สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สารทั้งหมดที่พบนั้นเป็นสารดูดซึมมากถึง

17 ชนิด ทำให้ “การล้าง” เพื่อลดจำนวนสารตกค้างลงเป็นไปได้ยาก นางสาวปรกชลกล่าวและหากย้อนไปช่วงปี 2559 ไทยแพนได้สร้างความตื่นตระหนกมาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากรายงานเปิดเผยผลการสุ่มเก็บตัวอย่างผักและผลไม้ที่ประชาชนนิยมบริโภค เช่น กะหล่ำปลี แตงกวา ผักบุ้งจีน มะเขือเทศ ผักกาดขาวปลี คะน้า ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ กะเพรา พริกแดง แตงโม มะม่วงน้ำดอกไม้ มะละกอ แก้วมังกร ฝรั่ง และส้มสายน้ำผึ้ง จำนวน 138 ตัวอย่าง ในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล เชียงใหม่และอุบลราชธานี พบว่า ในภาพรวมมีผักและผลไม้ตกค้างเกินมาตรฐานสูงถึง 46.4% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของตัวอย่าง

ข้อมูลปัญหาการตกค้างของสารเคมีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในไทย ส่งผลให้ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ได้มีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 2 ชนิด คือ พาราควอตสารเคมีฆ่าหญ้าและคลอร์ไพริฟอสสารเคมีฆ่าแมลง โดยไม่ให้ขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน และให้ยุติการนำเข้าในวันที่ 1 ธ.ค. 2560 และยุติการใช้วันที่ 1 ธ.ค. 2562 รวมถึงเตรียมควบคุมการใช้ “ไกลโฟเสต” เพราะพาราควอตจัดเป็นยาพิษที่มีความรุนแรง ไม่สามารถถอนพิษได้ ที่ผ่านมา 47 ประเทศทั่วโลกยกเลิกการใช้แล้ว

เมื่อช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ต่อทะเบียนใบอนุญาตที่หมดอายุของหลายบริษัทผู้นำเข้าสารเคมีให้จำหน่ายต่อไปได้อีก 6 ปี…ระหว่างรอผลการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา ซึ่งมี นายภักดี โพธิศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตราย เป็นประธาน เพื่อหาข้อเท็จจริงในการพิจารณาให้มีการยกเลิกสารหรือไม่ภายใน 3 เดือน (ครบกำหนดเดือนมีนาคม 61)

การประสานงาน ! ของ 2 กระทรวงที่เกิดขึ้นระหว่าง “กระทรวงสาธารณสุข” และ “กระทรวงเกษตรฯ”โดยโยนลูกให้ “กระทรวงอุตสาหกรรม” เป็นกรรมการชี้ขาด ! ทั้งที่ทั้ง 3 กระทรวงนั่งอยู่ใน “คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีฯ” ที่เห็นชอบลงมติด้วยกันมา…จึงสร้างความกังขาในใจให้กับประชาชนผู้เสียภาษีตาดำ ๆ ยิ่งนักว่า ใคร ? “กำลังเล่นเกมอะไรกัน” ?

แต่ที่แน่ๆ…ข้อมูลการตัดสินชี้ขาดในครั้งนี้มี “ชีวิต” ของลูกหลานผู้บริโภคทั้งประเทศไทยเป็นเดิมพัน !

จากข้อมูลจากสถาบันมะเร็ง รายงานสถานการณ์ของโรคมะเร็งในประเทศไทยว่า เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทยต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2543 โดยปี 2555 ไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งรายใหม่ ประมาณ 1 แสนราย และมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสูงถึง 60,000 คน หรือเฉลี่ยเสียชีวิตประมาณ 7 คนต่อชั่วโมง !

กรมการแพทย์แผนไทยทุ่มงบฯ 32 ล้าน นำร่องเชียงใหม่ เปิดฉากศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจรภาคเหนือ จับมือคณะเภสัชฯ มช.-STeP เร่งยกระดับมาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอาง อาหารเสริม เครื่องดื่มสมุนไพร และยาจากสมุนไพร มุ่งพัฒนานวัตกรรมสมุนไพรไทยสู่การส่งออก หนุนผู้ประกอบการต่อยอดเชิงธุรกิจ ตั้งเป้าระยะ 4 ปี เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 7 พันล้านบาท

นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปีนี้ (2561) กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เร่งขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ด้านสมุนไพร ด้านบริการและด้านการส่งเสริมภูมิปัญญาไทย เพื่อต่อยอดในเชิงธุรกิจสู่การส่งออกตลาดโลก โดยได้สนับสนุนงบประมาณ 32 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจรภาคเหนือ (northern herb innovation-total solu-tion center : N-HITSC) โดยมอบหมายให้คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ดำเนินโครงการ

สำหรับการจัดตั้งศูนย์ N-HITSC ดังกล่าว จะมุ่งยกระดับมาตรฐาน คุณภาพ และรูปแบบของผลิตภัณฑ์ด้านสมุนไพรทั้งหมด อาทิ กลุ่มเครื่องสำอาง อาหารเสริม เครื่องดื่มสมุนไพร และยา ภายใต้การผลิตที่ครบวงจร โดยเน้นการพัฒนาเชิงนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการด้านสมุนไพรมีโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานในเชิงธุรกิจเพื่อต่อยอดสู่การส่งออก

นายแพทย์เกียรติภูมิกล่าวว่า ในปี 2558 พบว่าตลาดสมุนไพรในประเทศไทยมีมูลค่าราว 180,000 ล้านบาท และในปี 2560 เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 40% จากปี 2558 มีมูลค่าถึง 250,000 ล้านบาท ทั้งนี้ จากตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้ แสดงให้เห็นว่าธุรกิจสมุนไพรมีโอกาสที่จะเติบโตได้เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศกลุ่ม CLMV ซึ่งจะเป็นกลุ่มประเทศนำร่องที่จะผลักดันสมุนไพรไทยไปบุกตลาด และอีกกลุ่มประเทศที่มีโอกาสทางการตลาดคือยุโรป

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) กล่าวว่า อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ในฐานะแม่ข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ได้รับมอบหมายจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เป็นผู้ดำเนินงานการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจรภาคเหนือ (N-HITSC) โดยเป็นการเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร นักวิจัย การรับโจทย์ความต้องการจากผู้ประกอบการสมุนไพรให้เป็นกลไกและส่วนขับเคลื่อนสำคัญให้ศูนย์ N-HITSC ได้อย่างเข้มแข็งและบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ โดยพบว่ามูลค่าทางการตลาดสมุนไพรของภาคเหนืออยู่ที่ราว 10,000 ล้านบาท

เป้าหมายสำคัญของศูนย์ N-HITSC จะเน้นการพัฒนานวัตกรรมด้านสมุนไพรและใช้เทคโนโลยีในการพัฒนา ทั้งในการวิจัยและการพัฒนาผู้ประกอบการให้มีโอกาสเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีได้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับมาตรฐานสมุนไพรไปสู่เชิงธุรกิจได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยแบ่งกลุ่มธุรกิจสมุนไพรที่จะพัฒนาออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มยา กลุ่มอาหารเสริม กลุ่มเครื่องสำอาง และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการ โดยคาดว่าในอนาคตศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจรภาคเหนือ (N-HITSC) จะเข้ามาอยู่ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่) ที่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า 20,000 ตารางเมตร และเตรียมเปิดบริการอย่างเป็นทางการภายในเดือนพฤษภาคม 2561 นี้

ทั้งนี้ คาดว่าการพัฒนาของศูนย์ N-HITSC จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจสมุนไพรได้ 15-20% ต่อปี และตั้งเป้าว่าภายในระยะ 4 ปีของการดำเนินโครงการของศูนย์ N-HITSC จะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดสมุนไพรภาคเหนือเพิ่มขึ้นกว่า 7,000 ล้านบาท

เชียงใหม่ – พลโทวิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขไฟป่าและหมอกควันระดับภาค กล่าวว่า รัฐบาลจัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันแห่งชาติ ในกองทัพภาคที่ 3 จัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันฯ ระดับภาค เพื่ออำนวยการ ประสานงานกับส่วนราชการ รวมทั้งอปท.ในพื้นที่ เพื่อป้องกันการเกิดไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน มุ่งเน้นในการประชาสัมพันธ์ รณรงค์ให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงโทษภัยของไฟป่าและหมอกควัน ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเกิดจิตสำนึกในความร่วมมือ ในการป้องกันการเกิดปัญหาหมอกควันไฟป่า เป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงการคมนาคมทั้งทางบกและทางอากาศ ตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคเหนือ

“จากการขอความร่วมมือประชาชนในการงดการเผาและบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนอย่างเข้มแข็งเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาในปี 2560 ที่ผ่านมา พื้นที่ภาคเหนือมีจำนวนจุดความร้อนลดน้อยลง และปัญหาในภาพรวมลดน้อยลงไปถึง ร้อยละ 40 เป็นตัวชี้วัดว่าการรณรงค์พูดจากับภาคประชาชนเป็นเรื่องที่สำคัญ ในปีนี้ จึงมีการถอดบทเรียนจากผลการดำเนินการในปีที่แล้วมาวิเคราะห์ร่วมกันกับทางผู้ว่าราชการในแต่ละจังหวัด รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเกิดการจัดกิจกรรมรณรงค์ที่จัดขึ้นในครั้งนี้”

ขณะเดียวกันจุดเสี่ยงและจุดเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคเหนือส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ของเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือพื้นที่อุทยานฯ เนื่องจากมีสภาพเป็นภูเขาสูงยากต่อการเข้าไปดับไฟป่า อย่างไรก็ตาม การดำเนินการให้ได้ผลมากที่สุดคือการรณรงค์สร้างความเข้าใจกับคนในพื้นที่ ซึ่งเมื่อคนในพื้นที่เกิดความเข้าใจก็จะให้ความร่วมมือแก้ปัญหา

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมมือกับสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ให้ความรู้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรด้านการค้าออนไลน์กว่า 254 ราย ใน
6 จังหวัดศักยภาพด้านสมุนไพร เพื่อสร้างความตระหนักในการใช้ช่องทางออนไลน์ผ่าน
แฟลตฟอร์ม Thaitrade.com เพื่อส่งเสริมธุรกิจสมุนไพรระดับท้องถิ่น

การอบรมเพื่อถ่ายทอดยุทธศาสตร์และฐานข้อมูลสมุนไพร เป็นกิจกรรมภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการตลาดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรแปรรูปสู่สากลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการด้านสมุนไพร สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มมูลค่า
ทางเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นแนวทางให้ผลิตตามหลักการ “ตลาดนำการผลิต” โดยได้ดำเนินการในจังหวัดนำร่องเมืองสมุนไพร 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย สกลนคร และสุราษฎร์ธานี และจังหวัดที่มีศักยภาพด้านสมุนไพร 3 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก พัทลุง และกาญจนบุรี รวมทั้งสิ้น 6 จังหวัด

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “กรมฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างผู้ประกอบการในทุกอุตสาหกรรมให้สามารถเจาะตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่องทางสำคัญที่กรมฯ ดำเนินการ คือ Thaitrade.com ถือเป็นตลาดกลางนัดพบให้ผู้ซื้อที่ต้องการซื้อสินค้าสมุนไพรไทยที่หลากหลายและเปี่ยมด้วยคุณภาพได้พบและเจรจาธุรกิจกับผู้ขายชาวไทย โดยกรมฯ พร้อมที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการสมุนไพรไทยจากทั่วประเทศโดยผลักดันให้ขายสินค้าผ่าน Thaitrade.com ได้ทุกที่ทุกเวลา ผู้ซื้อต่างชาติสามารถค้นหาสินค้าสมุนไพรผ่านการเลือกประเภทสินค้า “Herbal Product” ในหน้าเว็บไซต์ ซึ่งมีสินค้าคุณภาพมากกว่า 600 รายการ”

การจัดอบรมในครั้งนี้ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 – 26 มกราคม 2561 เป็นการบรรยายในหัวข้อ “เทคนิคการค้าบนตลาดออนไลน์” เพื่อให้ความรู้เรื่องการทำการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัล รวมถึงสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกผู้ซื้อและผู้ขาย Thaitrade.com ทั้งนี้ การทำการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ ถือเป็นหัวข้อสำคัญที่ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสมุนไพรไทยควรเรียนรู้และทำความเข้าใจเพื่อนำไปต่อยอดการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าไปสู่ตลาดต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งผู้เข้าร่วมอบรมได้ให้ความสนใจและเข้าร่วมเป็นสมาชิกบนเว็บไซต์ Thaitrade.com เป็นจำนวนมาก เพราะเล็งเห็นถึง “โอกาส” ในการขายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ เพราะปัจจุบันสินค้าสมุนไพรของไทยกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดต่างประเทศ สำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศขอเชิญชวนเข้าร่วมเป็นสมาชิกบนเว็บไซต์ Thaitrade.com เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตของธุรกิจมากยิ่งขึ้น สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.thaitrade.com, www.facebook.com/ThaiTradedotcom, อีเมล contact@thaitrade.com หรือโทร. 1169

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. อ.นิวัฒน์ วัฒนยมนาพร นักอนุรักษ์และนักโบราณคดีท้องถิ่น ผู้บันทึกภาพฝูงนกกระยางที่กำลังอพยพย้ายถิ่นฐานตามฤดูกาล มาอาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านทอนนกวัว ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ ภายในสวนปาล์มน้ำมันและสวนมะพร้าวของชาวบ้าน นับ 100 ตัว เปิดเผยว่า ตนได้เฝ้าติดตามฝูงนกกระยาง มาประมาณ 2 สัปดาห์ โดยติดตามฝูงนกกระยางฝูงนี้จนรู้ว่าอาศัยอยู่ในสาวนปาล์มน้ำมัน และสวนมะพร้าว บ้านทอนนกวัว ม.3 ต.ไสไทย อ.เมืองกระบี่ ตนจึงบันทึกภาพฝูงนกกระยางเอาไว้

อ.นิวัฒน์ กล่าวต่อว่า จากการสอบถามข้อมูล จากชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้ทราบว่า เป็นฝูงนกกระยางอพยพ ย้ายถิ่นฐานมาจากที่อื่น สามารถพบเห็นได้ในช่วงเดือน ต.ค.ของทุกปี โดยใช้เวลาอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว 6-7 เดือน ด้วยกัน จากนั้น ก็จะอพยพย้ายถิ่นฐานไปพื้นที่อื่น ช่วงปลายเดือน เม.ย.ของทุกปี ซึ่งช่วงเวลาที่สามารถดูฝูงนกกระยางได้ คือ ช่วงเช้าตั้งแต่ เวลา 07.00-08.00 น. และช่วงเย็นตั้งแต่เวลา 16.00-18.00 น. ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเราสามารถเห็นพฤติกรรมของฝูงนกกระยางที่ต่างกันออกไป

อ.นิวัฒน์ กล่าวอีกว่า จากพฤติกรรมของฝูงนกกระยางดังกล่าว เชื่อว่ายังมีฝูงนกชนิดต่างๆหมุนเวียนอพยพย้ายถิ่นเข้ามาอาศัยในพื้นที่จ.กระบี่ หลายช่วงเวลาด้วยกันอีกมากมาย หากแต่เราไม่สังเกตพฤติกรรมของพวกเขาเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวของจ.กระบี่ นอกจากทะเลที่สวยเขียวมรกต ภูเขาและน้ำตกที่หลากหลาย กระบี่ยังมีระบบนิเวศน์ของสัตว์ปีกที่อพยพย้ายถิ่นฐานให้ได้ชม ได้ศึกษาอีกด้วย ซึ่งการอพยพถิ่นฐานของนกเข้ามาอาศัยในพื้นที่จ.กระบี่ น่าจะส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดได้อีกช่องทางหนึ่ง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการดูนก

บางจากเปิดแผนลงทุน 5 ปีทุ่มกว่าแสนล้านเตรียมเปิดนิคมอุตฯชีวภาพในอีอีซีมูลค่า 3 หมื่นล้าน มั่นใจรายได้ปีนี้แตะ 2 แสนล้านบาท ไม่สนประมูลแหล่งปิโตรเลียม

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนลงทุน 5 ปี (พ.ศ.2561-2565) บริษัทจะใช้งบลงทุน 1.1 แสนล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจหลักและธุรกิจเกี่ยวเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมพลังงานมาพัฒนาเพื่อสอดรับประเทศไทย 4.0 โดยปีนี้จะใช้งบลงทุน 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนโรงกลั่น 2,000-3,000 ล้านบาท สร้างโรงกลั่นแห่งใหม่ 5,000 ล้านบาท ลงทุนสถานีบริการน้ำมัน 2,000 ล้านบาท และเตรียมลงทุนพิเศษตามสถานการณ์ 1 หมื่นล้านบาท ส่วนรายได้ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.8-2 แสนล้านบาท จากระดับราคาน้ำมันเฉลี่ย 60-70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้จะเข้าไปลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยจะตั้งนิคมอุตสาหกรรมชีวภาพ จ.ฉะเชิงเทรา พื้นที่ 500-600 ไร่ เพื่อรองรับการลงทุนของบริษัท บีบีจีไอ จำกัด ซึ่งเป็นการควบรวมของบริษัท บีบีพี โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบางจาก กับบริษัท เคเอสแอลจีไอ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ช่วงปลายปีนี้ โดยจะผลิตไบโอดีเซลและเอทานอลโรงละ 1 ล้านลิตร โดยผลิตภัณฑ์ชีวภาพนี้อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย นอกจากนี้จะลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่นๆ ด้วย อาทิ ดิจิทัล

“สาเหตุที่เลือกผลิตภัณฑ์ชีวภาพในอีอีซี เพราะเป็นทำเลที่พร้อมทั้งวัตถุดิบ เชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานทั้งท่าเรือ รถไฟ โดยงบลงทุน 5 ปีจะใช้ลงทุนนิคมฯประมาณ 1 ใน 3 ของเงินลงทุนหรือมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับธุรกิจหลักคือโรงกลั่นจะเพิ่มระดับการกลั่นเป็น 1.33-1.34 แสนบาร์เรล/วันภายในปี 2563 จากปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.02 แสนบาร์เรล/วัน เพราะปีนี้จะปิดซ่อมโรงกลั่นนาน 45 วันช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2561 ด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมันปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 2 หรือ 15.8% ขณะที่ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ สพาร์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จะมีการนำสินค้าจากเกษตรกรไทยไปจำหน่ายในร้านสพาร์ฯสาขาต่างประเทศ ร้านกาแฟอินทนิลจะขยายสู่กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนธุรกิจไฟฟ้าที่บริหารโดย บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ที่ปัจจุบันมีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นที่ 600 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าในช่วง 3 ปีข้างหน้าจะลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เฉพาะปีนี้จะเพิ่มการผลิตไฟฟ้าอีก 200 เมกะวัตต์ ทั้งจากแสงอาทิตย์และพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่เข้าไปซื้อหุ้นในบริษัท นิโด้ ปิโตรเลียม จำกัด ที่ประเทศฟิลิปปินส์นั้น ขณะนี้ได้ชะลอออกไปก่อน เนื่องจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ต่ำกว่า 70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ไม่คุ้มค่า และบริษัทชัดเจนว่าไม่มีความสนใจเข้าร่วมประมูลแหล่งผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยทั้งแหล่งบงกชและเอราวัณ

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 1 ก.พ. 2561 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ สอบถามนายสมิท ธรรมเชื้อ อัคราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ผ่านเว็บคอนเฟอร์เรน (Web Conferrence) ถึงกรณีที่มีข่าวว่าอินโดนีเซียมีข้อกีดกันทางการค้าต่อผลไม้ที่ส่งเข้าอินโดนีเซียจริงเท็จประการใด

โดยนายสมิท กล่าวว่า เมื่อปลายเดือนธ.ค. 2560 รัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกประกาศห้ามนำเข้าพืชสวน ที่ส่งผลกระทบกับลำไยของประเทศไทยโดยตรง เพราะกฏหมายนี้กำหนดขึ้นตามนโยบายของประธานาธิบดี และสร้างความกังวลให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะกฏหมายดังกล่าวห้ามนำเข้าลำไยในช่วงเดือนส.ค. และ ก.ค. ปี 2561 ซึ่งเป็นเดือนที่ลำไยไทยออกสู่คตลาดมากที่สุด ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่อินโดนีเซีย ออกกฏหมายกีดกันทางการค้ากับไทย เพราะก่อนหน้านี้ลำไยไทยสามารถส่งเข้าไปขายในอินโดนีเซียได้ตลอดปี

“กฏหมายระงับการนำเข้าลำไยในเดือนส.ค.-ก.ค. ถือว่ากระทบกับผลผลิตลำไยไทยเป็นอย่างมาก ทางทูตเกษตรจึงประสานไปยังกระทรวงการค้าของอินโดนีเซีย และได้หารือเบื้องต้นว่า กฏเกณฑ์การไม่ให้นำเข้าลำไยไทย ในเวลาดังกล่าวเป็นเรื่องที่กระทบกับประเทศไทย และไทยกังวลอยากให้มีการยกเลิก ไม่ยุติธรรมกับประเทศไทย ประเทศไทยไม่สบายใจ”

นายสมิท กล่าวว่า แม้ว่าสินค้าเกษตรในอินโดนีเซียเติบโตติดลบมาตลอด แต่มีผลไม้หลายตัว มันสำปะหลัง กล้วยไม้ มีความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปี ล่าสุดสินค้าตลาดเกษตรอินทรีย์อินโดนีเซียมีความต้องการมากขึ้น ทางสำนักงานเกษตรในต่างประเทศจึงประสานไปยังเกษตรกรภาคเหนือ ให้มีการจับคู่ธุรกิจระหว่างเกษตรกรกับนักธุรกิจโดยตรงที่สนใจสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ประกันสังคมเพิ่มความคุ้มครองมาตรา 40 แรงงานนอกระบบ มีทั้งให้สิทธิประโยชน์ โดยไม่ขยับเงินสมทบ และเปิดทางเลือกใหม่ โดยปรับความคุ้มครองและเพิ่มเงินสมทบ ขั้นตอนอยู่ระหว่าง ครม.พิจารณา

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยเรื่องการดำเนินการผลักดันให้แรงงานนอกระบบเข้าถึงหลักประกันสังคมอย่างทั่วถึง โดยหามาตรการและสร้างแรงจูงใจให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมมากขึ้นว่า ในการดำเนินการดังกล่าว สปส.ได้เพิ่มสิทธิประโยชน์จูงใจแรงงานนอกระบบให้เข้าสู่ระบบประกันสังคมมากยิ่งขึ้น แบ่งเป็น 2 แนวทาง ได้แก่ 1. เพิ่มสิทธิประโยชน์แต่ไม่เพิ่มเงินสมทบ หรือทางเลือกเดิม ซึ่งปัจจุบันผู้ประกันตนจะต้องจ่ายเงินสมทบ 2 อัตรา

โดยให้เลือกในอัตราเดือนละ 70 บาท และอัตราเดือนละ 100 บาท จะได้รับสิทธิเพิ่มเป็นเงินทดแทนกรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยกรณีนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นวันละ 300 บาท กรณีไม่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลแต่มีใบรับรองแพทย์ให้หยุดพักรักษาตัวตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้วันละ 200 บาท ซึ่งทางเลือกเดิม กรณีนอนพักรักษาตัวกับไม่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้รวมกันไม่เกิน 30 วัน ต่อปี กรณีไปพบแพทย์แต่ไม่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลแต่แพทย์ให้หยุดพักรักษาตัวไม่ถึง 3 วัน จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ครั้งละ 50 บาท ปีละไม่เกิน 3 ครั้ง ให้เงินสงเคราะห์กรณีตายเพิ่มอีก 3,000 บาท ถ้าส่งเงินครบ 60 เดือน

นายสุรเดช กล่าวว่า อีกทางเลือกคือ เพิ่มความคุ้มครองและเพิ่มเงินสมทบ โดยผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเดือนละ 300 บาท เพิ่มเงินทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเป็นวันละ 300 บาท กรณีไม่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลแต่มีใบรับรองแพทย์ให้หยุดพักรักษาตัวตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้วันละ 200 บาท กรณีนอนพักรักษาตัวกับไม่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้รวมกันไม่เกิน 90 วันต่อปี อีกทั้งเพิ่มเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพเป็นตลอดชีวิต เพิ่มค่าทำศพเป็น 40,000 บาท เพิ่มเงินบำเหน็จชราภาพเป็นเดือนละ 150 บาท ส่งเงินครบ 180 เดือน ให้เงินเพิ่มอีก 10,000 บาท เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรคนละ 200 บาท คราวละไม่เกิน 2 คน บุตรแรกเกิดแต่ไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์

เลขาธิการ สปส.กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าว สปส.จะต้องออกกฎหมายรองรับการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับแรงงานนอกระบบ ขณะนี้ได้เสนอกฎหมายให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา สำหรับการดูแลคุ้มครอง ส่งเสริม และพัฒนาแรงงานนอกระบบนั้น ส่วนหนึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ สปส.ที่จะต้องให้การดูแลแรงงานนอกระบบ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง รวมทั้งองค์กรภาคประชาสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลแรงงานนอกระบบร่วมกับภาครัฐภายใต้กลไกประชารัฐ ที่จะขับเคลื่อนเพื่อให้คนไทยทุกคนมีหลักประกันถ้วนหน้า สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี

งานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2561 นี้ สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ส.มก.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดการสัมมนาวิชาการ เรื่อง “ไทยจะเป็นศูนย์กลางผลไม้เขตร้อนของโลกได้อย่างไร” เมื่อวันพุธที่ 31 มกราคม 2561 โดยมีผู้ฟังมากกว่า 400 คน

งานนี้ ท่านสนธิรัตน์ สนธิจิรวงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้เกียรติเป็นองค์ปาฐกบรรยายพิเศษถึงนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่มุ่งมั่นจะผลักดันและขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจทางการค้าผลไม้เขตร้อนของโลก

ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เน้นถึงทิศทางที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลไม้เขตร้อนของโลก (ทำให้ไทยเป็นมหาอำนาจผลไม้ของโลก) โดยมีแนวคิดในการขับเคลื่อน เพื่อมุ่งสู่การมีคุณภาพ และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการผลไม้ของไทยอย่างครบวงจร

ท่านกล่าวว่า การขับเคลื่อนที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจผลไม้ของโลก จะต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ ได้แก่ (1) ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตของผลไม้ทั้งสดและการแปรรูป (2) ต้องมีสมรรถนะกลไกการค้าที่เข้มแข็ง โดยสามารถกำหนดกลไกตลาดได้ (คุมกลไกการค้า) (3) ต้องมีการพัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้า โดยมีศูนย์คัดแยกผลผลิตที่มีคุณภาพ สามารถเก็บรักษาคุณภาพของผลไม้ได้ในระยะเวลาที่ยาวนาน รวมทั้งต้องมีการจับคู่ทางธุรกิจ (เป็นพันธมิตรทางการตลาด) ในการส่งออกผลไม้ (4) ต้องสร้างแบรนด์ให้ได้ เพราะถ้าไม่มีแบรนด์ของตนเอง ก็จะทำให้สูญเสียโอกาสทางการค้า

หลังจากนั้น ก็มีการอภิปรายในหัวข้อ “ไทยจะเป็นศูนย์กลางผลไม้เขตร้อนของโลกได้อย่างไร” ในช่วงเช้า ส่วนในช่วงบ่ายจะเป็นหัวข้อ “เจาะลึกตลาด เพิ่มโอกาสส่งออกผลไม้ไทย”