ส่วนการผลิตข้าวมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น

โดยข้าวนาปี ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นจาก 416 กก./ไร่ ประมาณ 2% เป็น 423 กก./ไร่ ข้าวนาปรัง ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นจาก 636 กก./ไร่ เพิ่มขึ้น 2.2% เป็น 650กก./ไร่ และมีต้นทุนการผลิตลดลง ในข้าวนาปี จาก 10,603 บาท/ตัน ลดลง 11% เหลือ 9,406 บาท/ตัน ข้าวนาปรังจาก 9,014 บาท/ตัน ลดลง15% เหลือ 7,652 บาท/ตัน

ตรัง – นายโชติ ชินอรรถพร นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลคลองขุด เผยว่า ด้วยสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย แจ้งว่าตรวจพบกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์หลอกลวงราษฎรชักชวนให้ปลูกอินทผลัม จัดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์อินทผลัมให้ในราคาถูก โน้มน้าวว่าจะรับซื้อผลผลิตคืนในราคาสูง พฤติกรรมของกลุ่มดังกล่าวสร้างความเสียหาย และเป็นการหลอกลวงประชาชน

ปัจจุบันยังคงตรวจพบกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรม หลอกลวงราษฎรในส่วนภูมิภาค ชักชวนให้ปลูกอินทผลัม แล้วไม่รับซื้อผลผลิต เทศบาลตำบลคลองขุด จึงมีความห่วงใยประชาชน มิให้ได้รับความเสียหายจากพฤติการณ์หลอกลวง ขอให้ร่วมตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์หลอกลวงในพื้นที่ และรวบรวมข้อมูลหลักฐาน มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการตามกฎหมาย

จึงแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการหลอกลวง ดังกล่าว จากข้อมูลที่ได้รับคือ กลุ่มบุคคลเหล่านี้จะจัดตั้งแกนนำ และเครือข่ายในพื้นที่ รวบรวมสมาชิกให้ได้จำนวนมาก และโน้มน้าวให้เข้ารับฟังการชี้แจงจากกลุ่ม โฆษณาแอบอ้างว่ามาจากองค์กร หรือหน่วยงานต่างๆ สร้างความน่าเชื่อถือ ดำเนินการในนามวิสาหกิจชุมชน ซึ่งอาจมีการจัดตั้งสำนักงานจริงในพื้นที่ และแอบอ้างว่าได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ ในรูปแบบโครงการการปลูกอินทผลัม หรือโน้มน้าวให้ผลตอบแทนสูง เช่น หากสมัครเป็นสมาชิกจะมีการสนับสนุน เงินให้ 1.5 ล้านบาท ต่อราย เพื่อไปเป็นทุนปลูกอินทผลัม

กลุ่มพฤติกรรมเหล่านี้ มิได้ให้ข้อมูลช่วงเวลาที่ชัดเจนว่าจะมีการโอนเงินให้เมื่อใด หรืออาจจะมีข้ออ้างเช่น อยู่ระหว่างการตรวจสอบของฝ่ายการเงิน หรือกับธนาคารพาณิชย์ที่จะเป็นหน่วยงานโอนเงิน หรืออยู่ระหว่างการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ หรือเมื่อปลูกเสร็จแล้วจะรับซื้ออินทผลัมในราคา 300 บาท ต่อกิโลกรัม หรือรับซื้อต้นกล้าพันธุ์ในราคาสูง

มหาสารคาม – นายเสน่ห์ นนทะโชติ ผู้ว่าฯมหาสารคาม เผยว่า ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาในช่วงวันที่ 4-12 มิถุนายนนี้ อิทธิพลจากดีเปรสชัน บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น อาจส่งผลให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนตกหนัก บางพื้นที่อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก น้ำล้นตลิ่งได้

เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ตรวจสอบบ้านเรือน ป้ายโฆษณา และสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพมั่นคง แข็งแรง จัดเก็บสิ่งของและหาสิ่งปกคลุมผลผลิตทางการเกษตร อยู่ห่างวัตถุที่เป็นสื่อนำไฟฟ้าทุกชนิด ขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง ไม่สวมเครื่องประดับประเภทเงิน ทอง นาค และทองแดง และงดเว้นการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งป้องกันอันตรายจากพายุลมแรงและฟ้าผ่า อยู่ให้ห่างจากต้นไม้ใหญ่ ช่วงที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

การดูแลเด็กพิเศษที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือ เด็กแอลดี (Learming Disabilities : LD) ถือเป็นภารกิจสำคัญของทุกภาคส่วนในสังคมไทยที่จะต้องให้ความช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้มีพัฒนาการเท่าเทียมกับเด็กทั่วไป

สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยพบเด็กแอลดี ร้อยละ 6-10 หรือ 2-5 คน ในห้องเรียนที่มีเด็กจำนวน 40 คน เด็กแอลดีไม่ใช่เด็กพิการ หรือเด็กปัญญาอ่อน เพียงแต่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ โดยเฉพาะในเรื่องการอ่าน การเขียน และด้านคณิตศาสตร์ เด็กกลุ่มนี้สามารถเรียนรู้ได้หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ได้รับตามรายหัวของเด็ก ส่งผลให้ที่ผ่านมาโรงเรียนไม่สามารถพัฒนาการการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก้เด็กแอลดีได้มากนัก ดังนั้น หากทุกภาคส่วนช่วยกันก็จะเติมเต็มในส่วนที่ขาดนี้ได้

อย่างเช่น โครงการอุปการะเด็ก มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ที่เข้าไปช่วยส่งเสริมความรู้และเทคนิคการจัดการเรียนการสอนให้กับครูโรงเรียนบ้านสันติสุขสระแก้ว อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร อีกทั้งสนับสนุนแปลงเกษตรเพื่ออาหารกลางวันให้กับโรงเรียน

ปัจจุบัน “โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน” ที่โรงเรียนบ้านสันติสุขสระแก้ว คือแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนที่เสริมพัฒนาการเด็กแอลดี “1 ฟอง 2 ฟอง 3 ฟอง…วันนี้ผมเก็บไข่ได้ได้ 20 ฟอง รวมกับของพี่กิตติภพ พี่ ป.5 อีก 22 ฟอง เท่ากับ 42 ฟองครับ” ด.ช.ปิยราช (นามสมมติ) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หนึ่งในเด็กที่มูลนิธิศุภนิมิตอุปการะ บอกเล่าด้วยความภาคภูมิใจ

ปิยราชเป็นเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ และมีอาการสมาธิสั้นร่วมด้วย การเรียนรู้นอกห้องเรียนที่แปลงเกษตรช่วยเติมการเรียนรู้ให้จนปัจจุบันปิยราชได้กลับไปเรียนร่วมกับเพื่อนๆ ในชั้นเรียนปกติแล้ว

นายประจักษ์ แสนพันนา ผู้อำนวยการโรงเรียนสันติสุขสระแก้ว เล่าว่า โรงเรียนบ้านสันติสุขสระแก้ว เป็นโรงเรียนขนาดเล็ฏ เปิดสอนระดับอนุบาล – ป.6 ปัจจุบันมีนักเรียน 128 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กพิเศษที่มีภาวะแอลดี 17 คน และโรงเรียนใช้วิธีการจัดการศึกษาโดยรวม คือให้เด็กกลุ่มนี้เรียนร่วมกันกับเพื่อนในชั้นคนอื่นๆ พร้อมเสริมด้วยการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล

นายพิทักษ์ ชูพันธ์ ครูผู้ดูแลเด็กแอลดี และแปลงเกษตร เล่ากระบวนคิดเพื่อให้เด็กแอลดีได้เรียนรู้ว่า เพราะการสอนเสริมพิเศษและการเรียนในชั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้เด็กกลุ่มนี้ได้มากนัก จึงทดลองเปลี่ยนให้เด็กมาเรียนรู้นอกห้องเรียน นำเทคนิคที่ได้ไปอบรมมาปรับใช้ร่วมด้วย โดยใช้แปลงเกษตรที่ได้รับการสนับสนุนเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็กแอลดี

“ต้องเข้าใจว่าเด็กแอลดีเรียนรู้ได้ แต่ต้องช่วยเหลือเขาให้มีพัฒนาการอย่างเหมาะสม ให้เด็กมีกำลังใจในการเรียนรู้ รู้จักแก้ไขปัญหา จัดการอารมณ์และควบคุมตนเองได้ ไม่เน้นที่การเรียนเพียงอย่างเดียว เด็กแอลดีทั้ง 17 คน จะมีหน้าที่รับผิดชอบในแปลงเกษตร เน้นให้เขาดูแลรับผิดชอบส่วนที่สามารถเห็นผลได้ไว เช่น ดูแลไก่ไข่ ดูแลเป็ด ทุกเช้าเมื่อเห็นไก่เป็ดออกไข่ให้เขาเก็บไปกินเป็นอาหารกลางวัน เด็กจะเกิดความภูมิใจที่เขาทำหน้าที่สำเร็จ ไข่ไก่ที่เก็บได้เขาจะต้องนับจำนวนรวมกับของคนอื่นๆ และจดบันทึกไว้ ก็เป็นการเสริมการเรียนรู้เรื่องการนับจำนวน การเขียนสัญลักษณ์แทนจำนวน การบวกรวมจำนวน การดูแลไก่และเป็ดยังค่อยๆ ปรับแก้พฤติกรรมกล่อมเกลาเด็กที่ก้าวร้าวสมาธิสั้นให้รู้จักทำอะไรอย่างสงบ ค่อยๆ เบามือเพราะไก่เป็ดจะตื่นไม่ออกไข่ได้” ครูพิทักษ์ กล่าวและว่า ส่วนแปลงผักสวนครัวจะเน้นเด็กแอลดีที่โตเพื่อจะได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์จากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต ค่อยๆ เฝ้าดูการเติบโตของพืชผักที่ปลูก พอถึงช่วงเก็บเกี่ยวผัก จะเป็นหน้าที่ของครูคณิตศาสตร์มาช่วยเติมทักษะเรื่องการชั่ง ตวง วัดมาตราส่วน และการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย

“เด็กต้องจดบันทึกสิ่งที่ปลูกและเก็บเกี่ยวได้ส่งให้ครู จากบันทึกครูจะสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงเรื่องการเขียนและการคิดคำนวณของเด็กว่ามีการเรียนรู้ที่ดีขึ้นหรือไม่ เป็นการบ้านที่เด็กๆ ต้องทำส่งครูโดยไม่รู้ตัว แต่กิจกรรมนี้ก็ยังคงทำควบคู่ไปกับการเรียนรู้ในชั้นเรียนด้วย ซึ่งจากการทดลองแนวทางนี้กับปิยราช พบว่า ปิยราชได้มากกว่าความสนุก จากเด็กไม่ชอบกฎระเบียบ กลายเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ ทำงานร่วมกับเพื่อนๆ ดี ผลการเรียนก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดด้วย” ครูพิทักษ์ กล่าว

ด้าน ดร. สราวุธ ราชศรีเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิต กล่าวว่า หัวใจหลักของโครงการอุปการะเด็กคือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กให้ทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งด้านการศึกษา สุขภาพและอนามัย การปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็ก รวมไปถึงการส่งเสริมครอบครัวของเด็กให้เกิดความพอเพียง

“โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน สนับสนุนให้เด็กในโรงเรียนห่างไกลมีแหล่งอาหารสำหรับการบริโภคอย่างเพียงพอ และถือเป็นการพัฒนาทักษะอาชีพด้านการเกษตรให้เด็กไปพร้อมกันด้วย ซึ่งน่ายินดีอย่างมากที่โรงเรียนได้นำองค์ความรู้นี้ไปต่อยอด ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสดุกับเด็กในพื้นที่” ดร. สราวุธ กล่าว

ส่วนเด็กปกติอื่นๆ แม้จะต้องเรียนรู้ร่วมกับเด็กแอลดี แต่ทุกคนก็เต็มใจ เพราะครูได้ทำความเข้าใจกับนักเรียนทุกคน และทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือและช่วยเหลือเด็กกลุ่มแอลดีตามกำลังเท่าที่พอจะทำได้

จากแนวทางนี้ ปัจจุบันมีเด็กแอลดีถึง 6 คน จากทั้งหมด 17 คน ที่สามารถกลับคืนสู่ห้องเรียนปกติได้แล้ว ตรัง – นายมีศักดิ์ ภักดีคง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เขต 7 และเขต 8 เผยถึงการร่วมกันเปิดตลาดนำกุ้งของสมาชิกมาจำหน่ายทั้งปลีก และส่งในราคาพิเศษ ขณะนี้มีการปรับราคาเพิ่มสูงขึ้น 20 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากเป็นผลมาจากกลไกทางการตลาด ซึ่งมาตรการของรัฐที่เปิดโครงการประชารัฐรักษาเสถียรภาพราคากุ้ง จำนวน 10,000 ตัน โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถขายได้คนละ 10 ตัน เพื่อให้เกิดการกระจาย แก้ปัญหาความเดือดร้อน หวังดึงราคากุ้งให้สูงขึ้นด้วยการรับซื้อกุ้งในราคา ชี้นำตลาด ขณะนี้มีเกษตรกรแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการแล้ว 141 ราย จังหวัดตรัง มีเกษตรกรเลี้ยงกุ้งกว่า 500 ราย เนื้อที่กว่า 7 พันไร่

ด้าน นายเจริญ หยงสตาร์ ประธานสหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จังหวัดตรัง กล่าวว่า นำกุ้งออกมาจำหน่ายที่ริมถนนศรีตรัง มีผู้สนใจมาเลือกซื้อ ขายกุ้งได้แล้วกว่า 1 ตัน

บุรีรัมย์ – นางณัฐนิช อินทรสระ ผอ.กลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน กล่าวภายหลังเชิญกลุ่มทอผ้า 20 จังหวัดภาคอีสาน มาร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โครงการยกระดับผ้าทออีสานสู่สากล โดยร่วมกับสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ว่า ผ้าไหมไทยเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ แต่คนไทยกำลังลืม “ผ้าฝ้าย” ซึ่งเป็น วิถีชีวิตของชาวอีสานควบคู่มากับผ้าไหมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จะพัฒนาผ้าฝ้ายให้โดดเด่นขึ้นมา เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มทอผ้ามีรายได้เพิ่มขึ้นอีกช่องทางหนึ่งนอกจากผ้าไหม

ทั้งนี้ ได้คัดเลือกแบรนด์ไว้แล้ว 500 แบรนด์ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มตลาดส่งออก กลุ่มตลาดพรีเมี่ยม และกลุ่มตลาดในประเทศ โดยดึงจุดเด่นของสินค้าโอท็อปมาผสานกับรูปแบบ ดีไซน์ และสไตล์การแต่งตัวของคนทุกช่วงวัย รวมถึงผลิตภัณฑ์การใช้สอยและของตกแต่ง ซึ่งโดนใจคนทุกรุ่น เชื่อว่า “ผ้าฝ้าย” ของชาวอีสาน จะเป็นที่รู้จักของคนไทยและคนทั้งโลกเหมือนกับผ้าไหมอย่างแน่นอน

นครราชสีมา – นายสมบูรณ์ พิระชัย ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองช่องแมว ตำบลหันห้วยทราย อำเภอประทาย เปิดเผยภายหลังนำประชาชนจิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจบ้านหนองช่องแมวกว่า 15 คน ร่วมกัน ลงแขกหว่านข้าวเปลือกหอมมะลิ ให้กับแปลงนาของ นายไสว ปราชญ์กระโทรก จำนวน 8 ไร่ ว่า การทำนาในปัจจุบัน จะอาศัยใช้การจ้างแรงงาน ทำให้ชาวนาบางรายที่ไม่มีทั้งแรงงานและทุนทรัพย์ ได้รับความยากลำบาก

จึงรื้อฟื้นวิถีชีวิตและประเพณีดั้งเดิมของชาวนานั่นคือ “การหว่านข้าวเอาแรง” หรือการลงแขกหว่านข้าวขึ้นมา เพื่อลดต้นทุนการปลูกข้าว โดยไม่ได้จำกัดแค่เพียงจิตอาสาเท่านั้น ชาวบ้านรายใดที่ได้รับการช่วยหว่านข้าวแล้วก็จะมาช่วยอีกในครั้งต่อๆ ไป ทำให้เกิดความสามัคคีขึ้นในชุมชนเป็นผลพลอยได้อีกทางหนึ่ง

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นายเกษม กังวาฬเดช เจ้าของคลังสินค้า ส.ชนิกานต์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลพะวง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า โกดังข้าวของคลังสินค้า ส.ชนิกานต์ ได้ประสบปัญหาผนังอาคารพังถล่มลงมาเป็นช่องโหว่ เนื่องจากกองข้าวล้มลงมานับร้อยกระสอบ เหตุเกิดเมื่อ 5 เมษายนที่ผ่านมา ตนได้แจ้งไปทางองค์การคลังสินค้า (อคส.) ผู้เช่าโกดังเก็บข้าวในโครงการรับจำนำข้าวปี 2554/2555 สมัยรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อเร่งซ่อมแซม แต่ผ่านพ้นมาแล้ว 2 เดือน กลับไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทำให้ข้าวส่วนที่ล้มลงเน่าเสียหาย และอาจจะเสียหายเพิ่มอีก เนื่องจากถูกฝนสาดและมีนกเข้าไป จิกกินจำนวนมาก จึงออกมาร้องเรียนเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา เพราะนับวันข้าวยิ่งเสื่อมสภาพลงทุนวัน และอยากให้ อคส.ขนย้ายข้าวออกจากโกดังทั้งหมดโดยเร็ว

“อคส.ค้างชำระค่าฝากเก็บสินค้าที่คลังที่ 2 มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2559 ได้ทวงถามมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มรับฝากสินค้าจาก อคส.ไม่เคยชำระเงินตามกำหนด ต้องมีการทวงถามกันตลอดเวลา ทำให้ไม่อยากทำธุรกิจด้วยอีกต่อไป เพราะอาคารคลังสินค้าบริเวณนี้ หากทำธุรกิจกับผู้เช่ารายอื่นๆ จะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 4 แสนบาท แต่ขณะนี้มีรายได้ไม่ถึง 2 แสนบาท” นายเกษม กล่าว

นายรุ่งโรจน์ และสุบ ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ได้รายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาทราบแล้ว โดยเตรียมระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบปัญหาข้อเท็จจริง และข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการ

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำมีผลกระทบกับเกษตรกรหลายจังหวัดทั่วประเทศ เนื่องจากผลผลิตล้นตลาด ล่าสุด กระทรวงเกษตรฯได้รับข้อเสนอของสมาคมชาวไร่สับปะรดไทย เพื่อวางแนวทางป้องกันปัญหาระยะยาว โดยผลักดันให้เกิดการจัดตั้งกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมสับปะรด เพื่อเป็นเงินทุนในการส่งเสริม และสนับสนุนการดำเนินงานของอุตสาหกรรมสับปะรด รวมถึงการแก้ไขปัญหาสับปะรดทั้งระบบ พร้อมการสร้างกลไกให้เกษตรกรและโรงงานแปรรูปสับปะรด ร่วมมือกันวางแผนการผลิต และการรับซื้อในลักษณะของการทำสัญญาข้อตกลง มีการขึ้นทะเบียนผู้ปลูกสับปะรด เพื่อควบคุมพื้นที่ปลูกให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

นายลักษณ์ กล่าวว่า แนวทางของรัฐบาลเน้นส่งเสริมเกษตรกรลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต สนับสนุนให้รวมตัวกันในรูปของกลุ่มสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน และมีความรู้เรื่องการตลาด นอกจากการผลิตแล้ว จะต้องสามารถนำผลผลิตมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าเองได้ โดยอาศัยกลไกประชารัฐ เชื่อมั่นว่าแนวทางดังกล่าวจะเกิดความยั่งยืน ในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรในระยะยาว

นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายรัฐบาลต้องการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ว่างงาน ภายใต้โครงการ “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ” เพื่อสร้างอาชีพสร้างรายได้อย่างยั่งยืนและลดการพึ่งพาสวัสดิการของรัฐในอนาคต ดังนั้นกรมเร่งนำแฟรนไชส์ที่มีเงินลงทุนไม่สูงลงพื้นที่ในส่วนภูมิภาคให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้ที่สนใจเลือกนำไปประกอบเป็นอาชีพ เบื้องต้นได้คัดเลือกจังหวัดที่มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนมาก และเป็นจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองจำนวน 20 จังหวัด เพื่อนำร่องนำธุรกิจแฟรนไชส์ 100 แบรนด์ที่ผ่านการพัฒนาจากกรม และมีขนาดการลงทุนไม่เกิน 50,000 บาท ลงพื้นที่ที่ได้คัดเลือกไว้ ประกอบด้วย นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด สกลนคร อุดรธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ เชียงราย ลำปาง กำแพงเพชร พิษณุโลก ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี ระยอง นครศรีธรรมราช และสงขลา โดยนครราชสีมาเป็นจังหวัดแรก ระหว่างวันที่ 22-25 มิถุนายนนี้

สำหรับเงินลงทุนในการเลือกซื้อแฟรนไชส์ในโครงการ คือ ตั้งแต่ 10,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ทำให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือผู้ที่สนใจลงทุนในระบบแฟรนไชส์แต่มีเงินไม่มากก็สามารถเลือกลงทุนและเป็นเจ้าของกิจการได้ ขณะเดียวกัน กรมได้ประสานงานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสินร่วมให้สินเชื่อแก่ผู้ที่เข้าร่วมโครงการด้วย โดยจะคิดดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราพิเศษ ผู้กู้สามารถชำระคืนเงินต้นได้แบบสบายๆ ไม่กดดัน พร้อมกับประสานงานกับปั๊มน้ำมันบางจาก เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี จัดหาพื้นที่ขายสินค้าให้รายละเอียดการจัดสรรพื้นที่จะพิจารณาตามความเหมาะสมของสินค้าแต่ละประเภท สำหรับผู้ที่สนใจเลือกแฟรนไชส์ประกอบอาชีพแล้ว แต่ยังไม่มีทำเลหรือสถานที่ขายสินค้า

ทั้งนี้ ในวันที่ 14 มิถุนายน กรมจะเปิดตัวโครงการ “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ” อย่างเป็นทางการ โดยเชิญแฟรนไชส์ 100 แบรนด์ที่เข้าร่วมโครงการมาซักซ้อมทำความเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ พร้อมทั้งให้ความรู้ถึงกลยุทธ์การขยายธุรกิจและการดูแลผู้มีรายได้น้อยที่ลงทุนในแฟรนไชส์ และจะรับสมัครผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ว่างงาน เข้าร่วมสัมมนาสร้างอาชีพด้วยแฟรนไชส์ ช่วงวันที่ 13-14 มิถุนายนนี้ รวมทั้งออกบู๊ธแสดงธุรกิจกว่า 100 บู๊ธ คาดว่าโครงการนี้จะสร้างอาชีพได้กว่า 20,000 ราย และมีเงินสะพัดกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากกว่า 2,000 ล้านบาท

นครราชสีมา – หลังจากกระทรวงการคลังออกระเบียบว่าด้วยการจ้างพนักงานหรือลูกจ้างใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ พ.ศ.2561 เนื้อหาไม่ให้ต่อสัญญาลูกจ้างเดิม จะจ้างใหม่ต้องขออนุญาตกระทรวงการคลัง และห้ามขึ้นเงินเดือน ทำให้กลุ่มวิชาชีพแพทย์ และพยาบาลหลายฝ่าย ต่างออกมาคัดค้าน ต่อมาทางกระทรวงการคลังชะลอการประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยการจ้างพนักงานหรือลูกจ้าง ใช้จ่ายเงินนอก งบประมาณ พ.ศ. 2561 ออกไปแล้ว ด้าน นางกนกพร สุขสนิท ประธานภาคีลูกจ้างชั่วคราวของรัฐแห่งประเทศไทย

เผยว่าสถานการณ์ลูกจ้างชั่วคราว และพนักงานของกระทรวงสาธารณสุขขณะนี้ไม่ค่อยดีนัก แม้ว่าทางกระทรวงการคลังจะยอมชะลอการประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยการจ้างพนักงานหรือลูกจ้าง แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบันนี้ ลูกจ้างชั่วคราวและพนักงานของกระทรวงสาธารณสุขส่วนใหญ่ก็ยังได้รับค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรมนัก เพราะได้เงินเดือนไม่ถึง 9,000 บาท อย่างเช่นลูกจ้างและพนักงานสายสนับสนุนในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมามีจำนวนกว่า 2,000 คน แต่ในจำนวนนี้มีมากกว่า 1,500 คน ที่ได้รับค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 9,000 บาท ส่วนใหญ่ได้เงินค่าจ้างเพียง 7,000-8,000 บาทเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำด้วย

ทางกระทรวงสาธารณสุขควรมีความชัดเจนว่าจะให้จ้างเป็นรายเดือน หรือรายวัน เพราะทุกวันนี้สับสนกันมาก ทำให้โรงพยาบาลทั้ง 85 แห่งทั่วประเทศตีความไปต่างๆ นานา ทั้งนี้ เนื่องจากลูกจ้าง และพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ตามโรงพยาบาลต่างๆ ต้องปฏิบัติงานด้วยความเสี่ยง อยู่กับผู้ป่วย สัมผัสกับสารคัดหลั่งคนไข้หลายโรค เดินทางมาทำงานกะดึก เสี่ยงอันตรายจากภัยทั้งอุบัติเหตุทางถนน และโจรผู้ร้ายทำร้ายร่างกาย อยากให้กระทรวงการคลังเห็นใจด้วยโดยการตั้งโต๊ะ 3 ฝ่าย ระหว่าง กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข และภาคีลูกจ้างชั่วคราวของรัฐแห่งประเทศไทย หาข้อตกลงอย่างสันติวิธี

เจ้าหน้าที่ อบต.ท่าอ่าง อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมชาวบ้านร่วมกันปลูกหญ้าแฝกที่บริเวณรอบหนองยาวเพื่อกันหน้าดินพังทลาย หมู่ที่ 1 ตำบลท่าอ่าง เนื่องจากหนองยาวเป็นหนองน้ำธรรมชาติและเป็นที่สาธารณะของหมู่บ้านไว้ใช้ประโยชน์

นางสาววนารัตน์ กรกิสารนุกูล อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ม.ธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิจัยและหัวหน้าโครงการแนวทางการวางแผนด้านผังเมืองเพื่อรองรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนปลงสภาพภูมิอากาศ : กรณีศึกษาปัญหาน้ำท่วมและแนวทางการจัดการน้ำท่วมในเขตผังเมืองรวมพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า กรณีน้ำท่วม ที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพ ภูมิอากาศถึงแม้มองเป็นเรื่องของอนาคต แต่จะมีผลให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น ที่ผ่านมาวิธีการหรือแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมนั้นส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดถึงเรื่องผังเมืองกันมากนักเพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อน แต่การวางผังเมืองที่ดีจะช่วยแก้ปัญหาการเกิดน้ำท่วมในอนาคต

“จากลักษณะของพื้นที่ที่ขนานไปกับเส้นทางน้ำตลอดระยะทางยาวกว่า 20 กิโลเมตร ประกอบกับเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำคล้ายแอ่งกระทะโอบล้อมด้วยภูเขา ทำให้เมืองพุนพิน มีแนวความเสี่ยงตามธรรมชาติ และโอกาสเกิดน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน แต่อันตรายที่เกิดจากน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายให้กับชุมชนคือ ความรุนแรงของกระแสน้ำที่ไหลลงจากภูเขาหรือน้ำป่า ส่งผลให้น้ำไหลแรง และเร็ว

การจะก่อสร้างกำแพงกั้นน้ำตลอดแนวก็เป็นไปได้ยาก เพราะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ปัญหาน้ำท่วมของพุนพินแก้ไข ได้โดยการปรับปรุงการวางผังเมือง เพื่อพัฒนาให้เมือง ขยายไปสู่ทิศทางที่ปลอดภัยไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะน้ำท่วม”

“โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จากรายงานการศึกษา การเกิดอุทกภัยเมื่อปี 2554 แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์น้ำท่วมในชุมชนเมืองและที่อื่นๆ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เกิดจากฝนที่ตกต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน เกิดการสะสมจนเกินความสามารถในการรองรับน้ำของลำน้ำ ทำให้น้ำล้นตลิ่ง เข้าท่วมชุมชนและพื้นที่ทางการเกษตรสร้างความเสียหายทั้งด้านกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคม”

“ผลงานวิจัยนี้เสนอให้จัดทำแผนเมืองรวมพุนพิน และแนวทางการพัฒนาเมืองใหม่ สำหรับการดำเนินการวางแผน ด้านผังเมืองเพื่อลดความเสี่ยงมีแนวทางสำคัญ 5 ประการ คือ แนวคิดการพัฒนาเมืองแบบ 2 ศูนย์กลาง หรือ 2 เมือง (เก่าและใหม่), การปรับปรุงข้อกำหนดการใช้ที่ดิน, การออกข้อกำหนดอาคารในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม, การลดปัญหาน้ำท่วมโดยฟลัดเวย์และพื้นที่รับน้ำ, การก่อสร้างและบำรุงกำแพงป้องกันน้ำท่วม”

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติและสถาบันวิจัยประชากรและสังคมระบุว่า สถานการณ์การออมของครัวเรือนไทยในปัจจุบันค่อนข้างน่าเป็นห่วง ประมาณร้อยละ 83 ของครัวเรือนไม่ได้มีการออมเงินประจำ นอกจากนั้นราวๆ ร้อยละ 26 ของครัวเรือนไทยไม่มีเงินออมเลย แม้จะมีการรณรงค์สร้างความตระหนักและให้ความรู้เพื่อส่งเสริมการออม แต่อัตราการออมของครัวเรือนไทยยังคงอยู่ในอัตราต่ำและ มีการออมน้อยมาอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายจะนำไปสู่ปัญหาตอนที่เกษียณอายุกัน จึงเป็นที่มาของการเริ่มโครงการออมจากเงินอนาคต ที่กองพันที่ 3 กรมทหารราบที่ 8 จังหวัดขอนแก่น

ผศ.ดร. ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวว่า ก่อนเริ่มดำเนินโครงการ จากข้อมูลย้อนหลัง 4-5 ปี พบว่า การออมขั้นต่ำของทหารก็ยังคงออมเดือนละ 700 บาทเท่าเดิม ทั้งที่เงินเดือนเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น แนวทางการดำเนินงานเมื่อทุกนายเงินเดือนเพิ่มขึ้น ค่าเฉลี่ยประมาณ 4.5 จากฐานปัจจุบันก็เอาเงินเพิ่มจากที่ปรับขึ้นมาออมในสัดส่วนร้อยละ 10-15-20 ตามความสมัครใจของแต่ละนาย