สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ เราจะทำผลผลิตแพะให้มีคุณภาพ

ได้อย่างไร เพราะหากต้องการส่งขายให้กับคนมาเลเซีย ก็ต้องทำคุณภาพให้ได้ตามที่ตลาดมาเลเซียต้องการระยะแรก การรวมกลุ่มเกิดขึ้นเพียง 31 คน จากทุกครัวเรือน เลี้ยงแพะครัวเรือนละ 2-3 ตัว แต่เป้าหมายในระยะแรกที่ต้องพัฒนาคือ ที่ดินที่มีอยู่ของแต่ละครัวเรือน ราว 20-30 ไร่ ควรนำมาพิจารณาว่า ทำอย่างไรให้พื้นที่ที่มีอยู่ สามารถเลี้ยงแพะได้จำนวนมาก เช่น ที่ดิน 20-30 ไร่ ควรเลี้ยงแพะให้ได้มากถึง 200 ตัว และควรคำนึงถึงอาหารแพะที่ลดต้นทุนการเลี้ยง โดยการปลูกหญ้าเนเปียร์ พันธุ์ปากช่อง 1 ที่ให้โปรตีนมากพอสำหรับการขุนแพะเนื้อเพื่อจำหน่าย

เมื่อมีการรวมกลุ่มเกิดขึ้น เกษตรกรที่ต้องการหารายได้เสริมและเข้าร่วมกลุ่มครั้งนี้ จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายการเป็นสมาชิก เสมือนการลงหุ้นร่วมกัน รายละ 500 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ นำไปซื้อแพะพันธุ์ให้กับสมาชิกที่ลงหุ้นกลับไป เมื่อแพะตกลูก ก็ให้นำลูกแพะกลับมาคืนให้กับกลุ่ม

การเลี้ยงแพะให้มีคุณภาพ ให้ตรงตามตลาดต้องการนั้น คุณมะสุกรี บอกว่า ชาวมุสลิมมาเลเซีย จะซื้อเฉพาะแพะที่เลี้ยงไว้ในคอก ไม่เลี้ยงปล่อยปะปนกับสุนัข ซึ่งเป็นความเชื่อ แต่หากเลี้ยงรวมคอกละ 10 ตัว ขนาดคอกที่เหมาะสม คือ 4×4 เมตร

การลงทุนสร้างโรงเรือนสำหรับแพะ อาจจะเป็นการลงทุนในระยะแรก แต่เป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว อาจมีการซ่อมแซมบ้าง แต่ไม่บ่อยนัก ถือว่าคุ้ม เมื่อต้องการแพะแบบไม่เลี้ยงปล่อย เพื่อให้ได้ราคาและตรงความต้องการของผู้บริโภค

“ในบางวัน หากต้องการให้แพะได้ออกกำลังกาย ออกมานอกโรงเรือนเลี้ยง ต้องใส่สายจูง เพื่อไม่ให้แพะเดินไปปะปนกับสุนัข เป็นการคัดคุณภาพแพะอย่างหนึ่ง”

ระยะแรกที่เริ่มเลี้ยง มีชาวมาเลเซียมาดูถึงโรงเรือนเลี้ยง เพื่อให้แน่ใจว่า เลี้ยงได้ถูกต้องตามความเชื่อของชาวมุสลิมหรือไม่ เมื่อเห็นว่าถูกต้องตามหลักความเชื่อที่เหมาะสม จึงเริ่มสั่งซื้อแพะจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ (แปลงใหญ่) บ้านป่าหวัง

อายุแพะที่ต้องการขุนให้ได้เนื้อ อยู่ที่ 2 เดือน น้ำหนักแพะประมาณ 15 กิโลกรัม และไซซ์ที่ตลาดต้องการอีกไซซ์คือ ไซซ์ใหญ่ หรือน้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม ซึ่งต้องเลี้ยงแพะไว้นานถึง 2 ปี แต่ราคาจะดีกว่าและมีตลาดรองรับแน่นอน ขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงว่าต้องการเลี้ยงแพะเพื่อขายในช่วงเวลาใด

สำหรับพันธุ์แพะที่เลี้ยงไว้ขุนเนื้อขายคือ พันธุ์บอร์ และพันธุ์แองโกล นูเบียน เพราะมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วและน้ำหนักดี

ส่วนอาหาร เริ่มนำหญ้าเนเปียร์ พันธุ์ปากช่อง 1 เข้ามาปลูก เพื่อเป็นอาหารแพะ ตั้งแต่ระยะแรกๆ โดยแรกเริ่มซื้อมาจากจังหวัดใกล้เคียงด้วยราคากิโลกรัมละ 4 บาท โดยใช้พื้นที่นาร้างลงปลูก เมื่อเห็นว่าผลผลิตที่ได้ดี จึงเริ่มขยายพื้นที่ปลูกออกไป โดยเน้นพื้นที่ร้าง ไม่ใช้ประโยชน์ กระทั่งปัจจุบันใช้พื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ร้าง น้ำท่วมซ้ำซาก มีการปรับพื้นที่สำหรับปลูกหญ้าเนเปียร์ ของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ (แปลงใหญ่) บ้านป่าหวัง โดยเช่าพื้นที่ต่อจากชาวบ้านด้วยกัน

ปัจจุบัน มีพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ของสมาชิก รวม 150 ไร่ ผลผลิตหญ้าเนเปียร์ที่ได้ นอกจากนำมาเป็นอาหารให้แพะ เนื่องจากมีโปรตีนสูงถึง 14 เปอร์เซ็นต์ ตรงความต้องการของแพะแล้ว เมื่อผลผลิตมีมากก็จะนำมาทำเป็นอาหารหมัก เพื่อเก็บไว้ใช้ได้นานถึง 1 ปี การหมักหญ้าเนเปียร์เป็นอาหารแพะ ประกอบด้วย เกลือ 1 กิโลกรัม กากน้ำตาล 300 กรัม และหญ้าเนเปียร์ 100 กิโลกรัม หากนำไปเป็นอาหารแพะ ไม่ต้องใส่ยูเรีย แต่ถ้านำไปใช้เป็นอาหารวัว ต้องใส่ยูเรียเข้าไปด้วย ระยะเวลาในการหมัก 22 วัน สามารถนำไปให้แพะหรือวัวกินได้ โดยเก็บไว้ได้นานถึง 1 ปี

“หญ้าเนเปียร์ เราปลูกไว้ให้แพะเรากิน เราหมักไว้ให้แพะเรากิน และเรายังขายได้ เพราะมีเกษตรกรจากพื้นที่ใกล้เคียงต้องการซื้อหญ้าเนเปียร์หมัก นำไปให้สัตว์เลี้ยงกิน กลุ่มเราจึงขายในราคากิโลกรัมละ 3.50 บาท เป็นรายได้ให้เกษตรกรของกลุ่มเราด้วย”

เมื่อได้ผลผลิตของแต่ละครัวเรือนที่เป็นสมาชิกของกลุ่ม จะนำหญ้าเนเปียร์มารวมกัน เพื่อขายให้กับลูกค้าที่ต้องการซื้อ เมื่อเหลือจึงนำไปแปรรูปเป็นอาหารหมัก โดยมีสมาชิกด้วยกันเองรับจ้างตัดหญ้าเนเปียร์ และหมักหญ้าเนเปียร์ ซึ่งสมาชิกที่ลงแรงก็จะได้ค่าจ้างเป็นค่าแรงงานต่อวัน ทั้งยังได้ปันผลจากการนำหญ้าเนเปียร์มาขายผ่านกลุ่มอีกด้วย

ถังหมักอาหารหญ้าเนเปียร์
การให้อาหารแพะ ทำได้ไม่ยาก เพราะแพะเป็นสัตว์กินง่าย มีเพียงหญ้าที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนที่เหมาะสม ก็เจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับสายพันธุ์ที่เลือกมาเลี้ยงมีความเหมาะสมก็จะทำให้แพะเจริญเติบโตได้เร็วตามระยะเวลาการขาย

อัตราการให้อาหารแพะ ให้คำนวณที่น้ำหนักแพะ หากเป็นกลุ่มของแพะที่ต้องการทำน้ำหนักให้ได้ 15 กิโลกรัม ก็ให้อาหาร 2 กิโลกรัม ต่อวัน หรืออัตรา 3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว ส่วนแพะที่มีน้ำหนักตัวจัดอยู่ในกลุ่มของแพะใหญ่ น้ำหนัก 30 กิโลกรัม ควรให้อาหารอัตรา 1 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว หรือ 3 กิโลกรัม ต่อวัน

การจำหน่ายแพะของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ (แปลงใหญ่) บ้านป่าหวัง ในปัจจุบัน มีลูกค้าในพื้นที่จังหวัดยะลา และจังหวัดใกล้เคียงในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงชาวมาเลเซียที่ต้องการแพะเพื่อบริโภคติดต่อซื้อแพะจากกลุ่ม ทำให้จำนวนแพะที่มีไม่เพียงพอต่อความต้องการซื้อของผู้บริโภค

แม้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ (แปลงใหญ่) บ้านป่าหวัง จะเริ่มก่อตั้งมาได้เพียง 2-3 ปีก็ตาม แต่ความเข้มแข็งของเกษตรกลุ่มนี้ จัดอยู่ในระดับที่ดีทีเดียว หากต้องการสอบถามเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ คุณมะสุกรี มะแตหะ ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ (แปลงใหญ่) บ้านป่าหวัง โทรศัพท์ (081) 098-8845 และ คุณมะกอยี ยูโซะ รองประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ (แปลงใหญ่) บ้านป่าหวัง โทรศัพท์

เกาะยาว เป็นอำเภอเล็กๆ ของจังหวัดพังงา พื้นที่ประมาณ 137.6 ตารางเมตร ประกอบด้วย 2 เกาะหลักๆ คือ เกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่ และเกาะต่างๆ รายล้อมมากมาย มีชายหาดและทิวทัศน์ที่สวยงามกลางทะเลอันดามัน รายได้หลักของประชาชนมาจากการทำสวนยางพารา ทำนา ประมง และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

นอกจากพืชเศรษฐกิจหลักคือ ข้าว ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของข้าวอินทรีย์ ที่มีรสชาติดี มีไอโอดีนแล้ว ยังมีพืชเศรษฐกิจอีกชนิดที่มีอนาคตสดใส สร้างความหวังให้เกษตรกรชาวอำเภอเกาะยาว คือ มะพร้าวอ่อน เนื่องจากเกาะยาวเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

อีกทั้งมะพร้าวของเกาะยาวมีรสชาติดี เนื่องจากอยู่ใกล้ทะเล ทำให้มะพร้าวมีรสชาติหวาน เข้มข้น อร่อย พร้อมทั้งได้สัมผัสวิถีแบบพื้นบ้าน ร่วมกิจกรรมกับชาวบ้านจับปลา หาหอย เกี่ยวข้าว ขี่จักรยาน เที่ยวศึกษาธรรมชาติ ดังคำยืนยันของเกษตรกรรายนี้

คุณลุงอุสัน บัวทอง หรือที่ชาวอำเภอเกาะยาวรู้จักกันดี ในนาม “ป๊ะบ่าว” อายุ 71 ปี อยู่บ้านเลขที่ 32/1 หมู่ที่ 7 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ซึ่งทำอาชีพไร่นาสวนผสม ในพื้นที่ จำนวน 4 ไร่ โดยทำนาควบคู่กับการปลูกพืชผักต่างๆ ไม้ผล ยางพารา เลี้ยงปลา และเลี้ยงสัตว์ ทำให้มีรายได้รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมะพร้าวอ่อน ซึ่งปลูกไว้ จำนวน 50 ต้น ซึ่งให้ผลผลิตแล้วทั้งหมด ให้ผลต้นละ 50 ผล จำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวที่มาชมในสวน ราคาผลละ 30 บาท สร้างรายได้ปีละ ประมาณ 75,000 บาท

นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อำเภอเกาะยาว มีเกษตรกรปลูกมะพร้าวอ่อน จำนวน 240 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก จำนวน 306 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว จำนวน 243 ไร่ ยังไม่ให้ผลผลิต จำนวน 63 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 2,500 กิโลกรัม/ไร่ สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรปีละประมาณ 7 ล้านกว่าบาท

ซึ่งสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาวได้ส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการผลิตที่ปลอดภัยตามหลักเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงาตรวจออกใบรับรองมาตรฐานการผลิต นับว่า มะพร้าว เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งของอำเภอเกาะยาวที่นับวันจะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว โทรศัพท์ (076) 597-127

กรมวิชาการเกษตร สานต่อโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง”

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย จึงได้จัดทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ขึ้นเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 70,000 ราย/ปี น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกรแต่ละพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างอาชีพจากผลผลิตในทำเกษตรทฤษฎีใหม่ในครัวเรือนของตนเอง

นายจำรอง ดาวเรือง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้โครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” มาตั้งแต่ปี 2560 ด้วยการส่งเสริมและปลูกฝังให้เกษตรกรและประชาชนศึกษาและน้อมนำองค์ความรู้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ได้รับไปปรับใช้กับพื้นที่เกษตรของตนเองได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับพื้นที่ของเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนและมีรายได้เสริม

ในปี 2562 กรมวิชาการเกษตร ได้สานต่อโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” โดยได้จัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ผักสำหรับแจกจ่ายเกษตรกรในโครงการ 70,000 ราย ทั่วประเทศ เพื่อนำไปใช้ในการเพาะปลูกสำหรับบริโภคในครัวเรือน สามารถพึ่งพาตนเองได้ ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน สามารถต่อยอดสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ต่อไปในอนาคต ซึ่งเมล็ดพันธุ์ผักที่ได้จัดเตรียมไว้ในปีนี้ประกอบไปด้วย กวางตุ้งต้น กะเพรา คะน้าใบ พริกขี้หนู แตงกวา ผักบุ้งจีน มะเขือเทศ มะเขือยาว มะละกอ โมโรเฮยะ ถั่วฝักยาว ถั่วเขียว และข้าวโพดเทียน ส่วนปี 62 นี้ กรมวิชาการเกษตร ได้รับเป้าหมายส่งเสริมเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 3,898 ราย โดยมีกิจกรรมหลักๆ คือการอบรมปรับเปลี่ยนแนวคิดในการทำทฤษฎีใหม่ สนับสนุนปัจจัยการผลิต อบรมให้ความรู้เฉพาะด้านพร้อมติดตามเยี่ยมเยือนแปลงของเกษตรกรอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เราจะเน้นความสมัครใจ และไม่เคยทำเกษตรทฤษฎีใหม่มาก่อน มีแหล่งน้ำของตนเองใช้งานได้ตลอดปี ส่วนวิธีการดำเนินโครงการใช้หลักทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงส่งเสริมเกษตรกร โดยเริ่มจากทำตามที่ตนเองถนัด 1 อย่างก่อน หรือทำเหมาะสมกับฐานะ จากนั้นให้ลองทําการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างที่ 2 และอย่างที่ 3 เน้นเลือกทำแบบง่ายๆ ลงทุนน้อย มีรายได้ ืจากนั้นค่อยขยายฐานและขยายผลมุ่งให้เกษตรกรลดรายจ่ายมากที่สุดและมีรายได้เพิ่มจากผลผลิตของตนเอง

นายจำรอง กล่าวด้วยว่า จากผลดำเนินงานของกรมวิชาการเกษตรที่ผ่านมา ร้อยละ 80 ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตเป็นแนวเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรกรที่ร่วมโครงการมากกว่า ร้อยละ 30 สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนได้ โดยแผนงานในปี 62 ได้วางเป้าพัฒนาแปลงสู่เกษตรทฤษฎีใหม่เต็มรูปแบบ ขั้นแรกจะมุ่งทำให้ “พอกิน” ทำให้เกษตรกรมีผลผลิตที่มีคุณภาพปลอดภัยเพียงพอสำหรับการบริโภคในครัวเรือนและสามารถทำให้ “พอแบ่ง” ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ ใช้เทคโนยีที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ มีกิจกรรมการเกษตรที่หลากหลายขึ้นเพื่อผลผลิตจะได้เหลือแบ่งปันและมีเหลือเพียงพอจนสามารถจำหน่ายเป็น “รายได้เสริม”

ด้าน นายเกรียงไกร เตชะเสนา นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิชาการเกษตร เร่งสร้างเกษตรกรต้นแบบเพื่อเป็นตัวอย่างสามารถสร้างแรงบันดาลใจและแรงจูงใจให้เกษตรกรรายใหม่หันเข้ามาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ให้มากขึ้น โดยกรมจะทำหน้าที่ในการเป็นพี่เลี้ยง คอยให้คำแนะนำ ช่วยเหลือตลอดจนให้เกษตรกรวิเคราะห์ตนเองและวางแผนการผลิตตามศักยภาพ โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ของตนเอง เริ่มจากง่ายและถนัด

รวมทั้งเร่งสร้างเกษตรกรต้นแบบและสร้างทายาทเกษตรกรเพื่อขยายผลต่อยอดการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้นําไปปฏิบัติจริงอย่างแพร่หลายในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ส่วนเกษตรกรได้รับความรู้ สามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดและรูปแบบในการทำมาหากิน การประกอบอาชีพให้มีศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง โดยสามารถลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับตนเองและครอบครัวต่อไป

ด้าน ร.ต ถวิล มาลี อดีตนายทหารจากกรมการทหารช่าง ต.ตะคร้ำเอน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ที่ใช้ชีวิตหลังเกษียนผันตัวเองยึดแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ยึดแนวทางพ่อหลวง อดีตนายทหารกล่าวว่า ตนเองได้รับการปลูกฝังในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงตั้งแต่ยังประจำการในฐานะนายทหารช่างอยู่ภาคใต้ ซึ่งกองทัพได้บ่มเพาะปลูกฝังให้นายทหารปลูกผักทำกินเองในบริเวณบ้านพัก เมื่อเกษียนออกมาเลยยึดแนวทางดังกล่าวมาโดยตลอด โดยเริ่มต้นปลูกผักสวนครัว 1 ไร่ มะม่วง 1 ไร่กล้วยน้ำว้า 1 งาน จากนั้นขยายผลมาปลูกผักสวนครัว เช่น มะนาว มะเขือ พริก ผักบุ้ง เพื่อบริโภคและจำหน่ายตามฤดูกาล เช่น มีการปลูกกล้วยตามความต้องการในชุมชน

นอกจากนี้ ได้ขยายผล หันมาเลี้ยงไก่ไข่ และไก่พื้นเมือง เพื่อนำไข่มาบริโภค เลี้ยงสุกร จำนวน 30 ตัว เป็ด 20 ตัว ห่าน 5 ตัว มูลไก่และมูลสุกรสามารถนำมาทำปุ๋ยได้ ส่วนด้านการประมง มีบ่อน้ำ 2 บ่อ เพื่อกักเก็บน้ำมาใช้ในการเกษตร และเลี้ยงปลาเพื่อนำมาบริโภคและจำหน่าย ทำให้ทุกวันนี้สามารถนำความรู้ที่ได้จากการอบรมและดูงานนำมาใช้ สามารถถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรใกล้เคียง

ท้ายสุด อดีตนายทหารช่างวัยเกษียน กล่าวย้ำว่า เกษตรทฤษฎีใหม่สำหรับตน คือการทำเกษตรใกล้ตัวปลูกทุกอย่างที่กินได้ เหลือกินก็นำไปขาย ครอบครัวมีความสุขจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น และรายจ่ายที่ลดลงจากการปฏิบัติตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งชีวิตประจำวันในครอบครัวแทบไม่ต้องใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารการกินเลย เพราะปลูกพืชผักเกือบทุกชนิดไว้รอบบ้าน นอกจากนี้ ยังเลี้ยงไก่ไข่ ไก่พื้นเมือง เลี้ยงปลามีกิน มีใช้ตลอดปี อยู่กันแบบพอเพียงและมีเงินเหลือเก็บ ตนเองและสมาชิกครอบครัวมีความสุข การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ถือว่าเป็นอาชีพอิสระที่ทำแล้วมีความสุข ชีวิตไม่เดือดร้อนในการต้องออกไปดิ้นรนในสังคมเมืองหลวงหรือสังคมเมืองใหญ่เหมือนอาชีพอื่นๆ

กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมการผลิตพืชสมุนไพรด้วยระบบส่งเสริมแบบแปลงใหญ่ มีการรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชสมุนไพร และพัฒนาเกษตรกรให้สามารถผลิตพืชสมุนไพรที่มีคุณภาพ และปริมาณตามความต้องการของตลาด ได้มาตรฐานสากล หนุนตลาดภายในประเทศและส่งออกตลาดเอเชีย

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า “จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2561 พื้นที่ปลูกสมุนไพรเป็นการค้า รวม 27,555 ไร่ ผลผลิตรวม 39,103 ตัน มีการรวมกลุ่มผลิตสมุนไพรในรูปแบบแปลงใหญ่ จำนวน 16 แปลง ใน 15 จังหวัด จำนวนเกษตรกร 701 ราย พื้นที่ 7,706.75 ไร่ สำหรับ พืชสมุนไพรที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง ( Product Champions ) 4 ชนิด ได้แก่ ได้แก่ กระชายดำ มีพื้นที่ปลูก 116 ไร่ ผลผลิตรวม 310 ตัน, ไพล มีพื้นที่ปลูก 595ไร่ , ผลผลิตรวม 1,694 ตัน, บัวบก มีพื้นที่ปลูก 842 ไร่ ผลผลิตรวม 255 ตัน และ ขมิ้นชัน มีพื้นที่ปลูก 1,746 ไร่ ผลผลิตรวม 3,405 ตัน”

สำหรับแนวโน้มด้านการตลาดสมุนไพรไทย ความต้องการวัตถุดิบที่ได้มาตรฐานมีมากขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ผลิตแบบอินทรีย์ เนื่องจากสมุนไพรเป็นสินค้าที่ผลิตเพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการรักษา สร้างเสริมสุขภาพ ตลอดจนเพื่อเสริมความงาม ผู้ประกอบการจึงต้องการวัตถุดิบที่มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพราะเมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นอกจากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แล้ว ในปี 2561 ได้มีการประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับพืชสมุนไพร และกำลังมีการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับสมุนไพรแห้ง เกษตรกรสามารถขอรับการรับรองมาตรฐานได้ทั้งมาตรฐานกระบวนการผลิต และมาตรฐานสินค้า เพื่อให้วัตถุดิบสมุนไพรมีคุณภาพ คือ มีสารสำคัญออกฤทธิ์ในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด มีความปลอดภัย คือมีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ สารปนเปื้อน และสิ่งแปลกปลอม ไม่ค่าเกินมาตรฐานที่กำหนด

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตวัตถุดิบแบบอินทรีย์หรือการเข้าสู่ระบบรับรองกระบวนการผลิตอื่น ๆ (GAP, GACP, PGS) และได้รับการรับรองมาตรฐานตามที่คู่ค้ากำหนด รวมถึงส่งเสริมการผลิตพืชสมุนไพรที่สำคัญทางเศรษฐกิจในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อให้ได้สมุนไพรที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพ สามารถสร้างอำนาจต่อรอง และเชื่อมโยงตลาดได้ ตามนโยบายตลาดนำการผลิต รวมถึงการส่งเสริมการใช้พันธุ์ดี สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ ตลอดจนจัดทำแหล่งรวบรวม อนุรักษ์และขยายพันธุ์สมุนไพรที่สำคัญ ผ่านศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 20 ศูนย์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงพันธุ์สมุนไพรที่เป็นที่ต้องการของตลาด ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ผลิตวัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพอีกด้วย

“แมงกะพรุนลอดช่อง” คือ แมงกะพรุนที่นิยมบริโภคทั้งทำในรูปตากแห้ง ไปแปรรูปใส่เย็นตาโฟ ใส่ในสุกี้ยากี้ รวมทั้งส่งออก หรือส่งออกไปตลาดต่างประเทศ ญี่ปุ่น จีน

วิธีการดองแมงกะพรุนให้กรอบ ด้วยวิธีธรรมชาติ1. การแช่น้ำจืด นำแมงกะพรุนสดๆ ที่ตักได้มาแช่น้ำจืด ทิ้งไว้ 1 คืน ให้ตัวสะอาดไม่มีเมือก และให้น้ำฝาดเปลือกอินทรีย์ซึมเข้าในตัวแมงกะพรุน
2. การล้างทำความสะอาด ล้างน้ำให้สะอาด 3-4 ครั้ง จนเห็นตัวใส
3. แช่น้ำเปลือกอินทรีย์ นำแมงกะพรุนวางในภาชนะ ตุ่ม กะละมัง ใส่น้ำเปลือกอินทรีย์ ใช้ผ้าปิดคลุมไว้ แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 5 วัน และ
4. การรับประทาน นำมาล้างให้น้ำฝาดออก 4-5 ครั้ง จิ้มกับน้ำจิ้มถั่ว
เนื้อแมงกะพรุนดองอร่อย ต้องใช้เนื้อเปลือกต้นอินทรีย์ที่แก่จัดและให้เข้าเนื้อแมงกะพรุน เวลารับประทานจะมีกลิ่นหอมน้ำฝาด เนื้อจะกรุบกรอบโดยเฉพาะตรงอก

การทำน้ำฝาดเปลือกอินทรีย์ และน้ำจิ้มถั่วให้อร่อย

การทำน้ำฝาดจากเปลือกต้นอินทรีย์ น้ำฝาดจากเปลือกต้นอินทรีย์ที่นำมาดองแช่แมงกะพรุน “น้ำฝาด” จะช่วยขับน้ำออกจากตัวแมงกะพรุน ยางในเปลือกช่วยรักษาเนื้อของแมงกะพรุนให้สด น้ำฝาดมีสีแดงๆ เมื่อนำมาดองแมงกะพรุนเนื้อจึงสีแดง ชมพู น่ารับประทาน

ขั้นตอนการทำ

1. เลือกใช้เปลือกอินทรีย์ที่ต้นแก่ๆ ใช้มีดหรือขวานถากเปลือก นำมาทุบให้แตกพอช้ำๆ ใส่น้ำสะอาดให้ท่วมปริ่มๆ (น้ำมากไป น้ำฝาดจะเจือจาง น้ำน้อยไปจะเข้มข้น ต้องพอดีๆ) แช่ไว้ค้างคืน 1 คืน
2. นำน้ำมากรองเอาเปลือกออก นำไปใช้ดองแมงกะพรุนหรือบรรจุขวดไว้สำหรับล้างพิษแมงกะพรุนได้และ
3. เปลือกอินทรีย์นี้เติมน้ำและใช้ทำน้ำฝาดซ้ำได้ 2 ครั้ง
ทำน้ำจิ้มถั่วให้อร่อย

แมงกะพรุนดอง ต้องคู่กับน้ำจิ้มถั่วเท่านั้น วิธีทำง่ายๆ สูตรนี้ใช้จิ้มแมงกะพรุน 1/2 กิโลกรัม ปรับได้มากน้อยตามชอบ เริ่มจาก เตรียมเครื่องปรุงประกอบด้วย ถั่วตัด (2 ชิ้น) พริกแกงแห้งคั่ว (4-5 เม็ด) กระเทียม (4-6 กลีบ) น้ำส้ม (หรือน้ำมะขาม) 2 ช้อน น้ำปลา 1 ช้อน น้ำตาล 1/2 ช้อน น้ำเปล่า 1/4 แก้ว จากนั้นนำพริกแห้ง กระเทียม มาตำให้ละเอียดก่อนใส่ถั่วตัดลงไป ตำให้เข้ากัน ตักใส่ชามเพื่อปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู หรือน้ำมะขามเปียก จะมีกลิ่นหอม (ไม่ใช้น้ำมะนาว) คนให้เข้ากันดี เติมน้ำปลา น้ำตาลเล็กน้อย (เพราะถั่วตัดหวานอยู่แล้ว) เหยาะน้ำเปล่าเพื่อไม่ให้น้ำข้นมาก คนให้เข้ากันก่อนจะรับประทานชิมรสเสียหน่อยให้มีทุกรส หวาน มัน เปรี้ยว เผ็ดเล็กๆ มีกลิ่นหอมพริกแห้ง น้ำมะขาม รสนัวมากเมื่อนำชิ้นแมงกะพรุนฉีกพอคำมาจิ้มให้ชุ่มฉ่ำ เคี้ยวแล้วกรุบกรอบโดยเฉพาะตรงหัวหมวก รับประทานเล่นเป็นอาหารว่าง แต่ชาวบ้านท้องถิ่นนิยมรับประทานเป็นกับข้าวชนิดหนึ่ง

ขอขอบคุณ : คุณวิโรจน์ วงษ์ทอง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เจ้าของสูตรน้ำฝาดและน้ำจิ้มถั่ว รองศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รองศาสตราจารย์ ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ศาสตราจารย์ ดร.ธรณินทร์ ไชยเรืองศรี คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมแถลงข่าวการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลก โดยได้รับพระราชทานนาม ‘พรหมจุฬาภรณ์’

รองศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า ทีมคณะนักวิจัยนำโดย อาจารย์ ดร.ธนวัฒน์ เชาวสกู สังกัดภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มช. น.ส.อานิสรา ดำทองดี นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพและชีววิทยาชาติพันธุ์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มช. และนายกิติศักดิ์ อ๋องย่อง นักวิจัยอิสระ ได้ดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง ‘อนุกรมวิธานและวิวัฒนาการชาติพันธุ์ของพรรณไม้วงศ์กระดังงา (Annocaceae) ในประเทศไทยที่หายากและยังไม่เป็นที่รู้จัก เพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน’ ซึ่งโครงการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำหนังสือพรรณพฤกษชาติแห่งประเทศไทย (Flora of Thailand) และได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้ทุนส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่