อย เรียกว่า “ยิ่งทำนายิ่งยากจน”

ด้วยเหตุนี้ “รัฐบาล” ทุกยุคทุกสมัยมักมุ่งแก้ไขปัญหาเฉพาะราคาผ่านมาตรการรับจำนำ ประกันราคา แจกปัจจัยการผลิต ซึ่งไม่ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและยังไม่สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรแบบยั่งยืน

การแก้ไขปัญหาในวันนี้จะคิดและทำแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว รัฐบาลเล็งเห็นว่า การสร้างความยั่งยืนให้ข้าวไทยเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใช้เวลา ความรู้ ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมทั้งองค์ประกอบด้านคุณภาพ คุณค่า และศักยภาพการแข่งขัน