หญ้าหวานจึงเป็นพืชชนิดหนึ่งที่ทางพระครูได้ส่งเสริมเนื่องจาก

เป็นสมุนไพรที่กำลังได้รับความนิยมจากทั่วโลก เป็นพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรชุมชนดอยผาส้มบางครัวเรือนได้ปลูกมาอย่างยาวนาน เนื่องจากใบหญ้าหวานประกอบด้วยสารให้ความหวานที่สามารถทดแทนน้ำตาลได้เป็นอย่างดี เพราะมีความหวานมากกว่าน้ำตาล 250-300 เท่า ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสารที่ให้พลังงานต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือลดความอ้วน ดังนั้น ปัจจุบันจึงมีการใช้สารสกัดจากใบหญ้าหวานมากขึ้น โดยเฉพาะในระดับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภค

วิธีการปลูกหญ้าหวาน

หญ้าหวาน เป็นพืชที่ชอบอากาศค่อนข้างเย็น อุณหภูมิในช่วง 20-26 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่เติบโตได้ดีบนพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 400 เมตรขึ้นไป เป็นพืชที่ชอบดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย ดินระบายน้ำดี ไม่มีน้ำท่วมขัง พื้นที่ปลูกจะต้องพรวนดินและยกร่อง โดยนำต้นกล้าหรือกิ่งปักชำปลูกลงแปลง ใส่ปุ๋ยหมักรองก้นหลุมเล็กน้อย คลุมฟางให้ความชุ่มชื้นแก่ดิน การปลูกหญ้าหวานของกลุ่มจะใช้ระบบเกษตรอินทรีย์ซึ่งไม่ได้ใช้สารเคมีใดเลย ปุ๋ยที่ใช้จึงเป็นปุ๋ยมูลสัตว์ มูลไก่ มูลวัว มูลหมู หมักกับใบไม้ และใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จุลินทรีย์หน่อกล้วย น้ำส้มควันไม้ น้ำหมักเปลือกมังคุด

หญ้าหวานขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี คือ

การเพาะกล้าจากเมล็ด มีข้อดีคือ ทำได้รวดเร็ว ลำต้นแตกกิ่งมาก ให้ผลผลิตสูง และนานหลายฤดู รวมถึงทนต่อโรคและแมลงได้ดี แต่มีข้อเสียคือ มีค่าเมล็ดพันธุ์สูง และเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้ปริมาณสารให้ความหวานลดลงหรือให้ผลผลิตใบต่ำลง
การปักชำกิ่ง มีข้อดีคือ ประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แต่มีข้อเสียคือ ใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ผลผลิตให้ต่ำกว่ากล้าจากเมล็ด รวมถึงลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรคและแมลง

การเก็บเกี่ยวใบ

การเก็บใบหญ้าหวานจะเริ่มเก็บครั้งแรกเมื่ออายุได้ 25-30 วัน หลังปลูก การเก็บเกี่ยวจะทำในช่วงเช้า หากต้นสมบูรณ์พอ จะเก็บได้ต่อเนื่องเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้ประมาณ 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้ประมาณ 800-1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งให้ผลผลิตใบสูงสุดในฤดูฝน และให้ผลผลิตต่ำในช่วงฤดูหนาวและฤดูแล้ง ทั้งนี้ หญ้าหวานจะมีอายุเก็บเกี่ยวได้นานถึง 3 ปี และต้องเปลี่ยนที่ปลูกเพื่อไม่ให้เกิดโรค

เมื่อได้ใบที่ต้องการก็จะมาทำความสะอาดแล้วนำไปอบในเตาพาลาโบล่า (เตาอบพลังงานแสงอาทิตย์) ใช้เวลาประมาณ 1 วัน จึงทำให้ใบสวยไม่ช้ำ ไม่ดำ แล้วนำมาใส่ถุงพลาสติกใส ถุงละ 2 กิโลกรัม เกษตรกรต้องใช้ความประณีตในการเก็บเกี่ยวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มตั้งแต่เช้าเพื่อเก็บเกี่ยวตัดต้นหญ้าหวานที่โตพร้อมตัด เมื่อตัดแล้วนำมาล้างทำความสะอาด สะเด็ดน้ำ นำมาเด็ดใบให้เรียบร้อย พร้อมตากแห้งในวันถัดไป โดยหญ้าหวานสดจำนวน 11 กิโลกรัมจะได้หญ้าหวานแห้ง 1 กิโลกรัม ปัจจุบันมีกำลังการผลิตหญ้าหวานแห้ง 2,500-3,000 กิโลกรัม ต่อปี

สรรพคุณหญ้าหวาน

หญ้าหวานมีสรรพคุณในการใช้ทดแทนน้ำตาล ใบหรือน้ำต้มจากใบจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ใบนำมาเคี้ยวหรือต้มน้ำดื่ม ใช้เป็นยาต้านเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคฟันผุ นอกจากนี้ หญ้าหวานให้พลังงาน และมีไขมันน้อย ทำให้ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดความอ้วนได้ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคในระบบหัวใจและหลอดเลือด ช่วยสมานแผล ช่วยลดน้ำหนองไหลจากแผล ทำให้แผลแห้งและหายเร็ว

ครูยงยุทธ แสนหาญชัย ได้ฝากทิ้งท้ายว่า “ทางกลุ่มมีผลิตภัณฑ์อินทรีย์หลายอย่างเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค เช่น หญ้าหวานอบแห้ง ผักเชียงดาอบแห้ง เก๊กฮวยอบแห้ง ชาเชียงดาหญ้าหวาน กล้วยวางไม่ลง กาแฟคั่วสดดอยผาส้ม ผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อแบรนด์ “ผาส้มผาสุข” ของวิสาหกิจชุมชนดอยผาส้มที่พร้อมให้ทุกท่านมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำและดูแลป่าร่วมไปกับเรา พวกเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งว่าผลิตภัณฑ์ที่พวกเราทำด้วยใจ ห่วงใยต่อผู้บริโภค ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแทนคุณแผ่นดิน จะได้รับการสนับสนุนจากทุกท่านครับ หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่เบอร์ (063) 838-8990 อีเมล doyshop@gmail.com นายยงยุทธ แสนหาญชัย”

พลิกโฉมภาคเกษตร ปั้น “โรงเรือนมะเขือเทศอัจฉริยะ” เปลี่ยนจากเกษตรแบบดั้งเดิม สู่เกษตร 4.0 แก้ปัญหายากจน มุ่งขับเคลื่อนเป็นแหล่งวิจัยงานด้านเกษตรอัจฉริยะของประเทศ พร้อมส่งเสริมการตลาดและระบบขนส่ง หวังเพิ่มมูลค่าสินค้า สู่การพัฒนา Big Data

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการสาธิตการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะในการผลิตพืชผักในโรงเรือน ภายใต้โครงการแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ ศูนย์เครือข่ายเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภออู่ทอง (ศพก.) วิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทอง ต.จรเข้สามพัน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน) ที่มุ่งเน้นในการยกระดับขับเคลื่อนเทคโนโลยีการเกษตร โดยการเชื่อมโยงเทคโนโลยีจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ และมีเป้าหมายในการสร้าง GovTech/Big data ของกระทรวงเกษตรฯ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และเพื่อยกระดับสู่ไทยแลนด์ 4.0 มุ่งเน้นในการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุนการผลิต เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 60%

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทย จะเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารชั้นนำของโลก แต่เกษตรกรกลับมีหนี้สินจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม ดังนั้น จึงต้องปรับเปลี่ยนสู่การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยใช้ศูนย์เครือข่ายเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ทั่วประเทศ รวมถึง Young Smart Farmer กว่า 12,000 ราย อาสาสมัครเกษตรกว่า 75,000 ราย และเกษตรแปลงใหญ่อีกกว่า 6,000 แปลง พื้นที่กว่า 5 ล้านไร่ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

“เชื่อมั่นว่า ภายใน 2 ปี เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ซึ่งจะต้องสร้างหลักประกันรายได้ให้กับเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และเป็นอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน สามารถดึงลูกหลานเกษตรกรกลับมาทำอาชีพเกษตรได้ ลดปัญหาหนี้สิน ไร้ที่ดินทำกิน เป็นต้น” นายอลงกรณ์ กล่าว

กระทรวงเกษตรฯ จึงได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะขึ้น มีภารกิจจัดทำแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ เพื่อเป็นต้นแบบให้เกษตรกรได้ศึกษาและนำไปปรับใช้ รวมถึงแสวงหาความร่วมมือและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อบูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ โดยนำร่องในพืชเศรษฐกิจ ประกอบด้วย ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สับปะรด และมะเขือเทศ (ในโรงเรือน)

นอกจากด้านการผลิตแล้ว ยังมุ่งเน้นในการจัดเก็บและนำข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์ทางการเกษตรต่างๆ ไปสู่การพัฒนา Big Data เกษตรอัจฉริยะ และ IoT Platform เพื่อให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องได้นำไปใช้ในการวางแผนตลอดห่วงโซ่การผลิต ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานขับเคลื่อนด้านการตลาดและระบบขนส่งภาคการเกษตร ที่กระทรวงเกษตรฯ พยายามบูรณาการความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ในการจัดการผลผลิตทางการเกษตร เช่น ระบบรถห้องเย็นขนส่งสินค้า ระบบโลจิสติกส์ ระบบการค้าออนไลน์ เป็นต้น โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตในตลาดออนไลน์ได้ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ Big Data Platform มาช่วยในการจัดการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย

“กระบวนการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะนั้น จะต้องเชื่อมโยงกันทั้ง 3 คลื่น คือ 1. คลื่นการผลิต โดยใช้เครื่องมือ นวัตกรรมเทคโนโลยี อาทิ IOT เซ็นเซอร์ ต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิต และการตรวจโรคพืช ธาตุอาหารในดิน คุณภาพน้ำ สภาพอากาศ เป็นต้น และรวบรวมข้อมูลเชื่อมโยงไปสู่การทำ Big Data ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งรัดให้ทุกหน่วยงานในสังกัดดำเนินการให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุด 2. คลื่นการแปรรูป โดยสร้างฐานการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต และ 3. คลื่นการตลาด โดยกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เชื่อมโยงการทำงานของทูตเกษตรและทูตพาณิชย์ทั่วโลก” นายอลงกรณ์ กล่าว

นางสาววราภรณ์ พรหมพจน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานสาธิตการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะในการผลิตพืชผัก (ในสภาพโรงเรือน) ดำเนินการ ณ ศูนย์เครือข่าย ศพก. วิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทอง ต.จรเข้สามพัน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี โดยมี คุณชาตรี รักธรรม เป็นประธานศูนย์ ภายในงานมีการสาธิตการทำงานและระบบควบคุมโรงเรือนปลูกพืช และนิทรรศการองค์ความรู้ด้านการเกษตรและเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับการทำการเกษตรอัจฉริยะ จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และ Start up ด้านการเกษตรอัจฉริยะ มีเกษตรกร Smart Farmer และ Young Smart Farmer ที่ปลูกพืชในโรงเรือน และปลูกพืชผักใน จ.สุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วม จำนวน 150 คน ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แปลงเรียนรู้นี้จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม เป็นที่ประจักษ์ สามารถนำองค์ความรู้ที่เหมาะสมไปปรับใช้อย่างก้าวกระโดดในการผลิตพืช เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“ผัก นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ และการผลิตพืชผักในปัจจุบันเกษตรกรหันมาผลิตในโรงเรือนเพิ่มมากขึ้น เพื่อป้องกันศัตรูพืช ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร และลดผลกระทบจากสภาพแวดล้อมในกระบวนการการผลิต ซึ่งเป็นแนวโน้มของการผลิตพืชในอนาคต ดังนั้นการขับเคลื่อนโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะต้องทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในการทำการเกษตรสมัยใหม่ที่เหมาะสมในประเทศไทย ตลอดจนเป็นสถานที่ปฏิบัติงานของนักวิจัย เพื่อศึกษาวิจัยงานด้านเกษตรอัจฉริยะในด้านที่ยังขาดให้สมบูรณ์” นางสาววราภรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะในโรงเรือนมีการดำเนินการร่วมกันหลายหน่วยงาน ในรูปแบบประชารัฐ ทั้งจากผู้ประกอบการด้านเกษตรอัจฉริยะทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำจากจีน ที่ยินดีให้การสนับสนุน อาทิ บริษัท Shanghai Zuoanxiuhul Electronic Technology จำกัด ผู้ผลิตเซนเซอร์ทางการเกษตร เครื่องผสมปุ๋ยสำหรับระบบน้ำหยดแบบอัตโนมัติ และ IoT Platform ด้านการเกษตร โดยสนับสนุนเซ็นเซอร์ทางการเกษตร อาทิ เซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพดิน เซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำ และเซ็นเซอร์ตรวจวัดสภาพอากาศ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องผสมและจ่ายปุ๋ยอัตโนมัติ และกล้องตรวจวัดการเจริญเติบโตของพืช

โดยนำมาทดสอบในแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะมะเขือเทศแห่งนี้ พร้อมทั้งสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีด้านการผลิตพืช ตลอดจนนักวิชาการเกษตรและวิศวกรการเกษตร ร่วมดำเนินงานในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด อีกทั้งศูนย์เครือข่าย ศพก. อำเภออู่ทอง สนับสนุนพื้นที่โรงเรือนในการดำเนินงาน โดยมีการเปรียบเทียบเทคโนโลยีการผลิตพืชอัจฉริยะ (มะเขือเทศ) กับกรรมวิธีการผลิตของเกษตรกรแบบดั้งเดิม

ข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์ต่างๆ จะถูกส่งผ่านระบบคลาวน์ (Cloud) เพื่อจัดเก็บ ประมวลผล และสั่งการการทำงานของระบบด้วยการควบคุมระยะไกล ผ่านระบบ IoT (Internet of Things) และการตั้งค่าการทำงานที่เครื่อง และมีนักวิชาการลงพื้นที่ทำการศึกษาวิจัยและเก็บข้อมูลควบคู่อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ข้อมูลยังถูกประมวลเพื่อจัดทำ Big Data และ IoT Platform ด้านการเกษตรอัจฉริยะ เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับการทำการเกษตรแม่นยำในอนาคต ซึ่งหากมีการขยายการดำเนินงานให้ครอบคลุมชนิดพืชและพื้นที่ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่ภาครัฐจะนำข้อมูลมาบริหารจัดการและกำหนดทิศทางนโยบายด้านการเกษตรของประเทศ เพราะเป็นข้อมูลแบบเรียลไทม์

สยามคูโบต้า นำโดย นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้า
คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับร้านค้าผู้แทนจำหน่าย และพนักงานจิตอาสาในพื้นที่ประสบอุทกภัยในเขตภาคอีสานตอนล่าง และภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ยโสธร พิษณุโลก และพิจิตร มอบถุงยังชีพบรรจุอาหารแห้งและสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น จำนวน 4,200 ชุด เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ประสบภัยจากพายุพาดุล และคาจิกิ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมสูงครั้งใหญ่ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและพื้นที่การเกษตรเสียหายในหลายอำเภอ

ซึ่งได้จัดพิธีส่งมอบถุงยังชีพสยามคูโบต้าผ่านหน่วยงานราชการส่วนกลางใน 2 จังหวัด โดยมี นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก และนายเธียรชัย พุทธรังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นตัวแทนรับมอบ ณ ศาลากลางจังหวัด

นอกจากนี้ ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้าจะจัดกิจกรรมลงพื้นที่มอบถุงยังชีพและเยี่ยมเยียนพี่น้องเกษตรกร เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมเป็นกำลังใจเคียงข้างเกษตรกรให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน โดยสยามคูโบต้ายังได้เตรียมจัดบริการพิเศษให้กับลูกค้าสยามคูโบต้าในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในการช่วยดูแลเครื่องจักรกลการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหลังน้ำลด เพื่อเยียวยาความเดือดร้อน และเตรียมความพร้อมเครื่องจักรกลการเกษตรสำหรับฤดูการทำเกษตรถัดไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนบริการสยามคูโบต้า โทร. 1747

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้ร่วมการประชุมในสัปดาห์ความมั่นคงอาหารภายใต้ กรอบเอเปค และการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 5 ภายใต้หัวข้อ การมุ่งสู่ระบบอาหารที่ครอบคลุม ชาญฉลาด และยั่งยืน (Toward an Integrated, Smart and Sustainable Food System) ระหว่างวันที่ 18-24 สิงหาคม 2562 ณ เมืองปูแอร์โตบารัส สาธารณรัฐชิลี โดยมีรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย

การประชุมความมั่นคงอาหารระดับรัฐมนตรีของ เอเปคดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงอาหารภายในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก โดยมีการรับรองปฏิญญารัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปคในระหว่างการประชุม โดยสาระสำคัญของปฏิญญารัฐมนตรีความมั่นคง อาหารเอเปค ครั้งที่ 5 ประกอบด้วย 6 หัวข้อหลัก คือ 1) ประเด็นความท้าทาย 2) การส่งเสริมระบบอาหารที่ยั่งยืน 3) การรับนวัตกรรม เทคโนโลยีอุบัติใหม่ และโอกาสทางดิจิทัล 4) การใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงและการเสริมสร้างห่วงโซ่มูลค่าอาหารและการค้า 5) ส่งเสริมการพัฒนาชนบทในฐานะพื้นที่ที่สร้างโอกาส และ 6) แนวทางการดำเนินการระยะต่อไป ทั้งนี้ ร่างปฏิญญาฯ ดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินงานเกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคงอาหารระหว่างสมาชิกเอเปค โดยไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย (Non-legal binding) ซึ่งสมาชิกสามารถพิจารณาให้ความร่วมมือตามความสมัครใจ

โอกาสเดียวกันนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน ได้กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ การส่งเสริมระบบอาหารที่ยั่งยืน (Fostering Sustainable Food System) โดยเน้นย้ำถึงแนวทางการดำเนินงานของไทยเพื่อสนับสนุนให้เกิดระบบอาหารที่ยั่งยืนในภูมิภาค อาทิ การรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชทางเลือกหรือพืชที่มีอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อยทดแทนการปลูกข้าวในช่วงภัยแล้ง และการตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรทางทะเล ซึ่งไทยมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU fishing) และมีนโยบายในการก้าวเข้าสู่การเป็น IUU-Free-Thailand

นอกจากนี้ ไทยยังสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิต โดยนำแนวคิดเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) มาเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับสังคมเกษตรกรรมดั้งเดิมไปสู่สังคมเกษตรกรรมสมัยใหม่หรือเกษตรกรรม 4.0 รวมทั้งการดำเนินนโยบายตลาดผู้นำการผลิต เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด และการดำเนินโครงการประชารัฐ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน เป็นต้น

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าว นอกจากจะเป็นการแสดงบทบาทของไทยในการดำเนินงานด้านความมั่นคงอาหารแล้ว ยังเป็นการติดตามความคืบหน้าการดำเนินนโยบาย รวมถึงมาตรการ แผนงาน และโครงการที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงอาหารของสมาชิก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงอาหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป โดยไทยจะนำข้อมูลและประสบการณ์ต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมภายใต้กรอบ เอเปคทั้งหมดในปี 2565

ศูนย์ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งมหานครโตเกียว สำนักงานประเทศไทย (Tokyo SME Support Center) จัดงานสัมมนาและจับคู่ธุรกิจ “Tokyo-Thailand Food Innovation Matching 2019” มุ่งตอบสนองนโยบายของรัฐบาลไทย “Thailand 4.0”

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องบอลรูม ชั้น 7 โรงแรมแลนด์มาร์ค นายภาสกร ชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานร่วมกับ นายคาซูฮิโระ มิยาทาเกะ ผู้อำนวยการ ศูนย์ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งมหานครโตเกียว สำนักงานใหญ่ประเทศญี่ปุ่น กล่าวเปิดงาน Tokyo-Thailand Food Business Matching 2019 ที่จัดขึ้นโดยศูนย์ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งมหานครโตเกียวสำนักงานประเทศไทย (Tokyo SME Support Center)

นายภาสกร ชัยรัตน์ ได้กล่าวขอบคุณศูนย์ส่งเสริมที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานนี้ขึ้น เพื่อเป็นเวทีในการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการญี่ปุ่น ในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร และเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของทั้งสองฝ่าย ให้มีความเข้มแข็งและมีขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

นายคาซูฮิโระ มิยาทาเกะ ได้กล่าวไว้ว่า ผู้ประกอบการ SMEs ในกรุงโตเกียวมีความต้องการขยายธุรกิจไปต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายเข้าสู่สังคมอาเซียนซึ่งมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ด้วยเหตุนี้ทำให้ทางศูนย์ตัดสินใจเปิดสำนักงานไทยในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนธันวาคม 2558 และเข้าสู่ปีที่ 4 ในเดือนธันวาคมปีนี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักงานขึ้น ทางศูนย์มีผู้เข้ารับบริการ ขอรับคำปรึกษาด้านการจัดการและบริการการจับคู่ธุรกิจในประเทศไทยราว 1,000 คน ต่อปี ทางศูนย์ได้รับคำปรึกษามากมายเกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงสินค้ากลุ่มอาหารและบรรจุภัณฑ์จากบริษัทไทยมากมาย จึงเริ่ม “การสนับสนุนการเจรจราจับคู่ธุรกิจสายอุตสาหกรรมอาหาร” ขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าด้วยการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ โดยมุ่งสนับสนุนและพัฒนาบริษัทญี่ปุ่นและไทย สอดคล้องตามนโยบาย “ประเทศไทย 4.0” ที่ราชอาณาจักรไทยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับของอุตสาหกรรม โดยมีอุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก

ตั้งแต่ทางศูนย์เริ่ม “การสนับสนุนการจับคู่ธุรกิจอาหาร” ผ่านการเชื่อมโยงและเจรจาจับคู่ธุรกิจกลุ่มอาหารกว่า 150 ราย มีผลการจับคู่เกิดจากกลุ่มผู้ประกอบการไทยที่มีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพสินค้าและการผลิตกับบริษัทญี่ปุ่นจากโตเกียวที่พิจารณาขยายตลาดคู่ค้าสู่ประเทศไทย โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการจับคู่ทางธุรกิจแบบ WIN-WIN ทั้งบริษัทญี่ปุ่นและไทย

ช่วงที่ 1 ของงานเป็นการสัมมนาวิชาการหัวข้อ “ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยด้วยนวัตกรรมสุดล้ำจากญี่ปุ่น” โดย นายนาโอะ มุระมัตสึ เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมเกษตร ป่าไม้และประมง) หัวข้อหลักในการบรรยายมี 5 หัวข้อ คือ 1. ภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารของญี่ปุ่น 2. เทคโนโลยีที่ภาคอุตสาหกรรมอาหารของญี่ปุ่นสั่งสมมาและความเป็นมาของเทคโนโลยีดังกล่าว 3. กระแสปัจจุบันของเทคโนโลยีอาหาร (ทั้งในและต่างประเทศ) 4. ทิศทางการวิจัยและนโยบายในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต และ 5. ความเป็นไปได้ในความร่วมมือของบริษัทไทยและบริษัทญี่ปุ่น โดยหัวข้อเกี่ยวกับหัวข้อเกี่ยวกับกระแสปัจจุบันของเทคโนโลยีอาหาร (ทั้งในและต่างประเทศ) มีการกล่าวถึงมาตรฐานและสินค้าใหม่ที่เข้ากับยุคสังคมผู้สูงอายุที่เป็น สไมล์แคร์ฟู้ดส์ 399 อาคารอินเตอร์เชนจ์ 21 ชั้น 20 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 ประเทศไทย

อาหารสำหรับผู้ต้องการเสริมสารอาหารเพื่อรักษาสุขภาพ แต่มีปัญหาในการเคี้ยวและการกลืน ที่มาพร้อมกับความใส่ใจในสุขภาพ และหัวข้อเกี่ยวกับทิศทางการวิจัยและนโยบายในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต ยังมีการกล่าวถึงสภาพสังคมของประเทศญี่ปุ่นมีสัดส่วนผู้สูงอายุเกิน 25% ถือเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งต่อจากนี้ในระหว่างที่หลายๆ ประเทศจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นผู้นำของโลกที่จะฟันฝ่าการเป็นสังคมผู้สูงอายุไปได้

ช่วงที่ 2 ของงานเป็นการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทย-ญี่ปุ่น ตามอัธยาศัย

ซึ่งมีผู้แจ้งความประสงค์เข้าร่วมเจรจาธุรกิจครั้งนี้ กว่า 100 บริษัท

รายชื่อผู้ประกอบการญี่ปุ่นจากประเทศญี่ปุ่น

Unitec Foods Co., Ltd.
Broma Laboratory Ltd.
Nagoyashokuryo Co., Ltd.
Tokai Bussan Co., Ltd.
Hasegawa Co., Ltd.
ผู้ประกอบการญี่ปุ่นในประเทศไทย Forica Foods Co., Ltd.
Hanamaruki (Thailand) Co., Ltd.
ISE Food Inc.
Shimakyu Co., Ltd.
Thai Cosmos Foods Co., Ltd.
ผู้ประกอบการไทย

ACK Food Tech Co., Ltd.
Krisana Healthy Product Co., Ltd.
Patchanic Co., Ltd.
Skyluck Co., Ltd.
Sweet Solution Co., Ltd.
ช่วงที่ 3 ของงานเป็นงานเลี้ยงแลกเปลี่ยนเครือข่าย (Business Networking) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย-ญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยน เครือข่ายตามอัธยาศัย