สุดล้ำ! เปิดตัวต้นแบบรถแทรคเตอร์ไร้คนขับ ควบคุมด้วยแท็บเล็ต

ประหยัดค่าแรง100%เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือญี่ปุ่น เปิดตัวรถแทรคเตอร์ไร้คนขับคันแรกของโลก หนุนเกษตรกรทั่วไทยเดินหน้าสู่เกษตรอัจฉริยะ 4.0 โดยนางสาวชุติมา บุญยประภัศร รมช.กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะขึ้น

ภายในงานได้มีการจัดแสดงเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อนำไปใช้ในการเกษตรมากมาย และยังได้มีการโชว์นวัตกรรม รถแทรกเตอร์ไร้คนขับ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยฮอกไกโดของญี่ปุ่น กับสนง.พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ซึ่งได้มีการพัฒนาวิจัยรถแทรคเตอร์ไร้คนขับ คันต้นแบบ เพื่อนำไปใช้ในพื้นที่การเกษตร ลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกรได้ในอนาคต

โดยรถแทรคเตอร์ไร้คนขับนี้ ควบคุมการทำงานด้วยระบบ GNSS หรือ GPS ใช้ข้อมูล Big Data เพื่อวางแผนการไถพรวนดินตามเส้นทางที่กำหนด ภายในแปลงเกษตร ควบคุมด้วยแท็บแล็ต (Tablet) โดยไม่ต้องมีคนขับ สามารถขับเลี้ยงตามเส้นทางแปลงเกษตรได้อย่างแม่นยำ พร้อมกับตรวจสอบขั้นตอนการทำงานและพิกัดด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายค่าแรงงานพนักงานขับรถแทรคเตอร์ได้ 100% เหมาะกับการนำมาประยุกต์ใช้ในการปลูกพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ประเทศไทย สอดคล้องกับการพัฒนาที่มุ่งสู่เกษตร 4.0 โดยรถแทรคเตอร์ไร้คนขับคันนี้ ถือว่าเป็นคันต้นแบบคันแรกของโลก ซึ่งได้นำมาใช้จริงในแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะการผลิตมันสำปะหลัง จ.นครราชสีมา เป็นครั้งแรกของเทศไทยอีกด้วย

งานเทศกาลข้าวไทย 2560 ส่งความสุขจากท้องนา หรรษาสู่เมืองกรุง
ระดมผลิตภัณฑ์ข้าวตลาดเฉพาะเกรดพรีเมี่ยมจำหน่ายรับเทศกาลปีใหม่
ด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว กรุงเทพมหานคร กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานเทศกาลข้าวไทย 2560 (Thai Rice Festival 2017) คัดสรรผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพจากทั่วประเทศ ส่งความสุขจากท้องนา หรรษาสู่เมืองกรุง รับเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พร้อมจำลองถนนวิถีข้าว
วิถีไทย 4 ภาค สะท้อนคุณค่าข้าวไทย ภูมิปัญญา ประเพณีและวัฒนธรรมไทยในแต่ละท้องถิ่น ระหว่างวันที่ 15 – 20 ธันวาคม ศกนี้ ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึงการจัดงานเทศกาลข้าวไทย 2560
หรือ Thai Rice Festival 2017 ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าวได้ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 20 ธันวาคม 2560 ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์และรณรงค์ข้าวตลาดเฉพาะข้าวคุณภาพของไทยให้เป็นที่รู้จักแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งเชื่อมโยงตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว จากพี่น้องชาวนา สู่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าข้าว ทั้งยังช่วยเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคตระหนักถึงคุณค่าของข้าวไทย ภูมิปัญญา วัฒนธรรมและประเพณีที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ความสุขจากท้องนาหรรษาสู่เมืองกรุง” ซึ่งเป็นการจำลองวัฒนธรรมท้องถิ่นในรูปแบบ “ถนนวิถีข้าว วิถีไทย 4 ภาค” ประกอบด้วย
ร้านจำหน่ายสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ของดีแต่ละภาค โซนจำลองบ้านของแต่ละภาค ข้าวของเครื่องใช้ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมที่แสดงถึงวิถีข้าว วิถีไทย และอัตลักษณ์ของคนแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้ผู้ที่มาร่วมงานและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมต่างๆ โดยแต่ละภาคมีข้าวที่มีชื่อเสียง
และลักษณะเด่น ดังนี้

ภาคเหนือ ข้าวเหนียวดำลืมผัว ข้าวหอมดอยขุนวาง ข้าวญี่ปุ่น ข้าวทับทิมชุมแพ
และข้าวหอมใบเตย เป็นต้น
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าวหอมมะลิใหม่จากทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวมะลินิลสุรินทร์
ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์ ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟจากจังหวัดบุรีรัมย์
ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี ข้าวปกาอัมปึล เป็นต้น
ภาคกลาง ข้าวกข43 ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ ข้าวปทุมธานี 1 เป็นต้น
ภาคใต้ ข้าวหอมกระดังงา ข้าวสังข์หยดพัทลุง ข้าวช่อขิง ข้าวอัลฮัมดุลิลละห์ และข้าวหอมไชยา ข้าวไร่ดอกข่า เป็นต้น

โดยมีการแสดงศิลปะ วัฒนธรรมของแต่ละภาค อาทิ การแสดงสะล้อซอซึง การแสดงฟ้อนไทยวน (ไท-ยวน) การแสดงชนเผ่า การแสดงวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ การแสดงกันตรึม การแสดงเพลงโคราช การแสดงผีขนน้ำ การแสดงลำตัด การแสดงสาวใหญ่ไทพวน การแสดงอีแซว การแสดงหนังตะลุงโรงเล็ก การแสดงมโนราห์ การแสดงรองเง็ง การแสดงเพลงบอกสร้อย เป็นต้น
นอกจากนี้ภายในงานยังมี “โซนนวัตกรรมข้าว” ได้รวบรวมสินค้าข้าวที่มีการวิจัย
และพัฒนาจนเป็นนวัตกรรม อาทิ เครื่องสำอางจากข้าว ครีมบำรุงผิวจากข้าว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวเป็นเครื่องดื่ม ของใช้ภายในบ้าน กาแฟผสมข้าวสังข์หยด เป็นต้น

ด้านนางวิภารัตน์ ไชยานุกิจ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงความร่วมมือในการจัดงานในครั้งนี้ว่า “รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางกรมการข้าวได้เลือก “ลานคนเมือง” ในการจัดงานเทศกาลข้าวไทย ประจำปี 2560 ในธีม “ความสุขจากท้องนาหรรษาสู่เมืองกรุง”
ในครั้งนี้ ทำให้กรุงเทพมหานครได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันส่งเสริมและสนับสนุนให้ข้าวไทย
เป็นที่รู้จักมากขึ้นและเชื่อมั่นเหลือเกินว่าการจัดงานในครั้งนี้จะทำให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว

ได้รู้จักข้าวไทยหลากหลายสายพันธุ์ที่มีรสชาติ กลิ่น และคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นแตกต่างกัน แต่ยังอัดแน่นไปด้วยคุณภาพและความอร่อยที่จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการบริโภคข้าว
และเพิ่มช่องทางการตลาดให้ข้าวไทยได้มากขึ้น รวมทั้งได้เห็นถึงผลิตภัณฑ์และการนำข้าวไปแปรรูปและต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากขึ้นและมีโอกาสร่วมสัมผัสศิลปวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ
ในแต่ภูมิภาคซึ่งช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยอีกทางหนึ่งด้วย”

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่ายภายในงานเป็นข้าวตลาดเฉพาะ และข้าวเฉพาะถิ่นคุณภาพสูงผ่านระบบการผลิตข้าวมาตรฐาน Q ข้าวอินทรีย์ ข้าว GI เป็นต้น ดังนั้น ในโอกาสใกล้ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จึงขอเชิญชวนให้คนไทยสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากข้าว เพื่อเป็นของขวัญส่งความสุขให้กันต่อไป

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่แหลมสมิหลา จ.สงขลา บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ปตท.สผ.จำกัด (มหาชน) โดยดร. วินิตย์ หาญสมุทร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ปตท.สผ.จัดกิจกรรมสาธิตการทำงานของหุ่นยนต์ทำความสะอาดชายหาดฝีมือคนไทยตัวแรกที่พัฒนาร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.) ภายใต้โครงการ “ปตท.สผ.รักษ์ทะเล รักษ์ชายหาด” เพื่อช่วยลดมลภาวะด้านสิ่งแวดล้อมและรักษาทัศนียภาพของชายหาด

ดร. วินิตย์ กล่าวว่า ปตท.สผ. ได้ริเริ่มการพัฒนาหุ่นยนต์ทำความสะอาดชายหาดขึ้นในปี 2559 โดยนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี วิศวกรรม และการบริหารจัดการดูแลสิ่งแวดล้อม มาประยุกต์ใช้ในการศึกษา วิจัย ร่วมกับสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ทำความสะอาดชายหาดในการช่วยจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม

“จุดเด่นของหุ่นยนต์ทำความสะอาดชายหาดที่พัฒนาขึ้น สามารถจัดการขยะที่อยู่บนทราย หรือฝังอยู่ในทราย โดยใช้ระบบตักผิวทรายที่มีเศษขยะและใช้ตะแกรงร่อน แยกเม็ดทรายออกจากเศษขยะได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ มีขนาดกะทัดรัด สามารถเก็บขยะบริเวณแนวต้นไม้ ที่มักมีเศษขยะสะสม และรถเก็บขยะขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นพลังงานสะอาด มีการติดตั้งแผงป้องกัน เพื่อไม่ก่อมลภาวะทางเสียง เหมาะต่อการใช้ในแหล่งท่องเที่ยว และสามารถผลิตได้เองในประเทศ ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งปตท.สผ.มีแผนสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของหุ่นยนต์ทำความสะอาดชายหาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถของหุ่นยนต์ให้มากขึ้นก่อนนำไปใช้ปฏิบัติงานจริงในอนาคต”

“ปตท.สผ. ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี โดยร่วมกับภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ ปตท.สผ. ซึ่งอยู่ในระหว่างการวิจัยและที่ใช้งานจริง มีหุ่นยนต์ใต้น้ำอัตโนมัติ หุ่นยนต์ตรวจสอบภายในท่อ ยานยนต์ใต้น้ำควบคุมระยะไกล และอากาศยานไร้คนขับ”

รศ.ดร. พฤทธิกร สมิตไมตรี ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มอ. กล่าวว่า ความร่วมมือกับ ปตท.สผ. ทำให้ได้พัฒนางานที่ตอบโจทย์ปัญหาของพื้นที่ ไปพร้อมกับพัฒนานักศึกษาให้เกิดทักษะจากการลงมือทำจริงและแก้ปัญหาจริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ให้นักศึกษาโดยตรง

วันที่ 8 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ ที่ ต.เมืองคอง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ หลังทราบว่าการเลี้ยงวัวและควายเผือกจำนวนมาก โดยเป็นการเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ เบื้องต้นพบว่ามีฝูงควายเผือกกว่า 100 ตัว ถูกปล่อยเดินตามธรรมชาตอยู่ในบริเวณหมู่บ้านดังกล่าว

นายวิเชียร บุญเรือง กำนันตำบลเมืองคอง เผยว่าในพื้นที่ชาวบ้านมี 6 ตำบล กว่า 4 พันคน เป็นคนพื้นเมือง ลีซอ ปกาเกอะญอ และลาหู่ ทำอาชีพด้านการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ แต่ควายเลี้ยงเป็นพันธุ์พื้นเมืองของไทย มีนับพันตัวของชาวบ้านที่เลี้ยงแบบปล่อยธรรมชาติ แต่กลับพบว่ามีควายเกือบ 100 ตัวที่เป็นเผือก บางตัวพ่อแม่สีดำแต่ลูกออกมาเผือก บางชุดก็เป็นครอบครัวเผือก ก็เป็นอีกหนึ่งความแปลกที่มีควายเผือกจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่ง แม้กระทั่งบางตัวที่เกิดมาสีก็ไม่ดำออกเกือบเผือกเป็นส่วนใหญ่ ก็ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาถ่ายภาพรูปกับความเผือกเพราะจะหาชมได้ยากที่มีจำนวนมากแบบนี้ เพราะตอนนี้เริ่มมีมากขึ้นจะกระจายไปเกือบทุกพื้นที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ธันวาคม 2560) ที่แปลงปลูกมันสำปะหลัง ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง จ.นครราชสีมา นางสาวชุติมา บุญยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดโครงการเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ ภายในงานได้มีการจัดแสดงเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อนำไปใช้ในการเกษตรมากมาย อาทิ เทคโนโยลีการใช้โดรนบินถ่ายภาพพื้นที่ เพื่อจัดทำแผนที่แปลงเกษตร และกำหนดพิกัดด้วย GPS เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนการจัดการน้ำ ปุ๋ย การรักษาพืช และการบันทึกข้อมูลทางการเกษตร, วิธีติดตั้งอุปกรณ์บันทึกข้อมูลแบบ Maltispectral และ Thermal Infrared ส่งข้อมูลจากดาวเทียม เพื่อตรวจวัดและบันทึกการเปลี่ยนแปลงพื้นที่การเกษตร, วิธีติดตั้งเครื่องตรวจวัดปริมาณความต้องการของน้ำจากสถานีตรวจอากาศ เพื่อคำนวณความต้องการของพืชจากค่าการคายระเหย และวิธีสำรวจศัตรูพืชด้วยเครื่องร่อน UAV เป็นต้น

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการโชว์นวัตกรรมรถแทรกเตอร์ไร้คนขับ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น กับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ซึ่งได้มีการพัฒนาวิจัยรถแทรคเตอร์ไร้คนขับคันต้นแบบ เพื่อนำไปใช้ในพื้นที่การเกษตร ลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกร โดยรถแทรคเตอร์ไร้คนขับนี้ควบคุมการทำงานด้วยระบบ GNSS หรือ GPS ใช้ข้อมูล Big Data เพื่อวางแผนการไถพรวนดินตามเส้นทางที่กำหนด ภายในแปลงเกษตร ควบคุมด้วยแท็บแล็ต (Tablet) โดยไม่ต้องมีคนขับ สามารถขับตามเส้นทางแปลงเกษตรได้อย่างแม่นยำ พร้อมกับตรวจสอบขั้นตอนการทำงาน และพิกัดด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายค่าแรงงานพนักงานขับรถแทรคเตอร์ได้ 100% เหมาะกับการนำมาประยุกต์ใช้ในการปลูกพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ประเทศไทย สอดคล้องกับการพัฒนาที่มุ่งสู่เกษตร 4.0 โดยรถแทรคเตอร์ไร้คนขับคันนี้ ถือว่าเป็นคันต้นแบบคันแรกของโลก ซึ่งได้นำมาใช้จริงในแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะการผลิตมันสำปะหลัง จังหวัดนครราชสีมา

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงประเด็นการดูแลเกษตรกร และการแก้ปัญหาพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า งานที่ต้องเร่งทำตามพระราชกระแสรับสั่งของรัชกาลที่ 10 ที่ว่าต้องดูแลประชาชนให้มีความสุข ซึ่งประชาชน 20-30 ล้านคน ที่เป็นเกษตรกรจำนวนมาก แต่ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพียง 8-9% จึงยังมีความยากจนอยู่ ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่า ปีนี้และปีหน้า งานสำคัญลำดับแรก คือ การช่วยเหลือเศรษฐกิจข้างล่างให้แข็งแรง ให้ทุ่มสรรพกำลังลงไปเต็มที่ ถึงเวลาแล้วต้องช่วยเหลือคนตัวเล็กจำนวนมากอย่างเกษตรกร โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องทำงานบูรณาการกันอย่างใกล้ชิด และไม่ได้อยู่แค่การผลิตสินค้า การตลาด แต่ต้องทำให้พื้นที่และชุมชนเข้มแข็ง ด้วยการเชื่อมโยงให้เกิดการท่องเที่ยวในพื้นที่ด้วย

นายสมคิดกล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ englishdefenceleague.org ได้ฝากการบ้านหลายอย่าง ทุกเรื่องให้เร่งทำออกมาเกิดผลเป็นรูปธรรมเร็วที่สุด ได้แก่ ระยะเร่งด่วน ให้เร่งแก้ไขปัญหายางพารา ราคายางเป็นปัญหาสะสมมา 15 ปีแล้ว เดิมปลูกยางพาราแค่ภาคใต้ พอราคาดี มีการเพิ่มปริมาณปลูกกระจายไปยังภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะหลังราคาน้ำมันโลกลง แต่การผลิตยางของไทยไม่เปลี่ยนแปลง มีสินค้าเข้ามาทดแทน เกิดซัพพลายยางล้นตลาด เบื้องต้น มี 2 วิธี ที่จะต้องทำ คือ ระยะสั้นประคองราคายางให้เหมาะสมและสมเหตุสมผล การซื้อขายยางด้วยราคาต่ำกว่าต้นทุนไม่ควรจะเกิดขึ้น กระทรวงเกษตรฯจะหารือกับผู้ประกอบการและสมาคมที่เกี่ยวข้องต่อไป และระยะยาวจะต้องส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มยางพารา

ส่วนปาล์มน้ำมัน ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา พบว่า ขณะนี้ไทยมีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ (ซีพีโอ) ถึง 5 แสนกว่าตัน ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุด ไม่เคยมีมาก่อน สูงแบบนี้เกิดจากขาดการบริหารแบบบูรณาการ โดย กนป.มีมติให้กระทรวงพาณิชย์ ดูแลการผลักดันส่งออกซีพีโอ 1 แสนตัน ส่วนกระทรวงพลังงานดูแลการนำซีพีโอ 1 แสนตันไปทำไบโอดีเซล รวมให้ดูดซับออกไป 2 แสนตัน นอกจากนี้ยังมีองค์การคลังสินค้า (อคส.) และ บริษัท ปตท. ที่จะเข้ามาช่วยดูดซับอีกหากจำเป็น ส่วนพืชเกษตรสำคัญอื่นๆ หน่วยงานไหนที่เป็นเจ้าภาพดูแล เช่น กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงเกษตรฯ ก็ให้สามารถระบุคนดูแลได้

นายสมคิดกล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องใหญ่ ในระยะกลาง-ยาว คือ การทำให้เกษตรกรแข็งแรง ด้วยการสร้างเอสเอ็มอีเกษตร โดยกระทรวงเกษตร ร่วมกับ ธ.ก.ส. ร่วมกันทำมาตรการออกมาให้เกิดความเข้มแข็ง เช่น หาตลาดอย่างไร พืชสวน ผลไม้ การค้าอี-คอมเมิร์ซ เริ่มจากเกษตรกรกลุ่มที่มีความเป็นผู้นำก่อน นำศาสตร์พระราชา เกษตรแปลงใหญ่ ร่วมด้วย หากทำผ่านกลุ่มนี้ได้ จะเกิดการเรียนรู้กระจายสู่หมู่บ้านข้างๆ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่

“ เรื่องบิ๊กดาต้า นำข้อมูลเกษตรมาแชร์ข้อมูลกันทุกกระทรวง ไม่กักข้อมูล เพราะปัญหาเกษตรไทยอยู่ที่การบริหารจัดการ โดยจะต้องเซ็ทระบบข้อมูลขึ้นมา อะไรที่จ้างข้างนอกได้ก็ทำ ข้อมูลอะไรที่เคยมั่วไว้ก็เลิกมั่ว ทำให้ถูกต้อง รัฐบาลนี้มีเวลาอยู่อีก 1 ปี หลักๆ ผมจะทำหน้าที่ประสานงาน หากหน่วยงานต่างๆ ต้องการจะเสนออะไรเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ก็เสนอมา ” นายสมคิดกล่าว

นายสมคิดกล่าวว่า ส่วนการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ จะต้องร่วมกัน ให้เข้าถึงผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะเกษตรกรอย่างละเอียดใกล้ชิด ว่าต้องการอะไร มีปัญหาตรงไหน ตรงเป้าตรงจุด เพราะในระยะ 1 ปี เรื่องเร่งด่วนต้องทำคือเกษตรกร รวมถึงการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ในช่วงนอกฤดูเก็บเกี่ยวที่ไม่มีรายได้ ตรงนี้กระทรวงเกษตรฯรับไปเร่งออกมาว่า ว่าจะสร้างรายได้หล่อเลี้ยงให้มีรายได้พอสมควรอย่างไร ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมปศุสัตว์ โดยเฉพาะบนที่ดินปลูกพืชไม่ขึ้น จัดหาโคเนื้อให้ชุมชนร่วมกันเลี้ยง อีกเรื่องคือสหกรณ์ ซึ่งมีทั้งที่เข้มแข็งและอ่อนแอ ให้ไปสอดส่องเข้มข้น ว่าจะทำการพัฒนาอย่างไร ดูให้ดีๆ เรื่องหนี้

กรมส่งเสริมการเกษตรเชิญชวนชาวนาเข้าร่วม โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2561 รัฐสนับสนุนเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการปลูกพืชทางเลือกอื่น ไร่ละ 2,000 บาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2561 เป็นมาตรการหนึ่งภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 เพื่อลดรอบการทำนาในฤดูนาปรัง ด้วยการสลับปรับปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชทางเลือกอื่น ตามความต้องการของเกษตรกร เช่น พืชตระกูลถั่ว ทานตะวัน งา ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน และพืชผัก เป็นต้น ยกเว้น หญ้าเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย เผือก พืชปุ๋ยสด ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผลไม้ยืนต้น และพืชใดๆ ที่มีระยะเวลาปลูกถึงเก็บเกี่ยว มากกว่า 120 วันขึ้นไป สำหรับพื้นที่ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ จำนวน 53 จังหวัด ประกอบด้วย ภาคเหนือ 15 จังหวัด

ได้แก่ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เชียงราย เชียงใหม่ นครสวรรค์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ลำปาง แพร่ น่าน ตาก ภาคกลาง 9 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัดได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ศรีสะเกษ สกลนคร หนองคาย อุดรธานี อุบลราชธานี นครราชสีมา ยโสธร หนองบัวลำภู บึงกาฬ สุรินทร์ มุกดาหาร เลย บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ ภาคตะวันออก 4 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และภาคตะวันตก 5 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม โดยพื้นที่ขอสมัครเข้าร่วมโครงการต้องไม่ซ่ำซ้อนกับโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไปประกอบกิจกรรมอื่น เช่น โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 และโครงการปลูกพืชปุ๋ยสดฤดูนาปรัง ปี 2561