ส่วนเกษตรกรชาวสวนยางพารา ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เข้า

กับสถานการณ์ เพราะช้างป่าโขลงใหญ่ได้กระจัดกระจายเข้ามาหากินและอาศัยอยู่ในสวนยางเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจากที่คนงานเคยเข้าไปกรีดยางในช่วงเวลาระหว่างตีสี่ตีห้าถึงหกโมงเช้าของทุกวัน ต้องเปลี่ยนเวลาในการเข้าไปกรีดยางในช่วงเวลาตั้งแต่หกโมงเช้าไปจนถึงแปดโมงเช้าแทน โดยคนงานทุกคนก็ต้องเข้าไปอย่างระมัดระวังตัวที่สุด เนื่องจากที่ผ่านมามีชาวบ้านที่เข้าไปกรีดยาง ถูกช้างป่าทำร้ายได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสมาแล้ว และล่าสุดในเวลาค่ำคืนของวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่ 1 ราย ที่เป็นจิตอาสาเฝ้าระวังช้างป่าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยป้องกันไม่ให้ออกมากินและทำลายพืชไร่ของเกษตรกร ถูกช้างป่าพุ่งเข้าทำร้ายจนเสียชีวิต

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นสร้างความเสียใจให้กับคนในครอบครัว และญาติมิตร นอกจากนี้ยังทำให้ชาวบ้านและเกษตรกรในพื้นที่ต่างก็หวาดกลัวเป็นอย่างมาก ต่อมา นายจิรชัย ถนอมวงษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลท่าขนุน นายอานนท์ ถนอมวงษ์ สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี (ส.อบจ.) เขต อ.ทองผาภูมิ และผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ได้ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐ ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน พร้อมขอให้ประกาศเป็นพื้นภัยพิบัติจากช้างป่า เพราะหากมีการประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนก็จะได้รับการเยียวยาในเบื้องต้นจากภาครัฐได้อย่างทันท่วงที แต่ถ้าหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงนิ่งเฉย เชื่อว่าอนาคตคนกับช้างป่าจะอยู่ร่วมกันไม่ได้อย่างแน่นอน

เช่นเดียวกันเกษตรกรที่ปลูกพืชไร่อยู่ในพื้นที่ ต.ช่องสะเดา อ.เมือง และพื้นที่บ้านเขาสิงโต ต.หลุมรัง อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี ต่างก็ได้รับผลกระทบจากช้างป่าที่อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ช้างป่าโขลงใหญ่ได้ออกมาหากินนอกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เกษตรกรต่างได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง ทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามหากต้องการให้คนกับช้างป่าอยู่ร่วมกันได้ หน่วยงานภาครัฐ จะต้องเร่งบูรณาการร่วมกับคนในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางในการป้องกันไม่ให้ช้างป่าถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากฝีมือมนุษย์ เพื่อหาแนวทางในการเยียวยาและลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากปัญหาราคาลำไยตกต่ำและผลผลิตไม่ได้คุณภาพ กรมฯ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าลำไยนอกฤดูด้วยเทคโนโลยี โดยวิจัยร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือสวก. แล้วนำมาส่งเสริมให้เกษตรกรภายใต้ระบบเกษตรแปลงใหญ่ลำไยในพื้นที่ จ.ลำพูนและพื้นที่ภาคเหนือ ส่งให้เกษตรกรนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดปรับปรุงสวนลำไยสู่ขบวนการผลิตในรูปแบบเกษตรยุคใหม่ เพื่อการผลิตลำไยคุณภาพ เพิ่มรายได้ เพิ่มผลผลิตสามารถขายได้ราคาดี โดยนำร่องในกลุ่มแปลงใหญ่ลำไย ต.ศรีบัวบาน จ.ลำพูน จนสามารถพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและขายผลผลิตในราคาดี โดยปัจจุบันกำหนดราคาจำหน่ายลำไยเกรด AA ในราคา 40 บาท/ก.ก. เกรด A ราคา 30 บาท/ก.ก. เฉลี่ยกำหนดราคาอยู่ที่ 33 บาท/ก.ก. โดยมีตลาดส่งออกหลักคือ จีน อินโดนีเซีย

“การเร่งพัฒนาขบวนการผลิตลำไยให้มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ถือเป็นโอกาสทองของเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในพื้นที่ลำพูนและจังหวัดพื้นที่ภาคเหนือ ล่าสุดรมว.พาณิชย์ ประกาศว่า บริษัท อาลีบาบา ได้สั่งซื้อ ลำไยจากไทย เพื่อขายบน T-mall.com อีก 10,000 ตัน และคาดว่าจะโตต่อเนื่องอีก 3 ปี จึงเป็นช่องทางที่จะทำให้เกษตรกรเลือกที่จะผลิตสินค้าให้มีคุณภาพและสามารถขายได้ในราคาดี”นายสมชาย กล่าว

นายสมชาย กล่าวถึงสถานการณ์สถานการณ์การผลิตลำไย จ.ลำพูนด้วยว่า ปัจจุบันมีเกษตรกร 44,452 ราย พื้นที่ 270,245 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต 269,444 ไร่ ผลผลิต (ในฤดู 125,120 + นอกฤดู 125,966 = 251,086 ตันผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ในฤดู 686 ตัน/ไร่ นอกฤดู 1,447 ตัน/ไร่ แผนบริหารจัดการผลผลิตลำไยในฤดู ปี 2561 จ.ลำพูน ปริมาณการผลิต 125,120 ตันการแปรรูป ปริมาณ 90,086 ตัน คิดเป็น 72.00% บริโภคสด ปริมาณ 35,034 ตัน คิดเป็น 28.00%

สำหรับการแปรรูป ส่วนใหญ่จะนำไปแปรรูปอบแห้ง ปริมาณ 87,584 ตัน คิดเป็น 97% นอกนั้นเข้าโรงงานกระป๋อง/อื่นๆ ปริมาณ 2,502 ตัน 3% (จากปริมาณการแปรรูปทั้งหมด) สำหรับการตลาดส่งออก ปริมาณ 23,773 ตัน คิดเป็น 68% สำหรับตลาดในประเทศ ปริมาณ 11,261 ตัน คิดเป็น 32% (จากปริมาณการบริโภคสดทั้งหมด)

นายสมชาย กล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการลำไยในปีนี้ด้วยว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายในการให้เกษตรกรทำแปลงใหญ่เพื่อบริหารจัดการสินค้า ทั้งการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งบริหารจัดการกลุ่มให้เข้มแข็ง จึงนับว่ากลุ่มแปลงใหญ่ลำไย ของ จ.ลำพูน เป็นตัวอย่างของความสำเร็จที่ให้เกิดความเข้มแข็งได้

สำหรับแนวทางการใช้ตลาดนำการผลิต รมว.เกษตรฯ ได้ตั้ง Chief of Operation (COO) และ Operation team (OT) โดยเป็นทีมเกษตร เกษตรจังหวัดและ เกษตรอำเภอ ในการกำกับดูแล ปัญหาสินค้าเกษตร และมีการตั้งอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ซึ่งมีสำนักงานเกษตรจังหวัดเป็นเลขานุการ เพื่อกำหนดขั้นตอนการทำงานตามหลักการตลาดนำการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดและอำเภอ รวมทั้งสำนักงานสหกรณ์จังหวัด และประสาน ธ.ก.ส. พื้นที่ด้วย เพื่อร่วมกัน คัดเลือกผลผลิตการเกษตรในพื้นที่จากโครงการตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ

“กระทรวงเกษตรฯ ยังมีแผนที่จะจัดทำเว็บไซต์และข้อมูลสำคัญ (big data) เกี่ยวกับผลผลิตการเกษตรมาจัดทำให้เป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้สนใจสามารถติดต่อแหล่งซื้อ ขายสินค้าการเกษตร โดยตรงจากพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งการจัดทำระบบซื้อขายผ่านระบบ E-commerce ด้วย โดยให้ประสานเพื่อขอเชื่อมโยงเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐและเอกชนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายผลผลิตการเกษตร เพื่อสะดวกในการค้นหาหรือติดต่อช่องทางค้าขายสินค้า ซึ่งขณะนี้กรมฯ ดำเนินการแล้ว โดยร่วมกับ ไปรษณีย์ไทย ซึ่ง ปณ. ได้มีการจัดทำ website Thailand Post mart ปัจจุบันเริ่มดำเนินการไปแล้ว โดยมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีความเข้มแข็ง เช่น วิสาหกิจชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยน จ.น่านเข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ วางเป้าสินค้าเกษตรอื่นๆ โดยเฉพาะลำไยต่อไป” นายสมชาย กล่าว

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน เจ้าหน้าที่กู้ภัย มูลนิธิกุศลสงเคราะห์เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับแจ้งเหตุพบซากโลมาตายถูกคลื่นซัดมาเกยชายหาดลิปะน้อย หมู่ 3 ตำบลลิปะน้อย อำเภอเกาะสมุย จึงเดินทางเข้าตรวจสอบพบเป็นซากโลมาสายพันธุ์อิรวดี หรือโลมาหัวบาตร มีขนาดความยาวประมาณ 120 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม อยู่ในสภาพเน่าเปื่อย ส่งกลิ่นเหม็นเน่า ไม่สามารถพิสูจน์สาเหตุการตายได้เนื่องจากอยู่ในสภาพเน่าเปื่อย เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐานก่อนนำซากไปฝังบริเวณริมชายหาด

นายไพโรจน์ พูลทวี เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิกุศลสงเคราะห์เกาะสมุย กล่าวว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2561 เป็นต้นมา พบโลมาตายลอยมาเกยชายหาดบนเกาะสมุยนับเป็นตัวที่ 10 แล้ว จึงขอฝากชาวประมง ถ้าพบโลมาว่ายเข้าไปติดอวนหาปลา อย่าไปทำร้ายให้ตาย เพราะปัจจุบันโลมาที่อยู่ในอ่าวไทย บริเวณ อำเภอเกาะสมุย อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ลดปริมาณลงไปมาก โลมาถือว่าเป็นจุดขายของแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวจึงอยากให้ช่วยกันดูแล

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน นายมีศักดิ์ ภักดีคง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขต 7 และเขต 8 พร้อมด้วย นายบุญเจือ สมทิพย์ เกษตร และสหกรณ์จังหวัดตรัง นายเกียรติศักดิ์ เกษมพันธ์กุล ประมงจังหวัดตรัง เดินทางไปยังสหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจังหวัดตรังเพื่อติดตามสถานการณ์ราคากุ้งขาว แวนนาไม

นายมีศักดิ์ กล่าวว่า “การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อติดตามสถานการณ์ราคากุ้งขาวแวนนาไม สถานการณ์ราคากุ้งขณะนี้มีการปรับราคาเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเป็นผลมาจากกลไกทางการตลาด มีการปรับขึ้นประมาณ 20 บาท ต่อกิโลกรัม การที่เกษตรกรและสหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจังหวัดตรังได้รวมกลุ่มกันนำกุ้งออกมาจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาต่ำกว่าท้องตลาดนั้น เพื่อเป็นการระบายกุ้งที่มีอยู่จำนวนมากให้ลดลงระหว่างรอการช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งมาตรการของรัฐที่เปิดโครงการประชารัฐรักษาเสถียรภาพราคากุ้ง จำนวน 10,000 ตัน โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถขายได้คนละ 10 ตัน เพื่อให้เกิดการกระจาย แก้ปัญหาความเดือดร้อน หวังดึงราคากุ้งให้สูงขึ้นด้วยการรับซื้อกุ้งในราคาชี้นำตลาด ขณะนี้กำลังเริ่มต้น มีเกษตรกรแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการแล้ว 141 ราย คาดว่าจะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้” นายมีศักดิ์ กล่าว

นายเจริญ หยงสตาร์ ประธานสหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจังหวัดตรัง กล่าวว่า ตั้งแต่นำกุ้งออกมาจำหน่ายประมาณ 1 สัปดาห์ มีประชาชนให้ความสนใจมาเลือกซื้อไปบริโภคจำนวนมาก ขณะนี้สามารถจำหน่ายกุ้งได้แล้วกว่า 1 ตัน

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ศูนย์ดำรงธรรม ศาลากลาง จังหวัดยโสธร ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย ตำบลเชียงเพ็ง อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร นำโดย นางมะลิจิตร เอกตาแสง อายุ 56 ปี เข้ายื่นหนังสื่อต่อ นายนิกร สุกใส ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร มี พ.อ. ฉกาจพงษ์ หงส์ทอง รอง ผอ.กอ.รมน.ยส.(ท) โดยขอคัดค้านการสร้างโรงงานน้ำตาลทราย ขนาด 20,000 ตันอ้อย ต่อวัน ก่อสร้างฝั่งตรงข้ามบ้านเซียงเพ็ง 5 กิโลเมตร เนื่องจากเกรงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

นางมะลิจิตร กล่าวว่า ชาวบ้านมีข้อกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านคัดค้าน โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลมาโดยตลอด โดยเฉพาะกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย ตำบลเชียงเพ็ง อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร มีพื้นที่อยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตร เพราะกระบวนการดำเนินโครงการคาบเกี่ยว 2 จังหวัด แต่กระบวนการที่ผ่านมายังขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านและเนื้อหาของข้อมูลยังขัดแย้งกับพื้นที่ แต่ส่วนการดำเนินการของโรงงานกลับทำอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านไม่ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารจริงตั้งแต่เริ่มโครงการ

ดังนั้น กลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบายที่อยู่ในพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตร ที่จะได้รับผลระทบจากการดำเนินโครงการ จึงมีข้อเสนอให้ผู้ว่าราชจังหวัดยโสธรหาแนวทางในการยับยั้งการดำเนินโครงการ เนื่องจากกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบายติดตามกระบวนการการดำเนินขั้นตอนการมีส่วนร่วม พบว่าโครงการโรงงานน้ำตาลและโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัท น้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จำกัด ตำบลน้ำปลีก ไม่ให้ชาวบ้านผู้มีส่วนได้เสียจากการดำเนินโครงการรับรู้ข้อมูลตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการดำเนินโครงการคาบเกี่ยวกัน 2 จังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดยโสธรไม่มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น และรายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมยังขัดแย้งกับข้อมูลชุมชน กลุ่มจะยังคงคัดค้านโครงการต่อไป

‘คอลลิเออร์ส’เผยปีนี้ตลาดนิคมอุตสาหกรรมมาแรง พบ 3 เดือนแรกขายไปแล้วกว่า 800 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อีอีซี คาดปีนี้จะมีนิคมอุตสาหกรรมเปิดใหม่อีกกว่า 4 พันไร่ กทม.แชมป์ราคาสูงสุด ตามด้วยสมุทรปราการและปทุมธานี

นายภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้ความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมมีสัญญาณบวกเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากต่อเนื่องจากปี 2560 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะต่อเนื่องในอนาคต โดยมีโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นๆ เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยเพิ่มความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมในระยะยาว ความชัดเจนของภาครัฐเกี่ยวกับนโยบายการพัฒนาพื้นที่อีอีซี ที่เป็นรูปเป็นร่างอย่างชัดเจนใน ปีที่ผ่านมา จะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในปี 2561 และในอนาคต โดยในปี พ.ศ. 2560 ขายที่ดินได้ประมาณ 3,300 ไร่ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 83,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับยอดขายในปี 2559

นายภัทรชัย กล่าวว่า สำหรับในปี 2561 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) วางเป้าหมายว่าจะสามารถปิดการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมไว้ที่ประมาณ 3,500 ไร่ มูลค่าการลงทุนประมาณ 90,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 17% จากปี 2560 โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2561 สามารถปิดการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมแล้วประมาณ 800 ไร่ มูลค่าการซื้อขายกว่ากว่า 20,000 ล้านบาท และส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อีอีซี และคาดการณ์ว่าในปี 2561 นี้ จะมีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเปิดใหม่อีกว่า 4,000 ไร่

“ณ ครึ่งปีหลัง พ.ศ. 2560 พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอยู่ประมาณ 164,470 ไร่ ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมหลายรายชะลอการเปิดขายเฟสใหม่ในช่วงปี พ.ศ.2558-2559 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการลดลงของนักลงทุนต่างชาติ แต่ในปี 2560 ที่ผ่านมา มีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมประมาณ 3,000 ไร่ที่เปิดขายใหม่และประมาณ 80% อยู่ในพื้นที่อีอีซี อย่างไรก็ตามพื้นที่ภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม เพราะว่า ประมาณ 56% ของพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยอยู่ในพื้นที่นี้ และอีกประมาณ 39% อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง” นายภัทรชัย กล่าว

นายภัทรชัย กล่าวว่า สำหรับราคาที่ดินในนิคมอุตสาห กรรมนั้นพบว่า ในกรุงเทพมหานครสูงที่สุดเพราะเป็นศูนย์กลางในการขนส่งสินค้า ซึ่งมีทั้งท่าเรือและสนามบินนานาชาติ รองลงมาคือสมุทรปราการ และปทุมธานี ตามลำดับ ขณะที่บางจังหวัด เช่น สงขลา สระบุรี มีราคาที่ดินต่ำกว่ามาก เนื่องจากไกลออกไปจากกรุงเทพมหานครและท่าเรือ ทำให้มีที่ดินเหลือขายอยู่เป็นจำนวนมาก

นายภัทรชัย กล่าวว่า ในปี 2561 ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลายรายได้ซื้อที่ดินเพิ่มเติมในพื้นที่อีอีซีเพื่อเตรียมนำมาพัฒนานิคมอุตสาหกรรมใหม่เพื่อดึงดูดนักลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อย่าง บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเม้นท์ที่ร่วมทุนกันและไออาร์พีซี ซื้อที่ดินประมาณ 2,152 ไร่ ใน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นทำเลที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ ห่างจากตัวเมืองระยอง 20 กิโลเมตร ห่างจากท่าเรือมาบตาพุด 36 กิโลเมตร และสนามบินอู่ตะเภา 50 กิโลเมตร โดย นิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่นี้จะมีชื่อว่า “นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง” เป็นต้น

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) หรือ ธสน.เปิดเผยว่า การส่งออกในปี 2561 มีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากมูลค่าส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2561 ขยายตัวถึง 11.5% สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ธนาคารจึงได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของภาคการส่งออกไทยทั้งปี 2561 ใหม่จากเดิมที่ 5-8% เป็น 7-9% โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือ 1.การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกขยายตัวในระดับสูง โดยล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) คาดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2561 จะขยายตัว 3.9% สูงสุดในรอบ 7 ปี พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าการค้าโลกจากเดิมที่ขยายตัว 4.6% เป็น 5.1% 2.ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เคยคาดการณ์ ทำให้สำนักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันปี 2561 จาก 63 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล 3.ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกยังใช้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญและมีการลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่มีความคืบหน้าและชัดเจนมากขึ้น

นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า การส่งออกของไทยไปยังแต่ละตลาดในปี 2561 ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้มากกว่าที่เคยคาดการณ์ในทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียนเดิม ที่คาดว่าจะขยายตัวได้สูงกว่า 9% เช่นเดียวกับตลาดใหม่ อย่าง CLMV และตลาดใหม่อื่นๆ ที่ปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 8.5% และ 6.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 6.7% และ 5.0% ตามลำดับ สำหรับมูลค่าส่งออกจำแนกรายสินค้าปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าส่งออกปี 2561 ใน 3 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน ขยายตัวเพิ่มเป็น 17.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 11.2% รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ปรับเพิ่มเป็น 8.4% จากคาดการณ์เดิมที่ 7.8% และสินค้าเกษตร ปรับเพิ่มเป็น 6.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.0% อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตามองปัจจัยบั่นทอนที่อาจกระทบต่อการส่งออกและทำให้มูลค่าส่งออกในช่วงที่เหลือของปีน้อยกว่าที่คาด ได้แก่ ค่าเงินที่มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าและความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

“วันนี้ทิศทางเศรษฐกิจโลกเอื้ออำนวยให้เกิดโอกาสทางธุรกิจมากมาย แต่ขณะเดียวกันการแข่งขันก็ทวีความรุนแรงขึ้น EXIM BANK จึงพร้อมจับมือกับภาครัฐและเอกชนสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายส่วนแบ่งในตลาดโลกได้มากขึ้น โดยใช้ศักยภาพของผู้ประกอบการไทยและประเทศไทยเป็นจุดแข็ง” นายพิศิษฐ์ กล่าว

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน นายปรีดา สุขใจ นายอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า กรณีเกษตรกรปลูกมะพร้าวมากที่สุดในประเทศที่ผ่านมาได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำเหลือเพียงผลละ 6-7 บาท เนื่องจากมีการนำเข้ามะพร้าว รวมถึงการลักลอบนำมะพร้าวหนีภาษีเข้ามาในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ อำเภอทับสะแก ชาวสวนได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก เพื่อเร่งรัดแก้ไขปัญหา ขณะนี้จังหวัดได้ตั้งชุดเฉพาะกิจ 6 ชุด ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร สำนักงานเกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และด่านศุลกากร ตรวจสอบการใช้มะพร้าวของโรงงานผลิตมะพร้าวขาวทั้งในพื้นที่ อำเภอกุยบุรี เมือง ทับสะแก และบางสะพาน

“ขณะที่ อำเภอทับสะแก มีเจ้าหน้าที่ 3 ชุด เนื่องจากมีโรงงานมะพร้าวขาวมากที่สุด โดยได้ตรวจสอบการผลิตของโรงงานว่ามีการใช้มะพร้าวนำเข้าถูกต้องตามกฎหมายและเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดหรือไม่ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่มีการตั้งจุดตรวจจุดสกัดทั้งในพื้นที่ อำเภอบางสะพานน้อย และ อำเภอสามร้อยยอด เพื่อเฝ้าระวังการลักลอบนำมะพร้าวหนีภาษีเข้ามาในพื้นที่ และจากปัญหาที่เกิดขึ้นจังหวัดได้ส่งหนังสือขอให้รัฐบาลทบทวนโควต้านำเข้ามะพร้าวเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร” นายปรีดา กล่าว

เชียงราย – นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำฤดูแล้งพื้นที่ลุ่มน้ำแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ว่า กรมชลประทาน โดย โครงการ ชลประทานเชียงรายจัดทำโครงการปรับปรุงระบบส่งน้ำคลอง RMC2 และคลอง RMC3 โดยขุดคลอง RMC2 ให้ลึกลงไปจากระดับท้องคลองเดิม 1 เมตร ความยาว 900 เมตร เพื่อดึงน้ำ 9 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เข้ามา แล้วแบ่งน้ำ 5 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ผ่านคลองขุดใหม่ ยาว 100 เมตร เพื่อส่งให้คลอง RMC3 ที่ขาดแคลนน้ำ ส่วนอีก 4 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ยังคงเป็นอัตราเดิมที่ใช้ในพื้นที่คลองส่งน้ำ RMC2

ทั้งนี้ บรรจุโครงการดังกล่าวเข้าสู่โครงการไทยนิยมยั่งยืน รับการจัดสรรงบประมาณ 30 ล้านบาท ตอบสนองความต้องการโดยตรงของเกษตรกร คาดว่าจะช่วยพื้นที่ชลประทานได้ 10,705 ไร่ ช่วยให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่โครงการไม่น้อยกว่า 180 คน

“ออกแบบไว้พร้อมแล้ว พอดีมีโครงการไทนนิยมยั่งยืนเข้ามาจึงบรรจุได้เลย ทำให้ช่วยเกษตรกรได้เร็วขึ้น” สงขลา – นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการ ศอ.บต.กล่าวว่า รัฐบาลมาเลเซีย โดยกรมตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย ออกปฏิบัติการปราบปรามทั่วประเทศ เพื่อจับกุมแรงงานผิดกฎหมายที่ลักลอบทำงาน เพื่อแก้ปัญหาแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายในประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561

เลขาธิการ ศอ.บต.กล่าวถึงแรงงานชาวไทยว่า รัฐบาลมาเลเซียจะไม่ประนีประนอมกับฝ่ายใดๆ จึงขอเตือนแรงงานไทยที่ทำงานให้ปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศมาเลเซียอย่างเคร่งครัด หากแรงงานไทยเข้าไปทำงานแบบไม่ถูกต้องยังคงเข้าร่วมโครงการนิรโทษกรรมแรงงานต่างชาติได้ เพื่อจะเข้าสู่กระบวนการที่รัฐบาลมาเลเซียจัดขึ้น

สำหรับโครงการนิรโทษกรรมแรงงานแห่งชาติ ที่ประเทศมาเลเซีย เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2561

“โครงการมอบตัวด้วยความสมัครใจ หรือโครงการ 3+1 กรมตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย เพื่อให้แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่ยังอาศัยอยู่ในมาเลเซียลงทะเบียนโครงการนิรโทษกรรมฯ แต่ไม่ได้รับการอนุมัติใบอนุญาตทำงาน เนื่องจากไม่ผ่านเงื่อนไขที่กำหนด เดินทางกลับประเทศต้นทางอย่างถูกต้อง” นายศุภณัฐ กล่าว

พาณิชย์ส่งทีมลุยตรวจร้านขายก๊าซทั่วประเทศ หวั่นฉวยโอกาสขายเกินราคา หลังใช้เงินกองทุนน้ำมัน 3 หมื่นล้านตรึงราคาไว้ ตรวจเจอโทษหนักจำคุก 7 ปี ปรับ 140,000 บาท เจอบรรจุก๊าซไม่เต็ม 309 ถัง ผู้กระทำผิด 9 ราย เจอโทษปรับรายละ 20,000 บาท

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า จากที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้นำเงินกองทุนน้ำมัน 30,500 ล้านบาท มาใช้ตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนในอัตรา 10 บาท ต่อกิโลกรัม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ส่งผลให้ก๊าซหุงต้มราคาลดลงประมาณ 32 บาท ต่อถัง (15 ก.ก.) ทำให้ปัจจุบันราคาขายปลีกอยู่ในระดับสูงถึง 363 บาท ต่อถัง (15 ก.ก.) โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม เป็นต้นมา