สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน และประเทศไทยในฐานะประเทศเจ้าภาพ

โครงการASEAN SAS และโครงการเครือข่ายการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาเซียน (ASEAN Climate Resilience Network-CRN) มีความยินดีที่ผลการดำเนินการและข้อเสนอแนะ ได้รับความเห็นชอบและสนับสนุนจากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้ เพื่อไปปฏิบัติ และขยายผลให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อไป

นายชเตฟาน เฮลมิง ผู้อำนวยการองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทยและมาเลเซีย กล่าวว่าในความร่วมมืออาเซียน-เยอรมันนี้มุ่งหวังให้การพัฒนาด้านการเกษตรเกิดผลเป็นรูปธรรม และสนับสนุนให้เกิดการปรึกษาหารือในระดับภูมิภาคเพื่อกำหนดกรอบนโยบายเชิงกลยุทธ์สำหรับภาคอาหารและการเกษตร และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การขยายให้เกิดความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในภูมิภาค และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรให้มากขึ้น พร้อมทั้งสร้างให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในห่วงโซ่มูลค่าด้วย

ผศ.ดร.พงศ์ธร คงมั่น ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจ้าของผลงานวิจัย“กากมันสำปะหลังโปรตีนสูง” ได้คิดค้นอาหารสัตว์เคียวเอื้อง โดยนำของเหลือจากโรงงานอุตสาหกรรม มาเพิ่มมูลค่า คือ กากมันสำปะหลัง มาผสมกับ น้ำกากผงชูรส ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต และปรับปรุงให้มีความ

โดดเด่นทั้งระดับโปรตีน และระดับพลังงาน โดยสามารถเพิ่มระดับโปรตีนของกากมันสำปะหลังสูงขึ้น จาก 2.7 % เพิ่มขึ้นเป็น 3.0.1% ซึ่งผลงานดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 11583 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559

กากมันสำปะหลัง มีข้อดี คือ มีระดับโปรตีนที่สูง และมีระดับพลังงานที่เหมาะกับสัตว์เคี้ยวเอื้อง

มีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำ มีปริมาณเพียงพอผลิตได้ตลอดทั้งปี เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้แหล่งวัตถุดิบอื่น เช่น

ใบมันสำปะหลัง และมีราคาถูกกว่า กากถั่วเหลือง เป็นต้น สามารถใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบโปรตีนอาหารสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้องแหล่งใหม่ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี สำหรับกระบวนการผลิตนั้น มีขั้นตอนที่ง่ายใช้แรงงานในการผลิตน้อย นอกจากนี้ ในขั้นตอนของการผลิตสามารถควบคุมคุณภาพได้ง่ายกว่ากระบวนการหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ และใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่า สามารถประกอบสูตรอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง ได้ทั้งชนิดอาหารอัดเม็ด และอาหารผง หรืออาหารผสมสำเร็จ (TMR) เหมาะสำหรับกิจการ โคนม โคเนื้อ แพะ และ แกะ เป็นต้น

ทั้งนี้ ผลงานวิจัย “กากมันสำปะหลังโปรตีนสูง” ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนขอนำสิทธิในผลงาน วิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยดังกล่าวกับ บริษัท เอฟ ดี กรีน (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ลพบุรี เอนเนอจี จำกัด เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 และ 18 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา นับเป็นความร่วมมือที่ดีในการนำนวัตกรรมผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่เปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

กลุ่มบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ สหกรณ์โคเนื้อ โคนม และผู้สนใจ “กากมันสำปะหลังโปรตีนสูง” ผลิตภัณฑ์งานวิจัยอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง สอบถามและขอรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.ดร.พงศ์ธร คงมั่น ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

กรมปศุสัตว์ ชี้สภาพอากาศเปลี่ยนกระทบสุขภาพสัตว์ปีกโดยตรง เสี่ยงอ่อนแอติดเชื้อโรคได้ง่าย สั่งการทุกจังหวัดคุมเข้มมาตรการเฝ้าระวังโรคสัตว์ปีก แนะเกษตรกรดูแลสุขภาพสัตว์ใกล้ชิด เตรียมโรงเรือน-จัดสภาพภายในให้เหมาะสม ช่วยป้องกันโรคระบาดสัตว์ได้

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนฤดูกาล จากฤดูฝนสู่ฤดูหนาว ระหว่างวันสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งฝนตกหนักทำให้อากาศค่อนข้างชื้น สลับกับอากาศร้อนจัดในช่วงกลางวัน และหนาวเย็นลงในตอนกลางคืน สภาวะเช่นนี้ทำให้สัตว์เลี้ยงมีภูมิคุ้มกันต่ำลง กรมปศุสัตว์จึงเร่งให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดและปศุสัตว์อำเภอ เพิ่มความถี่ในการออกตรวจเยี่ยมและให้คำแนะนำ ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจในวิธีการเลี้ยงและการป้องกันโรคแก่เกษตรกร พร้อมค้นหาสัตว์ป่วยหรือตายที่มีอาการคล้ายโรคระบาด หากตรวจพบจะดำเนินการตามหลักการที่ถูกต้องทันที

“ขอให้เกษตรกรหมั่นดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสัตว์ปีกที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศมากกว่าสัตว์ประเภทอื่น จึงอาจเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะโรคหลอดลมอักเสบ และโรคอหิวาต์ ขณะเดียวกันช่วงนี้ยังเป็นฤดูกาลอพยพของนกจากต่างถิ่น ที่อาจจะนำเชื้อโรคเข้ามาด้วย ขอแนะนำให้เกษตรกรจัดเตรียมโรงเรือนที่สามารถป้องกันลมและฝนได้ กรณีโรงเรือนแบบเปิดต้องเพิ่มตาข่ายป้องกันสัตว์พาหะนำโรค หากอากาศเปลี่ยนแปลงมากควรให้วิตามินเสริม 3-5 วันติดต่อกัน”

น.สพ.สรวิศ กล่าวอีกว่า เกษตรกรควรย้ายสัตว์ปีกที่เลี้ยงหลังบ้านเข้าเลี้ยงในโรงเรือนทั้งหมด เน้นการจัดการโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ดูแลโรงเรือนให้อยู่ในสภาพดี ในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักและลมแรง ควรเพิ่มผ้าใบด้านข้างโรงเรือน เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์โดนละอองฝน และเข้มงวดกับการใช้ยาฆ่าเชื้อโรคก่อนเข้าฟาร์มและโรงเลี้ยง ควรให้อาหารและน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ ที่สำคัญต้องทำวัคซีนป้องกันโรคตามโปรแกรมที่กรมปศุสัตว์กำหนด สัตว์จะปลอดโรคและแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา ช่วยลดอัตราการป่วย-ตาย และให้ผลผลิตดีขึ้น

สำหรับการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ เมียนมา กัมพูชา มาเลเซีย และลาว ตามรายงานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) กรมปศุสัตว์มีหน่วยงานเฉพาะที่เฝ้าติดตามสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด และมีมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการตรวจสอบการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเข้า-ออกตามแนวชายแดน และเจ้าหน้าที่ด่านกักสัตว์ได้ตั้งจุดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อยานพาหนะต้องสังสัยที่จุดผ่านแดน ทั้งรถยนต์ รถจักรยาน และรถเข็น

โฆษกกรมปศุสัตว์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เกษตรกรสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเรื่องโรคสัตว์จากกรมปศุสัตว์และหน่วยงานสาธารณสุขเป็นหลัก รวมทั้งสามารถขอคำแนะนำและสอบถามข้อมูลต่างๆ ที่สำนักงานปศุสัตว์ใกล้บ้าน ในวันและเวลาราชการ และขอความร่วมมือประชาชนหากพบเห็นสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ โปรดแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ ปศุสัตว์จังหวัด อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือแจ้งผ่านสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร 0-9630-11946 ตลอด 24 ชั่วโมง

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ตั้งเป้าปีหน้าเพิ่มนวัตกรบริษัทเป็น 1,000 คน เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต 4.0 และเพิ่มความสามารถการแข่งขันในเวทีโลกในทุกด้าน โดยเฉพาะกระบวนการผลิตอัจฉริยะและผลิตภัณฑ์นวัตกรรม

นายวิโรจน์ คัมภีระ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ ในฐานะประธานคณะกรรมการนวัตกรรม เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร การก้าวไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 เทคโนโลยีจึงมีบทบาทสำคัญ ผู้ผลิตอาหารที่ประสบความสำเร็จต้องสามารถนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ในกระบวนการพัฒนาประสิทธิภาพทั้งด้านการผลิต ต่อยอดผลิตภัณฑ์ และกระบวนการปฏิบัติงานได้

“วงการอุตสาหกรรมยุคใหม่นั้นเน้นการแข่งขัน การเป็นเจ้าของนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ตอบโจทย์การผลิตของตนและกลุ่มลูกค้าจะทำให้สนองตอบต่อความต้องการได้สูง นวัตกรรมจึงเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต พัฒนาองค์กรให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรม 4.0 ทั้งในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลตต้นทุน การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ให้สอดคล้องและตอบโจทย์เมกะเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ซีพีเอฟ ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรทุกหน่วยธุรกิจเป็นนวัตกรตามแนวทาง TRIZ อย่างต่อเนื่องมาเกือบ 10 ปี เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ สร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้บริโภค ตลอดจนสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯมุ่งมั่นผลักดันให้องค์กรเกิดการคิด ปรับปรุงและพัฒนานวัตกรรมอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งมองเห็นโอกาสในการแก้ปัญหา สามารถเปลี่ยนแปลงปัญหาเป็นผลงานหรือนวัตกรรมได้ คิดต่อยอดสิ่งใหม่ๆ สอดรับกับเป้าหมายการดำเนินธุรกิจของซีพีเอฟ

ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ สามารถนำผลงานนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นไปขอจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรแล้วประมาณ 133 สิทธิบัตร และตั้งเป้าว่าในปี 2563 (ปี 2020) จะมีผลงานนวัตกรรมขององค์กรได้รับการจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรมากกว่า 500 เรื่อง

บริษัทตั้งเป้ายกระดับองค์กรไปสู่องค์กรแห่งนวัตกรรมระดับสากล โดยตั้งเป้าเร่งพัฒนาบุคลากรให้เป็นนวัตกรตามแนวทาง TRIZ ให้มีเพิ่มขึ้นถึง 1,000 คนภายในปี 2561 จากปัจจุบันที่ซีพีเอฟมีนวัตกรในองค์กรอยู่ 561 คน พร้อมทั้งผลักดันให้ทุกหน่วยงานของบริษัทผ่านการรับรองมาตรฐาน CEN16555 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กรให้สามารถดำเนินการภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และสามารถสร้างนวัตกรรมได้เป็นผลสำเร็จ โดยปีนี้ มีสถานประกอบการและหน่วยงานของซีพีเอฟ 6 แห่งที่สามารถผ่านการรับรองมาตรฐาน CEN16555 แล้ว ได้แก่ โรงงานอาหารสำเร็จรูป หนองจอก, โรงงานผลิตอาหารสัตว์บก บางนา, โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำ หนองแค, บริษัท ซีพี เมจิ, บริษัท เกษตรภัณฑ์อุตสาหกรรม จำกัด และบริษัท เคเอสพี อุปกรณ์ จำกัด

นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังจัดกิจกรรมที่สร้างบรรยากาศและกระตุ้นให้พนักงานมีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ งาน CPF CEO Awards เป็นเวทีมอบรางวัลให้กับบุคลากรเจ้าของผลงานและโครงการนวัตกรรม ที่ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่องในปีนี้เป็นปีที่ 9 โดยในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ซีพีเอฟจะจัดงาน “CPF 3i Day” เป็นเวทีการพิจารณาคัดเลือกผลงานและโครงการนวัตนกรรม เพื่อหาผลงานนวัตกรรมที่จะได้รับรางวัล CFO CEO Awards ปี 2560 ที่จะประกาศในปลายปีนี้ โดยในปีนี้ มีผลงานที่ผ่านการคัดกรองรอบแรกมานำเสนอในงาน CPF 3i Day ถึง 554 ผลงานด้วยกัน

ทั้งนี้ ซีพีเอฟวางแนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมองค์กรเป็น 3 ลำดับ ได้แก่ ลำดับแรก “การสร้างวัฒนธรรมองค์กรนวัตกรรม” ผ่านการสร้างแรงจูงใจและบรรยากาศการพัฒนางาน จากการสนับสนุนของผู้บริหารในแต่ละสายธุรกิจ ผ่านการประกวดและแสดงผลงานนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ผ่านเวที CPF CEO Awards ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ลำดับที่สอง “ความร่วมมือของเครือข่ายทั้งภายในและภายนอก” จะทำให้คุณค่าของนวัตกรรมสูงขึ้นขณะที่ต้นทุนและเวลาในพัฒนาลดลง ซึ่งการผนึกกำลังของซีพีเอฟ ก่อให้เกิดพลังสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทำให้มีสินค้าดี มีประสิทธิภาพในการบริการสูงขึ้น ลำดับสาม คือ “สร้างนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ให้มากขึ้น” ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ชุมชน และสังคม ทำให้เกิดการบูรณาการจากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งฝ่ายผลิต ฝ่ายตลาด และอื่นๆ ซึ่งเหล่านี้จะนำพาซีพีเอฟไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

กระทรวงเกษตรฯ แจงงบปี 61 วงเงิน 103,586 ล้านบาท เดินหน้าเป้าหมาย 15 โครงการสำคัญตามนโยบาย ยกกระดาษ A4 ในกรอบวงเงิน 57,742 ล้านบาท ขับเคลื่อน Smart Agricultural Curve มั่นใจ รายได้ทางการเกษตรของครัวเรือนเกษตรเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จีดีพีเกษตรโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3 ตามเป้าที่กำหนด

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับจัดสรรงบประมาณรวม 103,586.6227 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 4,881.1376 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.95) แยกเป็นส่วนราชการและองค์การมหาชน 17 หน่วยงาน ได้รับจัดสรรจำนวน 99,830.6782 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 3 หน่วยงาน ได้รับจัดสรรจำนวน 1,447.5752 ล้านบาท และกองทุน 5 หน่วยงาน ได้รับจัดสรรจำนวน 2,308.3693 ล้านบาท

หากมองภาพรวมสามารถจำแนกเป็น 1) งบบุคลากรภาครัฐ วงเงิน 25,823.0087 ล้านบาท 2) งบรายจ่ายตามภารกิจ (Function) วงเงิน 17,422.3205 ล้านบาท 3) งบบูรณาการ (Agenda) วงเงิน 53,234.3502 ล้านบาท และ 4) งบพื้นที่ (Area) วงเงิน 7,106.9433 ล้านบาท ในจำนวนนี้ มีงานโครงการสนับสนุนนโยบาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ยกกระดาษ A4) และงานสำคัญอื่นๆ จำนวน 57,742.1386 ล้านบาท ประกอบ 15 โครงการ/แผนงานสำคัญ ประกอบด้วย

1) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 50,010.2374 ล้านบาท 2) ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ 1,868.4714 ล้านบาท 3) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 449.0476 ล้านบาท 4) Zoning by Agri-Map 333.0441 ล้านบาท 5) Smart Farmer 143.7429 ล้านบาท 6) พัฒนาสถาบันเกษตรกรรูปแบบ ประชารัฐ 21.9530 ล้านบาท 7) ธนาคารสินค้าเกษตร 40.6349 ล้านบาท 8) เกษตรอินทรีย์ 910.4219 ล้านบาท 9) ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ 379.3885 ล้านบาท 10) จัดระเบียบการประมงให้เป็นมาตรฐาน 577.9542 ล้านบาท 11) ขยายศูนย์เมล็ดพันธ์ข้าว 472.9215 ล้านบาท 12) ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน 351.1151 ล้านบาท 13) ตลาดสินค้าเกษตร 268.1654 ล้านบาท 14) พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน (GAP) 1,414.2919 ล้านบาท และ15) การช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร 500.7488 ล้านบาท

สำหรับแผนการใช้จ่ายแต่ละไตรมาส กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไตรมาสแรก ปี 2561 วงเงิน 33,891.39 ล้านบาท (ร้อยละ 32.72) ไตรมาสที่ 2 จำนวน 23,478.51 ล้านบาท (ร้อยละ 22.67) ไตรมาสที่ 3 จำนวน 22,359.16 ล้านบาท (ร้อยละ 21.58) และไตรมาสที่ 4 จำนวน 23,857.56 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 23.03 ซึ่งเชื่อมั่นว่าผลสัมฤทธิ์จะได้รับจากการดำเนินงานตามงบประมาณปี 2561 ในภาพรวม จะช่วยให้รายได้ทางการเกษตรของครัวเรือนเกษตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 อัตราการขยายตัวภาคเกษตรไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3

ทั้งนี้ ปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดเป้าหมายให้เป็น “ปีแห่งการยกระดับคน การบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่เกษตร 4.0” โดยมีกรอบแนวคิดและการดำเนินงานต่อเนื่องตามนโยบายยกกระดาษ A4 ซึ่งจะเป็นกลไกผลักดันให้แผนขับเคลื่อน Smart Agricultural Curve ในปี 2561 บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เร่งสร้างเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร และเชื่อมโยงตลาด ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาการเกษตรเร่งเครื่องสู่เกษตร 4.0 อย่างต่อเนื่อง

วันที่ 2 ต.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนว่ามีคนพาลิงมาเก็บมะพร้าวแล้วหลบหนีไปโดยไม่จ่ายเงิน จึงเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 35 หมู่ 10 ต.นาทุ่ง อ.เมือง จ.ชุมพร พบนางละออง หรือยายน้อย สมบัติพิบูลย์ อายุ 86 ปี และนางกนกวรรณ หรือฝน สมบัติพิบูลย์ อายุ 32 ปี ลูกสาว โดยนางกนกวรรณ ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ตนกลับมาจากทำงานแม่บอกว่ามีคนมาซื้อมะพร้าวบนต้นพอเผลอก็หนีไปไม่จ่ายเงิน ช่วยไปตามให้หน่อย โดยอ้างว่าเป็นลูกตาคม แต่พอไปถามเขาบอกไม่รู้เรื่อง ไม่เคยเข้ามาขึ้นมะพร้าวในนี้มานานแล้ว

ส่วนรถที่ใช้บรรทุกมะพร้าวเป็นรถกระบะอีซูซุดีแมกซ์ สีบรอนซ์ฟ้า ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน กั้นคอกเหล็กสูง ตอนขับเข้ามาหลังกระบะมีลูกมะพร้าวอยู่ประมาณครึ่งคัน คาดว่าน่าจะไปขึ้นมะพร้าวมาจากที่อื่นมาบ้างแล้ว และมาพร้อมกับลิงกังตัวหนึ่งชื่อ “ณเดช” เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันได้ยินเจ้าของเรียกชื่อว่าแบบนั้น

นางกนกวรรณ เล่าต่อว่า yourme.net คนรับซื้อมะพร้าวจากต้นรายนี้เคยเข้ามาขอซื้อครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ครั้งนั้นจ่ายเงินแค่ครึ่งเดียวแล้วเชิดหนีหายไป จนกระทั่งเมื่อวานช่วงบ่ายก็กลับเข้ามาใหม่ เจอแม่อยู่บ้านคนเดียวซึ่งอายุมากแล้ว หูตาก็ไม่ค่อยจะดี แม่บอกว่าใช้เวลาให้ลิงกังที่ชื่อ “ณเดช” ขึ้นเก็บมะพร้าวบนต้นเร็วมากแปบเดียวเสร็จได้มะพร้าวทั้งหมด 150 ลูก และอาศัยช่วงจังหวะที่แม่เผลอเดินไปหลังบ้าน รีบสตาร์ทรถออกไปเลย
นางกนกวรรณ ถ้าคนที่เอามะพร้าวของแม่ไปกำลังดูข่าวอยู่หรือใครที่รู้จักผู้ชายรายนี้ฝากบอกด้วยว่าเอาเงินค่ามะพร้าวมาจ่ายแม่เถอะ เพราะแม่ก็ไม่มีรายได้อะไรนอกจากปลูกมะพร้าวไว้ขายเอาเงินไว้ซื้อหมากซื้อพลู เป็นเงินประมาณ 2,000 กว่าบาทมันดูอาจจะไม่มากมายแต่เงินจำนวนนี้มีค่าสำหรับแม่ของตน ตนก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้านต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดบ่อยๆ อย่าทำกันเลยเพราะเป็นครั้งที่ 2 แล้วไม่ใช่ครั้งแรก วอนขอความเห็นใจด้วย

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. นายชิษณุพงศ์ ปานอำพันธ์ ผู้นำชุมชน ตำบลบ้านฆ้อง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรีนำชาวบ้านกว่า 50 คน ร่วมกันพัฒนาชุมชน นำภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ประดับที่บริเวณถนนทางหลวงหมายเลขที่ 4 เพชรเกษม ช่วงฝั่งขาล่องใต้ หมู่ที่ 10 ตำบลบ้านฆ้อง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

พร้อมทั้งนำต้นดาวเรืองที่เพราะปลูกโดยชาวบ้านภายในชุมชนจำนวน 2,999 ต้น มาประดับที่บริเวณด้านหน้า เพื่อร่วมกันแสดงออกถึงความอาลัย ก่อนที่จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคมนี้

และเพื่อเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยดอกดาวเรืองที่นำมาประดับทั้งหมดจะเบ่งบานออกดอกสีเหลือง และสีเหลืองทอง พร้อมกันในระหว่างวันที่ 20 – 31 ตุลาคมนี้

จากนั้นชาวชุมชนตำบลบ้านฆ้องได้นำพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯ พร้อมด้วยต้นดาวเรืองจำนวน 1,999 ต้น ออกประดับตามจุดสำคัญต่างๆ และบริเวณพื้นที่สาธารณะชุมชน ภายในตำบลบ้านฆ้อง และออกประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในตำบลบ้านฆ้องจำนวน3,192 ครัวเรือน ที่ได้ร่วมกันปลูกต้นดาวเรืองได้ร่วมกันนำออกมาปลูกที่บ้านหน้าบ้านทุกครัวเรือนเพื่อพร้อมใจให้ชุมชนตำบลบ้านฆ้องเต็มไปด้วยสีเหลืองของดอกดาวเรือง ซึ่งเป็นดอกไม้มงคลประจำพระองค์ในหลวงรัชกาลที่ 9 และร่วมกันน้อมรำลึก พร้อมร่วมกันถวายความอาลัย

นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ และนายสมชาติ สร้อยทอง ที่ปรึกษาการพาณิชย์ภายในประเทศ เปิดเผยว่าระหว่างวันที่ 25-30 กันยายน 2560 ได้นำคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐตุรกี เพื่อเจรจาขยายตลาดมันสำปะหลังในสาธารณรัฐตุรกี โดย 3 สมาคมมันสำปะหลังได้ทำบันทึกความเข้าใจ(MOU) ซื้อขายสินค้ามันสำปะหลังอัดเม็ดกับผู้นำเข้าตุรกี 3 ฉบับ ปริมาณรวม 900,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท

จากนั้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2560 คณะเดินทางได้พบกับ Mr.Kadia Çavdar
ผู้บริหารบริษัท Tiryaki Agro ซึ่งเป็นผู้นำเข้า(Trader) สินค้าธัญพืชรายใหญ่ของตุรกี ได้ให้ข้อมูลว่า จากการเจรจากับคณะผู้แทนการค้ามันสำปะหลังไทยในครั้งนี้ ทำให้รับทราบว่าตลาดผู้ใช้มันสำปะหลังตุรกีมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในตัวสินค้ามันสำปะหลังอัดเม็ด ซึ่งที่ผ่านมาตุรกีนำเข้ากากมันสำปะหลังอัดเม็ด(Residual Tapioca Pellete) ซึ่งเป็นสินค้าที่มีคุณภาพต่ำกว่ามันสำปะหลังชนิดอัดเม็ด(Tapioca Pellete) มาโดยตลอด และแจ้งว่าต้องการนำเข้ามันสำปะหลังอัดเม็ดอย่างต่ำ 300,000 ตัน เพื่อมาทดลองตลาดผู้ซื้อตุรกี

“ตลาดมันสำปะหลังตุรกีเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมาก สามารถรองรับผลผลิตมันสำปะหลังของไทยในอนาคตได้เป็นอย่างดี หากผู้ซื้อรับทราบคุณประโยชน์ของสินค้าดังกล่าว การนำเข้าจะสามารถเติบโตได้สูงถึง 4.5 ล้านตันต่อปี เพราะตุรกีมีประชากรที่บริโภคเนื้อสัตว์มากกว่า 80 ล้านคน ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังของไทยสามารถมั่นใจได้ว่าผลผลิตของตนจะมีตลาดรองรับอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อราคาที่เกษตรกรจะได้รับอย่างแน่นอน” นายวินิจฉัยกล่าว

สำหรับคณะผู้แทนการค้ามันสำปะหลัง ประกอบด้วย ผู้แทน กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ นครอิสตันบูล ผู้แทนภาควิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และผู้แทนภาคเอกชนได้แก่นายกสมาคมและสมาชิกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย บูรณาการในรูปแบบประชารัฐ