สุดฮิต! “กุดจี่เบ้า” อาหารพื้นบ้านสปป.ลาว รุกตลาดชายแดน

หนองคายคนแห่งซื้อเพียบผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดหนองคายว่า ตลาดจุดผ่อนปรนชายแดนไทย-ลาว ระหว่างจังหวัดหนองคาย กับ สปป.ลาว ในช่วงนี้คึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากพ่อค้า-แม่ค้ามารับซื้อกุกจี่เบ้าไปขายต่อเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีขายอยู่ 4 จุด คือ อำเภอสังคม บ้านหม้อ อำเภอศรีเชียงใหม่ อำเภอโพนพิสัย และ บ้านเปงจาน อ.รัตนวาปี ในแต่จะจุดจะเปิดขาย 2 วันต่อสัปดาห์

ช่วงนี้กุดจี่เบ้าหรือที่ชาวอีสานหรือชาวลาวเรียก “บักเบ้า” ถือเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีมากที่สุดอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น ซึ่งกุดจี่เบ้าเกิดจากกุดจี่กลิ้งขี้ควายเป็นก้อนทรงกลมแล้วไข่ใส่กลิ้งต่อจนมีขนาดใหญ่ ก่อนปิดทับด้วยดินทราย ไข่ที่อยู่ข้างในก็จะเจริญเติบโตเป็นตัวหนอน จากหนอนก็จะเป็นดักแด้ สุดท้ายก็จะเป็นกุดจี่ตัวเต็มไว แล้วเจาะเบ้าออกมา

ในเบ้า 1 จะมี 1 ตัวเท่านั้น และในพื้นใต้ดินหนึ่งจุดอาจจะมีมากกว่า 10 เบ้า ช่วงที่นิยมกินคือช่วงที่เป็นหนอนก่อนจะกลายเป็นดักแด้ และช่วงที่เป็นดักแด้ ที่ชาวอีสานหรือชาวลาวเรียกว่า “ตัวท้าวตัวนาง” สามารถนำไปปรุงอาหารได้หลากหลาย ทั้งหมก อ่อม ยำ จิ้มแจ่วแบบสด ๆ และผัด เป็นต้น ส่วนชาวอีสานของประเทศไทยและชาวสปป.ลาว จะนิยมนำมาก้อย เหมือนกับไข่มดแดง ส่วนราคาขายจะอยู่ที่ 1 เบ้า/10 บาท โดยหนอนหรือดักแด้ที่อยู่ในเบ้าถือว่ามีโปรตีนสูง และหลายคนเชื่อว่าเป็นยาบำรุง

นายเจต ผายกลาง อายุ 56 ปี พ่อค้าจากจังหวัดอุดรฯ ที่เดินทางมาซื้อเบ้าที่ตลาดจุดผ่อนปรนไปขายต่อ บอกว่า เบ้าเกิดจากกุดจี่ไข่ไว้ในขี้ควาย จะมีขายเฉพาะช่วงนี้เท่านั้น หลังหมดฤดูฝนกุดจี่ก็จะขุดดินใต้ขี้ควายไข่ไว้ ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นเบ้า สามารถนำไปปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่นหมก อ่อม หรือจิ้มแจ่วแบบสด ๆ ในช่วงที่เป็นนาง รอบปีหนึ่งจะมีขายเพียงช่วงเดียว เมื่อเป็นตัวแก่หรือเป็นกุดจี่ที่โตเต็มไวแล้วจะไม่กิน ช่วงนี้ถือว่ามากสุด เป็นช่วงที่เป็นท้าวเป็นนาง ชาวบ้านไปขุดมาขายกัน ราคาขณะนี้ถือเป็นราคาที่ปกติ ไม่ถูกหรือไม่แพงเกินไป คนทั่วไปสามารถซื้อกินได้

พลตรีพิเศษ ศิริเกษม ผู้อำนวยการสำนักจิตวิทยา กรมกิจการพลเรือนทหารบก และนายพิชญา นาควัชระ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิด “โครงการกองทัพบกร่วมกับกรุงเทพมหานคร มอบความสุขให้กับประชาชน” พร้อมร่วมสนับสนุน “โครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง” ด้วยการปรุงเมนูสลัดไข่ม้วนแจกจ่ายผู้มาร่วมงาน โดยมี นายพรชัย เอี่ยมสงวนจิตต์ (ซ้ายสุด) กรรมการโครงการณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง ร่วมปรุงเมนูดังกล่าว ณ ตลาดธนบุรี (สนามหลวง 2) เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ

นายพรชัย เอี่ยมสงวนจิตต์ กรรมการโครงการณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง เปิดเผยว่า “โครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ฯ และคณาจารย์ภาควิชาคหกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี ได้ร่วมกันสร้างสรรค์เมนู “สลัดโรลไข่ม้วน” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูสุขภาพจากไข่ไก่ที่ทำได้ง่ายๆ และมีรสชาติอร่อย ภายใต้แนวคิด “กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย” สำหรับแจกจ่ายให้กับผู้มาร่วมงาน เพื่อร่วมมอบความสุขให้กับประชาชน และส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่ที่มีประโยชน์ต่อทุกคน ถือเป็นการสนับสนุนโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ สู้เป้าหมายที่ตั้งไว้เพื่อให้คนไทยบริโภคไข่ไก่ 300 ฟองต่อคนต่อปี ภายในปี 2561

“ที่ผ่านมาโครงการได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทั้งในรูปแบบของการจัดกิจกรรม การประชาสัมพันธ์ การให้ความรู้ถึงคุณประโยชน์ของไข่ไก่ ทำให้ปัจจุบันปริมาณการบริโภคไข่ของคนไทยเพิ่มขึ้นมาถึงปีละ 255-260 ฟอง และยังคงเดินหน้าสู่กับเป้ามายที่ตั้งไว้” นายพรชัย กล่าว

ภายในบูธโครงการฯ มีกิจกรรมประกอบอาหารจากไข่หลากหลายเมนู การจำหน่ายไข่ไก่สดในราคาประหยัด และเล่นเกมส์ชิงรางวัลไข่ไก่ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เที่ยวชมงานที่เข้าชมบูธโครงการฯและเลือกซื้อไข่ไก่ราคาประหยัดกลับไปปรุงอาหาร เพื่อเสริมสร้างสุขภาพ และบำรุงร่างกายให้แข็งแรงสมวัย

ผู้เลี้ยงกุ้งโอดราคากุ้งดิ่งลงอย่างต่อเนื่องหลังกระแสข่าวการอนุมัตินำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ สร้างความกังวลใจให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งอย่างหนัก วอนยกเลิกการนำเข้ากุ้ง 5 หมื่นตัน หวั่นกระทบอุตสาหกรรมกุ้งไทยเจ๊งระนาว

หลังกรมประมงอนุมัติให้มีการนำเข้ากุ้งจากประเทศอินเดียเป็นเวลา 1 ปี จำนวน 5 หมื่นตัน โดยชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในหลายจังหวัดภาคใต้ได้ร่วมกันยื่นหนังสือข้อเรียกร้องให้ยกเลิกการนำเข้ากุ้งดังกล่าวเนื่องจากเกรงจะเกิดผลกระทบกับอุตสาหกรรมกุ้งไทย ไปยังรัฐบาล ทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกรมประมง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายธนัท ย่องเซ่ง เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา นำเข้าชมการเลี้ยงกุ้งในปัจจุบัน ซึ่งเกษตรกรมีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นทุกด้าน ทั้งในเรื่องของการปูพื้นยางภายในบ่อเลี้ยงกุ้ง เพิ่มเครื่องตีน้ำให้ออกซิเจน รวมถึงพนักงานในการดูแลกุ้งตลอด 24 ชั่วโมง ในระบบ 3 สะอาด ที่จะเน้นความสะอาดในบ่อเลี้ยงกุ้งและระบบน้ำ หลังจากก่อนหน้านี้ประสบปัญหาโรคตายด่วน หรือโรคอีเอ็มเอส ทำให้ผู้เลี้ยงกุ้งขาดทุนจนหลายรายต้องเลิกเลี้ยงไปและเพิ่งจะมาเริ่มต้นเลี้ยงกุ้งใหม่ได้ประมาณ 1 ปีเศษ แต่ก็มาประสบปัญหาที่รัฐบาลจะนำเข้ากุ้งมาสร้างปัญหาให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง

นายธนัทระบุว่า หลังจากกระแสข่าวการนำเข้ากุ้งแพร่สะพัดออกไป เกิดผลกระทบกับราคากุ้งทันที โดยปรับลดลงต่อเนื่องทุกวัน วันละ 2-3 บาทต่อกิโลกรัม (กุ้งราคากิโลกรัมละ 160-175 บาท) เกษตรกรกังวลอย่างมาก จึงได้ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศยกเลิกการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ และหันมาส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งไทย เพื่อให้มีผลผลิตพอเพียงป้อนเป็นวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมห้องเย็น ที่สำคัญหากนำเข้ามา เกรงปัญหาเรื่องโรคระบาด เรื่องสารตกค้าง ที่สำคัญจะทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยล่มสลายไป เกษตรกรและชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จึงเดินหน้าเคลื่อนไหว คัดค้านและขอให้รัฐบาลยกเลิกการนำเข้ากุ้ง จนกว่าจะได้รับคำตอบเป็นที่พอใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.หนองคายว่า ขณะนี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่จังหวัดหนองคาย ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวัดปริมาณน้ำที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ มีระดับอยู่ที่ 2.19 เมตร ทำให้ผู้ที่ขับรถผ่านไป-มา ตามถนนสาย อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย – อ.ปากชม จังหวัดเลย สามารถมองเห็นโขดหินที่โผล่ขึ้นในแม่น้ำโขงอย่างชัดเจน เรียกกันว่า “พันโขดแสนไคร้” ตั้งแต่เขตบ้านห้วยค้อ บ้านหนอง บ้านภูเขาทอง และบ้านม่วง ต.บ้านม่วง

นายศิริศักดิ์ เบ้าแก้ว นายก อบต.บ้านม่วง เปิดเผยว่า ในช่วงจะเข้าฤดูร้อนของทุกปีระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลง สามารถมองเห็นโขดหินโผล่ขึ้นจากแม่น้ำโขง ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่นับพัน ๆ โขด ในระยะทางยาวตามแม่น้ำโขงกว่า 5 กิโลเมตร ในแต่ละโขดก็จะมีต้นไคร้ขึ้นอยู่โดยทั่วๆ ไปนับแสนต้น ซึ่งนายสุชัย ตั้งชูพงศ์ อดีตนายอำเภอสังคม ได้ตั้งชื่อตามลักษณะที่เกิดขึ้นว่า “พันโขดแสนไคร้” นอกจากมีโขดหินที่สวยงามแล้ว ยังมีหาดทรายสีขาว ผสมผสานกับน้ำในแม่น้ำโขงที่เหมือนกระจกเงา ส่วนอีกฝากหนึ่งคือฝั่ง สปป.ลาว มีภูเขาเป็นเหมือนสวนหย่อมกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา มีเรือหาปลาของชาวบ้านที่ให้บริการล่องเรือเพื่อชมความงามของโขดหินเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ หินในพันโขดแสนไคร้หลายก้อนจะมีชื่อและมีที่มาของชื่อ รวมไปถึงเรื่องราวของแต่ละโขดด้วย เช่น แกร่งกล้า เป็นโขดหินที่มีลักษณะสีเขียวมรกต มันเงา มีความแข็งแกร่ง สามารถมาจะชมได้ที่บ้านภูเขาทอง ส่วนช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาเที่ยวมากที่สุดคือช่วงปลายหนาวจนถึงฤดูแล้งเล้ง สำหรับการท่องเที่ยวที่พันโขดแสนไคร้นั้น นักท่องเที่ยวต้องขึ้นเรือที่ท่าเรือจุดผ่อนปรนบ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ซึ่งจะมีกฎเพียงอย่างเดียวนั่นคือทุกคนต้องสวมเสื้อชูชีพ

“สำหรับความพร้อมตอนนี้ได้เตรียมเรือประมาณ 12-13 ลำไว้รองรับนักท่องเที่ยว โดยเรือแต่ละลำสามารถนั่งได้ 4-5 คนตามน้ำหนักของผู้โดยสาร ในแต่ละเที่ยวของการล่องเรือใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ระยะทางไปกลับประมาณ 6 กิโลเมตร”

อย่างไรก็ตามพันโขดแสนไคร้เริ่มเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวเมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา เพราะมีการส่งภาพความสวยงามผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาสัมผัสความสวยงามกันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหลายคนได้ยกให้เป็น “แกรนด์แคนยอน กลางแม่น้ำโขง” โดยโขดหินที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขง ของแต่ลพื้นที่ทั้ง 4 หมู่บ้าน ในตำบลสังคม จังหวัดหนองคาย มีความแตกต่างกันคือ ในเขตของบ้านม่วง จะมีลักษณะห่างกัน พอเข้าเขตบ้านภูเขาทอง โขดหินก็จะถี่ขึ้น ส่วนโขดหินในเขตของบ้านหนอง ก็จะมีลักษณะคล้ายสวนหย่อมและมีหาดทราย และสุดท้ายในเขตของบ้านห้วยค้อ จะมีโขดหินน้อย แต่มีพื้นที่เป็นหาดทรายและมีต้นไคร้มากกว่าทุกจุด รวมไปถึงบรรยากาศของทั้ง 4 หมู่บ้านก็แตกต่างกันด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ติดตามผลการขับเคลื่อนโครงการบางระกำโมเดล ใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการผลผลิตข้าวในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำ พร้อมทั้งหารือกับสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด ถึงแนวทางการส่งเสริมเกษตรกรสมาชิกปลูกข้าวพันธุ์ กข 43 ซึ่งเป็นข้าวสายพันธุ์ที่มีน้ำตาลน้อย เพื่อเจาะตลาดข้าวสำหรับคนรักสุขภาพ

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยระหว่างการลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุม 4 อำเภอในจังหวัดพิษณุโลก รวม 179,157 ไร่ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางแผนบริหารจัดการผลผลิตข้าวในพื้นที่ดังกล่าว โดยปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวในเขตพื้นที่ลุ่มต่ำให้เร็วขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการบริหารจัดการน้ำ และส่งเสริมให้เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกข้าวในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี สำหรับพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรนิยมใช้ทำการเพาะปลูก ได้แก่ พันธุ์พิษณุโลก 2, กข.61, กข.41 และ กข 49 เป็นข้าวอายุสั้นเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และให้ผลผลิตดี ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อถึงช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวออกสู่ตลาดพร้อมกัน ในปริมาณมาก จึงส่งผลทำให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำ เกิดผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางแผนในการจัดการผลผลิตข้าวในพื้นที่บางระกำโมเดล โดยการรวบรวมและกระจายผลผลิตข้าวสู่ตลาดผ่านกลไกสหกรณ์ในพื้นที่ พร้อมทั้งร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ จัดทำแผนการตลาดนำการผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งในปีนี้ ได้เริ่มดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรนาแปลงใหญ่ปลูกข้าวสายพันธุ์ กข 43 ซึ่งเป็นข้าวที่มีน้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนักและป่วยเป็นเบาหวาน และกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มคนรักสุขภาพ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะขยายพื้นที่การเพาะปลูกเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการของตลาด ดังนั้น หากมีการขยายผลเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกข้าวสายพันธุ์ กข 43 ในเขตพื้นที่บางระกำโมเดล โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำการเพาะปลูก จึงเป็นโอกาสที่จะช่วยทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มอบหมายให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลกร่วมกับสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด และสหกรณ์การเกษตรนิคมบางระกำ จำกัด ชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรสมาชิกในเขตพื้นที่บางระกำโมเดล ให้รับรู้ถึงประโยชน์และวิธีการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวจากสายพันธุ์เดิมมาเป็นพันธุ์ข้าว กข 43 เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรว่า มีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอนและได้รับราคาที่เหมาะสม จากนั้นจะคัดเลือกเกษตรกรที่สนใจมาเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตข้าวคุณภาพตามมาตรฐาน GAP โดยสหกรณ์ฯ จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแปลงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลบริหารจัดการพื้นที่การเพาะปลูกข้าวในทุกกิจกรรม ตั้งแต่การจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานจากกรมการข้าวมาจำหน่ายให้แก่เกษตรกรสมาชิก ดูแลขั้นตอนการผลิต การควบคุมคุณภาพผลผลิตและการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐาน ผ่านการตรวจรับรองแหล่งผลิตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ระบบ QR Trace ซึ่งผู้บริโภคสามารถสแกน QR Code เพื่อตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของแหล่งผลิตข้าวได้ และในทุกขั้นตอนของการผลิตข้าวจะถูกบันทึกลงในทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกทุกราย เมื่อถึงช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต สหกรณ์จะดำเนินการรวบรวมผลผลิตข้าว จากเกษตรกร โดยประสานงานเพื่อเชื่อมโยงกับหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ในการจัดหาตลาดรับซื้อผลผลิตข้าวผ่านสหกรณ์ ต่อไป

ด้านนายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า สำหรับการดำเนินการที่ผ่านมา สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด ได้ดำเนินการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปที่อยู่ในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดล ปริมาณ 19,862 ตัน คิดเป็นมูลค่า 125,820,612 บาท โดยสหกรณ์รับซื้อในราคานำตลาด เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำและเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้

พบแมงกะพรุนหัวขวดโผล่ชายหาดสมิหลา-หาดชลาทัศน์ สงขลา นักท่องเที่ยวโดนพิษได้รับบาดเจ็บ 23 ราย อาการหนัก 1 ราย สสจ.สงขลาเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยว เลี่ยงลงเล่นน้ำทะเลเพื่อความปลอดภัย แนะหากถูกพิษให้ใช้น้ำส้มสายชูราด อย่าใช้น้ำจืดเพราะยิ่งกระตุ้นพิษ เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบแมงกะพรุนพิษในทะเลบริเวณชายหาดชลาทัศน์ และหาดสมิหลา จ.สงขลา ทำให้นักท่องเที่ยวที่ลงไปเล่นน้ำทะเลได้รับบาดเจ็บหลายราย และนำตังส่งรพ.สงขลา

น.พ.อุทิศศักดิ์ หริรัตนกุล นายแพทย์สาธารณสุข (สสจ.) สงขลา เปิดเผยว่า สสจ.สงขลา ได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลสงขลาว่า มีประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บจากแมงกะพรุนพิษ จาากการลงเล่นน้ำทะเล บริเวณหาดชลาทัศน์และชายหาดสมิหลา เมื่อวันที่ 17-19 ก.พ. จำนวน 23 ราย

“ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีรอยแผลปวดบวมแดงบริเวณจุดที่สัมผัส และมีผู้ป่วยเพียง 1 รายที่มีอาการปวดหน้าอก หายใจลำบาก แจ้งเตือนไปให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว เลี่ยงลงเล่นน้ำบริเวณชายหาดชลาทัศน์ในช่วงนี้ เพื่อความปลอดภัย และจะปิดประกาศเตือนติดไว้ที่ชายหาด” น.พ.อุทิศศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ชนิดของแมงกะพรุนพิษที่สสจ.สงขลาตรวจสอบเบื้องต้นกับผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี กรุงเทพฯ พบว่ามีลักษณะคล้ายกับแมงกะพรุนหัวขวด (Blue Bottle Jellyfish) ซึ่งจะตรวจสอบชนิดของแมงกะพรุนอย่างละเอียดอีกครั้ง

ทั้งนี้ วิธีช่วยเหลือผู้ที่โดนพิษแมงกะพรุนให้ราดด้วยน้ำส้มสายชูบริเวณที่สัมผัสแมงกะพรุนให้ทั่วอย่างน้อย 30 วินาที ห้ามใช้น้ำจืดล้างโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะกระตุ้นกระเปาะพิษให้เพิ่มมากขึ้น และห้ามถู หรือขยี้ เพราะจะยิ่งทำให้พิษกระจายเลี่ยงการใช้เทคนิคพันรัดแน่นด้วยผ้ายืด หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

‘กฤษฎา’ ปิ๊งไอเดีย ชงแผนงดกรีดยาง 2 ล้านไร่ ช่วงปิดกรีด 3 เดือน ดึง อินโดฯ-มาเลย์-เวียดนาม ร่วมด้วย ช่วยกระตุ้นราคายางสูงถึง 80 บาท/กก. รอชง ครม. ใช้งบกลางชดเชยเกษตรกร 1,500 บาท ต่อไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ ต่อครัวเรือน

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า มาตรการลดการส่งออกยางขณะนี้เหลือระยะเวลาอีก 1 เดือน กว่าจะสิ้นสุดโครงการแล้ว คือภายในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ดังนั้น เพื่อเป็นการผลักดันราคายางให้สูงขึ้นตามนโยบายที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรฯ จึงร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เตรียมดำเนินโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางไปปลูกพืชชนิดอื่นจำนวน 700,000 ไร่ เพื่อทำให้ปริมาณการผลิตยางพาราหายไปปีละ 70,000 ตัน รวมระยะเวลา 7 ปี ทั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการวางแผนดำเนินงาน

นายกฤษฎา กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีอีกโครงการที่มีการหารืออยู่คือ โครงการงดกรีดยางทั่วประเทศ ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านไร่ ในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิเป็นเวลาประมาณ 3 เดือน ในช่วงปิดกรีดยางพาราคือเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมนี้ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะจัดหาอาชีพเสริมให้ชาวสวนยางแทนการปลูกยาง และจะมีเงินชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกร จำนวน 1,500 บาท ต่อไร่ รายละไม่เกิน 10 ไร่

นายกฤษฎา กล่าวว่า ขณะนี้กำลังติดต่อกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่ผลิตยางรายใหญ่ของโลก ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม เพื่อชักชวนมาเข้าร่วมโครงการงดกรีดยางในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ราคายางพาราปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ “โครงการงดกรีดยางยังเป็นแค่แนวคิดของผม และยังไม่ได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเชิญทั้ง 3 ประเทศ มาเจรจาหากประสบความสำเร็จ และรัฐบาลอนุญาตให้ใช้งบกลางได้ โครงการนี้น่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงปิดกรีดยางราวเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมนี้” นายกฤษฎา กล่าว

นายกฤษฎา กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีมูลค่าส่งออกยางพาราปีละ 200,000 ล้านบาท และหากโครงการงดกรีดยาง ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินงบประมาณ 1,000 ล้านบาท ชดเชยให้เกษตรกร 1,500 บาท ต่อไร่ หากทำได้จริง จะสามารถเพิ่มราคายางพาราขึ้นไปถึง 70-80 บาท ต่อกิโลกรัม (กก.) ได้ และทำให้มูลค่าส่งออกยางพาราของไทยสูงขึ้นถึง 300,000-400,000 ล้านบาท ถือว่าคุ้มค่าในการดำเนินงาน เพราะเงินส่วนนี้จะเข้ากระเป๋าเกษตรกรเป็นผู้ได้รับประโยชน์

นายกฤษฎา กล่าวถึงมาตรการลดการส่งออกยางในช่วงที่ผ่านมา และจากการปิดหน้ายางหรือหยุดกรีดยางบางพื้นที่ที่ช่วยส่งผลต่อราคายางพาราปรับตัวดีขึ้นนั้น ล่าสุดราคายางพาราในปัจจุบันเฉลี่ยยังอยู่ที่ 47 บาท ต่อกิโลกรัม ยังขยับขึ้นไม่มากนัก เนื่องจากยังติดช่วงเทศกาลตรุษจีน ตลาดยางใหญ่ของโลกที่เซี่ยงไฮ้ปิดทำการประมาณ 10 วัน ดังนั้น คาดว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปราคายางน่าจะปรับตัวดีขึ้น

ที่ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานวันฉลองวันแห่งชัยชนะท้าวสุรนารี ครบรอบ 191 ปี ประจำปี 2561 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน 2561 ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีและสนามหน้าศาลากลางจังหวัด รวม 12 วัน 12 คืน เพื่อเชิดชูวีรกรรมของท้าวสุรนารีให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงวีรกรรมอันกล้าหาญ เสียสละ และดำรงไว้ซึ่งความสามัคคีของคนในชาติ

นายวิเชียร กล่าวว่า การจัดงานฉลองวันแห่งชัยชนะท้าวสุรนารีในปีนี้ จังหวัดนครราชสีมาได้กราบทูลเชิญเสด็จฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จทอดพระเนตรการรำบวงสรวงท้าวสุรนารี ในวันที่ 23 มีนาคม เวลา 18.30 น. ในปีนี้มีหญิงสาวโคราชร่วมรำบวงสรวงมากที่สุดถึง 5,137 คน และการจำหน่ายสินค้าโอท็อป สินค้าที่ระลึก 32 อำเภอ และการออกร้านขายสินค้าต่างๆ มากมายกว่า 500 ร้าน ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกชมและเลือกซื้อ

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือทีเส็บ และจังหวัดขอนแก่น เปิดโครงการขอนแก่น นิวบิซ “ประชุม…เที่ยว เรื่องเดียวกัน

ที่ขอนแก่น” ตั้งเป้ามีนักท่องเที่ยวเดินทางไปขอนแก่นปีนี้ 5 ล้านคน มุ่งที่กลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (MICE : ไมซ์)

”จังหวัดขอนแก่นมีของดีอีกมากที่ยังไม่ได้แสดงศักยภาพออกมาเต็มที่ เช่น อุทยานธรณีวิทยา เส้นทางศึกษาไดโนเสาร์ อาหารพื้นถิ่นแต่ละชุมชน เป็นต้น แม้ปี 2560 ขอนแก่นมีรายได้จากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 17% จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่ม 12-13% แต่จำนวนยังไม่ถึง 5 ล้านคน และตั้งเป้าเกิดการใช้จ่ายเฉลี่ย 1,800 บาท ต่อคน จากปัจจุบันเฉลี่ย 1,520 บาท ต่อคน” นายยุทธศักดิ์ กล่าวและว่า โครงการลักษณะนี้ตั้งใจจะกระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ในอนาคต

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ ทีเส็บ กล่าวว่า ททท.และทีเส็บ จะร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้มีการจัดแสดงทางวัฒนธรรมสำหรับคณะการประชุมที่มีสมาชิก 100 คน ขึ้นไป

นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว ทั้งการอำนวยความสะดวกทางเครื่องบิน รถไฟทางคู่ ที่พัก และยังร่วมกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่องอินเตอร์เน็ตในทุกพื้นที่เพื่อให้เป็นจังหวัดที่เป็นเมืองอัจฉริยะ

เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูแล้ง ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นปัญหาประจำและสำคัญของภาคเหนือ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน คือ “หมอกควัน” ซึ่งจำเลยของหมอกควันทุกปี ไม่พ้น “ไฟป่า” หรือ “เผาตอซัง” เพราะส่วนใหญ่พบว่าจุดเกิดความร้อน หรือฮอตสปอต มักพบในพื้นที่เกษตร การวัดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษ คือไม่เกิน 120 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งพบว่าจังหวัดในภาคเหนือที่เกิดปัญหาหมอกควันถึงขั้นวิกฤตทุกปี คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน และพะเยา

ล่าสุด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดย ดร.วิจารย์ สิมะฉายา ปลัดกระทรวง ประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย ทำงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควัน-ไฟป่า โดย 9 จังหวัดภาคเหนือ ทส.สนับสนุนข้อมูลตรวจวัดคุณภาพอากาศ ข้อมูลจุดความร้อน เพื่อดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะ ทส.รับผิดชอบพื้นที่ป่า ได้สร้างความเข้าใจกับทุกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่ง “พะเยา” เป็นจังหวัดในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ที่ปลัด ทส.ลงพื้นที่เป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์รวมพลัง 2 แผ่นดิน (ไทย-ลาว) ต้นไฟป่าและหมอกควัน ที่บริเวณด่านชายแดนไทย-ลาว (กิ่วหก) บ้านฮวก ตำบลภูซาง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ซึ่งมี นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดพะเยา ท่านสมนึก สิงคำ รองเจ้าเมืองคอบ แขวงไชยะบุลี สปป.ลาว พร้อมคณะ ร่วมพิธีและมอบอุปกรณ์ดับไฟป่าให้แก่ตัวแทน 13 ชุมชนเมืองชายแดน และปล่อยขบวนจักรยานปั่นต้านไฟป่าเพื่อร่วมรณรงค์ต่อต้านไฟป่าและหมอกควัน