ส่วนสถานที่ขาย สามารถแวะเวียนไปได้ตามนี้ วันจันทร์

ก่อนจาก เจ้าของกิจการคนเก่ง ทิ้งท้ายว่า “รักอาชีพที่ทำอยู่ ถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อย แต่เราเป็นนายตัวเอง” เมื่อเร็วๆ นี้ รศ.ดร. สมบัติ ชิณะวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและบุคลากรสถาบันฯ ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจาก บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด นำโดย คุณฉัตรชัย ปานอยู่ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, คุณเนตรนภางค์ ธีระวาส ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริการลูกค้า, คุณสัญชาญ สถาพรวุฒิคุณ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการบนเครื่องบิน และคณะบุคลากรของบริษัทฯ

เพื่อร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด และ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันสนับสนุนผลิตภัณฑ์การเกษตรของสถาบันให้มีมาตรฐาน และขยายตลาดผู้บริโภค นอกจากนี้ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อสร้างการรับรู้ของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาหารประจำท้องถิ่นทั่วประเทศไทย ให้กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตามโครงการกินทั่วไทยไปให้ถึงกับไทยสมายล์ ณ ห้องบุหลันพิทักษ์พล ชั้น 3 อาคารอมรภูมิรัตน สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่ วันที่ 20-23 มีนาคม 2561) ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2561 ระบุว่า

ในช่วงวันที่ 20-23 มีนาคม 2561 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ รวมถึงฟ้าผ่า โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกจะมีผลกระทบในวันที่ 20 มีนาคม 2561 ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะเริ่มได้รับผลกระทบในวันถัดไป (วันที่ 21 มีนาคม 2561) จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย โดยจะมีผลกระทบดังนี้

ในช่วง วันที่ 20 มีนาคม 2561
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาญเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และสุรินทร์

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ในช่วง วันที่ 21 มีนาคม 2561

ภาคเหนือ: จังหวัดน่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาญเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

ในช่วง วันที่ 22-23 มีนาคม 2561

ภาคเหนือ: จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย ชัยภูมิ นครราชสีมา และบุรีรัมย์

ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมถึงประเทศจีนตอนกลางแล้ว คาดว่า ในช่วงวันที่ 20-23 มีนาคม 2561 จะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อน ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยจะเริ่มแผ่ลงมาปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกก่อน

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

ประกาศ ณ วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561 เวลา 11.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยา จะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561 เวลา 17.00 น. อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำ ในไร่นาของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านม่วง จำกัด จังหวัดสกลนคร ต่อยอดพัฒนาระบบน้ำโดยการขุดบ่อ กักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำทำการเกษตร ส่งผลทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ได้ตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสนับสนุนระบบน้ำในไร่ของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านม่วง จำกัด อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร ซึ่งในปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสมาชิกสถาบันเกษตรกร โดยได้รับการจัดสรรเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรนำไปสนับสนุนเงินกู้แก่สมาชิกสำหรับไปลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำในแปลงไร่นาของตนเอง

โดยการขุดสระกักเก็บน้ำไว้ใช้ในไร่นา หรือขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลไว้ใช้ทดแทนน้ำชลประทานในบางช่วงที่เกิดการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร รวมทั้งสามารถนำระบบน้ำใต้ดินมาใช้ประโยชน์ เพื่อเป็นสร้างโอกาสในการทำเกษตรกรรม ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งให้กับเกษตรกร ส่งเสริมให้มีการจัดระบบในไร่นา มีแหล่งน้ำภายในแปลงเกษตร ลดการพึ่งพาน้ำจากระบบชลประทานและแหล่งน้ำธรรมชาติ พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงจากระบบการทำเกษตรกรรมพึ่งธรรมชาติ เป็นเกษตรแบบบริหารจัดการ

ทั้งนี้ สหกรณ์การเกษตรบ้านม่วง จำกัด จังหวัดสกลนคร เป็นสหกรณ์อีกแห่งหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนเงินปลอดดอกเบี้ยจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงิน 1,100,000 บาท เพื่อนำไปสนับสนุนการขุดบ่อน้ำในไร่นาให้แก่สมาชิก จำนวน 26 ราย ซึ่งสมาชิกสามารถยื่นขอกู้เงินได้ คนละไม่เกิน 50,000 บาท จากนั้นได้ลงไปติดตามผลความสำเร็จของการสนับสนุนเงินกู้เพื่อขุดบ่อบาดาลในแปลงเกษตรของ นายองอาจ ปะจันทศรี สมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านม่วง จำกัด เป็นหนึ่งในสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบน้ำ เพื่อการเกษตร จากเดิมเกษตรกรรายดังกล่าวมีรายได้เพียงการเพาะต้นไผ่ขายเป็นหลัก ต่อมาเมื่อได้รับเงินสนับสนุนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยนำไปขุดบ่อบาดาล ส่งผลทำให้มีรายได้จากการทำการเกษตรทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากเดิมมีรายได้ไม่เกิน 300,000 บาท ต่อปี ปัจจุบัน มีรายได้เฉลี่ย 601,960 บาท ต่อปี

พื้นที่ในไร่ของนายองอาจมีประมาณ 6 ไร่ ภายหลังจากขุดบ่อน้ำบาดาล ส่งผลทำให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี เกษตรกรจึงได้ขยายการปลูกพืช เริ่มจากการเพาะปลูกไม้ดอกไม้ประดับเพื่อจำหน่าย ปลูกไผ่เลี้ยง หญ้าหวาน ปลูกผลไม้ เช่น ชมพู่ มะม่วง กล้วยหอมทอง ปลูกผักสวนครัว เน้นผักปลอดภัย และได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตรแล้ว ได้แก่ ผักบุ้ง ชะอม และเลี้ยงเป็ดและไก่ สามารถเก็บผลผลิตจากในไร่ไปขายให้กับชาวบ้านในชุมชนและตลาดนัดของอำเภอทุกวัน ส่งผลทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ที่ผ่านมา สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสกลนครได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปติดตามการดำเนินโครงการเพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านการจัดการระบบสหกรณ์ รวมถึงสนับสนุนเงินทุนเพื่อให้สมาชิกนำไปพัฒนาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการประกอบอาชีพการเกษตรและการแปรรูปเพิ่มมูลค่า โดยในกรณีของสหกรณ์การเกษตรบ้านม่วง จำกัด นับได้ว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของการดำเนินงานพัฒนาระบบน้ำเพื่อการเกษตรให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้ประสบความสำเร็จ ช่วยทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต มีแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรตลอดทั้งปี มีรายได้จากการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ส่งผลทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเพิ่มมากขึ้น

“การลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรบ้านม่วง โดยลงไปดูพื้นที่การทำการเกษตรของนายองอาจ ปะจันทศรี ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์และเป็นเกษตรกรยุคใหม่ หรือ Young Smart Farmer ที่เรียนรู้และพัฒนาการทำการเกษตรจนประสบผลสำเร็จ สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับครอบครัว ส่วนการเข้าไปส่งเสริมนั้น กรมกำหนดแนวทางในการเข้าไปพัฒนาทั้งด้านการสร้างองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพ การสร้างองค์ความรู้ด้านการพัฒนาการบริหารจัดการสหกรณ์ การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ และการสนับสนุนเงินทุนให้สหกรณ์ไปดำเนินกิจกรรมที่จำเป็น และตรงต่อความต้องการของสมาชิก”

ทั้งนี้ ในระยะต่อไป กรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังเตรียมเข้าไปขยายผลความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานในระยะแรก โดยจะสนับสนุนสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรบ้านม่วงเข้ามาร่วมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นาเพื่อทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปีให้เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีเพียง 26 ราย พร้อมกันนี้ นอกจากการสนับสนุนสมาชิกสหกรณ์ในเรื่องขององค์ความรู้และเงินทุนแล้ว ยังมีแผนในการส่งเสริมเรื่องการสร้างวินัยทางการเงินและส่งเสริมให้สมาชิกออมเงินฝากไว้กับสหกรณ์ เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันที่มั่นคงในการประกอบอาชีพในอนาคต

พิษณุโลก – นายสมบูรณ์ ดีงาม เกษตรกรผู้ปลูกตะไคร้ บ้านแก่งสฤษดิ์เสนา ตำบลวังนกแอ่น อำเภอ วังทอง กล่าวว่า เดิมทีชาวบ้านที่นี่ทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่หลังจากทางสำนักงานเกษตร มาส่งเสริมให้ปลูกตะไคร้เพิ่มจากการทำนา ทำให้ตะไคร้เป็นพืชเศรษฐกิจที่กำลังเป็นที่ต้องการ ของตลาด โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งมีราคาดี ทดลองปลูกกันคนละ 5-10 ไร่ พ่อค้ามารับซื้อถึงที่ เพื่อขายส่งตลาดสี่มุมเมือง และโรงงานทำน้ำพริก ปีนี้ราคากิโลกรัมละ 8-10 บาท ถือว่าดีมากกว่าปีที่ผ่านมา

บางคนมีรายได้จากการปลูกตะไคร้ปีหนึ่งนับหลายหมื่นบาท ทำให้เกษตรกรเริ่มปลูกตะไคร้ควบคู่กับการทำนา สร้างรายได้ให้กับครัวเรือน โดยช่วงนี้เกษตรกรที่ปลูกตะไคร้ ในพื้นที่บ้านแก่งสฤษดิ์เสนากำลังเก็บเกี่ยวตะไคร้รุ่นแรกของปี และกำลังมีรายได้เพิ่มในช่วงฤดูแล้งนี้

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม มีรายงานข่าวว่า มีการจับพรานป่าได้พร้อมของกลางอาวุธปืน ซากสัตว์ป่า และอุปกรณ์ในการกระทำผิด ที่ สภ.อ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดย นายสุวรรณ วงศ์นรัตน์ พนักงานพิทักษ์ป่า หัวหน้าหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ที่ 3 (ด่านสิงขร) พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัว นายสมจิตร บุญกอง อายุ 52 ปี พร้อมด้วยอาวุธปืนลูกซองยาวขนาดเบอร์ 12 ลูกกระสุนปืน 9 นัด ซากหมีควาย 1 ตัว ซากชะมดเช็ด 1 ตัว ถูกแจ้งในข้อหานำสัตว์ออกไปหรือทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2508

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2561 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีได้ออกลาดตระเวนเพื่อป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับป่าไม้และสัตว์ป่า เมื่อมาถึงบริเวณหุบตาเสริฐ หมู่บ้านน้ำโจน ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง พบกลุ่มผู้ต้องสงสัยเป็นชาย 2 คน มีพฤติกรรมพยายามหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจค้น แต่ผู้ต้องสงสัยได้วิ่งหลบหนีเข้าป่าไปได้ 1 คน ส่วนอีก 1 คนถูกควบคุมตัวไว้ได้

จากการตรวจค้นพบอาวุธปืนลูกซองยาวขนาดเบอร์ 12 จำนวน 1 กระบอก ลูกกระสุนปืน 9 นัด ในถุงปุ๋ยพบซากชะมดเช็ด 1 ตัว ซากหมีควาย 1 ตัว ถูกลูกกระสุนปืนตาย ไฟฉาย เปลนอน มีดพก จึงยึดไว้เป็นของกลาง โดย นายสมจิตรสารภาพว่า เข้าไปล่าสัตว์ป่าบริเวณดังกล่าวเพื่อนำไปเป็นอาหารเท่านั้น

เจ้าหน้าที่จะได้ขยายผลเพื่อจับกุมเพื่อนที่ยังหลบหนีและสืบสวนว่าจะเกี่ยวข้อง กับการฆ่าช้างป่ากุยบุรีเพื่อจะเอางาหรือไม่ และจับกุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ. อ่าวน้อย เพื่อสอบสวนและดำเนินคดีต่อไป

ผศ.ดร. เขมิกา แสนโสม คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (มรม.) เปิดเผยว่า ในการพัฒนาประเทศเพื่อให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศไทย ภายใต้โมเดล “ประเทศไทย 4.0” ให้สำเร็จ โดยใช้แนวทางการประสานพลังของประชารัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ยกระดับเศรษฐกิจของชุมชน ท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง พึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีรายได้อาทิ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่น ความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น เป็นต้น โดยเฉพาะสินค้าโอท็อป หากมีการพัฒนาคุณภาพให้ได้มาตรฐานส่งออกจำหน่ายตลาดวงกว้างได้จะสามารถสร้างรายได้เข้าชุมชนได้มาก

ผศ.ดร. เขมิกา กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นแรงผลักดันเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็งทางคณะวิทยาการจัดการเล็งเห็นความสำคัญเกี่ยวกับการบริการวิชาการแก่ชุมชน โดยการถ่ายทอดความรู้ลงสู่แหล่งชุมชม โดยจัดโครงการตลาดนัดชุมชนผู้ประกอบการ Start up สู่ความยั่งยืนบูรณาการด้านการบริการวิชาการกับกิจกรรมของนิสิต สร้างนักศึกษาให้มีทักษะความรู้ ความชำนาญทางวิชาการ งานวิจัย และมีจิตบริการสู่ชุมชน ออกไปสัมผัสกับปัญหาชุมชนในรูปแบบของการเรียนรู้ด้วยการให้บริการสังคม ด้วยการเชื่อมโยงเนื้อหาในรายวิชาผสานเข้ากับการให้บริการชุมชน ตามที่ชุมชนต้องการพัฒนาหรือแก้ไข พร้อมกับการพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถพัฒนาสินค้าออกสู่ตลาดวงกว้างได้เศรษฐกิจชุมชนก็จะเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ยั่งยืน

มหาสารคาม – นายเสน่ห์ นนทะโชติ ผู้ว่าฯ มหาสารคาม เผยว่า จากการสำรวจระดับสติปัญญาของเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 โดยกรมสุขภาพจิตปี 2559 พบว่าไอคิวเด็กจังหวัดมหาสารคาม มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เป็นลำดับที่ 60 ของประเทศเกิดจากภาวะขาดสารไอโอดีนและภาวะทุพโภชนาการ ทำให้พัฒนาการเด็กไม่สมวัยและมีรูปร่างไม่สมส่วน จึงนำร่องขับเคลื่อนการดำเนินงานจังหวัดไอโอดีน มาตั้งแต่ปี 2559

ผลการดำเนินงานปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจ มีกองทุนเกลือทุกหมู่บ้าน ส่งผลให้สถานการณ์ขาดสารไอโอดีนในเด็กดีขึ้น สำหรับในปี 2561 จึงมีการดำเนินงานจังหวัดไอโอดีนยั่งยืน ต่อเนื่อง มุ่งเน้นพัฒนาสติปัญญาเด็ก สร้างคนมหาสารคามให้เป็นคนที่มีคุณภาพ แต่ต้องได้รับการสนับสนุนและลงทุนอย่างจริงจัง จากหน่วยงานทุกภาคส่วนในจังหวัด ขับเคลื่อนจังหวัดไอโอดีนยั่งยืน มุ่งสู่เด็กตักสิลา 4.0 อนาคตปัญหาเด็กขาดสารไอโอดีนจะหมดไปจากจังหวัด

เชียงราย – ผศ.ดร. สุทธิพร ธเนศสกุลวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาเศรษฐกิจ พลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาบนพื้นที่สูงจะปลูกข้าวโพด เป็นพืชอายุสั้นให้ผลเร็วและปลูกได้ดีบนพื้นที่สูงชัน แต่ก็เกิดปัญหาบุกรุกป่าเพราะมีต้นทุนสูงและราคาต่ำต้องปลูกครั้งละมากๆ ทางสถาบันจึงคิดค้นหาพืชที่จะมีอายุสั้นไล่เลี่ยกัน ใช้เวลา 4-6 เดือน ก็เก็บผลผลิตเหมือนกันแต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ก่อให้เกิดการรุกป่าเป็นบริเวณกว้างหรือเผาจนทำให้เกิดมลภาวะ ทั้งนี้ ดอกเก๊กฮวยเป็นทางออกที่ดีมาก จึงร่วมกับโครงการหลวงดอยสะโง๊ะ นำเก๊กฮวยไปขยายพันธุ์เพาะเนื้อเยื่อ ส่งเสริมการปลูกและเทคโนโลยีถึงขั้นมีการอบและการตลาดในพื้นที่ชายแดน อ.แม่ฟ้าหลวง ในสภาพภูมิประเทศและอากาศบนที่สูงทำให้เก๊กฮวยมีคุณภาพดี น้ำสีเหลือง กลิ่นหอมและหวานตามธรรมชาติมีคุณค่าทางสมุนไพร ส่งเสริมให้ชาวบ้านมีทางเลือกปลูกแทนข้าวโพด ห่างไกลจากปัญหาแหล่งยาเสพติดด้วย

ข้าวโพดเป็นพืชที่ใช้ต้นทุนสูง เอกชนที่รับซื้อกำหนดให้มีการใช้สารเคมีและปุ๋ยตามกรอบเวลา เพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่กำหนด และรายได้ต่อไร่จะเฉลี่ยประมาณ 5,000-7,000 บาท ต่อไร่ กำไรสุทธิหักแล้วเหลือ 1,500 บาท ต่อไร่ แต่ดอกเก๊กฮวยมีรายได้ต่อไร่เฉลี่ยกว่า 10,000 บาท ต่อไร่ นอกจากนี้ เก๊กฮวยมีสารต้านแมลงอยู่ในตัวแล้วด้วย จึงไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ อย่างมากก็ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเท่านั้น

“ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกรายละเพียงประมาณ 2-3 งาน และปลูกพืชอื่นๆ เพื่อความหลากหลายของระบบนิเวศ แต่ถ้าปลูกข้าวโพดนั้นต้องใช้พื้นที่มากเพื่อให้คุ้มทุนดังกล่าว นอกจากนี้ เมื่อพ้นฤดูเพาะปลูกแล้วชาวบ้านเพียงแต่ไถกลบก็จะได้ที่ปลูกใหม่และทำเป็นขั้นบันไดเพื่อให้เหมาะกับภูมิประเทศ แต่ถ้าเป็นข้าวโพดมีลำต้นใหญ่และยาวต้องตัดหรือเผาจึงจะปลูกรอบใหม่ได้”

ตราด – นายพีรพงษ์ ครองธรรม เกษตรกรปลูกสับปะรด พันธุ์ตราดสีทอง รายใหญ่ของจังหวัดตราด เผยว่า จังหวัดตราดปลูกสับปะรด พันธุ์ตราดสีทองเพิ่มมากขึ้นประมาณ 10,000 กว่าไร่ และแพร่หลายไปทั่วประเทศ ทำผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อการแข่งขันของพ่อค้าคนกลางรุนแรงมากขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีนี้ไม่ค่อยดี

“ผมเองจะไม่ขายสับปะรดให้กับพ่อค้าคนกลางเด็ดขาด เพราะจะให้ราคานั้นหายไป 2-3 บาท แต่จะใช้วิธีขนสับปะรดด้วยรถกระบะติดแซงเที่ยวละ 5-6 ตัน ส่งตรงไปถึงผู้รับซื้อในต่างจังหวัด ซึ่งจะได้เงินเที่ยวละ 50,000-60,000 บาท ต่อเที่ยว แต่บางวันก็ได้แค่ 15,000 บาท”

ส่วนการแก้ปัญหาเรื่องราคามองว่าควรจะควบคุมการปลูกไม่ให้มีมากจนเกินไป หากไม่ให้เกิน 10,000 ไร่ นั้น เชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาได้ แต่เกษตรกรในจ.ตราดหลายคน มักจะแห่ปลูกพืชที่มีราคาดี ราคาสูงในเวลานั้น ซึ่งคือสาเหตุหนึ่งของราคาผลผลิตที่ตกต่ำ เมื่อผลผลิตออกมามาก โดยลูกเล็ก ลูกละ 1-2 บาท สูงสุด ลูกละ 8 บาท (ไซซ์ใหญ่ 18 เซนติเมตรขึ้นไป)

บุรีรัมย์ – นางสาวพรปวีณ์ พลศรีประดิษฐ์ เจ้าของคลีนฟาร์ม ตั้งอยู่ หมู่ที่ 9 ตำบลหนองยายพิมพ์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เผยว่า คลีนฟาร์มเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรแห่งใหม่บนเนื้อที่กว่า 7 ไร่ แรงบันดาลใจที่สร้างฟาร์มแห่งนี้เนื่องจากชื่นชอบความเป็นธรรมชาติและชอบทาน เมล่อนอยู่ แล้ว โดยมีโรงเรือนปลูกเมล่อนญี่ปุ่นแบบระบบปิด 6 โรงเรือน แปลงมะเขือเทศฮอลแลนด์ และผัก ออร์แกนิกปลอดสารเพื่อให้ผู้ที่มาเที่ยวได้เก็บผลผลิตสดๆ จากต้นด้วยตัวเอง ซึ่งจะเปิดให้เข้ามาเที่ยว พักผ่อน และถ่ายรูปฟรี

แต่ละวันมีนักท่องเที่ยวแวะมาพักผ่อนอย่างต่อเนื่อง ส่วนมากต่างประทับใจกับบรรยากาศ ทำให้มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตทั้งสด และที่แปรรูปแล้วเฉลี่ยวันละกว่า 3,000 บาท โดยเมล่อนญี่ปุ่นขาย กิโลกรัมละ 100-120 บาท มะเขือเทศสายพันธุ์เชอร์รี่ และราชินี กิโลกรัมละ 60-80 บาท น้ำปั่นเมล่อนแก้วละ 69 บาท บิงซูเมล่อน 129 บาท แม้จะเป็นรายได้ที่ไม่มากนักแต่ก็มีความสุขที่ได้ทำตามฝัน จึงอยากเชิญชวนผู้สนใจมาเที่ยว

พื้นที่ปลูก-ผลผลิตกาแฟไทยลดฮวบจาก 7-8 หมื่นไร่ เหลือ 1.1 หมื่นไร่ หลังเกษตรกรหันปลูกยาง-ปาล์ม-ทุเรียน เนื่องจากราคาดีกว่า ต้องนำเข้าจากเวียดนาม-บราซิลป้อนอุตสาหกรรมกาแฟไทย นายกสมาคมชาวสวนกาแฟไทยแนะรัฐสนับสนุนพันธุ์-ส่งเสริมมาตรฐาน GMP-หาตลาด

นายประยูร สงค์ประเสริฐ นายกสมาคมชาวสวนกาแฟไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกและปริมาณผลผลิตกาแฟไทยลดลงอย่างมาก ทั้งพันธุ์อาราบิก้าและโรบัสต้า โดยปี 2560/2561 มีปริมาณเหลือเพียง 11,000 ตันเท่านั้น จากเมื่อปี 2532 มีปริมาณรวมทั้งหมด 70,000-80,000 ตัน ขณะที่ความต้องการบริโภคภายในประเทศมีมากถึง 70,000 ตัน ต่อปี ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องนำเข้าผลผลิตจากต่างประเทศจำนวนมาก

โดยแหล่งปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าส่วนใหญ่อยู่ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ขณะนี้ผลผลิตสูงขึ้น จากที่ได้ผลผลิตไม่เกิน 300-3,000 ตัน/ปี ขณะนี้ได้ประมาณ 5,000 ตัน/ไร่ ราคาซื้อขายอยู่ที่ 150 บาท/กิโลกรัม (กก.) แต่ตลาดค่อนข้างแคบ รวมถึงต้องแข่งขันกับบราซิล ซึ่งราคากาแฟพันธุ์อาราบิก้าของไทยสูงกว่าบราซิล จึงทำให้การส่งออกค่อนข้างยาก ปัจจุบัน ผลิตเพียงเพื่อบริโภคภายในประเทศ เท่านั้น ซึ่งยังคงเกิน เนื่องจากส่วนใหญ่นำไปทำเป็นกาแฟสดเท่านั้น แต่กาแฟที่ตลาดใหญ่สุด คือ กาแฟอินสแตนท์ และกาแฟมิกซ์