ส่วนผสม สำหรับอาหารสุนัขประมาณครึ่งกิโลกรัม ประกอบด้วย

ละลายน้ำตาลทราย เกลือ ในน้ำ หรือ น้ำต้มผัก อุ่น รอให้อุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียส เติมผงยีสต์ เลี้ยงให้เชื้อโตประมาณ 3-5 นาที จะเกิดฟอง

3.ผสมแป้ง ผัก ตับบด ยีสต์จากข้อ 2 ในอ่างหรือชามผสม ผสมให้เข้ากันจนเป็นก้อนไม่ติดมือ

4.นำผ้าชุบน้ำปิดอ่างผสม ใส่ไมโครเวฟ ใช้ไฟสูงสุด 30 วินาที นำออกมาแบ่งเป็นก้อนเท่าๆ กัน 4 ก้อน นำผ้ามาปิด พักทิ้งไว้ 10 นาที

5.ตั้งไมโครเวฟที่ไฟกลาง อุ่นก้อนแป้ง นาน 25 วินาที ทิ้งไว้ต่อประมาณครึ่งชั่วโมงให้แป้งขึ้นดี

6.นำแป้งมากดหรือรีดเป็นแผ่น ตัดเป็นชิ้นด้วยพิมพ์กด

7.วางเรียงในถาดอบ อย่าให้ติดกันมาก

8.ต้มน้ำถ้วยในไมโครเวฟให้เดือด ให้มีไอน้ำในเครื่อง เมื่อครบทุกขั้นตอน ทิ้งให้เย็น บรรจุถุง

ดร.ศิรพรรณ อธิบายว่า การใช้ยีสต์เป็นส่วนประกอบปรุงอาหาร เพราะเซลล์ของยีสต์จะแตกตัวทำให้อาหารฟู เมื่อนำเข้าอบในไมโครเวฟจะทำให้น้ำที่เป็นส่วนประกอบของอาหารระเหยออกเหลือน้ำน้อยลง ช่วยให้เก็บรักษาได้นาน และหลังจากได้อาหารสุนัขทางเลือกสำเร็จรูปแล้ว หากเจ้าของสุนัขจะนำมารับประทานก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะส่วนผสมในอาหารคนก็สามารถรับประทานได้เช่นกัน เพียงแต่รสชาติอาจไม่อร่อยเหมือนอาหารที่คนรับประทาน เพราะสุนัขใช้การดมกลิ่นแทนการลิ้มรส จึงไม่ปรุงรสชาติให้กับอาหารสุนัขทางเลือก

อาหารสุนัขทางเลือก e-Dogs ทำเอง เก็บไว้ในสภาพอากาศปกติ มีอายุการรับประทาน 1 สัปดาห์

อาหารสุนัขทางเลือก e-Dogs ทำเอง เก็บไว้ในถุงสุญญากาศ มีอายุการรับประทาน 1 เดือน

“ข้อดีของการทำอาหารสุนัขทางเลือกเองที่บ้าน คือ เจ้าของสามารถเลือกชนิดอาหารที่สุนัขชอบมาเป็นส่วนผสมได้ หรือ ต้องการให้สุนัขรับประทานผัก ผลไม้ ก็เพิ่มเข้าไปได้ไม่จำกัด ทั้งยังช่วยในเรื่องของลดปริมาณอาหารเหลือทิ้งได้ด้วย”

สนใจสอบถามเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ดร.ศิริพรรณ สุคนธสิงห์ โทร.086-533-7939 หรือ คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 02-579-8574-5 ต่อ 8201 หรือจะสั่งออเดอร์ ทั้งนิสิตและอาจารย์ที่ปรึกษายินดีรับออเดอร์ไม่จำกัด

ปลากะตักเป็นปลาผิวน้ำขนาดเล็ก อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง มีชื่อเรียกหลายชื่อตามท้องถิ่นที่แตกต่างกันไป อาทิ ไส้ตัน ปลาหัวอ่อน ปลาจิ้งจั๊ง ปลามะลิ ปลายู่เกี้ย ปลาเก๋ย ปลากล้วย ชาวประมงนิยมใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการทำน้ำปลาชั้นดี บูดู และปลาป่น นอกจากนี้ปลากะตัก ยังนิยมนำมาแปรรูปเป็นปลาตากแห้ง หรือเป็นที่รู้จักในนามของปลาไส้ตันตากแห้งหรือปลาฉิ้งฉ้าง สามารถจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะเห็นว่าช่วงเวลา2-3 ปีมานี้ ความต้องการปลากะตักตากแห้งของต่างชาติ ที่เข้ามากว้านซื้อปลากะตักของไทยสูงกว่าความต้องการในประเทศสูง 5-10 เท่าตัว

ทั้งนี้แม้ความต้องการผลิตภัณฑ์ปลากะตักตากแห้งมีจำนวนมากขึ้น แต่ชาวบ้านผู้ผลิตปลาไส้ตันตากแห้ง กลับประสบปัญหาผลิตได้ไม่ทันกับความต้องการของตลาด ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผลิตได้ล่าช้า คือ กรรมวิธรการผลิต ที่ต้องใช้แรงงานและเวลา เนื่องจาก ก่อนได้ปลากะตักตากแห้งสำเร็จรูป ผู้ผลิตจะต้องนำปลากะตักไปต้ม และตากแห้ง จากนั้นก็ต้องเด็ดหัว และผ่าเอาก้างออก กรรมวิธีดังกล่าวมานี้ล้วนแต่ใช้แรงงานคน ซึ่งทำได้ช้าไม่ทันกับความต้องการ อีกทั้งมือที่เด็ดหัวปลา และฉีกเอาก้างออกเมื่อต้องทำในปริมาณมากๆ ก็ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้

ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ นางสาวศิริวรรณ สุขเขียว นางสาวสุนิสา ทอทอง นางสาวสิรินทร์พร แข่งขัน นักศึกษาจากภาควิชาวิศวกรรการเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เข้าไปรับฟังปัญหาของชาวบ้าน และเกิดแรงบันดาล ร่วมกันคิดประดิษฐ์เครื่องผ่าปลากระตักขึ้นมาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว จนสามารถนำไปช่วยทุ่นแรงของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี

นักศึกษาเจ้าของผลงาน เปิดเผยว่า เครื่องผ่าปลากะตักที่พวกตนคิดค้นขึ้นมานั้น ก็สามารถนำไปให้ชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพทำปลากะตักตากให้ใช้อย่างได้ผลและเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งผลงานจะไม่ประสบความสำเร็จ หากไม่ได้อาจารย์พฤกษา สวาทสุข (มทร.ธัญบุรี) และดร.ศุภกิตต์ สายสุนทร (ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน) เป็นที่ปรึกษาตลอดทั้งโครงการ

พวกเขายังได้เล่าถึงผลงานอันน่าภูมิใจนี้ให้ฟังว่า ได้ออกแบบ และพัฒนาขึ้น เพื่อใช้กับกระบวนการแปรรูปปลากะตัก เพื่อลดการใช้แรงงานคน ในกระบวนการเด็ดหัวปลา และผ่าซีกเอาก้างปลาออก การทำงานของเครื่องคือ เมื่อป้อนปลากะตักลงเครื่อง ผ่านลูกกลิ้งทรงกระบอกเข้าสู่ใบมีด เพื่อผ่าปลากะตักให้แยกเป็น 2 ซีก โดยมีลมเป่าทำให้ปลาที่ผ่าได้ตกสู่ตะแกรงคัดแยก ระหว่างเศษไส้ ก้าง และหัวปลา ออกจากตัวปลา

ส่วนปลาที่ไม่ได้ถูกผ่าจะมีการลำเลียงผ่านสกรูลำเลียงเพื่อนำกลับไปผ่าซ้ำ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดอาศัยแรงงานคนคือใส่ปลาลงเครื่องและควบคุมเครื่องเพียงหนึ่งคนเท่านั้น ไม่ได้สิ้นเปลืองแรงงาน ซึ่งตามปกติแล้วหากจ้างแรงงาน ต้องเสียค่าแรงงานกิโลกรัมละ 2 บาท และได้ปริมาณเพียงวันละ 10 กิโลกรัม แต่เมื่อใช้เครื่องผ่าปลากระตัก จะสามารถทำงานได้ 2.5 กิโลกรัมต่อชั่วโมงเลยทีเดียว

ผักหวานป่าจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5-10 เมตร ต้นที่โตเต็มที่สูงถึง 13 เมตร ที่พบ ทั่วไปมักมีลักษณะเป็นไม้พุ่มใหญ่อายุหลายปี เนื่องจากมีการตัดแต่งกิ่งการหักกิ่งเด็ดยอด เพื่อกระตุ้นให้เกิดกิ่งและยอดอ่อน ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้บริโภค ใบผักหวานป่า มีสีเขียวเข้ม เนื้อใบกรอบ เนื้อมาก ขอบใบเรียบ ปลายใบป้าน ฐานใบเรียว สอบถึงแหลม ขนาดของใบประมาณ 2.5-5 x 6-12 เซนติเมตร ในยอดและใบสดที่รับประทานได้ 100 กรัม ประกอบด้วย น้ำ 76.6 กรัม โปรตีน 8.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 10 กรัม เยื่อใย 3.4 กรัม เถ้า 1.8 กรัม แคโรทีน 1.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 115 มิลลิกรัม และพลังงาน 300 กิโลจูล (KJ)

ผักหวานป่าในประเทศไทยสามารถปลูกและพบได้ทั่วไปแทบทุกภาคของประเทศ แต่ในธรรมชาติยังมีพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายผักหวานป่า พืชชนิดนี้มีเมล็ด 3-6 เมล็ด รับประทานยอดอ่อน และมีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น มะยมป่า ผักหวานบ้าน ผักหวานใต้ใบ เป็นต้น มีลักษณะยอดอ่อนเหมือนผักหวานป่ามากจนมีการเก็บผิดอยู่เสมอและเมื่อกินผักชนิดนี้เข้าไปจะออกฤทธิ์กับระบบประสาททำให้เกิดอาการเมา พืชชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Urobotrya siamensis Hiepko คนลำปางเรียก แกก้อง หรือ นางแย้ม เชียงใหม่เรียก นางจุม จันทบุรี เรียก ผักหวานเขา กาญจนบุรี และชลบุรี เรียก ผักหวานดง สระบุรี เรียก ผักหวานเมา หรือ ซ้าผักหวาน ภาคอีสานเรียก เสน หรือ เสน ส่วนทางประจวบคีรีขันธ์ เรียก ดีหมี

อย่างไรก็ตาม หากสังเกตต้นและใบที่แก่จะมีลักษณะแตกต่างกันเห็นได้ชัดหลายอย่างเช่น เนื้อใบสดผักหวานป่ากรอบเปราะ เมื่อบีบด้วยอุ้งมือจะได้ยินเสียงดังกรอบแกรบ ส่วนผักหวานเมาเนื้อใบนุ่มเหนียวไม่หักง่าย ผิวใบด้านบนผักหวานป่ามีสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนผักหวานเมาผิวใบสีเขียวเข้มผิวด้าน ปลายใบผักหวานป่ามนหรือบุ๋มมีติ่งตรงปลาย แต่ผักหวานเมาแหลมถึงป้านเล็กน้อย ส่วนผลของผักหวานป่า เมื่อสุกมีสีเหลือง แต่ผลผักหวานเมา เมื่อสุกมีสีส้มถึงแดงจัด เลือกดูให้ดีก่อนนำมารับประทาน

จากการพูดคุยกับแม่ค้าที่ขายผักหวานป่าโดยตรง พบว่าราคาผักหวานป่าค่อนข้างดีมาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยราคาผักหวานป่าจะแพงมากในช่วงเดือนพฤศจิกายนเรื่อยมาจนถึงเดือนมกราคม หลังจากนั้นราคาจะเริ่มตกลงเล็กน้อย และมีราคาทรงตัวจนไปถึงช่วงเดือนพฤษภาคมราคาจะลดลงไปอีก เพราะเข้าสู่ช่วงฤดูฝนที่มีผลผลิตผักหวานป่าออกมามาก และจากข้อมูลราคาผักหวานป่าของตลาด 4 มุมเมืองพบว่า ราคาโดยเฉลี่ยของผักหวานป่าในปี 2553 อยู่ที่ 120 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนในปี 2554 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 123 บาทต่อกิโลกรัม ถือว่าราคาดีพอสมควรเลยนะคะ ส่วนต้นกล้าผักหวานป่าก็มีราคาดีไม่แพ้กัน ราคาต้นกล้าสูงประมาณ 10 เซนติเมตร ขายอยู่ที่ราคาต้นละ 15-20 บาท แล้วแต่ฤดูกาล

การขยายพันธุ์ทำได้ยาก

เมื่อมีราคาดีผักหวานป่าจึงเป็นพืชที่มีคนสนใจกันมากทำให้ต้นผักหวานป่ามีราคาสูง สิ่งหนึ่งที่ทำให้ต้นผักหวานป่าราคาสูงก็เพราะพืชชนิดนี้ขยายพันธุ์ได้ยากมากๆ ปกติแล้ววิธีการขยายพันธุ์ให้ได้ต้นผักหวานป่ามีหลายวิธี ซึ่งล้วนแต่มีปัญหาจุกจิกกวนใจและ

ให้ผลผลิตน้อย เช่น การตอนกิ่งผักหวานป่าต้องใช้เวลานานกว่าพืชชนิดอื่นคือต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือนขึ้นไป การออกรากก็จะไม่ออกมากเหมือนพืชชนิดอื่น ส่วนการตัดชำ มีเปอร์เซ็นต์การออกรากต่ำมาก นอกจากนั้นยังมีวิธีขยายพันธุ์ผักหวานป่าแบบซาดิสม์ที่เรียกว่าวิธีการสกัดราก ซึ่งเป็นวิธีการเพิ่มจำนวนต้นผักหวานป่า ที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีต้นผักหวานป่าที่มีอายุหลายปีแล้ว และมีรากบางส่วนโผล่ขึ้นมาบนดินใช้สันมีดหรือจอบทุบลงไปบนรากที่โผล่ขึ้นมาให้เปลือกที่หุ้มรากแตก ประมาณ 1 เดือนต้นผักหวานป่าจะแตกขึ้นมาเป็นต้นใหม่ได้

ส่วนการชำรากเป็นวิธีที่เหมาะกับผักหวานป่าที่มีอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป โดยใช้วิธีการเปิดหน้าดินแล้วตัดรากขนาดใหญ่เป็นท่อนๆ นำไปเพาะในถุงดำ ประมาณ 1-2 เดือน รากจะแทงรากใหม่แล้วแทงยอดขึ้นมาเป็นต้นกล้า หรืออีกใช้การขยายพันธุ์แบบแยกหน่อ คือการตัดรากขนาดใหญ่ให้เป้นแผลแล้วทาแผลด้วยปูนกินหมากเมื่อปูนแห้งจึงกลบดินกลับเหมือนเดิม รดน้ำสม่ำเสมอ ประมาณ 1-2 เดือน ก็จะมีหน่อผักหวานแทงขึ้นมา เมื่อหน่อโตก็ให้ขุดย้ายมาชำในถุงต่ออีก แต่วิธีการขยายพันธุ์โดยใช้รากทั้งหลายที่บอกมาเกษตรกรจะต้องมีต้นแม่พันธุ์ในปริมาณมาก จึงจะขยายพันธุ์ได้มาก และการขยายพันธุ์ด้วยรากแบบนี้อาจทำได้ไม่มาก เนื่องจากจะทำให้ต้นแม่พันธุ์โทรมเร็วและเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค

การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

การขยายพันธุ์ผักหวานป่าด้วยวิธีการเพาะเมล็ดเป็นอีกวิธีที่นิยมทำกัน ผลของผักหวานป่าเป็นผลเดี่ยวที่มีรูปไข่ ถึงค่อนข้างกลม ผลอ่อนสีเขียว มีนวลเคลือบโดยรอบต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองครีมหรือเหลืองอมส้มเมื่อแก่ เปลือกบาง เนื้อฉ่ำน้ำ มีเมล็ดเดี่ยว วิธีเพาะเมล็ดผักหวานป่าโดยทั่วไปคือ ใช้เมล็ดผักหวานป่าที่สุกแล้วเปลือกจะมีสีเหลืองสด นำมาเอาเนื้อของผลผักหวานป่าออก แล้วเพาะในภาชนะที่เตรียมไว้ประมาณ 2 เดือนจึงจะเริ่มงอก

ปัญหาจากการขยายพันธุ์ผักหวานป่าโดยการใช้เมล็ดก็คือ เปอร์เซ็นต์การงอกต่ำ นอกจากนั้นการที่รากผักหวานเจริญเติบโตได้เร็วจะทำให้รากผักหวานป่าโค้งงอภายในภาชนะที่ใช้เพาะชำ ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลเสียอย่างมากเมื่อนำผักหวานป่าไปปลูกในสภาพแปลงเพราะจะทำให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเติบโตเป็นเวลานาน

เพาะเมล็ดผักหวานป่าในขวดน้ำพลาสติคใสวิธีง่ายๆ แต่ได้ผล

ที่กาญจนบุรีมีนักวิชาการท่านหนึ่งคือ ว่าที่ร้อยตรีสมยศ นิลเขียว นักวิชาการเกษตรของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี ประยุกต์ใช้วิธีง่ายๆ ในการเพาะขยายพันธุ์ผักหวานป่า

“ผมพบว่าการเพาะขยายพันธุ์ผักหวานป่าด้วยเมล็ดในขวดน้ำพลาสติกใสนอกจากจะเป็นการช่วยโลกนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่และช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกในการเพาะขยายพันธุ์พืชชนิดนี้ด้วย”

เทคนิคการเพาะเมล็ดผักหวานป่าของคุณสมยศ ทำได้ง่าย ๆ ดังนี้นำผลสุกมาแช่น้ำไว้ 1-2 ชั่วโมงเพื่อที่จะทำให้เปลือกและเนื้อของเมล็ดผักหวานหลุดออกได้ง่าย
ล้างน้ำขยี้เปลือกและเนื้อของผลเททิ้งให้เหลือเฉพาะเมล็ดลักษณะคล้ายเมล็ดบัว
ล้างให้สะอาดอีกครั้งเพื่อความมั่นใจว่าเนื้อลอกออกไปหมดแล้วเพราะเนื้อผลผักหวานมีรสหวาน มดแมลงชอบเข้ามากัดกินทำให้เมล็ดไม่สมบูรณ์ อีกอย่างก็คือ เชื้อรา ถ้าเกิดเชื้อราแล้วเมล็ดจะไม่ค่อยงอกหรืออาจจะเสียได้
นำเมล็ดที่ล่อนแล้วไปผึ่งลมให้แห้ง สามารถเก็บไว้ได้ 15 วัน (ห้ามโดนแดด)
ผสมวัสดุปลูกให้เข้ากัน

ทำการเจาะรูที่บริเวณก้นขวดเพื่อให้มีการระบายน้ำและใช้มีดปาดที่คอขวดแต่ไม่ให้ขาดเพื่อจะได้ทำการใส่ดินให้สะดวกมากยิ่งขึ้น
นำดินที่ผสมดีแล้วใส่ลงไปในขวดจนถึงบริเวณคอขวดที่ตัดแล้วทำการรดน้ำให้ชุ่ม
นำเมล็ดลงปลูกลงในขวดฝังให้แค่พอมิดรดน้ำให้ชุ่มประมาณ 1 เดือนรากของเมล็ดผักหวานป่าจะงอก
เมื่อต้นผักหวานป่ามีอายุได้ประมาณ 2.5 -3 เดือน สามารถที่จะนำไปปลูกลงแปลงได้
ข้อได้เปรียบของการเพาะเมล็ดผักหวานป่าในขวดน้ำพลาสติกใส

คุณสมยศเล่าว่า ข้อดีของการเพาะเมล็ดผักหวานป่าในขวดพลาสติกมีหลายอย่าง นอกจากจะเป็นการรียูธ เอาขวดพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ช่วยลดขยะแล้วสิ่งสำคัญที่เกษตรกรจะได้ประโยชน์จากการขยายพันธุ์ผักหวานป่าวิธีนี้คือ การเพาะเมล็ดผักหวานป่าในขวดพลาสติกใสทำให้รากไม่งอ เพราะการเพาะเมล็กผักหวานป่าในถุงเพาะชำสีดำที่เราเคยชินนั้น เราจะมองไม่เห็นรากว่าเจริญเติบโตไปขนาดไหนแล้ว

ผักหวานป่าเป็นพืชป่าที่มีระบบรากแข็งแรงและลงรากลึกเมื่อเพาะเมล็ดจนงอกแล้วรากของผักหวานจะเจริญได้เร็วหากมีสิ่งกีดขวางจะทำให้รากคดงอทำให้เกิดปัญหาเมื่อนำไปปลูกลงดินในสภาพสวนเพราะจะเจริญเติบโตช้า แต่การเพาะเมล็ดผักหวานป่าในขวดน้ำพลาสติกใสจะมองเห็นการเจริญของรากซึ่งจะช่วยลดปัญหารากคดงอไปได้ระดับหนึ่ง นอกจากนั้นการที่มีคอขวดเป็นฝาปิดจะช่วยปกป้องต้นอ่อนผักหวานป่าไม่ให้โดนแมลงมารบกวนได้อีกทางหนึ่งด้วย

เจริญเติบโตได้ดีเมื่อปลูกในสภาพแปลง“ผมมีแปลงผักหวานป่าที่ปลูกไว้ในพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ เป็นต้นผักหวานป่าที่ได้จากการเพาะเมล็ดในขวดน้ำพลาสติกทั้งหมดซึ่งพบว่ามีการเจริญเติบโตดีในสภาพแปลงปลูกที่ปล่อยให้เป็นลักษณะธรรมชาติไม่ต้องมีการดูแลรักษามากนัก” คุณสมยศ ฝากบอกทิ้งท้ายว่า “ผมทดลองการเพาะเมล็ดผักหวานป่าในขวดน้ำพลาสติกมาหลายปีแล้วพอจะสรุปผลได้ว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่ใช้ได้ผลในเรื่องการแก้ปัญหางอกยาก รากงอ โตช้า ของผักหวานป่า ใครที่สนใจจะนำวิธีการนี้ไปใช้ก็ได้ไม่ว่ากัน”

หรือใครสนใจต้นกล้าผักหวานป่า หรือจะพูดคุยกับคุณสมยศติดต่อได้ที่โทร 08-7082-9088 เพราะทุกอาชีพมีทางเดินมากมายให้เลือกเสมอ ขอเพียงแค่เราสนใจ ใส่ใจ และ คิดอยู่เสมอก็มีช่องทางสร้างงาน สร้างเงินให้เราได้ ฉบับนี้สมควรกับพื้นที่ต้องขอลากันไปก่อนพบกันใหม่ฉบับต่อไป

เราชาวบ้าน ก่อนที่จะมีเคียวเกี่ยวข้าว เราคงใช้มือเด็ดรวงข้าวเอามาแยกเอาเมล็ด ตำแยกเปลือกออก แล้วก็เอามาหุงกิน

ต่อมาค่อยๆ พัฒนาคิดทำเครื่องมือเกี่ยวข้าว แต่ละชาติ เผ่าพันธุ์ที่กินข้าวเป็นอาหารหลักล้วนสร้างสรรค์เครื่องมือเกี่ยวข้าวเป็นรูปร่างต่างๆ กันไปบริเวณโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ โครงการพระราชดำริ อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว ผู้เขียนพบเครื่องมือของใช้ชนิดหนึ่ง ถามเจ้าหน้าที่เรียกว่าอะไร ใช้ทำอะไร เจ้าหน้าที่บอกว่า ไว้สำหรับเกี่ยวข้าว แต่ไม่รู้ชื่อเรียกว่าอย่างไร เมื่อกลับมาบ้านพลิกหนังสือดูเครื่องมือเกี่ยวข้าวคนเผ่าต่างๆ ก็พบว่า เป็นเครื่องมือเกี่ยวข้าวจริงๆ แต่ไม่รู้ชื่ออยู่นั่นเอง

คนไทยเราเรียกเครื่องมือเกี่ยวข้าวว่า เคียว สมัยเด็กๆ มีหนังสือเรื่องหนึ่งชื่อ คมเคียว นำแสดงโดย คุณสมบัติ เมทะนี และ คุณภาวนา ชนะจิต ปี พ.ศ. 2561 นี้ คุณสมบัติ เมทะนี ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติไปแล้ว ส่วนคุณภาวนา ชนะจิต น่าเสียดายที่เสียชีวิตไปก่อน

เคียวเกี่ยวข้าวที่พบในโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ รูปร่างแปลกกว่าเคียวโค้งๆ อย่างที่เราเห็นกัน นั่นคือ มีมือจับถือเป็นท่อนราว 1 คืบเศษๆ บริเวณตรงกลางส่วนจับถือหรือด้ามมีเหล็กบางๆ ฝังลงไปประมาณครึ่งหนึ่งของด้าม และมีเชือกเล็กๆ เป็นสายอยู่ประมาณ 1 คืบ

ลองค้นหาวิธีใช้เคียวดูก็พบว่า จับส่วนด้ามให้มั่น สอดเข้าไปใต้รวงข้าวแล้วบิดคมนั้นให้ตัดรวงข้าวออกมา คนที่มีความเชี่ยวชาญแต่ละวันคงเกี่ยวข้าวได้ไม่น้อย

ต้องยอมรับว่า เครื่องมือของใช้ที่ชาวบ้านทำมาอย่างง่ายๆ สามารถใช้ได้ผล และทุ่นแรงชาวนาไปได้มากทีเดียว ผิดกับเดี๋ยวนี้แทบไม่ต้องเกี่ยวข้าวกันอีกแล้ว เพราะมีรถช่วยเกี่ยวเสร็จสรรพ มิใช่เกี่ยวเถิดหนาพ่อเกี่ยว เอ้า…เกี่ยวเถิดหนาแม่เกี่ยว แต่รถเกี่ยวสามารถแยกเมล็ดข้าวออกมาจากรวงลงกระสอบได้เลย

ความก้าวหน้าเรื่องการเก็บเกี่ยว ทำให้วิถีชีวิตชาวนาเปลี่ยนไป

บางคนอาจสงสัยว่า แค่ชาวนาไม่ได้ใช้เคียวเกี่ยวข้าว ถึงกับเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเชียวหรือ คำตอบคือ เปลี่ยนได้จริงๆ เพราะเมื่อก่อนชาวนาเกี่ยวข้าวกัน พอแดดร่มลมตก แดดอ่อนๆ ตอนเย็นๆ เกี่ยวข้าวกันมาเหนื่อยล้าแล้ว ชาวบ้านก็จะร้องเพลงเกี่ยวข้าว ร้องเพลงพื้นบ้านกันอย่างสนุกสนาน

การร้องเพลงทั้งช่วยให้คลายเหนื่อยล้า ลืมความเหนื่อยล้า และยังช่วยพัฒนาการใช้ภาษา และการแต่งเพลงสดๆ อีกด้วย การแต่งเพลงชาวบ้านเรียกว่า “ผูกเพลง”

หลังร้องเพลงกันสนุกสนาน งานเกี่ยวข้าวก็ยุติลงเพราะเย็นย่ำแล้ว ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน เจ้าของนาบางรายก็นำเอาข้าวปลาอาหารมาเลี้ยง บางรายนำเอา “สาโท” มาเลี้ยงดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน

การนำรถมาเกี่ยวข้าว ชาวนาได้รับความสะดวกสบาย ไม่ต้องหาแขกเกี่ยวข้าว และไม่ต้องเสียเวลานำข้าวมานวดในลานเหมือนกัน เท่ากับว่าการไม่ได้นวดข้าวเป็นการตัดขั้นตอนเดิมๆ ของชาวนาไปอีกอย่างหนึ่งคือ การนวดข้าว

การนวดข้าว เราชาวบ้านมีวัวก็ใช้วัวนวด คนมีควายก็ใช้ควายนวด วิธีการก็คือ ต้องทำลานให้เรียบ นำเอาขี้วัวหรือขี้ควายมาละลายน้ำทาลานไว้ เรียกว่า “ยาลาน” ปล่อยให้แห้ง ปักหลักไว้ 1 หลัก กลางลาน นำเอาฟ่อนข้าวมาเรียงให้รอบ คราวนี้ก็นำเอาวัวมาผูกเรียงเข้าด้วยกันหลายๆ ตัว ไล่วนเสาหลักนั้นเรื่อยไป จนกว่าเมล็ดข้าวจะหลุดออกจากก้านรวงออกมา เมล็ดข้าวจะไม่จมดินลาน เพราะค้างอยู่บนขี้วัวหรือขี้ควายที่เราชาวนานำมายาลานไว้

เมื่อไม่มีการนวดข้าว เพลง สงฟาง ก็ไม่มี

ก้านรวงและลำต้นข้าวที่เกี่ยวมา เมื่อเมล็ดข้าวร่วงออกไปแล้ว เราชาวนาเรียกว่า ฟางข้าว ส่วนนี้เราจะเก็บเอาไว้ให้วัวและควายกินคราวหน้าแล้ง หญ้าในทุ่งนาไม่มีหรือมีน้อยวัวควายกินไม่อิ่ม ก็นำฟางมาให้กิน

เพลงสงฟาง ชาวบ้านร้องเล่นกันเวลาสงฟางในลานนวด จากนั้นก็จะนำฟางนั้นไปพันไว้กับไม้หลักยาวๆ เราเรียกกันว่า กองฟาง

กองฟางสำหรับเด็กๆ สมัยก่อนนั้นเป็นของวิเศษ หน้าหนาวเด็กๆ จะเข้าไปทำเป็นโพรงไว้ นำเอาผ้าห่มเข้าไปวางไว้ เวลากลางคืนก็เข้าไปนอน ในกองฟางอุ่นมากๆ กฎข้อหนึ่งของการนอนในกองฟางคือ ต้องไม่นำไม้ขีด ไฟแช็ก เข้าไปอย่างเด็ดขาด ถ้าเกิดไฟขึ้นมาฟางจะไหม้ไฟรวดเร็วมาก บางปีมีข่าวเศร้า เมื่อรู้ว่าเด็กๆ ตายในกองฟาง

วิถีชาวบ้านที่ คุณสุรพล สมบัติเจริญ ร้องเพลงว่า “เราชาวนาอยู่กับควาย” นั้น ปัจจุบันเห็นมีการรื้อฟื้นขึ้นมา เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ รับทราบรากเหง้าของตนเอง ตัวอย่าง เช่น

ที่บ้านควาย อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี และ
โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
วิถีชีวิตดั้งเดิม เราไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้ เนื่องจากโลกเปลี่ยนไป การอนุรักษ์ไว้ให้เรียนรู้ นับเป็นแนวทางที่ดียิ่ง เพราะเราจะได้รู้และไม่ลืมรากเหง้าของเราเอง

ในปีนี้ เกษตรกรไทยและภูมิภาคเอเชียได้ตื่นตาตื่นใจอีกครั้งกับ “งานฮอร์ติ เอเชีย 2018” มุ่งนำเสนอเทคโนโลยีการปลูกพืชอัจฉริยะสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกพืชทุกประเภท และ “งานอะกริเทคนิก้า เอเชีย 2018” ที่มุ่งนำเสนอเทคโนโลยีเครื่องจักรกลเพื่อการเกษตร ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

งาน AGRITECHNICA ASIA และ Horti ASIA จัดโดย บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด และองค์กรการเกษตรแห่งเยอรมัน (DLG) ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตรเป็นเจ้าภาพร่วมอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้สนับสนุนจาก กระทรวงอาหารและการเกษตรแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี กระทรวงเกษตร ธรรมชาติ และคุณภาพอาหาร ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) สมาคมพืชสวนนานาชาติ (ISHS) และสมาพันธ์สมาคมเครื่องจักรกลการเกษตรแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ReCAMA) จึงทำให้การจัดงานประสบความสำเร็จอย่างงดงามในครั้งนี้

ภายในงานได้เปิดโซนใหม่ “Systems & Components Asia” โดย บริษัทชั้นนำ อย่าง Maschio Gaspardo และ องค์กรการเกษตรแห่งเยอรมนี ภายในโซนนี้จะมีการจัดสาธิตเกี่ยวกับการบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตรชั้นสูงขั้นพื้นฐานที่แสดงให้เห็นถึงการใช้งานที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด และการบำรุงรักษา ปรับปรุงคุณสมบัติของดินและการทำฟาร์ม

ในปีนี้ อะกริเทคนิก้า เอเชีย ได้เปิดตัว เวทีเกษตรแห่งอนาคต (Agrifuture Forum) เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านนวัตกรรมเกษตรแห่งอนาคต โดยมีการแบ่งปันถึงแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ เทคนิคการใช้เทคโนโลยีโดรนในภาคเกษตร และเครื่องมือทางการเกษตรที่มีความแม่นยำสูง อีกทั้งยังมานำเสนอโมเดลเกี่ยวกับการแบ่งปันเครื่องจักรกลการเกษตร และจัดสัมมนาวิชาการอีกมากมาย อาทิ “การทำเกษตรแบบดิจิตอล” (Farming goes Digital) ซึ่งเป็นวิธีการในการทำการเกษตรสมัยใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล “เครื่องจักรเกษตรกรรมความแม่นยำสูงในการผลิตข้าว” และ “One for All, All for One” และความสำเร็จการโมเดลการใช้เครื่องจักรร่วมกัน เป็นต้น

อีกหนึ่งไฮไลต์ของการจัดงานคือ งานสัมมนาระดับโลก เกี่ยวกับ Horticultural Product Quality ที่จะเน้นถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากพืชสวน โดยระบุถึงความท้าทายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกี่ยวกับคุณภาพผลผลิตในห่วงโซ่อุปทานช่วงหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งจัดโดย สมาคมพืชสวนนานาชาติ (ISHS) ในวันที่ 22 สิงหาคม 2561 ในวันต่อมาเกษตรกรผู้ปลูกผักและผลไม้จะได้เรียนรู้จากนักวิจัยและผู้จัดแสดงสินค้า เพื่อใช้เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวในการเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากพื้นที่เพาะปลูกไปสู่ผู้บริโภค

คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเจ้าภาพร่วมจัดงานดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ได้นำเกษตรกรกลุ่ม Smart Farmer และ Young Smart Farmer จาก 77 จังหวัด จำนวนกว่า 1,000 คน เยี่ยมชมงาน และพบปะกับบริษัทผู้ผลิตชั้นนำ ตลอดจนได้เข้าร่วมงานสัมมนาเชิงปฏิบัติต่างๆ ภายในงาน เพื่อใช้การจัดงานดังกล่าว เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตรได้อย่างสมบูรณ์

นวัตกรรมเด่น ในงาน ฮอร์ติ เอเชีย 2018 xarvio™ ตรวจสุขภาพพืช

บริษัท Digital Farming จำกัด ในเครือ บีเอเอสเอฟ ได้นำเสนอแอปพลิเคชั่นใหม่ในสมาร์ทโฟนที่ช่วยเกษตรกรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับประโยชน์จากการปฏิวัติการเกษตรยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล