ส่วนนายวิจัย จันทร์แสงศี เกษตรกรอีกรายที่ปลูกข้าวโพดข้าวเหนียว

และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เปิดเผยว่า ตนเข้าร่วมโครงการฯ เพราะมั่นใจว่าจะมีแหล่งรับซื้ออย่างแน่นอน และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่ปลูก โดยตนเองมีพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ และปลูกทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวโพดข้าวเหนียว โดยหยอดเมล็ดห่างกันประมาณ 1 เดือน ก็จะทำให้การออกดอกของข้าวโพดทั้ง 2 ชนิด เกิดขึ้นในเวลาที่ต่างกัน การผสมข้ามพันธุ์จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรครั้งนี้ นับเป็นการสร้างความรู้ความมั่นใจที่ถูกต้องให้กับเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญเป็นการสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรในการเพิ่มรายได้ เนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีตลาดรองรับที่แน่นอน

ด่วน! สนช. พับ พ.ร.บ. ข้าว ยุติพิจารณา รอ รบ.ใหม่ หวั่นขัดแย้งบานปลาย ยัน ไร้ใบสั่งนายกฯ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิก สนช. ในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้าว พ.ศ. … เปิดเผยว่า ตนได้หารือกับทีมงานแล้ว เห็นว่าเมื่อสังคมยังไม่สบายใจ ไม่เข้าใจในตัวร่าง พ.ร.บ. ข้าว อาจเกิดเหตุเข้าใจผิด จึงขอเลื่อนการพิจารณาออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะอยากทำความเข้าใจให้ตรงกันว่าร่างกฎหมายนี้เป็นเจตนาดี ต้องการช่วยเหลือชาวนาจริงๆ เมื่อรัฐบาลใหม่มาจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้ ขอว่าอย่าโยงเรื่องดังกล่าวถึงนายกรัฐมนตรี เพราะท่านไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้สั่งการอะไร แต่เป็นเรื่องที่เราหารือในสภา

“จะไม่หยิบยกมาพิจารณาใน สนช. แล้ว เพราะเกรงว่าความขัดแย้งในสังคมจะมีมากขึ้น กลัวเกิดการเผชิญหน้าของฝ่ายสนับสนุนและไม่สนับสนุน เราจึงขอยุติดีกว่า แม้ว่า สนช. มีหน้าที่ออกกฎหมาย แต่ถ้าดำเนินต่อไปกฎหมายผ่านก็มีปัญหา ไม่ผ่านก็มีปัญหา เราไม่ดื้อรั้น ฟังเสียงประชาชน เมื่อยังไม่เข้าใจ ก็ขอยุติดีกว่า หวังว่าสักวันอาจคิดถึงผมก็ได้ เพราะร่างนี้เป็นประโยชน์” นายกิตติศักดิ์ กล่าว

ข้าวอินทรีย์ไทยสุดฮอต ในงาน BIOFACH 2019 พร้อมลุยต่อไตรมาสสอง จัดกิจกรรมเชื่อมโยงตลาดข้าว ณ สิงคโปร์ และฮ่องกง

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยถึงความสำเร็จจากการนำคณะผู้แทนการค้าไทย เดินทางไปจัดกิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวอินทรีย์ไทยในงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ระดับโลก BIOFACH 2019 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่าง วันที่ 13-16 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า
การจัดกิจกรรมในปีนี้ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี โดยผู้เข้าร่วมงานสนใจสอบถามข้อมูลข้าวไทยในหลากหลายประเด็น อาทิ ความแตกต่างของข้าวไทยในแต่ละชนิด มาตรฐานข้าวไทย รวมถึงผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวไทย เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมขบเคี้ยวสำหรับเด็ก เป็นต้น ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

“การจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวอินทรีย์ไทย รวมถึงข้าวคุณภาพดีชนิดต่างๆ ของไทยในการเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป (EU) เนื่องจากเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้โดยตรงจากความโดดเด่นในด้านคุณภาพ ปลอดภัย ปราศจากสารเคมี และดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในเรื่องของกลูเตน (Gluten Free) ซึ่งไม่มีในข้าวไทย”

ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ตลาด EU ตลาดอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ ก็ให้ความสำคัญและตื่นตัวกับกระแสรักสุขภาพ และให้ความสำคัญกับสินค้าอินทรีย์ที่ปลอดภัยปราศจากสารเคมี ปลอดกลูเตน ซึ่งข้าวอินทรีย์ไทยและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวอินทรีย์ไทย เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

การเติบโตของข้าวอินทรีย์ของไทยในตลาด EU และตลาดอื่นๆ ทั่วทุกภูมิภาคของโลก จึงมีแนวโน้มสดใส ซึ่งกรมฯ จะทำหน้าที่ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์ไทย ควบคู่ไปกับการผลักดันให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อผลิตสินค้าแปรรูปจากข้าวอินทรีย์ไทยที่มีความหลากหลายเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทย กรมฯ เห็นว่านอกจากการผลิตให้ได้คุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยตลอดทั้งกระบวนการผลิตแล้ว หากสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับวัฒนธรรม และพฤติกรรมของผู้บริโภคในภูมิภาคต่างๆ และผลักดันสินค้าดังกล่าวเข้าสู่ตลาดเพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ จะยิ่งทำให้แบรนด์ข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์จากข้าวอินทรีย์ไทยเข้าไปครองใจของผู้บริโภคทั่วโลกได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2562 กรมฯ มีแผนในการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงตลาดข้าว ณ สิงคโปร์และฮ่องกง รวมทั้งจัดการประชุม Thailand Rice Convention 2019 ในระหว่าง วันที่ 27-29 พ.ค. 2562 เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกข้าวคุณภาพที่สำคัญของโลก ทั้งนี้ มั่นใจว่าแผนการประชาสัมพันธ์ข้าวไทยของกรมฯ จะช่วยสร้างการรับรู้เกี่ยวกับข้าวคุณภาพดีของไทยให้เป็นที่รู้จัก และเพิ่มช่องทางในการขยายตลาดข้าวไทยให้เพิ่มมากขึ้นได้อย่างแน่นอน

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยผลสำเร็จเกษตรกรผสมปุ๋ยใช้เอง ลดต้นทุนปุ๋ยเคมีกว่า 40 ล้านบาท/ปี แนะใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องเหมาะสม ลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ยกระดับความรู้เรื่องดินและปุ๋ยให้แก่เกษตรกร ส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินหรือปุ๋ยสั่งตัด ผสมแม่ปุ๋ยเคมีใช้เองตามคำแนะนำจากผลวิเคราะห์ดิน และใช้ปุ๋ยเคมีตามความจำเป็นเพื่อลดต้นทุนการผลิต ร่วมกับการไถกลบตอซัง ไม่เผาเศษซากพืช ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง รวมทั้งใช้ปุ๋ยชีวภาพในพืชที่สามารถใช้ได้ร่วมด้วย เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย และมันสำปะหลัง โดยจัดตั้งศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.)

ที่บริหารจัดการโดยเกษตรกร จำนวน 882 ศูนย์ อำเภอละ 1 ศูนย์ ใน 77 จังหวัด ตั้งแต่ปี 2558 มีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับอำเภอเป็นพี่เลี้ยง และพัฒนา ศดปช. ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนขยายผลการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน โดยใช้ชุดตรวจสอบดินแบบรวดเร็ว และให้คำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้น ถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้ แปลงเรียนรู้ จุดสาธิต รวบรวมความต้องการและบริการจัดหาแม่ปุ๋ยให้สมาชิกใช้ตามคำแนะนำ

ปัจจุบันมีเกษตรกรสมาชิก ศดปช. อย่างน้อย 17,640 ราย จาก 882 ศูนย์ มีความรู้เรื่องดินและปุ๋ย สามารถใช้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้อง และลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ยร้อยละ 21-28 คิดเป็นมูลค่าปุ๋ยเคมีที่ลดลง รวมประมาณ 39-43 ล้านบาท/ปี ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10-12 เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ปุ๋ยตามวิธีเดิมของเกษตรกร มีพื้นที่การนำเทคโนโลยีไปใช้ จำนวน 156,262 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 64 ของพื้นที่ปลูกของสมาชิก ศดปช. และวางแผนขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสม จาก ศดปช. ไปสู่ชุมชน ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี มีรายได้เพิ่มขึ้น ทรัพยากรดินได้รับการบำรุงรักษาให้สามารถผลิตพืชผลได้อย่างยั่งยืน และลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของเกษตรกร และผู้บริโภค

การใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องเหมาะสมตามความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการของพืช เป็นการลดต้นทุนการผลิตอย่างถูกวิธี เนื่องจากต้นทุนการผลิตพืชของเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ที่ค่าปุ๋ยเคมี ซึ่งกว่า 90% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้มีราคาค่อนข้างสูง ประกอบกับเกษตรกรมักใส่ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำทั่วไป โดยไม่คำนึงถึงปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่แล้วในดิน บางครั้งใส่ปุ๋ยเคมีเกินความต้องการของพืช ทำให้สิ้นเปลืองและต้นพืชอ่อนแอ ต้องใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงเพิ่มมากขึ้น เสี่ยงเป็นอันตรายต่อเกษตรกร และอาจปนเปื้อนในสภาพแวดล้อม ในขณะเดียวกัน ถ้าใส่ปุ๋ยเคมีน้อยเกินไปไม่เพียงพอกับความต้องการธาตุอาหารของพืช ก็จะทำให้ได้ผลผลิตต่ำและดินเสื่อมโทรม

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดเวทีทำข้อตกลงซื้อขายผลไม้ระหว่างสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จังหวัดลำพูน กับสหกรณ์ในจังหวัดสงขลาและปัตตานี หวังเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์เป็นช่องทางตลาดรองรับผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ปีนี้ เพื่อเร่งกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดภายนอกโดยเร็ว เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตกระจุกตัวจนราคาตกต่ำ

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงเครือข่ายสหกรณ์เพื่อซื้อขายลำไยระหว่างสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จังหวัดลำพูน กับสหกรณ์การเกษตรสะเดา จำกัด จังหวัดสงขลา สหกรณ์การเกษตรยะรัง จำกัด และสหกรณ์ประมงปัตตานี จำกัด จังหวัดปัตตานี ภายใต้โครงการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาดผลไม้คุณภาพของสถาบันเกษตรกร จังหวัดลำพูน ปีงบประมาณ 2562 ซึ่งทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้คาดการณ์ปริมาณผลผลิตผลไม้ลำไยของจังหวัดลำพูน ในปีนี้จะมีปริมาณรวมทั้งสิ้น 119,784 ตัน ขณะที่ตลาดมีความต้องการบริโภคลำไยสด 31,815 ตัน แยกเป็นบริโภคสดในประเทศ 8,313 ตัน และลำไยสดส่งออก 23,502 ตัน

สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด เป็นสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตลำไยในจังหวัดลำพูน มีสมาชิกซึ่งมีพื้นที่ปลูกลำไย 2,500 ไร่ คาดว่าจะรวบรวมผลผลิตลำไยในฤดูกาลปี 2562 ประมาณ 1,600 ตัน เป็นลำไยเกรดคุณภาพประมาณ 1,140 ตัน สหกรณ์สามารถกระจายผลผลิตผ่านช่องทางห้างสรรพสินค้า ห้างโมเดิร์นเทรด 500 ตัน กระจายผ่านบริษัทไปรษณีย์ไทย 100 ตัน และยังมีผลผลิตส่วนเกินอยู่ 540 ตัน โดยในส่วนของผลผลิตลำไยนั้น ช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมากจะอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม

ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากตลาดในพื้นที่ไม่สามารถรองรับได้ทั้งหมด โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มอบหมายให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำพูนดำเนินการประสานเชื่อมโยง สหกรณ์ผู้ผลิตลำไยกับคู่ค้าต่างๆ ทั้งภาคเอกชน ได้แก่ โมเดิร์นเทรด ผู้แปรรูป ผู้ส่งออก รวมไปถึงเครือข่ายสหกรณ์ในภาคต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรองรับผลผลิตลำไยและนำไปกระจายสู่ผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องปัญหาผลผลิตกระจุกตัวและส่งผลทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำได้ ซึ่งการขยายเครือข่ายสหกรณ์ให้เป็นช่องทางการตลาดที่เข้มแข็งและมีศักยภาพและเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงกับช่องทางการตลาดภาคเอกชน

โดยสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด มีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนให้สมาชิกผลิตลำไยที่มีคุณภาพ และบริหารจัดการผลผลิตส่งถึงคู่ค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนสหกรณ์คู่ค้าในจังหวัดสงขลาและปัตตานีทั้ง 3 แห่ง ให้ความร่วมมือในการซื้อขายลำไยเกรดคุณภาพตลอดฤดูกาลผลิต เพื่อนำไปกระจายส่งถึงผู้บริโภค โดยราคาซื้อขายให้เป็นไปตามกลไกตลาด

บริษัท​ จีเอ็ม​ อินเตอร์​ ฟู้ดส์​ จำกัด​ ในเครือ บริษัท​ จีเอ็ม​ มัลติมีเดีย​ กรุ๊ป​ จำกัด​ (มหาชน)​ ร่วมแสดงความยินดีในงานเปิดตัวสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่เมืองพัทยา​ The Legend​ Siam ของ บริษัท ​ณุศาศิริ​ จำกัด​ (มหาชน) ​โดยมี คุณปกรณ์​ และ คุณพรจิตต์ พงศ์วราภา​ พร้อมทั้ง คุณเอกระพีร์​ สุขกุลพิพัฒน์​ ทีม ผู้บริหารระดับสูง​ ร่วมแสดงความยินดีมอบช่อดอกไม้และของขวัญให้กับ คุณศิริญา​ เทพเจริญ​ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาดและขาย บริษัท​ ณุศาศิริ​ จำกัด​ (มหาชน)​ ในงานครั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาด้วย

เมื่อเร็วๆ นี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) สมัยพิเศษ ร่วมกับรัฐมนตรีจากประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ 3 ประเทศ โดยมี นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานการประชุม พร้อมด้วย H.E. Darmin Nasution รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานงานกิจการเศรษฐกิจสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และ H.E Teresa Kok Suh Sim รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานของมาเลเซีย เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากรัฐบาลประเทศสมาชิก ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

นายกฤษฎา แถลงว่า ทุกประเทศตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ จึงมีการนำเอานโยบายต่างๆ แก้ไขปัญหา ตั้งแต่การพยายามลดการพึ่งพาการส่งออก เพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้นให้เกิดสมดุล ด้วยการลดปริมาณการผลิตยางธรรมชาติลง เพื่อทำให้ราคายางพาราในประเทศมีเสถียรภาพ ด้าน ITRC และ IRCo (เออโก้) มีความพยายามแก้ปัญหาดังกล่าวโดยการกำหนดนโยบายและโครงการต่างๆ ขึ้น ได้แก่ โครงการส่งเสริมด้านอุปสงค์เพิ่มปริมาณการใช้ยาง โครงการประกวดผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมจากยางธรรมชาติ และการสร้างแบบจำลองในการพยากรณ์อุปสงค์ยางพาราโลก

นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทยได้มีการกำหนดนโยบายและแนวทางในการแก้ปัญหาราคายางทั้งนโยบายระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่ การจัดทำโครงการพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกรชาวสวนยางเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงระหว่างที่ราคายางพาราตกต่ำ โดยเชิญชวนและรับสมัครเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศที่สนใจเข้าร่วมโครงการฝากน้ำยางไว้กับต้นยาง หรือหยุดกรีดยางเป็นเวลา 1-2 เดือน การส่งเสริมและเร่งรัดการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราในประเทศให้มากขึ้นอย่างเร่งด่วน

โดยเริ่มจากหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ เพื่อให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ วัสดุ ครุภัณฑ์ สิ่งก่อสร้างที่มีส่วนผสมของยางพาราเพิ่มมากขึ้น เช่น บล็อกยางปูพื้น ยางปูสนามฟุตซอล และถนนยางพาราแอสฟัลต์ติกคอนกรีต เป็นต้น นอกจากนี้ โครงการเร่งด่วนที่ผลักดันให้มีการดำเนินในปัจจุบัน ได้แก่ การสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศสร้างถนนยางพารากว่า 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ

โดยมีการสร้างถนนที่มีส่วนผสมของยางพาราในอัตราหมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร เพื่อดูดซับน้ำยางออกจากระบบตลาด และเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศ ขณะเดียวกัน ก็ได้เชิญชวนบริษัทเอกชนทั้งใน และต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนผลิตและแปรรูปยาง โดยให้มีสิทธิพิเศษทางการลงทุน นอกจากนี้ รัฐบาลไทยก็มีมาตรการในการควบคุมการผลิตโดยเชิญชวนให้เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ทดแทนยางพารา เช่น กาแฟ โกโก้ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมด้านยางพาราภายในประเทศ เช่น ผลิตล้อยาง

“นโยบายของประเทศผู้ผลิตยางเพียงประเทศเดียว ยังไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติได้ยั่งยืน ดังนั้น จึงมีการประชุมร่วมกันระหว่าง 3 ประเทศ เพื่อหาวิธีการและมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางพาราให้มีเสถียรภาพ โดยที่ประชุมเห็นชอบให้มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่อาวุโส เพื่อร่วมกันหาแนวทางการรักษาเสถียรภาพราคายางอย่างยั่งยืน โดยมีมาตรการเบื้องต้นประกอบด้วย 1. มาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยางของ 3 ประเทศ รวมจำนวน 200,000-300,000 ตัน 2. มาตรการหาวิธีเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศให้เพิ่มขึ้น

3. มาตรการการบริหารจัดการผลผลิตในประเทศ โดยการลดพื้นที่ปลูกยางพาราไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน (Supply Management Scheme : SMS) 4. มาตรการด้านตลาด โดยการจัดทำตลาดยางพาราร่วมกันระหว่างภูมิภาค (Regional Rubber Market : RRM) เพื่อซื้อขายยางพาราล่วงหน้า และ 5. การตั้งสภายางพาราแห่งอาเซียน (ASEAN Rubber Council : ARC) เพื่อเป็นเวทีให้ทั้ง 3 ประเทศมาพูดคุยหารือกันในประเด็นยางพารา ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปยางพารา การศึกษาค้นคว้า งานวิจัย หรือเวทีและเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เป็นต้น” นายกฤษฎา กล่าว

(22 กุมภาพันธ์ 2562) กรุงเทพฯ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ร่วมกับ TCELS หรือศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) จัดสัมมนาเรื่อง “Food, Gene and Health : Opportunities and Challenge” และเปิดตัวโครงการ “การวิจัย พัฒนา และทดสอบทางคลินิก สำหรับอาหารฟังก์ชั่น” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชั่น หรืออาหารมีวัตถุประสงค์พิเศษ สำหรับสังคมผู้สูงอายุ และการวิจัยทางคลินิกในอาหารฟังก์ชั่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ได้จริง มุ่งรองรับความต้องกลุ่มผู้บริโภคผู้สูงอายุได้แท้จริง พร้อมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืน

นายเฉลิมพล ตู้จินดา ผู้อำนวยการโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า โปรแกรม ITAP สวทช. มีภารกิจหลักในการช่วยเหลือผู้ประกอบการในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยในอุตสาหกรรมอาหาร ITAP ให้ความช่วยเหลือตั้งแต่การพัฒนาและเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ ทำให้มีความหลากหลายหรือสร้างนวัตกรรมด้วยการปรับวิธีการผลิต หรือรูปแบบการบริโภค พัฒนาให้อาหารมีอายุเก็บรักษาที่นานขึ้น โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นอาจารย์ที่จบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร

หรือนักพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในปี 2559 ถึงปัจจุบัน ITAP ได้ดำเนินโครงการ “การพัฒนาอาหารสุขภาพเพื่อสังคมผู้สูงอายุ” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และช่วยพัฒนาผู้ประกอบการในการปรับทิศทางการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้บริโภคที่มีจำนวนมากในสังคมผู้สูงอายุ จากการดำเนินโครงการ 3 ปี ได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์อาหารที่พร้อมจำหน่าย เช่น เยลลี่สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาการกลืน ซุปข้นสำหรับรับประทานระหว่างมื้อ เครื่องดื่มมันเทศผสมธัญพืชที่มีค่า GI ปานกลาง และไข่ขาวผงพร้อมชง สำหรับ ผู้ที่ต้องการโปรตีนสูง เป็นต้น

“การที่ ITAP สวทช. ผนึกกำลังกับหน่วยงานที่พร้อมสนับสนุนการวิจัยเฉพาะด้านในเชิงลึก เพื่อสร้างขีดความสามารถของประเทศไทย อย่าง TCELS จึงเกิดโครงการ “การวิจัย พัฒนา และทดสอบทางคลินิกสำหรับอาหารฟังก์ชั่น” ซึ่งจะเป็นกลไกช่วยสนับสนุนและพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารไทยที่มีศักยภาพด้านการผลิตอยู่แล้ว ให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

ด้วยการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ในกลุ่มอาหารฟังก์ชั่น และการวิจัยทางคลินิก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ให้กับผู้บริโภค และเป็นข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ได้ ในการขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยโครงการฯ จะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่มผู้ผลิตส่วนผสมอาหาร (Food Ingredients) และกลุ่มผู้ผลิตอาหาร (Food Industries) โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา โดยเฉพาะอาจารย์แพทย์ นักกำหนดอาหาร

นักโภชนาการ นักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงนักการตลาด และปรึกษา อย. อย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยบ่มเพาะและสร้างแนวคิดผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชั่นร่วมกับผู้ประกอบการ และผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การทำ Nutrition Workshop เพื่อรู้และเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการให้มากขึ้น และใช้ความรู้ด้านโภชนาการ มาออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ การศึกษาดูงานอาหารฟังก์ชั่น ณ ต่างประเทศ

รวมถึงการเข้าใจและวิธีการทำตลาดให้โดนใจผู้สูงอายุ เป็นต้น เพื่อเป้าหมายปลายทางที่ต้องการให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาอาหารฟังก์ชั่นที่ผลิตโดยคนไทย และมีผลการวิจัยในมนุษย์ ซึ่งโครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญ และจะมีก้าวต่อๆ ไป สู่การวิจัยพัฒนาอาหารเฉพาะบุคคล อาหารตามยีน หรือ Nutrigenomics ให้สังคมผู้สูงอายุ มีสุขภาพดี มีอาหารอร่อย และปลอดภัย และลดความเสี่ยงของการเกิดโรค NCDs” ผู้อำนวยการโปรแกรม ITAP สวทช. กล่าว

ดร. ศิรศักดิ์ เทพาคำ รองผู้อำนวยการด้านวิชาการและนวัตกรรม ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS กล่าวว่า ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ฯ มีบทบาทในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ ให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเน้นให้การสนับสนุนการวิจัยและการเข้าถึงการบริการของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพและการแพทย์ เช่น การทดสอบวิจัยในเซลล์ ในสัตว์ทดลอง และในมนุษย์ เพื่อยื่นประกอบการพิจารณาอนุญาตฉลากอาหารและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

เป็นที่ทราบกันดีว่า ผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพหรืออาหารฟังก์ชั่นมีการเติบโตขึ้นทุก ปี เนื่องจากมีผู้ป่วยด้วยโรค Chronic Diseases (คือ โรคเรื้อรัง) และโรค NCDs (คือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากไลฟ์สไตล์วิธีการใช้ชีวิต) มากขึ้น จำนวนผู้สูงอายุทั่วโลกเพิ่มขึ้น สุขภาพจึงเป็นปัญหาสำคัญของผู้สูงอายุ ด้วยการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เป็น ไปตามวัย เกิดโรคได้ง่าย เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคเบาหวาน ข้อเสื่อม รับประทานอาหารได้น้อยลง รวมถึงการเคี้ยวและการกลืน แนวคิดการป้องกันก่อนเกิดโรค

หรือการบำบัดด้วยโภชนศาสตร์ มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วตามความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น การศึกษาวิจัยความเชื่อมโยงระหว่างอาหารที่บริโภคกับการ แสดงออกของยีน (Nutrigenomics) การพัฒนาอาหารเฉพาะบุคคล (Personalized Foods) เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรค ดังนั้น หากผู้ประกอบการอุตสา หกรรมอาหารไทย ปรับกลยุทธ์การผลิต จากที่ผลิตอาหารทั่วไป เป็นผลิตอาหารฟังก์ชั่น หรืออาหารมีวัตถุประสงค์พิเศษ สำหรับสังคมผู้สูงอายุ และรองรับความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้อย่างแท้จริง ย่อมสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมได้อย่างแน่นอน