สุนัขทุกตัวในฟาร์มจะได้รับการปล่อยอย่างอิสระ

ให้ออกกำลังกายวิ่งเล่นอย่างเต็มที่ทุกวัน เช้าและเย็น ครั้งละ 1-2 ชั่วโมง การปล่อยให้วิ่งเล่นโดยอิสระจะสร้างจิตใจที่ดีให้กับสุนัข เมื่อสุนัขมีความสุขและสุขภาพจิตดี ก็จะสร้างความเพลิดเพลินมายังผู้เลี้ยง ส่วนการให้อาหารนั้น คุณโอ๊ต All Best บอกว่า ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นสุนัขที่ไม่ต้องการอาหารมาก กินอาหารแต่ละมื้อน้อย ในสุนัขโต 2 มื้อ เช้าและเย็น ลูกสุนัข 4-6 มื้อ ขึ้นกับอายุของลูกสุนัข ซึ่งลูกสุนัขแรกคลอดจะต้องกินนมแม่สุนัขให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะนมแม่สุนัข 3 วันแรกของการคลอด เป็นช่วงที่น้ำนมแม่สุนัขมีคุณค่าทางสารอาหารมากที่สุด และเป็นน้ำนมที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกสุนัขได้เป็นอย่างดี

การอาบน้ำ แม้ว่าสุนัขภายในฟาร์มจะมีจำนวนมาก แต่การดูแลความสะอาดด้วยการอาบน้ำก็เป็นสิ่งจำเป็น คุณโอ๊ต All Best เล่าให้ฟังว่า ในทุกวันที่สุนัขถูกปล่อยให้วิ่งเล่นออกกำลังกายอย่างอิสระ เมื่อถูกเรียกเข้าที่พัก สุนัขจะได้รับการเช็ดตัว เช็ดเท้า เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมาระหว่างออกกำลังกาย ส่วนการอาบน้ำสุนัขที่ฟาร์มจะมีทุกวัน อาบน้ำเวียนไปทุกๆ ตัว และต้องเป่าขนให้แห้งสนิทหลังอาบน้ำ ซึ่งเป็นความละเอียดอ่อน เนื่องจาก ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นสุนัขที่มีขนหนา 2 ชั้น หากขนไม่แห้งจะเกิดความชื้นที่ผิวหนัง อาจเป็นโรคผิวหนังตามมาได้

ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นสุนัขที่มีขนหนา 2 ชั้น ขนชั้นในมีความแน่นและหนา ขนชั้นนอกหนาและยาวกว่า ขนชั้นนอกมีความยาวตรง และบางส่วนเหยียดเรียบไม่ชี้ชันตั้งตรงจากลำตัว ขน 2 ชั้น ของไซบีเรียน ฮัสกี้ สามารถปกป้องความหนาวเย็นได้เป็นอย่างดี แต่อาจระบายความร้อนได้ยากในฤดูร้อน และจะผลัดขนราว 3 เดือน ต่อครั้ง ซึ่งการดูแลขนให้สวยงาม ทำโดยการแปรงขนให้ทุกวัน

“แม้ว่าขนของ ไซบีเรียน ฮัสกี้ จะยาวหนาและแน่น ก็ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงในห้องปรับอากาศ ปล่อยให้อยู่ในอุณหภูมิปกติได้ แม้ว่าสภาพอากาศเมืองไทยจะร้อน แต่การปล่อยให้ ไซบีเรียน ฮัสกี้ อยู่กับสภาพอากาศปกติ ไม่ใช่กลางแดดจ้า ก็ไม่เกิดปัญหากับสุนัขสายพันธุ์นี้ เพราะไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นสุนัขที่มีความอดทนสูงอยู่แล้ว”

การผสมพันธุ์ในสุนัขของ All Best Kennel จะเริ่มต้นผสมในแม่พันธุ์ อายุ 2 ปี แม้ว่าอายุที่เหมาะสมในการเริ่มผสมพันธุ์จะอยู่ที่ 1 ปี 4 เดือน ก็ตาม คุณโอ๊ต All Best บอกว่า การกำหนดระยะผสมพันธุ์เช่นนี้ เพราะต้องการให้แม่พันธุ์มีความแข็งแรงมากที่สุด โดยเฉลี่ย 1 ปี 6 เดือน ถึง 2 ปี แม่พันธุ์ 1 ตัว จะให้ลูก 1 ครอก เท่านั้น และให้ลูกสุนัขครอกละประมาณ 4-5 ตัว

คุณโอ๊ต All Best ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของลูกสุนัขมาก จึงกำหนดคนเลี้ยงลูกสุนัข 15 ตัว ต่อ 1 คน เพื่อให้คนเลี้ยงมีเวลาเล่นกับลูกสุนัข เมื่อลูกสุนัขรู้สึกอบอุ่น สมองของลูกสุนัขก็จะได้รับการพัฒนาไปด้วย และสิ่งที่คุณโอ๊ต All Best ต้องการให้ผู้สนใจเลี้ยง ไซบีเรียน ฮัสกี้ เข้าใจตรงกัน คือ ผู้เลี้ยงควรศึกษาลักษณะนิสัยของสุนัขสายพันธุ์นี้มาก่อน แน่ใจในตัวเองก่อนว่าชอบสีขน สีตา แบบใด นอกจากนี้ ควรมีเวลาให้กับสุนัขอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ก็เพียงพอแล้ว

นัดดูลูกสุนัข ไซบีเรียน ฮัสกี้ ได้ทุกวัน เวลา 10.30-17.30 น. ที่หน้าฟาร์ม เลขที่ 5/2053 ถนนสามัคคี ซอยสามัคคี 63 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี หรือสอบถามเส้นทางได้ที่ โทร. (081) 911-9104 ก่อนแวะไป เข้าไปชมความน่ารักผ่านเฟซบุ๊กได้ที่ www.facebook.com/allbestkennel หรือ www.allbestk.com คุณโอ๊ต All Bestการันตีได้ว่า ความน่ารักจะทำให้หลงรัก ไซบีเรียน ฮัสกี้ อย่างอดใจไม่ได้

คุณวันดี สอนฮุง อยู่บ้านเลขที่ 304 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ ยึดอาชีพทำสวนยางพารามากว่า 10 ปี ต่อมาได้เลี้ยงแพะเป็นอาชีพเสริมควบคู่ไปกับการทำสวนยางพารา โดยในช่วงแรกเน้นเลี้ยงแบบขุนเพื่อส่งขายให้กับพ่อค้า และพัฒนาการเลี้ยงมาเรื่อยๆ เน้นผสมพันธุ์สำหรับขายลูกแพะ จนเกิดเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

คุณวันดี เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนยึดอาชีพทำนาเป็นหลักเพื่อสร้างรายได้หลักให้กับครอบครัว บนเนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ ต่อมาภายในจังหวัดบึงกาฬเกษตรกรหลายรายเริ่มมีการปรับเปลี่ยนมาปลูกยางพารากันมาก เขาจึงได้แบ่งพื้นที่นาบางส่วนมาปลูกยางพารา ประมาณ 10 ไร่ และพื้นที่ที่เหลือยังทำนาอยู่เช่นเดิม เมื่อต้นยางพาราเจริญเติบโตจนสามารถกรีดให้น้ำยางเป็นผลผลิตได้ จึงยึดเป็นอาชีพหลักเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว เมื่อเข้าสู่ปี 58 ยางพารามีราคาขายที่ลดลง จึงได้หาวิธีเสริมรายได้ด้วยการนำแพะเข้ามาเลี้ยงอีกหนึ่งช่องทาง

“การเลี้ยงแพะเริ่มแรกเลยคือลูกชาย เขาก็มาบอกว่าเห็นที่อื่นเลี้ยงแล้วขายได้ ตลาดยังมีความต้องการ เขาก็เลยหานำมาเลี้ยง โดยช่วงแรกเน้นเลี้ยงเป็นแบบแพะขุนขายก่อน ก็ประสบผลสำเร็จดี แต่ด้วยปริมาณแพะที่เยอะขึ้นทำให้พื้นที่อีก 7 ไร่ที่เคยทำนา ก็เลิกทำไป มาปลูกหญ้าเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงแพะขุนแทน พอตลาดเริ่มนิ่งสามารถขายได้ดี ก็เลยเกิดแนวความคิดใหม่ เลี้ยงแต่แม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกพันธุ์ขาย น่าจะตอบโจทย์มากกว่า ไม่ต้องเปลืองในเรื่องของการหาอาหารมากนัก และยังสามารถปล่อยเลี้ยงในสวนยางพาราได้อีกด้วย” คุณวันดี เล่าถึงที่มา

โดยการปล่อยแพะเลี้ยงภายในสวนยางพารานั้น คุณวันดี บอกว่า ต้องเป็นสวนยางพาราที่ต้นเจริญเติบโตใหญ่เต็มที่พร้อมสำหรับกรีดให้น้ำยางแล้ว ถ้าหากปล่อยเลี้ยงในสวนต้นยางพาราปลูกใหม่และยังเล็กอยู่ แพะจะกินใบยางพาราจนหมดทำให้เกิดความเสียหายและต้นยางพาราตายได้

เมื่อการเลี้ยงแพะสามารถทำรายได้แน่นอน คุณวันดี บอกว่า จึงได้เปลี่ยนจากแปลงปลูกข้าวนำมาปลูกหญ้าสำหรับเลี้ยงแพะแทนทั้งหมด และส่วนที่เป็นสวนยางพารายังคงไว้เหมือนเดิม โดยใช้เป็นพื้นที่วิ่งเล่นและให้แพะหาหญ้ากินเป็นอาหาร พร้อมทั้งมีการแบ่งโซนสำหรับสร้างโรงเรือนให้แพะนอนอย่างเป็นสัดส่วน ทำให้ง่ายต่อการจัดการและที่ยิ่งไปกว่านั้น มูลแพะที่ได้จากการเลี้ยง ยังสามารถเป็นปุ๋ยชั้นดีให้กับต้นยางพารา ทำให้ต้นทุนการใส่ปุ๋ยเคมีในสวนของเขาลดลงตามไปด้วย

“อาหารที่ให้แพะกินก็จะเป็นหญ้าที่เราปลูกเองเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาก็จะเป็นหญ้าธรรมชาติภายในสวนยางพารา และเสริมเข้าไปก็เป็นพืชอื่นๆ ที่เราหาได้จากท้องถิ่น พอแพะได้กินหญ้าก็จะขับถ่ายออกมา มูลที่ได้ตัวนั้นเป็นปุ๋ยชั้นดี เราก็นำมาใส่ให้กับต้นยางพาราเราทั้งหมด 10 ไร่ ไว้ใช้ภายในสวนเอง จากสมัยก่อนต้องใช้ปุ๋ยเคมีให้กับต้นยางพาราประมาณ 30 กระสอบ พอเรามาเลี้ยงแพะใช้มูลแพะเป็นปุ๋ยแทน ปุ๋ยเคมีที่ใช้ก็ลดเหลือเหลือแค่ 10 กระสอบ ใส่ไร่ละ 1 กระสอบเท่านั้น ตั้งแต่ทำมา 3 ปีต้นยางพาราให้น้ำยางดีไม่แพ้กัน เรียกว่าเกิดผลดีถึงสองทางก็ว่าได้” คุณวันดี บอก

ในเรื่องของการผสมพันธุ์ให้ได้ลูกแพะนั้น คุณวันดี บอกว่า จะปล่อยให้ผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ โดยภายในฝูงที่เลี้ยงจะมีพ่อพันธุ์ไว้คุมตัวเมียทั้งหมด โดยอายุที่เหมาะสมสำหรับผสมพันธุ์จะต้องให้แม่พันธุ์มีอายุอย่างต่ำ 8 เดือนขึ้นไป ส่วนพ่อพันธุ์มีอายุอย่างต่ำ 1 ปี

เมื่อผสมพันธุ์ติดแม่พันธุ์ใช้เวลาตั้งท้อง ประมาณ 5 เดือน ก็จะคลอดลูกออกมา คุณวันดี บอกว่า ระยะนี้ไม่ต้องแยกลูกและแม่แพะออกจากฝูง สามารถเลี้ยงรวมภายในฝูง ให้เดินเล่นในแปลงหญ้าและสวนยางพาราได้ตลอดเวลา โดยลูกแพะจะเลี้ยงและดูแลไปเรื่อยๆ จนได้อายุ 6-7 เดือน จึงได้ไซซ์ขนาดและน้ำหนักที่ต้องการอยู่ที่ 30 กิโลกรัมขึ้นไป ก็สามารถขายเป็นลูกพันธุ์ให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อได้ทันที

“เรื่องของการป้องกันโรคต่างๆ ของแพะ ทางสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ ก็จะมีการจัดการโปรแกรมให้อยู่เสมอ โรคหลักๆ ก็จะทำวัคซีนป้องกันปากเปื่อยเท้าเปื่อยปีละ 2 ครั้ง ส่วนการป้องกันพยาธิจะฉีดเดือนละ 1 ครั้ง มีการจัดการทำโปรแกรมที่ดี ก็สามารถช่วยให้แพะที่เลี้ยง มีสุขภาพที่ดีห่างไกลจากโรคต่างๆ” คุณวันดี บอก

ในเรื่องของการทำตลาดช่วงแรกที่เริ่มเลี้ยงใหม่ๆ คุณวันดี บอกว่า ยังไม่ได้คิดว่าจะขายได้ดีขนาดนี้ เพราะที่นำมาเลี้ยงเขาเป็นคนรักสัตว์ อย่างน้อยหากตลาดมีการชะลอตัวก็เลี้ยงไว้เป็นกิจกรรมยามว่างสร้างความสุข แต่เชื่อมั่นในลูกชายของเขาที่บอกว่าตลาดค้าขายแพะยังไปได้ไกล เมื่อเลี้ยงมาเรื่อยๆ เริ่มมีจำนวนที่มากขึ้นก็มีพ่อค้าเข้ามาติดต่อขอซื้ออยู่เรื่อยๆ จนทำให้เกิดกำลังใจว่าสิ่งที่ลงมือทำสามารถสร้างเงินได้ดี

“พอเลี้ยงไปเกิดขายได้ขึ้นมาจริงๆ เรียกได้ว่ามีเท่าไหร่เขารับซื้อหมด มันก็ทำให้เราได้เห็นจำนวนเงินขึ้นมาจริงๆ เรียกได้ว่าตลอด 3 ปีที่เลี้ยงมานี่ ตลาดแพะยังไปได้ดี เพราะดูได้จากมีลูกค้าโทร.มาเช็คอยู่เสมอว่าแพะมีจำนวนพร้อมขายได้รึยัง ซึ่งเราเองก็ทำตลาด 2 แบบ ถ้าตัวไหนมีทรงที่สวยๆ ก็จะขายเป็นแพะเพื่อให้เขานำไปเลี้ยงต่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ ส่วนตัวไหนที่ไม่สวยก็จะส่งขายเป็นแพะขุน สร้างรายได้ที่หลากหลายมากขึ้น” คุณวันดี บอก

โดยแพะขุนราคาขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 120 บาท น้ำหนักตัวอยู่ที่ 20 กิโลกรัม ขึ้นไป ส่วนแพะที่ทรงสวยขายเป็นพ่อแม่พันธุ์ ราคาขายอยู่ที่ตัวละ 4,000 บาท ซึ่ง ณ เวลานี้จำนวนแพะที่มีภายในฟาร์มผลิตไม่พอขาย ตลาดยังมีความต้องการอยู่มากทีเดียว

จากการนำแพะมาเลี้ยงภายในสวนยางพารา คุณวันดี บอกว่า นอกจากเป็นสัตว์ที่ทำรายได้ให้กับเขาแล้ว เมื่อแพะเดินเข้าไปภายในสวนยางพารายังไปคอยกินหญ้าและวัชพืชต่างๆ ทำให้ภายในสวนไม่มีวัชพืชพร้อมทั้งมูลที่ถ่ายออกมาก็เป็นปุ๋ยให้กับต้นยาพาราต่อไป เลี้ยงแพะก็ทำรายได้พร้อมทั้งได้ผลผลิตจากยางพารา ปลูกแบบลดต้นทุนในเรื่องของการใช้ปุ๋ยเคมีอีกด้วย

“สำหรับผู้ที่ทำสวนยางพารา หรืออยากจะมีอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้ควบคู่ไปกับงานหลัก อยากจะบอกว่าการเลี้ยงแพะ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก โดยเริ่มแรกถ้ามีทุนน้อยๆ อาจจะเริ่มเลี้ยงไม่มากก่อน แบบศึกษาอุปนิสัยของเขาว่าเราสามารถทำได้ไหม และเมื่อรักและชอบทำได้จนประสบผลสำเร็จ ก็พัฒนาขยายพันธุ์ขึ้นไปเรื่อยๆ รายได้จากการเลี้ยงแพะ ก็สามารถทำเงินให้ได้อย่างแน่นอน และที่สำคัญในเรื่องของปุ๋ยจากมูลแพะ นำมาใส่ในสวนยางพาราประหยัดต้นทุนหลายต่อ เลี้ยงแพะก็มีเงินเก็บ ทำสวนยางพาราก็ได้กำไร” คุณวันดี แนะนำ

คุณกชกร ช่วยณรงค์ ตั้งอยู่ที่ 27 หมู่ที่ 5 ตำบลบางพระ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา มีการเลี้ยงแบบปล่อยอิสระทำให้ไข่ที่ได้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง ปริมาณผลผลิตมีไม่เพียงต่อความต้องการเลยทีเดียว

คุณกชกร เล่าให้ฟังว่า เธอจบการศึกษาในสาขาวิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และได้นำองค์ความรู้จากการเรียนมาช่วยครอบครัวดำเนินธุรกิจคือการเลี้ยงไก่ไข่และโคนม พร้อมทั้งต่อยอดการเลี้ยงไก่ไข่เป็นแบบไก่อารมณ์ดี โดยใช้พื้นที่ว่างมาเลี้ยงเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตในครั้งนี้ด้วย

“ครอบครัวประกอบอาชีพทางด้านปศุสัตว์มานานแล้ว ทีนี้เรามองว่าโอกาสที่จะนำความรู้มาพัฒนาต่อ ก็น่าจะช่วยงานของที่บ้านได้เยอะ จึงได้ศึกษาต่อปริญญาตรีในสาขาวิชาสัตวศาสตร์ เพื่อที่จะได้นำองค์ความรู้ต่างๆ มาช่วยพัฒนางานที่บ้าน ในเรื่องของการเลี้ยงโคนมและไก่ไข่ ซึ่งไก่ไข่อารมณ์ดี ตอนนี้ถือว่าเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการอย่างมาก ผลผลิตออกมามีไม่พอขาย และที่สำคัญราคาขายก็ค่อนข้างดี” คุณกชกร เล่าถึงที่มา

ในขั้นตอนของการเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีนั้น คุณกชกร บอกว่า จะแบ่งพื้นที่ออกอย่างชัดเจนโดยให้ภายในบริเวณเลี้ยง มีพื้นที่โรงเรือนสำหรับหลบแดดฝนและพื้นที่เดินเล่นคุ้ยเขี่ยให้กับไก่ จะทำให้ไก่มีสุขภาพที่แข็งแรงมากขึ้น โดยไก่ไข่ที่นำมาเลี้ยงในพื้นที่เตรียมไว้ เป็นไก่ที่มีอายุ 16 สัปดาห์ จากนั้นเลี้ยงต่อไปอีก 4 สัปดาห์ ไก่จะเริ่มออกไข่ให้เก็บขายได้

อาหารที่ใช้เลี้ยงไก่เป็นอาหารที่ครอบครัวของเธอคิดสูตรขึ้นมาเอง มีส่วนผสมของข้าวโพด กากถั่วเหลือง ธัญพืชอื่นๆ และที่มากไปกว่านั้นในสูตรอาหารมีส่วนผสมของ ซีลีเนียมยีสต์ (Selenium Yeast) ซึ่งเป็นซีลีเนียมอินทรีย์สำหรับสัตว์ ทำให้แม่ไก่มีการเพิ่มและสะสมซีลีเนียมในไข่แดงมากกว่าไข่ไก่ทั่วไปเกือบสองเท่า โดยภายในอาหารจะไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์เข้ามาให้ไก่กิน ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าการผลิตใส่ใจทุกขั้นตอนของการผลิตเพื่อให้ได้ไข่ที่มีคุณภาพ

“เนื่องจากที่ฟาร์มของเรามีการทำด้านปศุสัตว์มาอย่างยาวนาน ดังนั้น ในเรื่องของการผลิตอาหารสัตว์ เราจึงคิดค้นขึ้นมาเอง เพื่อให้สัตว์ได้กินอาหารที่มากด้วยคุณประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วน ไม่มีสารหรือยาปฏิชีวนะเจือปน ใส่รางให้ไก่กินตลอดทั้งวัน เพราะวัตถุดิบที่มาเป็นอาหารไก่ก็มีส่วนสำคัญ เมื่อเราได้ผลผลิตออกมาแล้ว จึงมั่นใจได้ว่า ไข่ทุกฟองเป็นไข่ที่มีคุณภาพมากด้วยคุณประโยชน์” คุณกชกร บอก

โดยไก่ไข่ทุกตัวภายในฟาร์มเป็นไก่ที่มีสุขภาพแข็งแรง มีพื้นที่ออกมาวิ่งเล่นคุ้ยเขี่ยตามนิสัย จึงทำให้แม่ไก่มีสุขภาพที่แข็งแรงต้านทานโรค พร้อมทั้งมีการเปิดวิทยุให้กับไก่ภายในโรงเรือน ไก่จึงไม่รู้สึกเครียดอารมณ์ดีผลิตไข่ที่สดใหม่ไปสู่ผู้บริโภค

ส่วนเรื่องของการป้องกันโรคมีการทำวัคซีนตามโปรแกรมที่จัดไว้คือ ป้องกันโรคนิวคาสเซิลทุก 3 เดือนครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันการโรคระบาดในช่วงสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง แต่เนื่องจากไก่ที่เลี้ยงในระบบนี้มีพื้นที่เดินเล่นและสามารถคุ้ยเขี่ยออกกำลังได้ จึงทำให้ไก่มีความแข็งแรงทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี

“ไก่ไข่ที่เราเลี้ยงแต่ละรอบการผลิตจะอยู่ที่ 1,000 ตัว อย่างช่วงที่แม่ไก่มีความสมบูรณ์ ต่อวันสามารถเก็บไข่ได้มากสุดถึง 800 ฟอง ต่อวัน หลังจากไก่เริ่มมีอายุมากขึ้น เข้าสู่ช่วงอายุ 75-80 สัปดาห์ จำนวนไข่ก็จะลดลงตามลำดับ เมื่อเห็นว่าเริ่มมีการให้ไข่น้อย ไม่คุ้มกับค่าอาหารการเลี้ยงและการจัดการ ก็จะทำการเปลี่ยนไก่สาวชุดใหม่เข้ามาเลี้ยงทดแทน เพื่อเลี้ยงทำรายได้ในชุดต่อไป” คุณกชกร บอก

โดยราคาไข่ขายแบบคละไซซ์อยู่ที่ฟองละ 4-5 บาท ซึ่งที่ฟาร์มแห่งนี้มีขายทั้งราคาส่งและทำเป็นแพ็กขายเอง 10 ฟอง ราคาอยู่ที่แพ็กละ 50 บาท ซึ่งเวลานี้ผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้กินไข่ที่มีคุณภาพสดใหม่ปลอดภัยการันตีความใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิตเลยทีเดียว

สำหรับผู้ที่สนใจเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีเพื่อบริโภคไว้ภายในครัวเรือน คุณกชกร แนะนำว่า สถานที่เลี้ยงควรมีการจัดการที่ดี พร้อมทั้งมีการใส่ใจในเรื่องของการทำวัคซีนอยู่เสมอ ก็จะช่วยให้ไก่ไข่มีสุขภาพที่ดีและผลิตไข่ที่มีคุณภาพไว้ให้ได้กินในครัวเรือนเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

หมากซู่ลูด เป็นผักสวนครัวพื้นบ้านไทใหญ่ เป็นมรดกแห่งแผ่นดิน ที่บรรพบุรุษชาวไทใหญ่ปลูกติดต่อกันมานานกว่าร้อยปี กินได้ทั้งผลดิบและผลสุก ชาวบ้านนิยมเก็บหมากซู่ลูดไปสับให้เป็นเส้นยาว และนำไปตำส้มตำแทนเนื้อมะละกอ ปรากฎว่า มีรสชาติอร่อยกว่า ส้มตำจากเนื้อมะละกอเสียอีก

ต้นหมากซู่ลูด สามารถเจริญเติบโตได้ข้ามปี อยู่ในกลุ่มไม้เถาเลื้อยตระกูลแตง ลักษณะลำต้น ใบ และยอด คล้ายกับแตงกวา ผสมกับฟักเขียว มีระบบราก ที่มีการสะสมขนาดใหญ่ ใบมีสีเขียวเป็นหยักใบหยาบ ดอกสมบูรณ์เพศ มีชั้นของเกสรตัวผู้ เกสรตัวเมียครบถ้วน และมีกลีบดอกสีม่วงเข้ม

ผลเป็นรูปกลมยาวขนาดปานกลาง เปลือกสีเขียว ผลดิบ เนื้อในจะมีสีขาว เนื้อแน่น ฉ่ำน้ำ ตรงกลางมีเมล็ด ผลสุก จะมีเนื้อสีเหลือง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกได้ในดินร่วนปนทรายระบายน้ำได้ดี หมากซู่ลูด เป็นผักสวนครัวชนิดหนึ่งที่ปลูกง่าย และลงทุนน้อยโดยไม่พึ่งปุ๋ยหรือสารเคมี

โดยทั่วไป ชาวไทใหญ่นิยมนำผลดิบของหมากซู่ลูด ที่มีลักษณะคล้ายเนื้อฟัก ไปปรุงอาหารหลากหลายเมนู เช่น ผัดใส่ไข่ ต้มจืด แกงเลียง หรือนำไปลวกจิ้มกับน้ำพริก เมื่อนำผลดิบของหมากซู่ลูดไปผ่า ภายในผลจะมีเมล็ดสีดำ ที่ถูกหุ้มด้วยรกสีขาว มีรสเปรี้ยวเช่นเดียวกับเสาวรส

ชาวบ้านนิยมนำเมล็ดหมากซู่ลูดไปคลุกกับเกลือก่อนรับประทาน เพื่อเพิ่มรสชาติ เชื่อว่า หมากซู่ลูดน่าจะมีคุณประโยชน์ทางโภชนาการสูง มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตาปรับสมดุลในร่างกาย ให้สดชื่นเช่นเดียวกับเสาวรส

นอกจากนี้ ชาวบ้านนิยมปล่อยให้ผลหมากซู่ลูดสุกเหลืองคาต้น จึงค่อยเก็บมากินแทนผลไม้ โดยผ่าผลแล้วใช้ช้อนตักเมล็ดภายใน เมล็ดสีดำ ที่มีเยื่อใสหุ้มเช่นเดียวกับเสาวรส มารับประทาน จะได้รสชาติหวาน ชื่นใจ และอร่อยมาก ส่วนผลสุกที่มีเนื้อเหลืองเละ ชาวบ้านจะไม่นำมารับประทาน

สำหรับเมล็ดที่ได้จากผลสุกนั้น ชาวบ้านนิยมเก็บใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ เพื่อปลูกขยายพันธุ์ โดยใช้เวลาเพาะเมล็ดประมาณ 2-3 เดือน จึงได้ต้นกล้าสำหรับเพาะปลูกต่อไป ต้นหมากซู่ลูดปลูกและดูแลง่าย เพียงสร้างค้างให้ต้นหมากซู่ลูดเลื้อยเกาะ และดูแลให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ก็จะมีผลผลิตให้เก็บได้ตลอดทั้งปี

หมากซู่ลูด นอกจากเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงร่างกายได้หลายขนาน เช่น เป็นยาฟอกเลือด ช่วยบำรุงโลหิต ช่วยรักษาโรคเบาหวาน และล้างพิษในตับ ในสมัยโบราณปู่ย่าตายายนิยมปลูกหมากซู่ลูดเป็นผักสวนครัว เพื่อนำผลมาทำเป็นอาหารประจำบ้านสำหรับบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง

หมากซู่ลูด ใกล้สูญพันธุ์เต็มที่แล้ว ทุกวันนี้ คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานชาวไทใหญ่ไม่รู้จักพืชชนิดนี้ ป้าแหลง – คุณอาภรณ์ แสงโชติ ” ประธานเครือข่ายคณะทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชน อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน จึงนำมาปลูกเพื่ออนุรักษ์ต้นหมากซู่ลูดไม่ให้สูญหายจากแผ่นดิน และเป็นมรดกสำหรับลูกหลานไทยในอนาคต

หากใครสนใจชมแปลงปลูกต้นหมากซู่ลูด สามารถแวะชมได้ที่บ้าน“ ป้าแหลง – คุณอาภรณ์ แสงโชติ ” ประธานเครือข่ายคณะทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชน อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 212 หมู่ที่ 2 ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน 58130 โทรศัพท์ 081- 893-3649 และ 053-698-149

สยามคูโบต้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำเกษตรครบวงจร เดินหน้ายกระดับชาวนาไทยปลูกข้าวคุณภาพสูงและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ด้วย KUBOTA (Agri) Solutions เน้นให้เกษตรกรทำเกษตรประณีต โดยการใช้รถดำนาและรถหยอดข้าวในการเพาะปลูก เพื่อช่วยลดต้นทุน บำรุงรักษาง่าย และได้ข้าวบริสุทธิ์ ในพื้นที่กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท

คุณสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สยามคูโบต้าตระหนักดีว่า การปลูกข้าวด้วยวิธีการทำนาดำและนาหยอด ช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพและได้พันธุ์ข้าวที่บริสุทธิ์ อีกทั้งยังช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสามารถบำรุงรักษาต้นข้าวได้ง่าย จึงได้มีการส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าวคุณภาพสูงด้วยวิธีการใช้รถดำนาและรถหยอดข้าว ทดแทนการทำนาหว่าน โดยหนึ่งในพื้นที่ที่สยามคูโบต้าได้เข้าไปส่งเสริมคือ กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต

“จังหวัดชัยนาท มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตชลประทาน เหมาะแก่การทำนา แต่เกษตรกรบางส่วนยังคงประสบปัญหาการทำนาที่มีปัจจัยการผลิตสูง ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าเมล็ดพันธุ์ รวมถึงค่าบำรุงรักษา จึงได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้เปลี่ยนจากการทำนาหว่านมาเป็นนาดำและนาหยอด ด้วยการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว โดยเฉพาะข้าวคุณภาพ GAP ที่รัฐบาลได้สนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูกอยู่ในขณะนี้” คุณสมศักดิ์ กล่าว

คุณบุญฤทธิ์ หอมจันทร์ (พี่ฤทธิ์) รองประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว เป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายแรกๆ ของจังหวัดชัยนาทที่ให้ความร่วมมือกับสยามคูโบต้า สละแปลงนา 10 ไร่ ให้ทีมงานได้ทดลองนำรถดำนาและรถหยอดข้าวมาใช้ในการเพาะปลูก ซึ่งในระยะเวลา 3-4 ปี ที่ผ่านมาจากการทดลองถือว่าการทำนาด้วยรถดำนาและรถหยอดข้าวประสบผลสำเร็จ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้จริง

“ผมทำนามา 15 ปี เพิ่งจะหันมาปลูกข้าวแนวใหม่ได้ 3-4 ปี แนวใหม่ที่ว่าคือ การปลูกข้าวด้วยวิธี KUBOTA (Agri) Solutions หรือ KAS ที่ช่วยลดอัตราการใช้ปุ๋ย ใช้ยา และเมล็ดพันธุ์ลง” พี่ฤทธิ์ บอก

พี่ฤทธิ์ เล่าว่า เมื่อย้อนกลับไป ช่วง 12 ปีก่อน พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ทำนาหว่าน เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่คิดว่าการปลูกข้าวนาหว่านจะทำให้ได้ผลผลิตเยอะ และผมก็เป็นหนึ่งในผู้ที่คิดแบบนั้น การปลูกข้าวนาหว่านได้ผลผลิตเยอะก็จริง แต่เมื่อย้อนกลับมาดูวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองกับแย่ลง กลายเป็นว่าทำนาแล้วติดหนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเกษตรกรยังยึดติดและเคยชินกับการปลูกข้าวแบบเดิมๆ มีแนวคิดที่ว่ายิ่งหว่านเยอะ ใส่ปุ๋ย ใส่ยา เยอะเท่าไร ก็จะได้ผลผลิตมากตาม แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า เป็นวิธีคิดที่ผิดมาตลอด

พี่ฤทธิ์ บอกว่า อยู่กับความคิดผิดๆ มานานกว่า 12 ปี จนกระทั่งปี 2557 ได้หันมาเก็บข้อมูลการปลูกข้าวของตัวเอง ก็ค้นพบถึงปัญหาของหนี้สินที่ว่าทำเท่าไร ได้ผลผลิตเยอะเท่าไร แต่พอขายหักลบต้นทุนแล้วไม่เหลืออะไร แถมยังติดหนี้ ต้นเหตุเกิดจากการทำนาที่ผิดวิธี การทำนาหว่าน 1 ไร่ ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ 20-30 กิโลกรัม ตนเองมีพื้นที่ทำนา 40 ไร่ เมล็ดพันธุ์ข้าว กิโลกรัมละ 20 บาท บางปีขึ้นสูงถึง 25 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมาก ถ้าพี่น้องเกษตรกรหว่าน 20 กิโลกรัม ให้คูณ 20 นับเป็นเงินไม่น้อย เพราะเกษตรกรที่นี่ส่วนใหญ่มีที่นาคนละไม่ต่ำกว่า 30-50 ไร่ ลองนั่งคิดคำนวณดูแล้วแค่ค่าเมล็ดพันธุ์ก็มีต้นทุนสูงแล้ว ยังไม่ต้องคิดไปถึงค่ายา ค่าปุ๋ย ที่ต้องเสียอีก

“นั่งคิดและจดบันทึกมานานนับปี จนมาถึง ปี 2558 มีทีมงานจากคูโบต้า ได้เข้ามาเผยแพร่เทคโนโลยีการปลูกข้าวสมัยใหม่ ที่จะช่วยประหยัดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต มีการขอความร่วมมือจากเกษตรกรแถวนี้ ขอแปลงทดลองปลูกโดยใช้รถหยอดข้าวและปักดำ ผมจึงตัดสินใจเป็นแกนนำให้ตัวแทนคูโบ้ต้านำเครื่องจักรมาลงในการหยอด ปรากฏว่าเมื่อได้เห็นประสิทธิภาพในการทำงานของรถหยอดข้าวแล้ว คนรุ่นใหม่แต่อายุเยอะอย่างผม กลับคิดว่าเครื่องพวกนี้แหละจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตทั้งของผมและของเกษตรกรรายอื่นให้ดีขึ้นได้…ในช่วงของการทดลองฤดูแรกที่ทำการใช้รถหยอดข้าว จากเมื่อก่อนใช้วิธีหว่านเมล็ดพันธุ์ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ จำนวน 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อเปลี่ยนมาใช้รถหยอดลดการใช้เมล็ดพันธุ์เหลือเพียง 10 กิโลกรัม ต่อไร่ ตอนนั้นบอกได้เลยว่าใจหายวาบ คิดในใจว่า จะได้ผลหรือไม่ ผลผลิตออกมาจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตกลับดีเกินคาด ผมเกี่ยวข้าวได้ตามมาตรฐานเหมือนครั้งที่ใช้วิธีการหว่าน คือได้ผลผลิต 800-900 กิโลกรัม แต่ใช้เมล็ดพันธุ์ในสัดส่วนแค่ 10 กิโลกรัม ถือว่าลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ไปได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ มีเงินเหลือไปจ่ายค่าเตรียมดินในการปลูกครั้งต่อไปได้เลย อันนี้ถือเป็นความสำเร็จขั้นที่ 1” พี่ฤทธิ์ เล่า