ส่วนเรื่องตลาดของมะนาวนิ้วมือนั้น หากมองดูเหมือนจะเป็น

ตลาดเฉพาะกลุ่ม เนื่องจากมีใช้ผสมอาหารหรือผสมค็อกเทลในบางโรงแรมที่มีขนาดใหญ่ แต่จริงๆ แล้ว พอเข้ามาสู่การค้าขายผลผลิตมะนาวนิ้วมือ ทำให้ทราบว่า มีความต้องการใช้มะนาวนิ้วมืออยู่มาก และต้องการใช้จากผู้ซื้ออย่างต่อเนื่อง มะนาวนิ้วมือนี้จึงไม่เป็นที่รู้จักของเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวมากนัก เพียงแต่รู้จักและเพาะพันธุ์กันอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้ชื่นชอบมะนาวนิ้วมือเท่านั้น

ส่วนในอนาคตอันใกล้นี้ มะนาวนิ้วมือ น่าจะเป็นที่นิยมปลูกกันแพร่หลายมากขึ้นสำหรับเกษตรกรและผู้บริโภคทั่วไป เนื่องจากความกังวลว่าปลูกแล้วจะติดผลหรือไม่นั้น คงไม่มีแล้ว สายพันธุ์ที่นำมาปลูกและขยายพันธุ์ตอนนี้ออกดอกและติดผลกันหมดแล้ว ทำให้มือใหม่หรือคนที่สนใจปลูกหมดปัญหาเรื่องนี้ไป เพียงแต่ปลูกและบำรุงต้นให้สมบูรณ์ รอเวลาให้ออกดอกติดผลเก็บผลผลิตไว้รับประทานหรือนำไปจำหน่ายเท่านั้น

ปีที่ผ่านมา สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เข้าไปส่งเสริมการนำมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยมนำร่อง 6 แห่ง ในจังหวัดน่าน โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา เป็นหนึ่งในโรงเรียนทั้ง 6 แห่ง

แนวทางที่มกอช.เข้าไปส่งเสริม คือ การผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ปลอดภัยต่อการบริโภค โดยจัดให้มีแปลงเรียนรู้และสร้างความเข้าใจเรื่องมาตรฐานอาหารปลอดภัย แต่เหตุที่ต้องเข้ามาส่งเสริมในโรงเรียน เนื่องจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ รับนักเรียนจากหลายอำเภอ โดยเฉพาะนักเรียนที่เป็นชนเผ่า ไร้สัญชาติ จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่ทำการเกษตรภายในโรงเรียน เพื่อเป็นแหล่งป้อนอาหารให้กับนักเรียนที่ต้องกินนอนในโรงเรียนตลอดปีการศึกษา

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 แห่งนี้ มีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา และเป็นโรงเรียนประจำ เด็กนักเรียนที่มาเรียนที่นี่ต้องกินอยู่หลับนอน เรียนหนังสือ และใช้ชีวิตประจำวันที่โรงเรียนตลอดปีการศึกษา มีช่วงปิดเทอมที่ผู้ปกครองมารับกลับไปบ้านได้

ดูเหมือนไม่น่ามีอะไรที่ติดขัด แต่แท้ที่จริง โรงเรียนแห่งนี้มีเพียงพื้นที่ที่กว้างมากพอรองรับการกินอยู่หลับนอน การเรียน ของเด็กนักเรียนจำนวนหลักร้อย เพราะมีพื้นที่กว้างมากถึง 137 ไร่ ซึ่งถูกแบ่งให้เป็นพื้นที่สำหรับทำการเกษตรมากถึง 40 เปอร์เซ็นต์

จ.ส.อ. เสวก ฉุนหอม ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 บอกว่า โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนยากจนมาเรียนมากที่สุดของจังหวัดน่าน เด็กส่วนใหญ่มีพื้นฐานครอบครัวจากการเป็นเกษตรกร มีภูมิลำเนาบนที่สูงและภูเขา การทำการเกษตรในโรงเรียนจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อป้อนผลผลิตที่ได้จากการทำการเกษตรเข้าสู่โรงครัว และเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับเด็กนักเรียนและผู้ปกครองที่สนใจ เพื่อนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับครอบครัวของนักเรียน

นักเรียนที่มาเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 แห่งนี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวชนเผ่า ซึ่งมีทั้งหมด 9 ชนเผ่า ได้แก่ ม้ง เมี่ยน ขมุ ลั๊วะ มลาบรี ถิ่น ไทลื้อ ลาวบ้านโคก และชาวพื้นราบ

ความแตกต่างในการดำรงชีวิตแต่ละชนเผ่ามีความแตกต่างกัน ซึ่งครูจะเป็นผู้ปรับให้นักเรียนทั้งหมดใช้ชีวิตได้อย่างปกติเช่นเดียวกับนักเรียนพื้นราบทั่วไป ยกเว้น ชนเผ่ามลาบรี ที่มีความแตกต่างค่อนข้างสูง เพราะเป็นชนเผ่าที่เก็บตัว มีความส่วนตัวสูง ไม่สุงสิงกับใครยกเว้นชนเผ่าของตนเอง และไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มักถางป่าและทำไร่เลื่อนลอย แต่เมื่อเข้ามาใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนแห่งนี้ จำเป็นต้องสอนให้เกิดการปรับตัวให้ได้ โดยเด็กนักเรียนที่เป็นชนเผ่ามลาบรีมีทั้งสิ้น 37 คน นอกจากนี้ การสอนให้ทำการเกษตรในโรงเรียน นอกจากจะได้อาหารเข้าสู่โรงครัวแล้ว ยังเชื่อว่าการสอนให้ทำการเกษตรจะส่งต่อไปถึงผู้ปกครองของเด็กอีกด้วย

“การทำการเกษตรในโรงเรียน ได้จัดพื้นที่ไว้ด้านท้ายของโรงเรียน ติดกับหอพักของเด็กนักเรียน เป็นแปลงเกษตรขนาดใหญ่ในรูปแบบของผักปลอดสาร มีการล้อมรั้วเลี้ยงไก่ เป็ด เพาะเห็ด การทำปุ๋ยไว้ใช้เองในโรงเรียน ซึ่งปัญหาของการทำการเกษตรในโรงเรียนมีเพียงปัญหาเรื่องน้ำและดิน ซึ่งถือเป็นปัญหาหลักของภาคเกษตร เพราะดินในพื้นที่ของโรงเรียนไม่เหมาะสำหรับการทำการเกษตร และน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ แม้ว่าจะขุดบ่อบาดาล และมีบ่อเก็บน้ำไว้ใช้ 1 บ่อแล้วก็ตาม”

ปัญหาสำหรับการสอนนักเรียนเรื่องการทำการเกษตร ไม่เฉพาะความแตกต่างของชนเผ่า แต่ยังพบปัญหายาเสพติด ปัญหาการถูกล่วงละเมิดในเด็ก และปัญหาครอบครัว ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ครูในโรงเรียนที่ต้องช่วยกันดูแล

นอกจากนี้ ปัญหาความยากจนก็มีสูงถึง ร้อยละ 60 เมื่อถึงช่วงปิดภาคเรียน จึงพบว่ามีเด็กนักเรียนตกค้างอยู่ที่โรงเรียนจำนวนมาก เพราะภูมิลำเนาเด็กอยู่ห่างไกล ผู้ปกครองไม่มีเงินค่าเดินทางสำหรับมารับนักเรียน อาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพ การทำการเกษตรในโรงเรียนให้ได้วัตถุดิบมาประกอบอาหาร จึงเป็นสิ่งจำเป็น เด็กนักเรียนส่วนใหญ่จึงพยายามเรียนรู้ เพราะรู้ว่าการเกษตรเป็นพื้นฐานของการดำรงชีพ และทำให้พวกเขาอยู่รอด

ในทุกๆ วัน ครูจะพานักเรียนแต่ละชั้นลงแปลง แบ่งเป็นระดับชั้น แต่ทุกระดับชั้นจะได้ลงแปลงวันละ 1 ชั่วโมง ไม่นับเวลาเย็นและเช้าที่นักเรียนจะได้รับมอบหมายให้ดูแลแปลงต่างหาก

ผลผลิตที่ได้จะถูกส่งเข้าโรงครัว เมื่อเหลือจากโรงครัวจะถูกนำไปแปรรูปเพื่อเก็บไว้รับประทานในมื้อถัดไป

จ.ส.อ. เสวก เล่าว่า ที่ผ่านมา ผลผลิตที่ได้จากแปลงเกษตรทุกรูปแบบไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักเรียน เพราะเด็กกินอาหาร 3 มื้อ และปัญหาเรื่องดินและน้ำที่ทำให้ได้ผลผลิตไม่ดี จึงเป็นปัจจัยที่โรงเรียนยังต้องการผู้ที่มีความรู้ทางด้านเกษตรเข้ามาให้คำแนะนำ

อย่างไรก็ตาม ข้อเขียนชิ้นนี้ไม่ได้เป็นตัวอย่างในการบริหารจัดการแปลงเกษตรในโรงเรียน เช่นเดียวกับบทความชิ้นอื่น แต่เขียนขึ้นเพื่อให้เห็นว่า การเกษตรในโรงเรียนมีความสำคัญต่อผู้อยู่อาศัยในโรงเรียนมากน้อยเพียงใด และต้องการสื่อให้ทราบว่า ยังมีเด็กนักเรียนที่ต้องการผู้มีความรู้เข้าไปถ่ายทอดเรื่องการทำการเกษตรให้ได้ผลดี ภายใต้ปัจจัยที่มีอุปสรรค และยังต้องการความช่วยเหลือด้านเกษตรอีกมาก ดังนั้น หากจะมีผู้ใหญ่ใจดี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปส่งเสริมสนับสนุน ก็จะเป็นการดีต่อเยาวชนของประเทศ

ขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อสอบถามได้ที่ จ.ส.อ. เสวก ฉุนหอม ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โทรศัพท์ (081) 446-7890

หรือต้องการบริจาคเสื้อผ้า ของใช้ อุปกรณ์การเรียน ให้กับเด็กนักเรียน โรงเรียนแห่งนี้ยินดี โดยเฉพาะเครื่องใช้สำหรับเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 สามารถประสานงานไปยัง อาจารย์เพชรรุ่ง ไชยปัญญา โทรศัพท์ (091) 076-1045 ได้ตลอดเวลา

เป็นเรื่องน่าทึ่งมาก เมื่อได้พูดคุยกับ คุณดนหลีม สุนทรมาลาตี เกษตรกรทำสวนส้มจุก เจ้าของสวนคุ้งคลองวัว หมู่ที่ 5 ตำบลแค อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ถึงการทำสวนส้มจุกจะนะ ที่เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของอำเภอ และหารับประทานได้ยาก

จะเรียกว่าได้คุณภาพคือ ผลส้มต้องมีขนาดใหญ่ น้ำหนักรวม 3 ผล ประมาณ 1 กิโลกรัม หากเกินกว่านั้นก็น้ำหนักรวม 4 ผล ประมาณ 1 กิโลกรัม หากจำนวนผลส้มต่อ 1 กิโลกรัม มากเกิน 3-4 ผล ถือว่าตกเกรด

และเท่าที่ทราบ เมื่อผลผลิตเริ่มติด จะเปิดให้จองผ่านโซเชียล และรับคิวจองเพียง 100 คิว เท่านั้น ไม่มีหน้าร้าน ไม่ได้ขายในตลาดทั่วไป ส่วนปริมาณผลผลิตที่เกินกว่าจำนวน 100 คิว ที่จองไว้ จะแบ่งจำหน่ายให้กับคนในพื้นที่

กว่าจะได้ส้มจุกคุณภาพเช่นนี้ คุณดนหลีม เล่าให้ฟังว่า ราว 37 ปีก่อน เริ่มทดลองปลูกเพื่อเรียนรู้ โดยการทดลองปลูกต้นตอด้วยเมล็ดและกิ่งตอน และการเสียบยอด เพื่อทดลองว่า ต้นตอจากส้มชนิดใด ลักษณะใด ให้ผลผลิตได้ดี มีความแข็งแรง ทนทานต่อโรค และเจริญเติบโตได้ดีกว่า การทดลองนี้ คุณดนหลีมใช้เวลา 3-4 ปี เพื่อให้ต้นส้มอยู่ในวัยที่เริ่มให้ผลผลิต จึงพิสูจน์ได้ว่า ควรใช้ต้นตอจากส้มชนิดใด และควรปลูกอย่างไร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี ตามที่ต้องการ

ในที่สุดข้อสรุปของการปลูกส้มจุกจะนะให้ได้คุณภาพคือ การปลูกต้นตอด้วยส้มพันธุ์พื้นเมืองหรือส้มซ่า ที่มีคุณสมบัติเมล็ดมาก รสชาติเปรี้ยวจัด นำมาปลูกในสวนที่ทำลักษณะสวนแบบยกร่อง พื้นที่ 12 ไร่ เมื่อต้นตอมีอายุ 1 ปี จึงนำส้มจุกมาเสียบยอด แม้ว่าต้นตอจะมีคุณสมบัติอย่างไรก็ไม่มีผลต่อส้มที่นำมาเสียบยอด ทั้งยังช่วยให้ต้นส้มหาอาหารเก่ง ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

การปลูกส้มจุกแบบเสียบยอด มีผลให้ต้นส้มสูงไม่เกิน 3 เมตร ดูแลง่าย เมื่อให้ผลผลิตไม่ต้องค้ำกิ่ง เก็บผลผลิตง่าย ไม่สิ้นเปลืองแรงงาน และให้ผลผลิตเร็ว ภายใน 2 ปีครึ่ง

พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกระยะห่างระหว่างต้นและแถว 6×7 ทำให้ได้จำนวนต้นส้ม 50 ต้น ต่อไร่เมื่อถามว่า ส้มเป็นพืชชนิดหนึ่งที่ดูแลยาก และมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงรบกวน คุณดนหลีม เล่าว่า สภาพดินก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องปรับวิธีการดูแล เช่น พื้นที่ร่องสวนนี้ส่วนหนึ่งเป็นดินเหนียว อีกส่วนหนึ่งเป็นดินร่วนปนทราย การให้น้ำต้นส้มก็ไม่เหมือนกัน

เช่น ดินร่วนปนทราย ไม่จำเป็นต้องให้น้ำมาก เพราะดินเก็บน้ำได้ ส่วนดินเหนียวควรให้น้ำมาก เพราะหากปล่อยให้แห้ง ดินจะแตก ทำให้ต้นโทรม แต่ข้อดีของดินเหนียวคือ ผลผลิตที่ได้จะมีความหอมเข้มและหวานเข้ม

โรคที่พบมากที่สุดในส้มจุกคือ โรคต้นแตก ลักษณะของโรค มีรอยแตกตามต้น มียางใสเหนียวออกมา ในอดีตแก้ปัญหาด้วยการนำขี้วัวสดและเปลือกต้นสมัคร หรือใบหว้า นำมาหมักด้วยกัน 20 วัน จากนั้นคลุกให้เข้ากัน แล้วบีบเอาเฉพาะส่วนน้ำ นำโคลนมาเทรวมให้เข้ากันอีก แล้วนำไปทาบริเวณต้นที่แตก แต่สำหรับคุณดนหลีมแล้ว วิธีดังกล่าวใช้เวลาและยุ่งยาก คุณดนหลีมค้นพบวิธีใหม่ รักษาต้นแตกหายได้ โดยการนำสีเคลือบเงาไปทาบริเวณต้นที่แตก จากนั้นต้นจะหยุดแตก และเกิดเนื้อเยื่อขึ้นตามปกติ

“แปลงส้มที่นี่ จะใช้เคมีกระตุ้นเรื่องการแตกยอดเท่านั้น ส่วนขั้นตอนอื่นปลอดเคมีทุกขั้นตอน ดังนั้นต้องระวัง แม้ว่าเราจะต้องการปุ๋ยคอกที่ได้จากมูลสัตว์ ก็ต้องดูว่าสัตว์นั้นๆ กินอาหารเม็ดสำเร็จรูปจากโรงงานหรือไม่ หากกินอาหารสำเร็จรูป ก็ถือว่าได้รับสารที่ส่วนเจือปนกับเคมีมา ก็นำมาใช้ไม่ได้ เพราะจะเสี่ยงต่อโรครากเน่าตามมา”

แต่คุณดนหลีมก็ยอมรับว่า ส้มจุกเป็นพืชในตระกูลส้มที่ดูแลยากกว่าส้มชนิดอื่น

“การให้น้ำในส้ม ให้มากยิ่งดี โดยเฉพาะช่วงติดลูก เพราะหลังติดลูกเพียง 8-9 เดือน ผลส้มจะสุก ยิ่งไว้นานก็ยิ่งรสชาติดี แต่ให้ระวัง เพราะช่วงที่ติดผล 8-10 เดือน อาจจะเป็นช่วงฝน ถ้าเป็นฤดูฝน ไม่ควรไว้นาน เพราะจะทำให้ส้มรสชาติจืดลง” ที่ผ่านมา สวนคุ้งคลองวัว ไม่ได้บังคับให้ส้มติดผลนอกฤดู ปล่อยให้ส้มติดผลตามฤดูกาล หากสภาพอากาศเริ่มแล้ง ก็ปล่อยให้แล้ง หากต้องการให้ส้มติดก็เริ่มให้น้ำ เมื่อให้น้ำ ส้มจะติดดอกและให้ผลผลิตตามลำดับและระยะเวลาของส้ม โดยไม่จำเป็นต้องใช้เคมีใดๆ ช่วย

หลังส้มติดผลประมาณ 1 เดือน ให้เริ่มตัดแต่งผล เลือกผลสวย จุกสวย ผิวสีเขียวเข้ม โครงสร้างผลดีไว้ และประเมินว่ากิ่งส้มรับน้ำหนักผลส้มได้เท่าไร ก่อนจะปลิดผลที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง เพื่อให้ได้ผลส้มที่มีคุณภาพ

เมื่อผลผลิตมีอายุ 2 เดือน เริ่มห่อผลด้วยโฟม ป้องกันแมลงและช่วยให้ผิวดี

ที่ผ่านมา ส้มอายุ 3-4 ปี ให้ผลผลิต 50-60 กิโลกรัม ต่อต้น

เมื่อส้มอายุมากขึ้น จะให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นปัจจุบัน ต้นส้มอายุ 7 ปี ให้ผลผลิตมาก แต่ตัดแต่งแล้วเหลือผลผลิตที่ได้คุณภาพประมาณ 150 กิโลกรัม ต่อต้น

ควรตัดแต่งต้นส้มเมื่อต้นส้มมีอายุ 3 เดือน ให้กิ่งด้านในโล่ง โปร่ง ไม่ถูกรบกวนจากแมลง

โดยสรุป การปลูกส้มจุกไม่ได้ยากอย่างที่คิด แม้ว่าส้มจุกจะเป็นพืชตระกูลส้มที่ดูแลยากที่สุดกว่าส้มชนิดอื่น เมื่อส้มอายุมากขึ้นก็ตัดออก แล้วปลูกต้นตอตามด้วยเสียบยอดใหม่เข้าไป

“การปลูกส้มไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องละเอียดและใส่ใจทุกขั้นตอน พื้นที่ 12 ไร่ ที่ปลูกส้มจุกปัจจุบัน ใช้แรงงาน 2 คน คือผมกับลูกชาย ผมเป็นหลักในการดูแล ลูกชายช่วยเรื่องการตลาด ลงขายออนไลน์ในเฟซบุ๊ก เปิดให้จองออนไลน์ตั้งแต่ 3 ปีก่อน ฤดูกาลละ 100 คิว เท่านั้น ในจำนวน 100 คิว ที่จองเข้ามาเมื่อครบจะปิดรับ และลูกค้า 100 คิว จะได้ส้มจุกคุณภาพ ที่มีน้ำหนัก 3 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม ส่วนส้มจุกขนาดอื่น เราก็แบ่งขายให้กับคนในพื้นที่ได้กินของดีบ้าง หรือนำไปวางขายในตลาดบ้าง”

ลูกค้าที่จองคิวออนไลน์เข้ามา มีทั่วประเทศ การซื้อขายก็เป็นไปตามการตลาดออนไลน์ทั่วไป สั่งจอง โอนเงิน และส่งของยังปลายทางให้กับลูกค้า

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า การทำสวนต้องใช้ต้นทุนสูง คุณดนหลีม บอกว่า แท้จริงแล้วการทำสวนที่ใช้ต้นทุนสูง เพราะใช้เคมีเป็นส่วนประกอบ แต่เมื่อไม่ใช้เคมี ต้นทุนจะลดลง เช่น สวนคุ้งคลองวัวแห่งนี้ ปลูกส้มจุก 12 ไร่ ใช้เงินลงทุนแต่ละปี ประมาณ 10,000 บาท แต่ขายได้ฤดูกาลละกว่า 100,000 บาท

เห็นเช่นนี้แล้ว อาจจะอยากเรียนรู้วิธีการดูแลสวนส้มจากคุณดนหลีม ทางคุณดนหลีมยินดีให้ข้อมูลในทุกประเด็นคำถาม ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณดนหลีม สุนทรมาลาตี หมู่ที่ 5 ตำบลแค อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หรือสวนคุ้งคลองวัว โทรศัพท์ (089) 878-0382 หรือสืบค้นข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก ส้มจุก บ้านแคเหนือ ได้ตลอดเวลา

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง ที่ จ.สุรินทร์ เพื่อที่จะไปปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ในพื้นที่บริเวณ จ.สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด บางส่วนเพื่อที่จะช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงนี้ ที่เข้าสู่ระยะฝนทิ้งช่วง ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา

โดยหนึ่งในทีมผู้ปฏิบัติงานนั้นคือ น.ส.สร้อยสกุล คุณสุข หรือน้องเอิง อายุ 25 ปี นักบินฝนหลวงหญิงคนแรกของไทย ชาว จ.จันทบุรี ซึ่งเธอนั้นทำการบินเพื่อทำฝนหลวงช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่หลังประสบกับปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งบินเครื่องเหนืออ่างเก็บน้ำห้วยเสนง อ.เมือง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบผลิตน้ำประปาเลี้ยงคนเมือง และตำบลรอบนอก ที่กำลังแห้งขอดวิกฤตจนไม่เพียงพอต่อการผลิตน้ำประปาอยู่ในขณะนี้ ซึ่งตลอดเวลาในการปฏิบัติภารกิจนั้นก็ร่วม 2 เดือนแล้ว

น.ส.สร้อยสกุล กล่าวว่า ส่วนตัวชื่นชอบ และสนใจอาชีพนี้อยู่แล้ว ได้มาทำหน้าที่นักบินสำรวจ ถือว่าได้ทำตามความฝันของตัวเอง ได้ช่วยเหลือเกษตรกร ทำประโยชน์ให้แก่คนอื่น โดยได้ขึ้นบินเป็นปีที่ 2 ปัญหา และอุปสรรคเกี่ยวกับเรื่องงานการบินไม่มีอะไร ได้เรียนรู้งานในแต่ละเฟส และพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ขึ้นบิน ต้องสนใจในสภาพอากาศว่าต้องการทำให้ฝนตกเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้ได้ มีความภาคภูมิใจ เวลาที่ทำฝน เริ่มตั้งแต่วางแกน จนเห็นการพัฒนาของเมฆ ทำจนฝนตก ถือเป็นความภาคภูมิใจ ดีใจในแต่ละไฟล์ทที่ได้ขึ้นไปบิน และทำให้ฝนตกได้

ตนเรียนจบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ ด้วยความที่ทางบ้านมีอาชีพเกษตรกรและทำสวน มีความเข้าใจว่าฝนตก และการมีน้ำ เป็นทรัพยากรสำคัญในการทำอาชีพแบบนี้ และการที่ได้เข้ามาทำงานที่นี่ รู้สึกดีใจจริงๆ ที่ได้ช่วยเหลือตรงนี้ได้ และได้สานต่อศาสตร์ของพระราชาด้วย

นายวิทยา อัปมาโถ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงที่ จ.สุรินทร์ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ในพื้นที่บริเวณ จ.สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรให้รอดพ้นภาวะแห้งแล้ง และป้องกันผลกระทบของฝนทิ้งช่วงในช่วงนี้ การดำเนินการช่วงนี้ จะเร่งช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรก่อน หลังจากนั้นหากพื้นที่การเกษตรมีน้ำเพียงพอ ก็จะเพิ่มในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค แหล่งน้ำต้นทุน อ่างเก็บน้ำต่างๆ เพื่อใช้ในการผลิตน้ำประปา ทั้ง จ.สุรินทร์ และบุรีรัมย์ด้วย

น.สพ.ดร.สมพร พรวิเศษศิริกุล ปศุสัตว์จังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ขณะนี้ว่าประเทศไทยยังไม่พบโรค ASF ในสุกร ขอให้เกษตรกรและประชาชนมั่นใจในการดำเนินมาตรการที่เข้มงวดของปศุสัตว์จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องพี่น้องเกษตรกร พร้อมย้ำกับผู้บริโภคทุกคนว่า โรค ASF ในสุกร เป็นโรคที่ไม่ติดต่อสู่คน การอบรมให้ความรู้เกษตรกร จะช่วยให้ทุกคนทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องในการป้องกันโรค ASF ในสุกร เพื่อขจัดความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงเข้าใจในขั้นตอนการปฏิบัติหากสงสัยว่ามีการเกิดโรค

ที่ผ่านมาปศุสัตว์จังหวัดบึงกาฬและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกันป้องกันโรค ASF อย่างเข้มแข็ง โดยมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรค ASF พร้อมให้เกษตรกรได้ทราบถึงช่องทางการแจ้งข่าวสาร (Call Center) หรือ ผ่านแอปพลิเคชั่น DLD 4.0 ของกรมปศุสัตว์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินการควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว พร้อมจัดซ้อมแผนฉุกเฉินฯ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานกองสารวัตรและกักกันสัตว์ ที่อยู่ประจำตามแนวชายแดนและประจำจุดผ่านแดน เพื่อควบคุมและห้ามไม่ให้มีการนำเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในเขตจังหวัดบึงกาฬ รวมถึงเข้มงวดเรื่องการเคลื่อนย้ายหมูต้องมีใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์ (ร.4) พร้อมดำเนินการปราบปรามโรงฆ่าสัตว์ที่ไม่มีใบอนุญาตตามกฎหมาย

ด้าน นายธีระพงษ์ สมบัติหลาย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นการผลิตหมูที่มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน บริษัทได้ยกระดับมาตรการป้องกันโรค ในโรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์มบริษัทและฟาร์มเกษตรกรในคอนแทร็กฟาร์ม จนถึงกระบวนการขนส่งตลอดทั้งห่วงโซ่

นอกจากมาตรการป้องกันโรคภายในบริษัทแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันโรคไม่ให้เข้ามาในประเทศ บริษัทจึงร่วมกับปศุสัตว์จังหวัดเร่งดำเนินการจัดอบรมให้ความรู้เกษตรกรรายย่อยที่ส่วนใหญ่เลี้ยงหมูในฟาร์มแบบเปิดครอบคลุมทุกจังหวัด ได้ปรับปรุงระบบป้องกันโรคในฟาร์ม และได้รู้ทันและเข้าใจถึงสถานการณ์โรค และดำเนินการป้องกันตามมาตรการของกรมปศุสัตว์อย่างเข้มงวด มีข้อมูลข่าวสารที่ช่วยให้เกษตรกรรายเล็กเลี้ยงหมูอย่างมั่นใจ และเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังและแจ้งข่าวสาร เตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วนและทุกระดับ ภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อย เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วประเทศมั่นใจการผลิตหมูที่ปลอดภัยของไทย

ปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกับ ซีพีเอฟ และ บริษัท อินเตอร์เว็ท (ประเทศไทย) จำกัด จัดอบรมเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย “เข้าใจ รู้ทัน ป้องกัน ASF ในสุกร” แก่เกษตรกรกว่า 120 คน จาก 7 อำเภอของจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค ASF ในสุกร โดยมี นายรณรงค์ นครจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมมอบน้ำยาฆ่าเชื้อให้ผู้เลี้ยงหมูรายย่อยนำไปใช้ในฟาร์ม ณ โรงแรมแคนทารี กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

นายรณรงค์ นครจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยง การจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยครั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรเจ้าของฟาร์มขนาดเล็กตื่นตัว ตระหนักถึงผลกระทบของโรค และร่วมกันเฝ้าระวังรวมถึงเตรียมความพร้อมป้องกันโรคอย่างเข้มแข็ง ซึ่งทางจังหวัดปราจีนบุรี ได้ติดตามสถานการณ์และประสานความร่วมมือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้านการป้องกันโรคระบาดอย่างเต็มที่ ป้องกันขั้นสูงสุดไม่ให้เกิดโรค สร้างเครือข่ายป้องกัน และควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

น.สพ.วรากร จิตรหลัง ปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า ปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี ร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรเฝ้าระวังป้องกันโรค ตั้งแต่การแจ้งข่าวสาร จนถึงการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ให้เพิ่มประสิทธิภาพรับมือโรค ASF และควบคุมการระบาดได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และดูแลพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยอย่างทั่วถึง วันนี้ได้จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ ได้แนะนำวิธีการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันโรคให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย วิธีการสังเกตอาการต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องโรค และรู้วิธีป้องกันไม่ตื่นตระหนก โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยจะต้องขึ้นทะเบียนในเครือข่าย ให้ทางปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรีได้ช่วยดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยต่อไป

ด้าน น.สพ.พิทักษ์พงษ์ คุ้มศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค ASF เป็นอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันมีการระบาดในประเทศเพื่อนบ้านทั้ง กัมพูชา เวียดนาม ลาว และเมียนมา ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มียา หรือวัคซีนป้องกันได้เลย เป็นโรคที่ทางกรมปศุสัตว์ควบคุม ถ้าหากฟาร์มไหนมีการติดเชื้อจะต้องหยุดเลี้ยงสุกร และต้องทำลายสุกรเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ที่ผ่านมาซีพีเอฟได้ร่วมจัดอบรมเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยแล้วหลายจังหวัด จังหวัดปราจีนบุรี นับเป็นจังหวัดที่ 4 ของภาคตะวันออก ต่อจากจังหวัดสระแก้ว ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งได้รับความสนใจและตื่นตัวกับโรคนี้มาก ส่งผลดีทั้งด้านการให้ความรู้เพื่อป้องกันโรค ASF ช่วยให้ทราบถึงข้อมูลสำคัญของการเลี้ยง เช่น จำนวนตัว พิกัดของผู้เลี้ยงหมูรายย่อย นำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือป้องกันและเตรียมพร้อมควบคุมโรคระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ