ส่วนด้านหลังของฉากบังเพลิงทั้ง 4 ด้าน มีลวดลายเหมือนกันทุก

แบ่งเป็น ด้านบน มีพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร” พร้อมดอกดาวเรืองสีเหลือง สีประจำวันพระราชสมภพ แทรกกลางพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร” รอบข้างเป็นอุบะดอกมณฑาทิพย์ เชื่อกันว่าเป็นดอกไม้แห่งสรวงสวรรค์ ที่ร่วงหล่นเฉพาะเกิดเหตุการณ์สำคัญแก่ชาวโลก ขนาบด้านซ้าย และขวา พระปรมาภิไธยย่อ “ภปร” ด้วยพุ่มต้นมณฑาทิพย์ทอง สื่อถึงการถวายสักการะแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้านล่างประกอบด้วยดอกไม้มงคล

ความโดดเด่นของงานเขียนจิตรกรรมบนฉากบังเพลิง จะปิดด้วยทองคำเปลว โดยใช้วิธีโบราณที่ใช้ในการเขียนภาพฝาผนัง ใช้กาวจากยางไม้มะเดื่อ การปิดทองคำเปลวจะปิดเฉพาะส่วนที่ต้องการเน้น หรือส่วนที่โดดเด่น ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องทรง ชฎาของเทวดา และของพระนารายณ์ โดยตัดเส้นด้วยทองคำเปลว

ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังใน “พระที่นั่งทรงธรรม” มีความพิเศษตรงที่สะท้อน “ศาสตร์พระราชา” ผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 จำนวน 46 โครงการ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการจัดภูมิสถาปัตย์รอบนอก สะท้อนถึงความเป็นนักคิดนักพัฒนาของพระองค์ท่าน ทั้ง 3 ด้านของพระที่นั่งทรงธรรมแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ไม่ซ้ำกัน โดยเรียงร้อยเรื่องราวต่อเนื่องกันไปทั้งผนัง

ผนังที่ 1 ตำแหน่งกลางของพระที่นั่งทรงธรรม แสดงเรื่องราวโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 19 โครงการ ดังนี้ โรงสีข้าว โรงบดแกลบ โรงหล่อเทียนหลวง สาหร่ายเกลียวทอง ผลิตภัณฑ์จากโคนมสวนจิตรลดา ผลิตภัณฑ์จากผักและผลไม้ การเพาะเลี้ยงปลา นาข้าวทดลอง ป่าสาธิต กังหันลม มูลนิธิราชประชาสมาสัย การบริหารจัดการน้ำท่วม โครงการแก้มลิง ได้แก่ โครงการระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ มูลนิธิพระดาบส โครงการบริหารจัดการน้ำบริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โครงการบำบัดน้ำเสีย โครงการทางยกระดับลอยฟ้าบรมราชชนนีตามพระราชดำริ และโครงการสะพานพระราม 8 ตามพระราชดำริ

ผนังที่ 2 ตำแหน่งมุขด้านขวาของพระที่นั่งทรงธรรม แสดงเรื่องราวโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 13 โครงการ ดังนี้ โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จ.เชียงใหม่ ศูนย์การพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ โครงการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยไฟ ต.ภูซาง กิ่งอำเภอภูซาง จ.พะเยา มูลนิธิโครงการหลวง สถานีเกษตรหลวง การปลูกป่าอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธาร การส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์โครงการหลวง พืชเมืองหนาว การอนุรักษ์ดิน การปลูกหญ้าแฝก การแกล้งดิน การปลูกพืชหมุนเวียน พืชตระกูลถั่ว โครงการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โครงการศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพาน อ.เมือง จ.สกลนคร โครงการพัฒนาลุ่มน้ำก่ำ จ.สกลนคร-นครพนม โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบน อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว หลัก 22 เมืองนาทรายทอง นครหลวงเวียงจันทน์

ผนังที่ 3 ตำแหน่งมุขด้านซ้ายของพระที่นั่งทรงธรรม แสดงเรื่องราวโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคกลาง และภาคใต้ รวม 14 โครงการ ดังนี้ โครงการศึกษาพัฒนาพิกุลทอง จ.นราธิวาส โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดเล็ก สหกรณ์โคนมอ่าวลึก จำกัด ต.คีรีวง อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ โครงการพัฒนาพื้นที่บ้านเนินธัมมัง จ.นครศรีธรรมราช โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรตามแนวพระราชดำริ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา โครงการฝนหลวง ปฏิบัติการฝนหลวงดับไฟป่าพรุโต๊ะแดง โครงการศูนย์ศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โครงการขยายผลทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริบริเวณรอบพื้นที่วัดมงคลชัยพัฒนา จ.สระบุรี ศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยทราย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง จ.เพชรบุรี โครงการชั่งหัวมัน โครงการเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี

ภาพจิตรกรรมฉากบังเพลิง และภาพจิตรกรรมในพระที่นั่งทรงธรรม ของพระเมรุมาศในรัชกาลที่ 9 นอกจากมีความวิจิตรงดงามแล้ว ยังถ่ายเรื่องราวตามคติความเชื่อเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย และสะท้อนถึงพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีต่อปวงชนชาวไทย

รายงานข่าวจากจังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ถึงความคืบหน้ากรณี นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลในการการอนุรักษ์พะยูนและอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเลระดับประเทศ ถึงสถานการณ์พะยูนในประเทศไทยจัดอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากถูกคุกคามอย่างหนัก ในเรื่องที่อยู่อาศัยและการทำลายแหล่งหญ้าทะเล ยืนยันเรื่องการล่าพะยูนมีอยู่จริง ด้วยการเอาซากพะยูนที่ติดเครื่องมือประมงเข้าฝั่งแล้วไม่แจ้งกับใคร จากนั้นแล่เนื้อแยกออกเป็นส่วนๆ กระดูกและเขี้ยวแยกไว้ส่วนหนึ่ง ซื้อขายในกิโลกรัมละ 1 หมื่นบาท ส่วนเนื้อขายกันในกิโลกรัมละ 150 บาท และนำเนื้อไปปรุงอาหารจานเด็ด “พะยูนผัดเผ็ด” จนกลายเป็นข่าวสะเทือนวงการอนุรักษ์เป็นอย่างมาก

ล่าสุดชาวชาวบ้านตำบลเกาะลิบง ซึ่งตกเป็นจำเลยของนายธัญญา ได้ออกมาแถลงโต้ว่าไม่เป็นความจริงตามที่ นายธัญญาออกมาให้ข่าวพร้อมทั้งเรียกร้องให้นายธัญญา ในฐานะอธิบดีที่รับผิดชอบดูแลทรัพยากรทางทะเลออกมารับผิดชอบต่อคำพูดดังกล่าว ข่าวดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนจังหวัดตรังเป็นอย่างมาก เป็นความสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในเรื่องอนุรักษ์ โดยเฉพาะพะยูน ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของจังหวัดตรัง แม้แต่การแข่งขันกีฬาในระดับจังหวัด ภาค หรือประเทศ ก็มีการนำ “พะยูน” มาเป็นมาสคอตสัตว์นำโชค

หลังจากที่ข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นสร้างความไม่พอใจต่อคนตรังเป็นอย่างมาก โดยมีการเปิดประเด็นรับฟังความคิดเห็นใน เพจ “คนตรัง” ที่มีสมาชิกมากกว่า 8 หมื่นคน ปรากฏว่ามีสมาชิกเข้ามาคอมเมนต์โจมตีการออกมาให้ข่าวของอธิบดีกรมอุทยานฯ อาทิ Prapom Rimdusid โฟสว่า เมื่อตะกี้มีคนไข้จากเกาะลิบงมายืนยันว่า ไม่มีการล่าพะยูนจากชาวเกาะลิบง มีแต่จะช่วยเหลือเวลาพะยูนเกยตื้น เขาฝากมาช่วยให้แก้ข่าวด้วย, คุณ นิ เทเรซา โฟสว่า “มีคนปล่อยข่าวคะ เมื่อเช้าท่านผู้ว่าออกมาให้สัมภาษณ์แก้ข่าวแล้วจร้า ไม่มีการล่ามีแต่จะช่วยกันเป็นหูเป็นตา หรือ คุณ Prapon Chotikamas โฟสว่า “ถ้ามีจริง จนท.ที่ดำเนินการล่อซื้อกรุณาดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย อย่าทำเฉย “คนตรังตามืดบอด ไม่เห็นหรือ ช่วยกันปิดข่าว…ช่วยกันตามนะครับ… เขากำลังดูถูกคนตรัง ฯลฯ

ขณะที่องค์กรภาคเอกชนที่ทำงานด้านอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ประกอบด้วยสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ชมรมประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง, อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านจังหวัดตรังออกมาเคลื่อนไหว พร้อมเสนอให้อธิบดีกรมอุทยานฯ ออกมาแสดงความรับผิดชอบกับการให้ข่าวที่ผ่านมา

นายแสวง ขุนอาจ ผู้ทรงคุณวุฒิการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตาม ม.12 (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง/ทช.), กรรมการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อปี พ.ศ. 2535 มีการล่าพะยูน ตามความเชื่อที่ว่าถ้าพะยูนตายเกินปีละ 5 ตัว ภายใน 20 ตัวจะสูญพันธุ์ โดยในปี 2555 เกิดวิกฤตพะยูนตายถึง 11 ตัว จึงเกิดเครือข่ายประมงพื้นบ้านร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐได้มีการรณรงค์การอนุรักษ์พะยูนอย่างจริงจัง จนนำมาสู่การแก้ไขปัญหาเรื่องของพะยูนซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายาก โดยในปี พ.ศ. 2555 ทะเลตรังมีพะยูน 120 ตัว หลังจากที่มีการรณรงค์กันอย่างจริงจัง โดยมีชุดเฉพาะกิจ ประกอบกันมีข่าวเรื่องพะยูนตายกระแสการอนุรักษ์พะยูนจุดติด

กระทั่งในปี พ.ศ.2560 พบว่าพะยูนที่มีอยู่ 120 ตัว เพิ่มเป็น 200 ตัว จาก 200 ตัว ยังพบว่ามีพะยูนแม่ลูกอ่อนประมาณ 10 คู่ แสดงว่าประชากรพะยูนมีความสมบูรณ์ขึ้น เพราะฉะนั้นการออกมาให้ข้อมูลเรื่องการล่าพะยูนมีมาเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา
“แสดงให้เห็นว่าท่านอธิบดีกรมอุทยานฯ รับฟังข้อมูลเพียงด้านเดียว แต่ไม่ได้ลงพื้นที่ดูการปฎิบิติอย่างแท้จริง ถ้าหากท่านอธิบดีฯทราบว่าคนล่าพะยูนจังหวัดตรังมีจริง ท่านมีทั้งอำนาจ เจ้าหน้าที่ และเขตห้ามล่าฯท่านต้องเอาคนกระทำความผิดมารับโทษให้ได้ เพราะฉะนั้นการล่าพะยูนเอาไปปรุงอาหารผัดเผ็ดบ้าง ขายเนื้อพะยูนกิโลกรัมละ 150 บาทบ้าง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์การจัดการทรัพยากรทางทะเล โดยเฉพาะทะเลตรัง คนจังหวัดตรังจึงรับไม่ได้รับเรื่องนี้ เพราะเมื่อท่านในฐานะแม่ทัพระดับกรมให้ข่าวออกไปต้องรับผิดชอบ จะปฎิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ท่านอธิบดีจะพูดแบบสนุกปากไม่ได้ ทางชมรมฯยืนยันว่าให้ท่านใช้กฎหมายตามที่ท่านพูดว่ามีคนล่าพะยูนเอาไม่ปรุงอาหารผัดเผ็ด ท่านต้องล่าคนที่นำพะยูนไปผัดเผ็ดมาดำเนินคดีให้ได้” นายแสวงกล่าว

นายตะวัน ทุ่ยอ้น เลขานุการชมรมประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง, อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านจังหวัดตรัง กล่าวว่า ชมรมประมงพื้นบ้าน ชาวบ้าน ร่วมมือกับส่วนราชการในการกอบกู้วิกฤตพะยูนอย่างจริงจัง จึงเกิดกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, เกิดชุดเฉพาะกิจเฝ้าระวังการกระทำผิดทางทะเล, เกิดกฎหมายท้องถิ่นกำหนดพื้นที่คุ้มครอง สามารถลดอัตราการตายของพะยูน เต่าทะเล และโลมา ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายาก ด้วยเครื่องมือประมง สร้างความเข้มแข็งมั่นคงด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้

นายตะวันกล่าวว่า จากการติดตามผลการบินสำรวจพะยูน พบพะยูนเพิ่มมากขึ้น และในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 มีการบินสำรวจพบว่ามีประมาณ 200 ตัว พบคู่แม่ลูกประมาณ 10 คู่ ที่สำคัญพะยูนเป็นสัตว์ทะเลที่มีขนาดใหญ่น้ำหนักมากกว่า 300 กก. ว่ายน้ำเก่ง ปราดเปรียว ข่าวดังกล่าวไม่มีมูลความจริง ที่สำคัญในการให้ข่าวของอธิบดีกรมอุทยานฯต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ว่าสามารถล่อซื้อชิ้นเนื้อที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นชิ้นเนื้อพะยูนได้บนเกาะลิบง ทำให้คนตรังได้รับความเสียหาย

“ผมขอเรียนว่าการที่จะให้ข่าวท่านก็ควรคำนึงถึงผลกระทบผลเสียที่ตามมาของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งจังหวัดตรังมีคณะทำงานบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่ง มีหน่วยงานภาคีมากมาย แต่เหตุการณ์ที่ท่านอธิบดีพูดเกิดขึ้นได้อย่างไร ผมว่าเป็นเรื่องที่ต้องติดตามและให้อธิบดีออกมารับผิดชอบต่อคำพูดด้วย” นายตะวันกล่าว

นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวว่า ตนเรียนว่าโดยนิสัยของพะยูนจะว่ายน้ำช้าและที่ทะเลตรังมีไม่เกิน 200 ตัว เพราะถ้าพูดตามความจริงแล้วพะยูนจะอาศัยบริเวณน้ำตื้นน้ำใส และว่ายน้ำช้า ถ้าล่ากันจริงๆ 200 ตัวเดือนเดียวก็หมด คำว่าล่าจึงไม่ใช่ ตนเชื่อว่าข่าวออกมานั้นเชื่อว่าน่าจะเป็นเรื่องของข่าวเก่า การล่าอาจจะมีจริงแต่นานมาแล้ว โดยมีการนำพะยูนที่ตายแล้ว ไม่รู้จะเอาเนื้อไปไหน จึงมีการตัดเขี้ยว ประการสำคัญชาวบ้านในเกาะลิบง เป็นชาวมุสลิมจะไม่เชื่อโชคลางของขลังและไม่ทานเนื้อพะยูน ดังนั้นถ้าพูดในแง่การตลาดคงไปไม่ได้

“อีกทั้งถ้ามีการตั้งข้อสังเกตว่าคนนอกพื้นที่เข้ามาล่านั้น ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นแกะดำทันที บริเวณเกาะลิบงมีเรือเข้าออกที่ชาวบ้านสามารถนับลำได้เลย ไม่รอดสายตาเจ้าหน้าที่และชาวบ้านไปได้ เป็นการช่วยกันสังเกตการณ์ อธิบดีก็เป็นเพื่อนกับตนมีการพูดคุยกัน ช่วยกันทำ ไม่มีชาวบ้านคนไหนตั้งใจที่จะล่าพะยูน กลับกัน จะหันมาช่วยเหลือพะยูน เช่น พะยูนติดเครื่องมือประมง หรือเกยตื้น ชาวบ้านจะแห่กันมาช่วยทั้งหมู่บ้านไม่เว้นเด็ก หรือคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน” นายศิริพัฒกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 19 ตุลาคม จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ใน อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ผ่านมา 11 วัน ใน 7 ตำบล ประกอบด้วย ต.สรรพยา ต.บางหลวง ต.เขาแก้ว ต.ตะหลุก ต.หาดอาษา ต.โพนางดำออก และ ต.โพนางดำตก บ้านเรือนประชาชน ต้องถูกน้ำท่วมจำนวนกว่า 2,700 หลังคาเรือน ชาวบ้านต้องขนของอพยพขึ้นมาอาศัยกิน-นอนอยู่บนถนนกว่า 500 ครัวเรือน มีพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายกว่า 16,000 ไร่นั้น

นอกจากประชาชนจำนวนกว่า 7,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้แล้ว ชาวบ้านบอกว่ายังมีพืชสวนครัวต่างๆที่ต้องแช่น้ำมาถึง 1 1วัน ทำให้มีพืชหลายชนิดมีอาหารเหี่ยวเฉา ใบเหลืองไหม้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากำลังจะตาย เช่น มะะกอ กล้วย ขนุน มะม่วง และต้นผลไม่ต่างๆ ซึ่งชาวบ้านเองก็ทำได้แต่เพียงแค่นั่งดูด้วยความรันทดใจ เพราะไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร เพราะชาวบ้านเองปัจจุบันก็กินอยู่กันอย่างลำบาก ได้เพียงแค่ภาวนาให้น้ำลดลงเร็วๆก่อนที่ต้นไม้จะตายหมด

ทั้งนี้จากการตรวจปริมาณน้ำจากภาคเหนือไหลผ่าน จ.นครสวรร์เข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยาเริ่มทรงตัว โดยวัดได้ 2,854 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนระดับน้ำเหนือเขื่อนเพิ่มขึ้น 8 ซ.ม. วัดได้ 17.06 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางซึ่งต่ำกว่าตลิ่งเพียงเล็กน้อย โดยเขื่อนเจ้าพระยายังคงการระบายน้ำไว้ที่ 2,598 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนทรงตัวอยู่ที่ 15.81 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศประจำวันที่ 19 ตุลาคม 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนลดลง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา networkwiththem.org บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ด้านตะวันตกของภาคเหนือ มีฝนตกหนักบางพื้นที่ในระยะแรก ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนลดลง สำหรับร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนบนเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนตกในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำพูน พิจิตร สุโขทัย กำแพงเพชร และตาก
อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-31 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ
อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 27-31 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี และราชบุรี
อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-31 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง และพังงา
อุณหภูมิต่ำสุด 20-24 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. วันที่ 19 ต.ค.รายงานข่าวจากสงขลา เปิดเผยว่า ยิ่งใกล้วันถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ความต้องการต้นดอกดาวเรืองยิ่งสูงขึ้น ทำให้ต้นดอกดาวเรืองขาดแคลน มีกลุ่มพ่อแม่ค้าบางคนฉวยโอกาสเพิ่มราคาขายต้นดอกดาวเรือง จากราคา 35-45 บาท เป็น 169 บาท ต้นที่สวยงามและดอกดาวเรืองออกดอกเต็มที่ ส่วนต้นที่ไม่สมบูรณ์ยังจำหน่ายต้นละ 50-60 บาท

รายงานข่าวแจ้งว่า พ่อค้าและแม่ค้าอ้างว่าดาวเรือนที่เพาะยังไม่มีดอก ต้องสั่งซื้อมาจากต่างจังหวัด และบางส่วนต้องสั่งซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา ทำให้ราคาต้องเพิ่มสูงขึ้นจากต้นทุนที่สูง

ทั้งนี้กรณีมีคำสั่งของนายบุญญฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายในห้ามฉวยโอกาสเพิ่มราคาขายต้นดอกดาวเรืองนั้น ถือว่าสายไปเสียแล้วที่ออกคำสั่ง เพราะประชาชนได้ซื้อจากพ่อค้าแม่ค้าไปหมดแล้ว เนื่องจากใกล้ถึงงานถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว

นายสมชาย จันทรประทิน รองนายก ทน.สงขลา เปิดเผยว่า เทศบาลกับ อบจ.สงขลารับผิดชอบในการตกแต่ง ปรับภูมิทัศน์และ ติดตั้งแสงสีเสียงที่พระเมรุมาศจำลอง ต้องใช้ต้นดอกดาวเรืองอย่างน้อย 17,000 ต้น เทศบาลได้เพาะชำไว้ประมาณ 20,000 กว่าต้น โดยได้แจกจ่ายให้กับประชาชนและปรับปรุงภูมิทัศน์ในเขตเทศบาลด้วย

เมื่อเวลา 09.01 น. วันที่ 19 ต.ค. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯโดยรถยนต์พระที่นั่งจากวังสระปทุมไปยังโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในพระบรมมหาราชวัง ในพิธีบวงสรวงสังเวยการจัดทำเครื่องสดประดับพระจิตกาธานในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมี นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการพระราชวัง พล.อ.ต.สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง นางนภาพร เล้าสินวัฒนา ผู้อำนวยการกองศิลปกรรม นางพัฒนา เกตุกาญจโน ผู้อำนวยการโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ กรมศิลปากร สำนักช่างสิบหมู่ ช่างฝีมือและจิตอาสา เฝ้าฯ รับเสด็จ

จากนั้น เสด็จฯ ไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย ทรงคม เสด็จฯไปทรงเจิมโองการบวงสรวงสังเวยช่างเครื่องสดราชสำนัก เสด็จฯไปยังโต๊ะสังเวย จากนั้นทรงจุดเทียนทอง เทียนเงิน ที่โต๊ะเครื่องสังเวย ทรงจุดธูปหางปักที่เครื่องสังเวย (ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย สังข์ แตร พนักงานภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์) ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ทรงคม จากนั้นประทับพระราชอาสน์ นายบุญชัย ทองเจริญบัวงาม นายช่างศิลปกรรม ผู้ประกอบพิธีอ่านโองการบวงสรวงและนำกล่าวบทบูชาครูช่างเครื่องสด จบแล้ว (ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย สังข์ แตร พนักงานภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์)

ต่อมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทรงสุหร่ายที่เครื่องมือ เครื่องใช้ในการทำเครื่องสดพระจิตกาธาน และทรงเจิมเทวดาประดับจิตกาธาน (ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย สังข์ แตร พนักงานภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์) เสด็จฯไปทรงคมที่หน้าโต๊ะหมู่บูชา เสด็จฯไปทรงคมที่หน้าโต๊ะสังเวย และเสด็จฯ กลับในเวลาต่อมา

นายบุญชัย ทองเจริญบัวงาม นายช่างศิลปกรรม กล่าวภายหลังจบพิธีบวงสรวงว่า สมเด็จพระเทพฯ ทรงมีรับสั่งถามช่างแทงหยวกจาก 4 ภูมิภาค ด้วยความเป็นห่วงว่า “ยังทำงานอยู่ใช่ไหม ยังทำไม่เสร็จใช่ไหม ยังเหลืออีกเยอะหรือไม่”