สี่ เกษตรทฤษฎีใหม่ (New Theory Agriculture) เป็นการจัดการ

ทรัพยากรน้ำในไร่นาให้เพียงพอ เพื่อผลิตพืชอาหาร โดยเฉพาะข้าวเอาไว้บริโภคในครัวเรือน รวมถึงการผลิตอื่นๆ เพื่อบริโภค และจำหน่ายส่วนที่เหลือแก่ตลาด เพื่อสร้างรายได้อย่างพอเพียง จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านอาหาร (Food Security) ซึ่งเป็นขั้นพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงระดับครัวเรือน และ

ห้า วนเกษตร (Agroforesty) เป็นการเน้นมีต้นไม้ใหญ่ และพืชเศรษฐกิจหลายระดับที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เพื่อใช้ประโยชน์ป่าไม้ของพืชหรือสัตว์ชนิดต่างๆ ที่เกื้อกูลกัน อีกทั้งเป็นการเพิ่มพื้นที่ทรัพยากรป่าไม้ที่มีจำกัดได้อีกทาง จะช่วยให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) อีกด้วย ซึ่งระบบการเกษตรแบบยั่งยืนของบริษัทฯ

ได้มีการยึดหลักตามแนวทางมาตรฐาน SRP มาประยุกต์ใช้แบบผสมผสานทุกรูปแบบ มีการพัฒนาระบบบริหารจัดการผลิตข้าว ที่คำนึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ส่งเสริมเพาะปลูก มีมาตรการช่วยฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรในไร่นาและสิ่งแวดล้อม โดยการสร้างความอุดมสมบูรณ์ของดิน น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยระบบการผลิตที่เหมาะสม (Appropriate Production System) นอกจากนี้ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรสมาชิกและคนในชุมชนที่เกี่ยวข้อง ก็เป็นสิ่งที่เราตระหนักและให้ความสำคัญมาตลอด

การขับเคลื่อนการเกษตรยั่งยืนของข้าวตราฉัตร (Diving To Sustainable Rice System) ถือเป็นภารกิจหลักอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากการพัฒนาคุณภาพข้าวไทย เพราะระบบการเกษตรแบบยั่งยืน จะสมบูรณ์ได้ ต้องทำให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้ นำไปปฏิบัติได้จริง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทรัพยากรในไร่นาและสิ่งแวดล้อม และพัฒนาไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด

กรมวิชาการเกษตร ตามหา​พันธุ์กล้วยโบราณ 12 ชนิด สนองพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ล่าสุดพบแล้ว 6 ชนิด ในพื้นที่​ จ.นราธิวาส​ และกล้วยพันธุ์หายากอื่นๆ​ อีก 30 ชนิด พร้อมจัดทำแปลงรวบรวมพันธุ์กล้วยพื้นเมืองภาคใต้ตามพระราชดำริ​ บนพื้นที่​ 2.1​ ไร่ และอยู่ระหว่างจำแนกและตรวจวิเคราะห์ลายพิมพ์​ DNA เพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

นายจิระ สุวรรณประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่​ 8​ (สวพ.8) กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ตามที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริขอให้รวบรวมพันธุ์กล้วยหายากตามรายชื่อพันธุ์กล้วยที่มีอยู่ในสถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี​ และตามหนังสือโบราณ เมื่อปี 2468 ของจังหวัดยะลา ที่ได้กล่าวถึงกล้วยชายแดนใต้ 12 พันธุ์ มาไว้ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ​ จ.นราธิวาส

ประกอบด้วย 1.ปีแซ กาปา (กล้วยตะเภา) 2.ปีแซ ซูซู (กล้วยนมสาว) 3.ปีแซ ยะลอ (กล้วยหอม) 4.ปีแซ กูกู กูดอ (กล้วยเล็บม้า) 5.ปีแซ ลือเมาะมานิ​ 6.ปีแซ กาลอ (กล้วยตานี) 7.ปีแซ อาปอ (กล้วยอะไร) 8.ปีแซ ยะรี บอยอ (กล้วยนิ้วจระเข้) 9.ปีแซ ตาปง (กล้วยขนม) 10.ปีแซ สะราโต๊ะ (กล้วยร้อยหวี) 11.ปีแซ สะรือเน๊ะ (กล้วยเตี้ย) และ​ 12.ปีแซ อาเนาะอาแย (กล้วยลูกไก่) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ท้องถิ่นและมีชื่อเป็นภาษามาลายู ทั้งนี้ พระราชดำรัสดังกล่าวมีขึ้นเมื่อครั้งทรงเสด็จฯ ติดตามการดำเนินงานโครงการตามพระราชดำริในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหินจอก หมู่ 6 ตำบลลิพัง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 23 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา

โดยความก้าวหน้าล่าสุด จากการที่กรมวิชาการเกษตรได้สนองพระราชดำริโดยมอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนราธิวาส ดำเนินการสำรวจรวบรวมพันธุ์กล้วยโบราณที่หายากตามพระราชดำริตามหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ​ ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสและจังหวัดใกล้เคียง ปรากฏว่าสามารถตามหาพบแล้ว​ จำนวน 6 พันธุ์ ประกอบด้วย 1.ปีแซคา ป่า (กล้วยตะเภา) 2.ปีแซซูซู (กล้วยนมสาว) 3.ปีแซยะลอ (กล้วยหอม) 4.ปีแซกาลอ (กล้วยตานี) 5.ปีแซละเมาะมานิ (กล้วยเล็บมือนาง) และ​ 6.ปีแซสะราโต็ะ (กล้วยร้อยหวี) โดยส่วนใหญ่จะมีชื่อท้องถิ่นเป็นภาษามาลายูและการค้นพบส่วนใหญ่พบใน​ จ.นราธิวาส

นอกจากนี้ ระหว่างที่ตามหากล้วยพันธุ์หายาก 12 พันธุ์ กรมวิชาการเกษตร ค้นพบสายพันธุ์อื่นๆ​ อีก 30 พันธุ์ อีกด้วย โดยทั้งหมดได้ถูกรวบรวมจัดทำแปลงปลูกบนพื้นที่​ 2.1 ไร่​ ขึ้นภายใต้โครงการรวบรวมพันธุ์กล้วยพื้นเมืองภาคใต้ตามพระราชดำริไว้ ณ งานวิชาการเกษตร ศูนย์การศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จ.นราธิวาส และอยู่ระหว่างการจำแนกและจะทำการตรวจวิเคราะห์ลายพิมพ์ DNA เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลตามหลักวิชาการ

“โครงการรวบรวมพันธุ์กล้วยพื้นเมืองภาคใต้ตามพระราชดำริ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนองพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์กล้วยหายากในพื้นที่และส่วนหนึ่งเพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ส่วนอีก 6 ชนิด ที่ยังตามหาไม่พบ กรมวิชาการเกษตรได้วางเป้าจะเร่งลงพื้นที่เพื่อสำรวจ รวบรวมพันธุ์กล้วยหายากตามชุมชนหมู่บ้านต่างๆ​ ให้ครบ 12 พันธุ์ เพื่อให้ทันต่อการถวายรายงานการดำเนินงานการรวบรวมพันธุ์กล้วยฯ​ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริในปีหน้า ซึ่งปัจจุบันนอกจากพันธุ์กล้วยโบราณ 12 ชนิด ที่ตามหาเพื่อสนองพระราชดำริแล้ว กรมวิชาการเกษตร ยังได้ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากทุกชนิดอีกด้วย” นายจิระ กล่าว

ด้าน นายโนรี อิสมะแอ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนราธิวาส กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตร ได้เริ่มรวบรวมพันธุ์กล้วยพื้นเมืองในพื้นที่ใกล้เคียงเท่าที่จะสามารถหาได้ตั้งแต่ปี​ 60 โดยนำพันธุ์กล้วยพื้นเมืองที่รวบรวมได้มาอนุบาลไว้ในถุง ดำเนินการเตรียมแปลงปลูกพันธุ์กล้วย บริเวณพื้นที่งานวิชาการเกษตร ภายในพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จ.นราธิวาส โดยปรับพื้นที่ วางผังแปลง ยกร่องแปลงตามผังแปลงที่กำหนด​ จำนวน 36 แปลง ตามหลักวิชาการ​ เพื่ออนุรักษ์และขยายพันธุ์กล้วยดังกล่าวไม่หายสูญหายไปไหน

“อยากฝากไปถึงคนไทยให้ตระหนักถึงคุณค่าของกล้วยโบราณพันธุ์หายาก และช่วยกันอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชของไทยรักษาไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษา เรียนรู้ ไม่ให้สูญหายไปไหน หากท่านใดมีพันธุ์กล้วยพื้นเมืองภาคใต้ที่นอกเหนือจากนี้ และประสงค์ที่จะให้นำมารวบรวมไว้ในโครงการนี้ ติดต่อได้ที่หน่วยงานกรมวิชาการเกษตร ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง หรือหากใครพบเห็นกล้วยพันธุ์โบราณหายากอีก 6 ชนิด​ ดังกล่าว ในหมู่บ้านหรือชุมชนใด สามารถแจ้งมาได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนราธิวาส (ศวพ. นราธิวาส) โทร. 073-651-397″ นายโนรี กล่าว

สายพันธุ์มะพร้าว ที่เกษตรกรนิยมปลูกในปัจจุบัน ได้แก่ พันธุ์สวีลูกผสม 1 พันธุ์ชุมพรลูกผสม 60-1 พันธุ์ชุมพรลูกผสม 2

ผลผลิตมะพร้าวแก่ ส่วนใหญ่ถูกใช้ทำน้ำตาล มะพร้าวกะทิ เป็นต้น มะพร้าวผลแห้งคละ 100 ผล แปลงเป็นเนื้อมะพร้าวแห้งได้ 25 กิโลกรัม หรือมะพร้าวผลแห้งคละ 100 กิโลกรัม แปลงเป็นนํ้ามันมะพร้าวดิบได้ 12.83 กิโลกรัม

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ผลผลิตมะพร้าวในประเทศปี 2562 ว่า มีปริมาณ 874,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.51 แต่ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ของอุตสาหกรรมมะพร้าวในประเทศ ที่มีความต้องการใช้มะพร้าวผลแก่ถึง 1.04 ล้านตัน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กรมอนามัย และคณะทำงานโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง จัด “งานวันไข่โลก” เดินสายจัดกิจกรร มชวนบริโภคไข่ไก่ ใน 3 โรงพยาบาลใหญ่ ศิริราช รามาธิบดี และจุฬาลงกรณ์ ภายใต้แนวคิด “กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย” อัดแน่นทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมบ รรยายความรู้ประโยชน์ไข่ไก่ พร้อมกิจกรรมแจก ไข่ฟรี กิจกรรมยาเก่าแลก ไข่ใหม่ และกระทบไหล่ศิลปินดัง ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมสุขภาพอนามัย ที่ดีของประชาชนคนไทยผ่านการรับประทานไข่ไก่ซึ่งมี สารอาหารอันเป็นประโยชน์มากมาย

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในฐานะผู้แทนประธานคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่ และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) เปิดเผยว่า ไข่ไก่เป็นอาหารโ ปรตีนที่มีคุณค่า ทางอาหารสูงมาก เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของคนทุกเพศทุกวัย ขณะเดียวกันการเลี้ยงไก่ไข่เพื่อผลิตไข่ไก่ยังเป็นอาชีพหลักอาชีพหนึ่งของเกษตรกรไทย ซึ่งสามารถผลิตไข่ไก่ได้เฉลี่ยปีละ 15,000 ล้านฟอง เป็นความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และสามารถตอบสนองความต้องการการบริโภคของคนไทยได้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตาม พบว่าอัตราการบริโภคของคนไทยยังอยู่เพียง 247 ฟอง ต่อคน ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายปี 2561 ที่ 300 ฟอง ต่อคน ต่อปี

“คนไทยยังคงบริโภคไข่ไก่ต่ำกว่าหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งๆ ที่ไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนมาก คุณค่าและให้ประโยชน์มากมายต่อร่างกาย จึงเป็นภารกิจของกระทรวงฯ ร่วมกับ เอ้กบอร์ด และคณะทำงานโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง ตลอดจนกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่จะต้องร่วมกัน รณรงค์ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของประชาชนผ่านการบริโภคไข่ไก่ ซึ่งนอกจากจะได้ผลลัพธ์ในด้านสุขภาพแล้ว ยังส่งผลพลอยได้ไปถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศให้ประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนด้วย” นายประภัตร กล่าว

ด้าน น.สพ. สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เอ้กบอร์ดและคณะทำงานโครงการรณรงค์บริโภค ไข่ไก่ 300 ฟอง จะใช้โอกาส “วันไข่โลก (World Egg Day)” ในการรณรงค์บริโภคไข่ไก่เป็นประจำ ทุกปี ในปี 2562 นี้ก็เช่นกัน โดยยุทธศาสตร์ไก่ไข่ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562-2566 ยังคงตั้งเป้าการ บริโภคไข่ไก่ของคนไทยไว้ที่ 300 ฟอง ต่อคน ต่อปี ภายใต้แนวคิด “กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย” ทั้งนี้ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ใน วงกว้าง ให้คนไทยเห็น คุณประโยชน์ในการบริโภคไข่ซึ่งมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลั ยระดับโลกอย่าง ม.ฮาร์เวิร์ดรองรับ ขณะที่กรมจะกำกับดูแลกระบวนการเลี้ยงไก่ไข่ของประเทศไทยซึ่งมาตรฐานการผลิตในระดับสูง ให้ผลผลิตไข่ที่สะอาด ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

นพ. ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย ระบุว่า “ไข่” เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายที่อยู่คู่ครัวไทยมาช้านาน สามารถดัดแปลงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู อีกทั้งยังมีราคา ที่ถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ “ไข่ไก่ 1 ฟอง ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี มีโปรตีน 7 กรัม และมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและการทำงานของระบบประสาทกระตุ้นการทำงานของสมอง เสริมสมาธิและความจำ ที่สำคัญ เลซิธินในไข่แดงยังเป็นสารตั้งต้น ของสารสื่อประสาท ช่วยบำรุงประสาท ป้องกันหลอดเลือด แข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ โคลีน ช่วยเพิ่มความจำ และระบบไหลเวียนของเลือด ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ลูทีน และซีแซนทีน

ป้องกันจอรับภาพเสื่อมสภาพ ช่วยบำรุงสายตา โฟเลต มีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง สังกะสี ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย การขาดสังกะสีทำให้เตี้ยและแคระแก ร็น แคลเซียม ฟอสฟอรัส ช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง วิตามินบี1 บี2 บี6 และ บี12 ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี ช่วยให้ไขมันแตกตัวเป็นอนุภาพเล็กๆ และไหลเวียนไปกับกระแสเลือด ป้องกันการจับตัว ของไขมันที่ผนังหลอดเลือด โดยสารอาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงช่วยบำรุงสมองในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุอีกด้วย” นพ. ดนัย กล่าว

ทั้งนี้ กรมอนามัยให้คำแนะนำสำหรับปริมาณไข่ที่เหมาะสมในการบริโภคสำหรับคนแต่ละช่วงวัย ดังนี้ เด็กทารกตั้งแต่อายุ 6 เดือน เริ่มให้ไข่แดงต้มสุก 0.5-1 ฟอง ผสมกับข้าวบดในครั้งแรกควรให้ปริมาณน้อยๆ แล้วค่อยเพิ่มปริมาณ เด็กอายุ 7-12 เดือน ให้กินไข่ต้มสุกวันละ 0.5 หรือ 1 ฟอง เด็กวัยก่อนเรียน อายุ 1-5 ปี เด็กวัยเรียน หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร กลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี ไม่มีปัญหาไขมันในเลือดสูง สามารถกินไข่ได้วันละ 1 ฟอง ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง สามารถกินไข่ได้ 3 ฟอง ต่อสัปดาห์ และต้องดูแลการบริโภคอาหารอย่างอื่นร่วมด้วย เลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงหรือตามคำแนะนำของแพทย์ และไม่แนะนำให้กินไข่ดิบหรือไข่ยางมะตูม เพราะไข่ดิบอาจจะปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ (Salmonella) ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้มีไข้ ท้องเสีย ย่อยยาก และร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามินไปใช้ประโยชน์ได้

ด้าน ภาคเอกชนผู้จัดงาน นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ประธานคณะทำงานโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง กล่าวว่า ปัจจุบันคณะทำงานโครงการนี้ได้รับการแต่งตั้งจากคณะอนุกรรมการเพิ่มการบริโภคไข่ไก่ ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) กิจกรรมโรดโชว์วันไข่โลกปีนี้ ได้รับความร่วมมื ออย่างดียิ่งจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ กรมอนามัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งล้วนมีความปรารถนาดีต่อสุขภาพ ของประชาชนชาวไทย จึงร่วมกันให้ความรู้สร้างความเข้าใจถึงประโยชน์ของไข่ไก่ และสนับสนุนให้คนไทยไม่พลาดโอกาสการได้รับสารอาหารดีๆ ที่ผลิตได้ภายในประเทศ

“เป้าหมายการบริโ ภคไข่ไก่ 300 ฟอง ต่อคน ต่อปีของคนไทย จึงเป็นเป้าหมายที่มุ่งช่วยส่งเสริม สุขภาพที่ดีของประชาชน เมื่อประชาชนในประเทศแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ย่อมนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตและคุณภาพ สังคมที่ดีด้วย” นายเรวัติ กล่าว

สำหรับงานสัปดาห์วันไข่โลก 2562 ของประเทศไทย กำหนดจัดขึ้น 3 วันใน 3 โรงพยาบาลใหญ่ ตั้งแต่ 07.00-16.00 น. ได้แก่ 1. ร.พ.ศิริราช วันที่ 7 ต.ค. 62 ณ ชั้น 1 อาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนคริ นทร์ 2. ร.พ.จุฬาลงกรณ์ วันที่ 9 ต.ค. 62 ณ ชั้น 1 อาคาร 14 ชั้น เชื่อมต่อชั้น 1 อาคารคัคณางค์ และ 3. ร.พ.รามาธิบดี วันที่ 11 ตุลาคม 62 ณ โถงชั้น 1 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ และ อาคารหลัก (อาคาร 1) ภายในงานเน้นการจัดรายการ Guru Talk

โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่งมาบอกเล่าเรื่องราวของไข่ไก่ พร้อมกิจกรรมมากมาย อาทิ ร่วมเล่นเกมส์รับรางวัล กิจกรรมแจกไข่ฟรี เพียงแค่สแกนคิวอาร์โค๊ดเข้าร่วมงาน กิจกรรมยาเก่าแลกไข่ใหม่ จำหน่ายไข่สดและไข่แปรรูปคุณภาพราคาพิเศษนำรายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้แต่ละโรงพยาบาล พร้อมกระทบไหล่ศิลปินชื่อดัง ร.พ.ศิริราชพบ คุณโยชิ มิสทิฟ ฟานี่ 2017 ร.พ.จุฬาลงกรณ์ พบกับ คุณณัฎฐพัชร์ วิพัธครตระกูล (ปุ้ยฝ้าย AF) และ ร.พ.รามาธิบดี พบ คุณนัท ทิวไผ่งาม ขอเชิญผู้สนใจร่ว มรับฟังความรู้ ถามคำถามคาใจ และร่วมกิจกรรมดีๆ ได้ตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าว

อนึ่ง วันไข่โลก (World Egg Day) ริเริ่มโดย “คณะกรรมาธิการไข่นานาชาติ” หรือ “International Egg Commission” มีสมาชิกทั่วโลกก ว่า 80 ประเทศ โดยเริ่มจัดงานวันไข่โลกขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อปี 2539 พร้อมกำหนดให้ทุกวันศุกร์ที่สองของเดือนตุลาคมเป็นวันไข่โลก ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 11 ตุลาคม 2562 เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณประโยชน์ทางด้านโภชนาการของไข่ไก่

เมืองไทย นับเป็นสวรรค์สำหรับคนรักผลไม้ เพราะมีผลไม้เมืองร้อนและเมืองหนาวนานาชนิดให้เลือกรับประทานตลอดทั้งปี หลายคนรู้ดีว่า ช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม ของทุกปี จะมีผลไม้เข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ทั้งลำไยสดหวานอร่อยจากภาคเหนือ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง จากภาคใต้ให้เลือกซื้อหากันอย่างจุใจ

ในแต่ละปี มักมีผลไม้เข้าตลาดเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและมีราคาตกต่ำ เกษตรกรชาวสวนผลไม้จำเป็นต้องขายผลผลิตในราคาถูก ให้มีรายได้หมุนเวียนเพื่อความอยู่รอด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณก้อนโต เพื่อดำเนินมาตรการต่างๆ แก้ไขปัญหาผลไม้ล้นตลาด เช่น ส่งเสริมการแปรรูปผลไม้ เร่งกระจายสินค้าออกจากแหล่งผลิตไปยังผู้ซื้อทั่วประเทศและตลาดส่งออก ฯลฯ

วช. หนุนแปรรูปผลไม้ สร้างมูลค่าเพิ่ม

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เล็งเห็นปัญหาผลไม้ล้นตลาดที่เกิดซ้ำซากเป็นประจำทุกปี จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. บุศราภรณ์ มหาโยธี ภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ศึกษาวิจัยแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่มผลไม้ ภายใต้ชื่อ “โครงการขับเคลื่อนผู้ผลิตผลไม้อบแห้งพรีเมี่ยมรายย่อย รักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยองค์ความรู้ การใช้พลังงานทางเลือกเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน”

ระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบเรือนกระจก (พาราโบล่าโดม) เป็นระบบอบแห้งที่ใช้พลังงานจากธรรมชาติ สามารถผลิตสินค้าอบแห้งได้หลากหลายชนิด และเป็นระบบปิดที่ป้องกันฝุ่นละอองและสัตว์พาหะที่ปนเปื้อนกับผลิตภัณฑ์ได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรมีความมั่นใจในการใช้งานเพื่อผลิตสินค้าจำหน่ายสู่ผู้บริโภค ทั้งนี้ เกษตรกรหรือแม้แต่วิสาหกิจชุมชนซึ่งมีความพร้อมในด้านการพาะปลูกและวัตถุดิบ แต่ยังขาดทักษะการผลิตอาหารตามมาตรฐน GMP ตลอดจนการพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์

ดังนั้น เพื่อเป็นการเสริมความรู้และศักยภาพแก่เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน นักวิจัยจึงได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ ตั้งแต่การใช้งานพาราโบล่าโดมอย่างมีประสิทธิภาพ การผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพตามมาตรฐน GMP การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ตลอดจนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สามารกผลักดันสินค้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดเด่นของเทคโนโลยี “พาราโบล่าโดม”

ระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบเรือนกระจก (พาราโบล่าโดม) มีโครงสร้างแบบเรือนกระจก (green house) ปิดคลุมด้วยแผ่นโพลีคาร์บอเนตที่ใส ไม่มีสี เมื่อรังสีดวงอาทิตย์ส่งผ่านแผ่นโพลีคาร์บอเนตที่ใสไปยังผลิตภัณฑ์ (ผลไม้ พืช ผัก สมุนไพร) ที่อยู่ในชั้นวาง บางส่วนจะตกกระทบพื้นของระบบฯ ทำให้ภายในระบบฯ มีอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้น้ำในผลิตภัณฑ์ระเหยออกมา และถูกพัดลมดูดอากาศด้านหลังของระบบอบแห้ง ดูดออกไปภายนอก ความชื้นของผลิตภัณฑ์จึงค่อยๆ ลดลง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ได้รับพลังงานทั้งจากรังสีดวงอาทิตย์ที่ตกกระทบโดยตรง และจากอากาศร้อนในส่วนอบแห้ง ทำให้ผลิตภัณฑ์แห้งเร็วกว่าการตากแดดตามธรรมชาติ
กระบวนการแปรรูปผลไม้ด้วยวิธีการแช่อิ่มสูตรหวานน้อย เป็นการเพิ่มมูลค่าผลไม้แช่อิ่มอบแห้งด้วยการลดปริมาณการใช้น้ำตาล ได้แก่ สับปะรด มะเขือเทศแช่อิ่มอบแห้ง และการแปรรูปในรูปมะเขือเทศแบบผง ทำให้ได้สินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ และการบริโภคสารที่มีฟังก์ชั่นที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ไลโคปีน ในมะเขือเทศผง

จุดเด่นของเทคโนโลยี “พาราโบล่าโดม”

ระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบเรือนกระจก (พาราโบล่าโดม) มีโครงสร้างแบบเรือนกระจก (green house) ปิดคลุมด้วยแผ่นโพลีคาร์บอเนตที่ใส ไม่มีสี เมื่อรังสีดวงอาทิตย์ส่งผ่านแผ่นโพลีคาร์บอเนตที่ใสไปยังผลิตภัณฑ์ (ผลไม้ พืช ผัก สมุนไพร) ที่อยู่ในชั้นวาง บางส่วนจะตกกระทบพื้นของระบบฯ ทำให้ภายในระบบฯ มีอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้น้ำในผลิตภัณฑ์ระเหยออกมา และถูกพัดลมดูดอากาศด้านหลังของระบบอบแห้ง ดูดออกไปภายนอก ความชื้นของผลิตภัณฑ์จึงค่อยๆ ลดลง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ได้รับพลังงานทั้งจากรังสีดวงอาทิตย์ที่ตกกระทบโดยตรง และจากอากาศร้อนในส่วนอบแห้ง ทำให้ผลิตภัณฑ์แห้งเร็วกว่าการตากแดดตามธรรมชาติ
กระบวนการแปรรูปผลไม้ด้วยวิธีการแช่อิ่มสูตรหวานน้อย เป็นการเพิ่มมูลค่าผลไม้แช่อิ่มอบแห้งด้วยการลดปริมาณการใช้น้ำตาล ได้แก่ สับปะรด มะเขือเทศแช่อิ่มอบแห้ง และการแปรรูปในรูปมะเขือเทศแบบผง ทำให้ได้สินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ และการบริโภคสารที่มีฟังก์ชั่นที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ไลโคปีน ในมะเขือเทศผง