ส่วนหลอดดูด ทำจากต้นอ้อ ก้านผักบุ้ง ต้นข้าวอินทรีย์

ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าหลายคนยินดีเพิ่มต้นทุน ด้วยการหาถุงกระดาษมาใส่สินค้าแทนถุงหิ้วพลาสติก ที่อาจมีราคาถูกกว่าส่วนในฝั่งลูกค้าก็ขานรับทันทีเช่นกัน พกถุงผ้า ตะกร้าสานไม้ไผ่ ตะกร้าหวายลวดลายสวยงามมาใส่ของ หลายราย นำปิ่นโต ตะเกียบ และช้อน ทัพเพอร์แวร์ มาจากบ้าน รวมถึงพกพาแก้วน้ำ หลอดดูดมาเอง ซึ่งในตลาดมีการจัดตั้งเครื่องกดน้ำดื่มฟรี ไม่ต้องเสียตังค์ เติมได้ไม่อั้น

และยังเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าด้วยการเปิดสถานีจำหน่ายอุปกรณ์รักษ์โลก “ECO STATION” ไว้บริการอย่างครบครัน ทั้ง แก้วน้ำ ปิ่นโต ถุงผ้า จาน ชามไบโอ และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้กับลูกค้าเลือกช้อป เลือกชิม ได้สะดวกมากขึ้น ทำให้บรรยากาศในตลาดสุขใจช่วงเวลานี้แลดู Eco Eco

อย่างไรก็ตามนอกจากกิจกรรมนี้แล้ว ตลาดสุขใจยังมีแผนที่จะพัฒนาตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งยกระดับความเป็นอินทรีย์ในอาหารแปรรูป อาหารปรุงสด รวมถึงยกระดับความเป็นอินทรีย์ในสินค้าอุปโภค ของใช้ เสื้อผ้า ของเบ็ดเตล็ด รวมถึงยกระดับความสะอาด มีการร่วมใจกันทำความสะอาดตลาด เพื่อให้ผู้บริโภคที่มาตลาดมีความอิ่มเอม สุขใจไปพร้อมกัน

และยังมีแผนที่จะยกระดับให้ตลาดสุขใจเป็นพื้นที่ร่วมสร้างสรรค์มากขึ้น ด้วยการจัดกิจกรรมให้ความรู้ ด้านสุขภาพ สร้างแรงบันดาลใจ กิจกรรมสร้างสุข เติมรอยยิ้ม เพื่อให้ทุกสัปดาห์ของตลาด เป็นพื้นที่ ที่มีคุณค่า มีบรรยากาศแห่งความสุขใจ ดังชื่อของตลาด

ตลาดสุขใจ ตั้งอยู่ในพื้นที่สวนสามพราน จ.นครปฐม เปิดให้บริการเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ เวลาประมาณ 09.00-16.00น. สอบถามเส้นทางหรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทาง FB ตลาดสุขใจ และย้ำว่า ตั้งแต่ 3 พฤศจิกายน เป็นต้นไป มาตลาดสุขใจแนะนำให้พกถุงผ้า ตะกร้า แก้วน้ำ มาใช้เอง รวมพลังลดขยะ เพื่อเปลี่ยนโลกนี้ให้น่าอยู่

คุณทองดี กำลังงาม เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เล็งเห็นลักษณะพิเศษของมะละกอสายพันธุ์นี้ จึงได้เลือกปลูกมะละกอแขกนวลในอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี จำนวนมากถึง 38 ไร่ จึงนับว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเขามากว่า 20 ปี กันเลยทีเดียว

คุณทองดี เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีทำอาชีพทางการเกษตร คือทำไร่ ทำนา ซึ่งการทำนาจะขายผลผลิตได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น จึงคิดว่าไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับเขาได้มากพอ จึงได้คิดมองหาพืชชนิดใหม่ที่น่าจะสร้างรายได้ให้ตลอดทั้งปี หรือ 1 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้มากกว่า 1 ครั้ง

“ถ้าย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน พอคิดว่าไม่อยากทำไร่ทำนาแล้ว ผมก็เลยมองหาพืชสนิทอื่นมาปลูก ก็เลยเลือกเป็นมะละกอ เพราะมะละกอถ้าพูดกันตามตรง ถือว่ายังเป็นที่นิยมบริโภค โดยเฉพาะทางภาคอีสานจะนิยมส้มตำ ผมก็เลยเน้นปลูกมะละกอพันธุ์แขกนวล เป็นมะละกอที่มีรสชาติอร่อย เวลาที่นำมาทำส้มตำ และที่สำคัญเป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างติดลูกได้เร็ว และผลดกอีกด้วย” คุณทองดี เล่าถึงที่มา

ซึ่งการทำสวนมะละกอทั้งหมดจากประสบการณ์ที่ผ่านมา คุณทองดี บอกว่า ใช้เมล็ดพันธุ์ที่เกิดจากการคัดสายพันธุ์ภายในสวนเอง โดยดูจากต้นที่มีฟอร์มดีให้ผลผลิตมาก จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้นำมาปลูกสำหรับเป็นต้นพันธุ์ทดแทนต่อไป

การปลูกมะละกอไม่เหมาะที่จะหยอดเมล็ดลงแปลงโดยตรง เนื่องจากเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาในขั้นแรกค่อนข้างมาก ก็จะทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นตามไปด้วย

เนื่องจากคุณทองดีมีเนื้อที่ปลูกมะละกอทั้งหมด 38 ไร่ จะเน้นแรงงานที่ทำกันเองภายในครอบครัว ถ้าจะให้การทำสวนมะละกอมีผลกำไรมากที่สุด จึงจำเป็นต้องจัดการให้มีรายจ่ายต่ำที่สุด หากมีการทำเรื่องระบบน้ำก็จะทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย จึงเน้นการปลูกแบบอิงธรรมชาติ โดยจะเริ่มลงต้นกล้าในช่วงต้นฤดูฝนในเดือนมิถุนายน จึงจะมีน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของมะละกอ

ในขั้นตอนแรกจะนำเมล็ดมะละกอมาเพาะลงในถุงพลาสติกขนาด 5×8 นิ้ว โดยใช้ดินที่มีส่วนผสมของมูลไก่ หยอดเมล็ดลงในถุงเพาะประมาณ 4-5 เมล็ด รดน้ำให้ชุ่มทุกเช้าและเย็น จากนั้นดูแลต้นกล้าให้มีอายุประมาณ 1 เดือนครึ่ง โดยจะเพาะให้ต้นมะละกอเจริญเติบโตทันกับฝนแรกที่จะตกลงมาในพื้นที่ปลูก

“พอฝนเริ่มตกเราก็จะเตรียมปลูกต้นกล้าที่เพาะไว้ได้เลย ช่วงนั้นดินก็จะนิ่มง่ายต่อการปลูก ขุดหลุมเสร็จก่อนจะปลูกก็จะใส่ปุ๋ยก้นหลุมบ้าง เป็นปุ๋ยเคมีสูตร 27-12-6 ซึ่งระยะห่างปลูกประมาณ 2×2 เมตร หรือประมาณ 400 ต้น ต่อไร่ พอมะละกอที่ปลูกลงดินเริ่มได้อายุประมาณ 2 เดือน จะเริ่มออกดอก ซึ่งภายในหลุมจะมี 4-5 ต้น ถ้ารู้สึกว่าต้นไหนไม่สมบูรณ์ตัดทิ้งได้เลย โดยเหลือไว้เพียง 1 ต้นที่คิดว่าสมบูรณ์ที่สุด และดูแลต้นที่เลือกไว้อีกประมาณ 2-3 เดือน มะละกอก็จะมีลูกที่ใหญ่ขึ้น สามารถเก็บผลผลิตได้” คุณทองดี บอกถึงวิธีการปลูก

การใส่ปุ๋ยให้กับมะละกอที่ออกผลแล้ว คุณทองดี บอกว่า จะใส่ปุ๋ยเคมีให้ทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง เป็นสูตร 13-3-21 และทุกครั้งที่เก็บผลผลิตออกจากสวนจะใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 เข้ามาช่วยเสริมด้วย

ซึ่งมะละกอที่ปลูกลงดินทั้งหมดจะมีอายุให้ผลผลิตได้ประมาณ 1 ปี ต้นทั้งหมดก็จะโทรมลง โดยสามารถเก็บผลผลิตได้เดือนละ 1 ครั้ง

เรื่องของโรคและแมลงที่เจอในช่วงที่ปลูกมะละกอ คุณทองดี บอกว่า จะเป็นเพลี้ยแป้ง ป้องกันด้วยการฉีดพ่นยาปราบศัตรูพืช ส่วนโรคไวรัสวงแหวน หากพบเจอการระบาดของไวรัสจะตัดต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายทิ้งทันที

จากประสบการณ์ของชีวิตที่ทำการเกษตรมาตลอด จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของการขายผลผลิต เพราะได้รู้จักกับพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นลูกค้าประจำกันอยู่แล้วก็จะมารับซื้อถึงสวนเลย และผลผลิตบางส่วนก็จะส่งขายให้กับลูกค้ารายย่อยที่อยู่ในชุมชน

“ราคาของมะละกอต้องบอกก่อนว่า มันสามารถขึ้นลงได้ตามกลไกของตลาด โดยราคาที่ขายได้สูงสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 12 บาท และบางช่วงราคาต่ำสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 1-3 บาทก็มี ซึ่งช่วงไหนที่มะละกอขาดมากก็จะได้ราคาดี นอกจากนี้ ผมยังทำเมล็ดพันธุ์ขายเองด้วย ให้กับคนที่สนใจอยากปลูกได้ซื้อไปปลูก อยู่ที่กิโลกรัมละ 10,000 บาท ราคาก็สามารถขึ้นลงได้เช่นกัน” คุณทองดี กล่าว

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากจะปลูกมะละกอพันธุ์แขกนวล แต่ยังไม่มีความรู้ในเรื่องของวิธีการมากนัก คุณทองดี บอกว่า ยินดีให้ข้อมูลในการปลูกมะละกอเบื้องต้น หรือสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลทางวิชาการได้กับสำนักงานเกษตรอำเภอสิรินธร เพื่อให้มะละกอที่ปลูกมีผลผลิตที่ดีตรงตามความต้องการของตลาด

คุณรัชดา นุ่มหอม อยู่บ้านเลขที่ 51 หมู่ที่ 12 ตำบลบางขุด อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ได้แบ่งพื้นที่นาของเธอบางส่วนมาทำเกษตรผสมผสานควบคู่ไปกับการเลี้ยงแพะ ซึ่งเธอบอกว่า ณ เวลานี้ พอใจกับการเลือกแนวทางนี้ เพราะทำให้เธอได้มีรายได้หลายทางมากกว่าสมัยก่อน เมื่อเทียบกับการทำอะไรแบบเดิมๆ หรือแบบเชิงเดี่ยวมากเกินไป

คุณรัชดา สาวที่มากด้วยรอยยิ้ม เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพรับจ้างเป็นสาวโรงงาน เมื่อทำไปได้สักระยะหนึ่งรู้สึกว่าอาชีพนี้ไม่เหมาะกับเธอ จึงได้กลับมาอยู่บ้านเพื่อทำเกษตรกรรม คือ การทำนา ซึ่งก่อนที่จะลงมือทำนานั้นเธอบอกว่าก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องมีเงินทุนสำรองเพื่อใช้จ่ายจนกว่าข้าวที่ปลูกจะเก็บเกี่ยวผลผลิตขายได้ จึงทำให้เธอต้องไปกู้เงินจากแหล่งกู้ต่างๆ เพื่อนำเงินมาหมุนเวียน

“พอเรากู้เงินมา พอถึงหน้าเก็บเกี่ยวผลผลิต เราก็ขายข้าวไป พอได้เงินมาเราก็นำไปใช้คืน เสร็จแล้วก็กู้คืนมาใหม่ ทำไปทำมาเหมือนจะไม่มีเงินเก็บ หนี้สินกลับมากขึ้นกว่าเดิม ทีนี้มาย้อนคิดดูแล้วว่า เราจะทำแต่นาอย่างเดียวไม่น่าจะไปได้ดี ต้องหาอะไรมาช่วยเสริม คือการทำเกษตรผสมผสาน และที่เป็นหัวใจหลักเลย คือ การเลี้ยงแพะ” คุณรัชดา เล่าถึงช่วงชีวิตสมัยก่อน

ซึ่งผู้ที่เป็นเสมือนแรงบันดาลใจให้กับคุณรัชดาในการเลี้ยงแพะ พร้อมกับการทำเกษตรผสมผสานก็คือ คุณปัญญา บางแสง หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกร โดยได้ชี้แนะให้กับคุณรัชดาว่า ให้แบ่งพื้นที่ภายในบ้านออกเป็นหลายๆ ส่วน คือ นำมาปลูกผัก ปลูกกล้วย ส่วนบางจุดก็เลี้ยงปลา เมื่อผลผลิตเหล่านี้มีก็นำไปขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายหมุนเวียนในครัวเรือน และส่วนแพะที่เลี้ยงก็ไม่ต้องปล่อยแบบไล่ทุ่ง แต่ทำเป็นคอกล้อมให้อยู่บริเวณบ้าน พร้อมกับมีโรงเรือนเป็นที่บังแดดบังฝนให้ เมื่อพ่อแม่แพะผสมพันธุ์จนได้ลูกแพะออกมา ก็นำไปขายเก็บเงินส่วนนี้ไว้สำหรับจ่ายหนี้สินหรือเป็นเงินเก็บ

ณ เวลานี้ คุณรัชดา บอกว่า รู้สึกดีใจที่ได้ทดลองทำเกษตรผสมผสานควบคู่ไปกับการเลี้ยงแพะ เปรียบเสมือนทำให้เธอได้มองเห็นแสงสว่างในการดำเนินชีวิตต่อไปมากกว่าเก่าก่อน

ก่อนที่จะนำแพะที่เป็นพ่อแม่พันธุ์มาเลี้ยงภายในบริเวณบ้านนั้น คุณรัชดา บอกว่า ต้องทำคอกเพื่อเป็นพื้นที่ให้แพะวิ่งเล่นเสียก่อน โดยใช้ไม้ที่หาได้จากชุมชนมาล้อมคอกให้มีขนาด 8×10 เมตร หรือดูตามความเหมาะสมของพื้นที่ ส่วนโรงเรือนสำหรับให้แพะหลบแดดหลบฝนทำเป็นแบบยกพื้นสูงประมาณ 2-3 เมตร และสร้างโรงเรือนให้มีขนาดประมาณ 4×6 เมตร

“ช่วงแรกเราเอาแม่พันธุ์มาปล่อยเลี้ยงอยู่ที่ 30 ตัว ส่วนพ่อพันธุ์ 1 ตัว ซึ่งอาหารที่หาให้กินส่วนใหญ่ ก็จะเป็นพวกต้นกระถิน เพราะเราสามารถหาได้จากพื้นที่นี้ เป็นการประหยัดต้นทุน ส่วนที่ดินบางส่วนเราก็แบ่งปลูกหญ้าเนเปียร์ด้วย แพะที่นี่จะได้กินอาหารวันละ 2 มื้อ คือช่วงเช้าและเย็น อาหารก็จะให้กินสลับกันไป จากของที่จะหาได้” คุณรัชดา บอกถึงเรื่องการให้อาหาร

เมื่อเลี้ยงมาได้สักระยะ พ่อแม่พันธุ์จะเริ่มเป็นสัดผสมพันธุ์จนแม่พันธุ์ตั้งท้อง อาหารในช่วงนี้จะเสริมพวกกากถั่วเหลือง มันเส้น และหญ้าหมักเข้ามาช่วยเพื่อบำรุงแม่พันธุ์ ซึ่งแม่แพะจะใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 5 เดือน จึงจะออกลูก

จากนั้นนำลูกแพะมาแยกเลี้ยงออกจากแพะตัวใหญ่ เพื่อไม่ให้มีการเหยียบกันตาย ซึ่งลูกแพะจะกินแต่นมแม่เพียงอย่างเดียวประมาณ 4-5 เดือน พอหลังจากที่ลูกแพะหย่านมแล้วจึงจับแพะตัวผู้ขาย ส่วนตัวเมียเก็บไว้เลี้ยงเพื่อไว้ทำเป็นแม่พันธุ์ต่อไป

“การป้องกันโรคของแพะ หลักๆ ก็จะมีเรื่องการถ่ายพยาธิ ทุก 2 เดือนครั้ง ส่วนโรงเรือนที่นอนก็มีกางมุ้งให้ อย่าให้ยุงเข้าไปกัด และที่สำคัญภายในเรือนนอนอย่าให้ลมผ่านแรงหรือพัดเข้าไปมาก มันจะทำให้แพะป่วยได้ง่าย ส่วนเรื่องอื่นๆ เราก็ติดต่อสำนักงานปศุสัตว์เขาก็จะมาช่วยดูให้เป็นระยะ คอยตรวจเช็กเรื่องต่างๆ เพื่อให้การเลี้ยงเราเป็นไปตามมาตรฐานมากขึ้น” คุณรัชดา บอกถึงการดูแลแพะ

คุณรัชดา บอกว่า ตั้งแต่เลี้ยงแพะมา เรื่องตลาดสำหรับเธอไม่ค่อยเป็นห่วงมากนัก เพราะมีพ่อค้าที่ทราบข่าวว่าบ้านเธอมีแพะที่เลี้ยงไว้ก็จะมาติดต่อซื้อถึงบ้าน โดยรับซื้อแพะตัวผู้ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 30 กิโลกรัมขึ้นไป ให้ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 105-120 บาท ราคาสามารถขึ้นลงได้ตามกลไกของตลาด

นอกจากเลี้ยงแพะขายแล้ว คุณรัชดา บอกว่า เศษไม้กระถินที่เหลือจากแพะกินก็สามารถทำเงินให้กับเธอได้ด้วย คือนำมาเผาเป็นถ่านเพื่อขายเป็นเงินมาไว้ใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ในบ้าน

“แพะในเรื่องของการทำตลาดถือว่าดีมาก นอกจากเราจะขายตัวผู้ได้แล้ว ตัวเมียก็ยังขายได้ราคา อายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ก็ขายตกอยู่ที่ตัวละ 3,500-4,500 บาท พอเขาดูแล้วเขารู้สึกถูกใจ เขาก็ซื้อยกตัวไปเลย มองว่าในอนาคตตลาดแพะน่าจะไปได้ดี เพราะว่าตอนนี้ปศุสัตว์ก็มาส่งเสริมให้เลี้ยง เพื่อที่อนาคตจะได้รวมกลุ่ม สามารถทำตลาดกันได้มากขึ้นในอนาคต” คุณรัชดา กล่าวถึงเรื่องราคาขายแพะ

ทั้งนี้ คุณรัชดา ยังบอกอีกด้วยว่า เวลานี้เธอรู้สึกมีความสุขมากที่ได้มาเลี้ยงแพะ พร้อมกับการทำเกษตรแบบผสมผสานไปด้วย เพราะสำหรับเธอเมื่อมองย้อนไปสมัยก่อนจากการเป็นหนี้สินเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกว่าเส้นทางชีวิตมีแต่ความมืดมน เพราะไม่รู้ว่าจะหาวิธีใดมาแก้ไขได้ ถ้าเธอยังยึดติดอยู่กับวิถีเดิมๆ แต่ในครั้งนี้เธอได้ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะเธอมองว่าในอนาคตตลาดของแพะจะนิยมมากขึ้นกว่านี้แน่นอน

“สำหรับเกษตรกรคนไหนที่เป็นหนี้อยู่ ก็อยากจะบอกว่าอย่าไปท้อ คือเข้าใจความรู้สึกว่าการเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก บางทีจะเครียดว่าจะหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ แต่ก็อยากให้ดูเราเป็นตัวอย่างว่า ตอนนี้เราเจอทางออกเจอแสงสว่างแล้ว ว่าเราจะต้องดำเนินชีวิตต่อไปยังไง ในเมื่อชีวิตคนเรามันมีขาดทุนเป็นหนี้ได้ ชีวิตมันก็ต้องรวยและปลดหนี้ได้เหมือนกัน ใครอยากปรึกษาเกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ ก็ติดต่อมาคุยกันได้ ยินดีให้คำแนะนำ เพราะชีวิตมันต้องเปลี่ยนแปลงบ้าง อย่าไปทำอะไรที่มันเดิมๆ เพราะบางทีสิ่งใหม่ๆ มันจะสดใสกว่าสิ่งเดิมที่ทำอยู่ก็ได้” คุณรัชดา กล่าวแนะนำ

สำหรับท่านใดที่อยากเรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรผสมผสานและวิธีการเลี้ยงแพะ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณรัชดา นุ่มหอม ที่หมายเลขโทรศัพท์ (093) 134-9967

คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดงาน “อนาคตประเทศไทย โจทย์วิจัยเพื่อประชาชน” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เป็นอีกหนึ่งเวทีที่ทำให้นักวิจัยได้แสดงผลงานด้านงานวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในงานวิจัย นั้นก็คือ มันสำปะหลัง “สายพันธุ์ พิรุณ 4” โดย คุณสุรินทร์ พิชัย เกษตรกรดีเด่นภาคเหนือ และยังเป็นเจ้าของลานมันศรีเกษตร จังหวัดกำแพงเพชร รวมทั้งยังควบตำแหน่ง “นายกสมาคมมันสำปะหลังไทยภาคเหนือ” ได้นำต้นสายพันธุ์ พิรุณ 4 มาแสดงในงาน พร้อมกับผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ได้จากต้นมันสำปะหลัง สายพันธุ์ “พิรุณ 4” หลังทดลองปลูกกับทีมคณาจารย์ที่วิจัยสายพันธุ์ พิรุณ 4 จนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

ผู้เขียนได้มีโอกาสพบกับ คุณสุรินทร์ พิชัย ในวัย 52 ปี มาพร้อมกับ คุณนิตยา จันทร์กระจ่าง ภรรยาวัย 41 ปี ซึ่งนำมันสำปะหลังทอด ในรูปแบบเฟรนช์ฟราย และเบเกอรี่ที่ทำจากแป้งมันสำปะหลัง สายพันธุ์ พิรุณ 4 มาเปิดตัวในงานนี้ด้วย สร้างความสนใจให้กับผู้เข้ามาชมงานไม่น้อย เพราะทั้งคู่เป็นเกษตรกรดั้งเดิมในจังหวัดกำแพงเพชร มีพื้นที่ปลูกไร่มันสำปะหลังถึง 200 ไร่ และนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาแวดวงเกษตรกรรม โดย คุณสุรินทร์ จบคณะเกษตร สาขาพืชไร่ โดยตรงจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่วน คุณนิตยา จบปริญญาโท ด้านการบริหาร ซึ่งสามารถนำความรู้ด้านการบริหารและการตลาดมาใช้กับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลัง สายพันธุ์ พิรุณ 4

“ผมเป็นเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง และแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่มาจากมันสำปะหลัง ส่วนเรื่องงานวิจัย ทางอาจารย์เจ้าของงานวิจัยจะทำ ซึ่งก็ต้องมีแปลงมันสำปะหลังที่ทดสอบ ก็ร่วมทดสอบกับคณะอาจารย์วิจัย ในขั้นสุดท้ายก็ทดสอบจริง เราก็อยู่ตรงนั้น เราก็มองว่า มันสำปะหลัง ราคาค่อนข้างถูก เกษตรกรรายได้ต่ำ ทำยังไงจะยกระดับมูลค่ามันสำปะหลัง ซึ่งได้จากการทำไร่นาไปสู่โต๊ะอาหารให้ได้ เป็นวิธีสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมันสำปะหลังได้ โดยสำหรับมันสำปะหลังจะมี 2 แบบ คือ มันเพื่ออุตสาหกรรม และมันเพื่อรับประทาน ซึ่งมีทั้งแบบหวาน และแบบขม เราก็มอง มันหวาน

ส่วนมันขมก็ศึกษาไปเรื่อยๆ ตอนนี้มันหวานอยู่ในระหว่างการพัฒนาสินค้า เช่น นำไปทดลองทำและพัฒนาเป็นเฟรนช์ฟราย รวมทั้งเบเกอรี่ ซึ่งเป็นสูตรแป้งจากมันสำปะหลัง สายพันธุ์ พิรุณ 4 เพราะเบเกอรี่ส่วนใหญ่ทำจากแป้งสาลี ไทยนำเข้าปีละหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งแป้งสาลีพบว่า มีสารกลูเตน (gluten) ดที่ทำให้แพ้ได้ ส่วนแป้งที่ได้จากมันสำปะหลังนั้นไม่มีสารกลูเตน ก็น่าจะเป็นจุดแข็งที่ทำให้ไปได้” คุณสุรินทร์ เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปในการนำมันสำปะหลัง สายพันธุ์ พิรุณ 4 มาสร้างมูลค่าพัฒนาเป็นอาหารขึ้นโต๊ะให้ได้รับประทานกัน

คุณสุรินทร์ เล่าว่า ตอนนี้ไร่มันสำปะหลังทั้ง 200 ไร่ มีมันสำปะหลังสำหรับอุตสาหกรรม เช่น สายพันธุ์ พิรุณ 1, เกษตรศาสตร์ 50, ระยอง 11, ระยอง 13 และ ระยอง 9 ส่วนมันสำปะหลังสายพันธุ์ที่รับประทานได้ ได้แก่ พิรุณ 2 และ พิรุณ 4

“ในส่วนของเรา เราก็ทำนำหน้าไปก่อน โดยการพัฒนาตลาดไปเรื่อยๆ ให้ไปได้ระดับหนึ่ง ทั้งส่งในภาคอุตสาหกรรม และเข้าไปตลาดผู้บริโภครายย่อย ซึ่งในอนาคตเราต้องการพัฒนามันสำหรับรับประทานได้ เพราะมองว่าน่าจะทำมูลค่าเพิ่มได้ดีกว่า ด้วยความที่แปรรูปได้ อยากทำมันที่กินได้ เป็นมันอินทรีย์ และเปิดตลาดที่กว้างขึ้น คือไม่ใช้สารเคมี ที่ใช้สารเคมี คือเรื่องการควบคุม และหาวิธีการที่ไม่ใช้สารเคมี ก็ง่ายขึ้นในขั้นตอนการปลูก ก็จะพยายามทำให้เป็นมันสำปะหลังอินทรีย์ นอกจากนี้ ยังมองเรื่องใบของมันสำปะหลัง ก็คิดว่าน่าจะทำและพัฒนาได้อีก เพราะในใบมันสำปะหลังนั้นมีไซยาไนด์ต่ำ ซึ่งในส่วนของการพัฒนาใบมันสำปะหลังยังไม่ได้คุยกับนักวิจัย โดยตัวมันสำปะหลังอยู่ในรูปคาร์โบไอเดรต 90% แต่ในใบมีโปรตีน 25-30% มีสารกลุ่มแอนโทฟิว สารให้สี อย่างที่เราเลี้ยงปลาตู้ ซึ่งจะต้องซื้อสารมาจากต่างประเทศ กิโลกรัมละเป็นหมื่นบาท เข้าไปอยู่ในตู้ปลา มีสารแทนนิน มีงานวิจัยที่ประโยชน์ เรื่องใบมันสำปะหลัง

ส่วนในโซนแอฟริกาก็รับประทานใบมันสำปะหลังเป็นอาหาร เขาแปรรูป ผมก็คิดว่า เหมือนเรารับประทานผักเสี้ยน จะนำใบมันสำปะหลังไปดองได้ไหม เพราะการดองเป็นวิธีที่ทำให้ไซยาไนด์หมดไป และในใบมันสำปะหลังก็มีไซยาไนด์อยู่ อย่างตอนนี้เราเอาใบมันสำปะหลังมาตากแห้ง และบดแห้ง นำไปเป็นอาหารให้วัว เพิ่มโปรตีน วัวจะวิ่งเข้าหา เพราะได้กลิ่นโปรตีน ซึ่งอาหารที่ผสมใบมันสำปะหลังจะดีต่อสุขภาพวัว เพราะความที่มีไซยาไนด์อ่อนๆ” คุณสุรินทร์ เล่าจากประสบการณ์โดยตรงที่คลุกคลีกับต้นมันสำปะหลัง และเห็นคุณค่าของต้นมันสำปะหลังที่อาจมีประโยชน์กับร่างกายคน หากมีการนำไปพัฒนาและวิจัยต่อยอด

ที่สำคัญ คุณสุรินทร์ มองว่า ความนิยมของผู้บริโภคที่ยังเน้นบริโภคสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพนั้น ส่งผลให้ตลาดสินค้าเกษตรที่ปลูกแบบอินทรีย์ หรือเน้นการปลูกที่ไม่ใช้สารเคมียังไปได้อีกไกล

“ผมมองว่า ตลาดอินทรีย์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และอาศัยหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะตลาดยุโรป ซึ่งการมาร่วมกับ วช. เราก็มองว่า คนมีความสนใจเรื่องมันสำปะหลังที่รับประทานได้มากขึ้น ก็นำไปแปรรูปที่คนสนใจ ที่คิดมาก็อยู่ในแนวทางนี้ และมองเห็นโอกาสทางการตลาด อย่างที่เราทำมาหลายๆ ตัว ผลตอบรับก็ดี คือสมมติว่า เราเป็นอินทรีย์ได้ กระทรวงพาณิชย์ มีงานแสดงเกษตรอินทรีย์ ในโซนยุโรป ค่าใช้จ่ายไม่แพง ค่าเดินทางพอมีเราก็ไป เพราะเป้าหมายเราคือ ตลาดที่จะทำให้มันสำปะหลังมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มได้” คุณสุรินทร์ เล่าให้ฟังการเพิ่มมูลค่าให้กับมันสำปะหลัง โดยเน้นไปที่การทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ส่วนภาวะโลกร้อน ซึ่งเคยส่งผลให้หนอนไหมอีรี่กินใบมันสำปะหลังเป็นอาหารได้น้อยลง ทางคุณสุรินทร์ยอมรับว่า ภาวะโลกร้อนที่ทำให้สภาพอากาศร้อน และดินแล้งขึ้น เคยส่งผลต่อต้นมันสำปะหลัง ซึ่งทางคุณสุรินทร์มองแนวทางแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มแร่ธาตุให้กับดิน และใช้วิธีการเพิ่มน้ำให้กับดิน ก็จะช่วยได้

“ปกติ มันสำปะหลังผลิตไซยาไนด์ ป้องกันตัวเองได้ แต่ในภาวะแล้ง จะผลิตไซยาไนด์ได้น้อย หรือแทบไม่ได้ผลิตเลย ก็ทำให้สารป้องกันตัวเองลดลง และทำให้แมลงมาเบียดเบียนได้ง่าย ทำให้ผลผลิตลดลง แต่ต้นมันก็ถือว่าเป็นพืชไร่ที่ทนที่สุดแล้ว ธรรมชาติของเขาจะลดการทิ้งใบ พอไม่มีน้ำก็ลด ก็จะเปลี่ยนมาเป็นรูป เปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล แต่เมื่อพอถึงภาวะแล้ง สภาพของดินมีการเก็บอุณหภูมิร้อนเกินไป ทำให้หัวแป้งมันสำปะหลังสุกปุ๊บ ก็เกิดแบคทีเรีย ทำให้เน่าเสีย ส่งผลต่อผลผลิตไม่ได้ปริมาณและคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ”

“ซึ่งภาวะโลกร้อนเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางทีที่แล้งจัดๆ อย่าง 3-4 ปีที่แล้ว ผลผลิตลดลงเยอะมาก ลดลง 40-50% เพราะเป็นปีที่แล้ง สินค้าในท้องตลาดก็วิ่ง พอมันแล้ง ก็มีศัตรูมา เช่น เพลี้ยแป้ง มาดูดน้ำเลี้ยงที่ใบและยอด ก็จะทำให้หัวเปราะ เราแก้ด้วยการให้น้ำสม่ำเสมอ ต้นไม้ก็แข็งแรง ป้องกันตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ส่วนใหญ่ซึ่งผมมองว่า ถ้าดินดี มีอินทรียวัตถุก็ทนแล้งได้ดี ผมมองว่า การปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ จะแก้ปัญหาภาวะแล้งได้ดี น่าจะไปได้” คุณสุรินทร์ เล่าให้ฟังทิ้งท้ายถึงการใช้ความรู้และประสบการณ์ในการรับมือกับปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งที่ไร่มันสำปะหลัง 200 ไร่ ของคุณสุรินทร์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

สำหรับใครที่สนใจจะพูดคุยขอไอเดียการทำไร่มันสำปะหลังที่ได้ทั้งขั้นตอนการปลูกอย่างมีคุณภาพ และแนวทางการแปรรูปมันสำปะหลัง เพื่อให้ตรงตามความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ติดต่อ คุณสุรินทร์ พิชัย ได้ที่เบอร์โทร. (081) 674-0426 หรือ ที่อยู่เลขที่ 555 หมู่ที่ 1 ตำบลวังไทร อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร

“มันสำปะหลัง สายพันธุ์ พิรุณ 4” คลอดมาจากทีมนักวิจัยไทย

สำหรับ มันสำปะหลัง สายพันธุ์ พิรุณ 4 นั้น เป็นผลงานการวิจัยจากทีมคณาจารย์นักวิจัยไทย ได้แก่ ดร. โอภาษ บุญเส็ง อดีตนักวิชาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร, รศ.ดร. กนกพร ไตรวิทยากร สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล และ ศ.ดร. มรกต ตันติเจริญ ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยคณาจารย์ทั้ง 3 ท่าน ได้นำมันสำปะหลังที่ดีไปคัดเลือกสายพันธุ์ เพื่อให้มีมาตรฐาน และได้พันธุ์ใหม่ภายใต้ชื่อรหัสพันธุ์ MBR49-2-109 ต่อมาได้ตั้งชื่อใหม่ว่า “พิรุณ 4” ซึ่งได้สายพันธุ์มันสำปะหลังที่เหมาะสำหรับรับประทาน และใช้แทนแป้งสาลี ซึ่งเป็นส่วนผสมในการทำเค้กและเบเกอรี่ได้ โดยพบว่า สายพันธุ์ พิรุณ 4 มีจุดเด่น คือ ปราศจากสารกลูเตน (gluten)

ซึ่งสารตัวนี้มีผลทำให้ผู้บริโภคเบเกอรี่และเค้กนั้นเกิดอาการแพ้ได้ และส่งผลต่อสุขภาพ อาทิ ลำไส้เล็กไม่ดูดซึม หรือส่งผลให้ทำงานไม่ดี ท้องอืด ลำไส้เกิดการอักเสบ และเกิดภาวะร่างกายขาดธาตุอาหารได้