หมายเหตุ การปลูกต้นไม้ กระทั่งการวางอุปกรณ์ต่างๆ ลงไปใน

สวนให้สวยงามและเหมาะสมนั้น หลายๆ คนอาจคิดไปว่า เป็นทักษะทางศิลปะที่มีอยู่เป็นเฉพาะในคนบางคนเท่านั้น ความคิดนี้ไม่ถูกต้องเลยครับ ทุกๆ คน ก็สามารถทำสวนของตนให้สวยได้ ในแบบที่ชอบ สวนของเรา เราก็ชื่นชมของเราเอง ไม่ได้มีอะไรที่ลึกซึ้งไปมากกว่านี้เลยครับ

นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ นายจงสฤษดิ์ คุ้นวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไร่กำนันจุล จำกัด ลงนามความร่วมมือใน “โครงการการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจไร่กำนันจุล” วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2561 ณ ห้องประชุมใหญ่ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด จังหวัดเพชรบูรณ์

ความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ วทน. เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร ในการพัฒนานวัตกรรมเกษตร/อาหาร/สมุนไพร/วัสดุ/พลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนทรัพยากรในการพัฒนาหรือค้นคว้าทาง วทน. เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติอย่างเหมาะสม อันเป็นช่องทางหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศให้ยั่งยืน

นายสายันต์ ตันพานิช กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางและการพัฒนาประเทศตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งสอดคล้องกับเป้าหมายการดำเนินงานที่สำคัญของ วว. ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาด้วยนวัตกรรม การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศผ่านกระบวนการด้าน วทน. โดยมีแนวทางการพัฒนาคือเร่งส่งเสริมให้เกิดสังคมนวัตกรรม โดยเสริมสร้างนวัตกรรมภาคธุรกิจ พัฒนานวัตกรรมภาครัฐและภาคสังคม ตลอดจนผลักดันงานวิจัยเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า สนับสนุน ส่งเสริมและร่วมดำเนินการกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเชิงบูรณาการ ตลอดจนมีการพัฒนาเครือข่ายในการพัฒนางาน วทน. อย่างเป็นระบบ เพื่อการแก้ไขปัญหาของภาคเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ

“…ในนามของ วว.มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับกลุ่มบริษัท จุลไหมไทย รู้สึกภาคภูมิใจแทนคนไทยทั้งประเทศที่การดำเนินงานของทางไร่ฯ มีส่วนมากในการพัฒนาการเกษตรของไทยโดยไม่ได้คำนึงถึงรายได้ของตนเองเท่านั้น แต่ทางไร่ฯ ได้พัฒนาเครือข่ายเกษตรเลี้ยงไหมในพื้นที่กว่า 4,000 ราย ทั้งนี้ การดำเนินโครงการ ระหว่าง วว. และบริษัท จุลไหมไทย จำกัด จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทั้งสองหน่วยงาน อีกทั้งจะส่งผลดีต่อการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้าน วทน. ในเชิงพาณิชย์ร่วมกันอย่างยั่งยืนต่อไป..” รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวสรุป

นายจงสฤษดิ์ คุ้นวงศ์ กล่าวว่า ธุรกิจหลักของกลุ่มไร่กำนันจุลจะเป็นโรงงานสาวไหมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ที่ผ่านมาได้ร่วมวิจัยและพัฒนากับ วว.สำเร็จในโครงการผลิตปุ๋ยปลาออร์แกนิกซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งในกระบวนการผลิตปลาส้ม และได้นำมาใช้เพิ่มผลผลิตการเกษตรของไร่ในปัจจุบัน ความร่วมมือในวันนี้จะนำร่องมุ่งเพิ่มมูลค่าแกลบดำซึ่งเป็นของเสียในโรงงานสาวไหม และการวิเคราะห์สารสกัดสำคัญในดักแด้เพื่อผลิตเป็นอาหารเสริม อันจะเป็นการเพิ่มมูลค่าและผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพให้แก่ผู้บริโภค

“…เราทำงานด้านพัฒนาเกษตรมา 80 ปี พื้นฐานของเราคือเกษตร ซึ่งการทำเกษตรในอนาคตจะต้องเป็นเกษตร 4,0 มีการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม เข้ามาใช้ในกระบวนการ วว.เปรียบเสมือนแสงเทียนส่องทางเราและเราจะก้าวไปพร้อมๆ กัน…” กรรมการผู้จัดการ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด กล่าว

สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแลสนองนโยบายรัฐ ร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ ส่งเสริมสมาชิกรวมกลุ่มผลิตข้าว ใช้กลไกสหกรณ์บริหารจัดการพื้นที่ตั้งแต่เริ่มการผลิตจนถึงการตลาด โดยสหกรณ์รรวบรวมข้าวเพื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวกล้องส่งขายให้บริษัทผู้ส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้มั่นคงให้กับสมาชิกสหกรณ์

นายจวน แก้วกุลศรี ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด จังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า จากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สนับสนุนให้ดำเนินโครงการนาแปลงใหญ่ประชารัฐ โดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นตัวขับเคลื่อน ทางสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ได้ส่งเสริมให้สมาชิกเข้าร่วมโครงการปลูกข้าวเพื่อการส่งออก ผ่านโครงการนาแปลงใหญ่ตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวพันธุ์พิษณุโลก 2 กข 49 และ กข 47 ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์เมล็ดยาว เพื่อนำมาผลิตเป็นข้าวกล้องและส่งขายให้กับบริษัท The Natural Growth Co.,Ltd หรือ NGC ซึ่งเป็นบริษัทที่รับซื้อข้าวกล้องจากสหกรณ์ฯ นำส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตการเกษตรและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่สมาชิก

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวทั้งหมด 6,000 ไร่ ซึ่งสหกรณ์ฯ ได้จัดโซนแปลงปลูกข้าวของสมาชิก โดยสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีแปลงปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกันไม่กระจัดกระจาย ทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการพื้นที่และควบคุมดูแล ซึ่งสหกรณ์ฯ จะเข้าไปสำรวจคุณภาพดินในพื้นที่ให้กับสมาชิก เพื่อเตรียมดินให้เหมาะสมต่อการปลูกข้าวในแต่ละสายพันธุ์ และ ส่งเสริมให้สมาชิกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้ข้าวไม่มีสารตกค้าง เพื่อให้ได้ผลผลิตตรงตามที่บริษัทต้องการ ซึ่งภายหลังจากสมาชิกเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ ทำให้สมาชิกมีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน อีกทั้งสหกรณ์ฯ ยังรับซื้อผลผลิตในราคาที่แพงกว่าราคาท้องตลาดทั่วไป ในราคาตันละ 500 บาท

นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังมีบริการสินเชื่อให้สมาชิกกู้นำไปลงทุนก่อน ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี โดยให้กู้ไร่ละ 2,500 บาท ตลอดจนสนับสนุนเครื่องจักรกลต่างๆ เช่น รถหยอดข้าว รถดำนาให้สมาชิกนำไปใช้ในกระบวนการผลิต เป็นการลดการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว จากเดิมที่เคยใช้ประมาณ 25-30 กิโลกรัม ต่อไร่ เหลือเพียงไม่เกิน 8 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งจากเดิมต้นทุนในการผลิตข้าวตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยวจะอยู่ที่ 3,600 บาท ต่อไร่ ปัจจุบันต้นทุนการผลิตข้าวเหลือเพียง 2,400 บาท ต่อไร่ จากต้นทุนที่ลดลงทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นไร่ละ 1,200 บาท อีกทั้งผลผลิตต่อไร่ยังมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ได้เพียงไร่ละ 650 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นเป็นไร่ละ 850-1,100 กิโลกรัม

จากความสำเร็จในการดำเนินโครงการนาแปลงใหญ่ของสหกรณ์เมืองลับแล จำกัด ทำให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นสร้างการรวมกลุ่มของสมาชิก สร้างการมีส่วนร่วม ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ พัฒนาศักยภาพสินค้าเพื่อการส่งออก และเป็นที่ยอมรับของตลาดในระดับประเทศ โดยใช้กลไกสหกรณ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับฐานราก รวมทั้งเป็นการสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรจนมีความสามารถในการแข่งขันทั้งภาคการผลิต และการตลาดอีกด้วย

นอกจากยางพาราที่ทำให้เกิดรายได้ของอำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬแล้ว การผลิตกล้ายางที่มีคุณภาพยังเป็นอาชีพสำคัญอีกอย่างที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านไม่น้อย ทั้งนี้เพราะนอกจากผลิตขายในพื้นที่ของอำเภอแล้ว ยังผลิตขายส่งให้กับต่างอำเภอ อีกทั้งยังจำหน่ายในจังหวัดอื่นอีกด้วย

สำนักงานเกษตรอำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ ให้การสนับสนุนการผลิตกล้ายางแก่ชาวบ้าน ให้ข้อมูลว่า ในพื้นที่หมู่บ้านกำแวงถือเป็นแหล่งผลิตกล้ายางที่ได้คุณภาพ และมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร เพราะผ่านกระบวนการและวิธีตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามหลักวิชาการทำให้ได้กล้าที่ให้ผลผลิตยางได้ดีเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ ดังนั้น จึงชักชวนชาวบ้านที่สนใจในการเรียนรู้เรื่องการปลูกยางและการทำต้นกล้ามารวมตัวกันเพื่อผลิตต้นกล้าจำหน่าย แล้วกำหนดชื่อว่า “กลุ่มผลิตกล้ายางบ้านกำแวง”

เมื่อเห็นว่าภาคอีสานสามารถปลูกยางได้จึงชักชวนชาวบ้านที่สนใจมาปลูก พอชาวบ้านขาดแคลนพันธุ์ก็ต้องดิ้นรนหาพันธุ์มาให้ปลูก ครั้นปลูกกันมากขึ้น ชาวบ้านบอกว่าไม่ต้องไปหาพันธุ์ที่แหล่งอื่นอีกแล้ว ชวนกันมาทำพันธุ์ขายเองดีกว่า ทำครั้งแรกจุดประสงค์เพื่อให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่นมีพันธุ์ปลูก ต่อมามีการขยายผลออกไปด้วยการทำแล้วขาย

มีชาวบ้านไม่น้อยที่ให้ความสนใจเรื่องการปลูกยางถึงแม้พวกเขาเหล่านั้นจะขาดความรู้ความเข้าใจวิธีการปลูกหรือการเจริญเติบโตของต้นยางมาก่อนก็ตาม แต่ด้วยความตั้งใจจริง ใส่ใจ และสนใจ รวมไปถึงความอดทนในการเพียรพยายามเรียนรู้จนทำให้ในที่สุดหลายคนประสบความสำเร็จสามารถทำได้เอง

เริ่มทำกล้าเมื่อปี 2526 ตอนนั้นเป็นผู้บุกเบิกด้วยการส่งเสริมให้ชาวบ้านทำเพื่อสร้างรายได้ เป็นการสอนให้ติดตา สอนการชำ จากนั้นไม่นานหลายคนที่เรียนรู้มีความตั้งใจ ฝึกทำกันซ้ำไปมาหลายครั้ง ผิดบ้างถูกบ้าง จนเกิดความชำนาญและเก่งจนสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

สำหรับขั้นตอนในการเพาะกล้ายางนั้น เจ้าหน้าที่พนักงานการเกษตรฯ อธิบายว่า ตอนแรกจะต้องตกแต่งรากก่อน ความยาวของรากช่วงที่ตัดแต่งให้วัดจากรอยดินเดิม ประมาณ 20 เซนติเมตร หรือราวหนึ่งคืบ แล้วตัดแต่งรากฝอยออกให้หมด แล้วจึงนำไปเสียบในน้ำให้รอยสีเขียวห่างจากปากถุงสัก 1 นิ้ว แล้วจึงเติมดินให้เต็ม

การเพาะต้นกล้ายางของกลุ่มผลิตกล้ายางบ้านกำแวงอาจมีวิธีแตกต่างจากที่อื่นเพราะโดยปกติการเพาะต้นกล้าที่ทำกันทั่วไปจะรดน้ำในถุงดำที่มีดินบรรจุอยู่แล้วจึงเสียบกิ่ง แต่วิธีของกลุ่มกลับใช้วิธีเสียบในน้ำที่มีดินเหนียวล้วนเป็นวัสดุอยู่ในถุงดำเพื่อให้ต้นยางมีคุณภาพและไม่ตาย เพราะคุณสมบัติที่ดีของดินเหนียวจะสร้างความแน่นทำให้ต้นไม่อ่อนไหวสั่นคลอน

ซึ่งวิธีนี้ถือเป็นข้อดีเพราะมีส่วนช่วยทำให้ระบบรากเจริญงอกงามอย่างต่อเนื่องโดยไม่เสียหายหากเกิดการสะเทือน อีกทั้งลดความเสี่ยงต่อการตายระหว่างการขนย้ายอีกด้วย จึงมีโอกาสรอดมากกว่าตาย เมื่อถึงเวลาจะปลูกลงดินให้กรีดถุงออก จะพบว่าดินและรากยึดติดกันอย่างแน่น

ที่อื่นทำตามหลักวิชาการคือ รดน้ำก่อนแล้วจึงเสียบกิ่งลงถุง ถ้าถามว่าต่างกันอย่างไร ข้อดีของแบบเดิมคือ ต้นจะสวยเมื่อโตขึ้น เพราะอากาศในดินมีการระบายได้และรากงอกเร็วกว่า แต่ข้อเสียคือ มีโอกาสตายมากในระหว่างเคลื่อนย้าย เพราะลำต้นที่อยู่ในถุงยังไม่แน่น มีการสั่นคลอนทำให้รากหลุดฉีกขาดเสียหาย

หลังจากปักชำต้นกล้าแล้วจะนำไปตั้งไว้ที่เรือนอนุบาลกล้าก่อน ซึ่งระยะเวลาที่ชำไว้จนรากงอกประมาณ 1-1 เดือนครึ่งหรือให้สังเกตใบว่ามีสีเขียวแก่จึงนำไปปลูกได้ ส่วนพันธุ์ที่ขายเป็นพันธุ์ที่ทางราชการส่งเสริมปลูก เพราะใช้ต้นตอและตาที่มีคุณภาพ กิ่งพันธุ์ทุกกิ่ง ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเป็นที่เรียบร้อย

รับประกันว่าเมล็ดต้นกล้าได้ทำการคัดเลือกจากแปลงที่มีอายุยาวนาน แต่ถ้าหาไม่ได้จะไปนำเมล็ดที่จังหวัดระยองมาเพาะ ทั้งนี้จะให้ความสำคัญกับเมล็ดพันธุ์ที่มาจากต้นพ่อพันธุ์ที่แก่และต้องมีอายุยาวนานเป็นสิบปี ไม่ให้เก็บตามสวนยางขนาดเล็ก ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าสายพันธุ์ยางที่โซ่พิสัย ที่บ้านกำแวงรับประกันเต็มร้อย

“กลุ่มผลิตกล้ายางบ้านกำแวง” มีสมาชิกเป็นชาวบ้านจากในหมู่บ้านจำนวนกว่า 10 คน เพื่อผลิตกล้ายางส่งให้ร้านสมพงษ์ทำหน้าที่จำหน่าย โดยมี คุณสมคิด อุบลเกิด ทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้ประสานงานระหว่างการผลิตและการจำหน่าย ทั้งนี้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อขาย

คุณสมคิด บอกว่า ชาวบ้านยึดอาชีพเพาะต้นกล้าเป็นอาชีพหลักเพราะสร้างรายได้ดี มีการทำกันเกือบทั้งหมู่บ้าน โดยมีการผลิตแล้วส่งเฉลี่ยกลุ่มละ 2-3 หมื่นต้น ต่อครั้ง ซึ่งหากคิดเป็นปี ประมาณ 4-5 แสนต้น ปัจจุบันราคาขายต้นละ 40 บาท นอกจากนั้นยังประกอบอาชีพปลูกยางและทำนาบ้างแต่ไม่มาก

แล้วยังบอกต่ออีกว่า ราคาต้นกล้าที่ผ่านมาในปี 2553 ราคาต้นละ 70 บาท ปี 2544 ต้นละ 50 บาท คาดว่าปีหน้าถ้าราคาผลผลิตยางลดลง ราคาต้นกล้าคงต้องลดตามไปด้วย

ด้วยคุณภาพของต้นกล้าที่ถูกผลิตขึ้นมาอย่างถูกต้องและได้รับการรับรอง ดังนั้นลูกค้าที่มาซื้อส่วนใหญ่จะอยู่อำเภอละแวกนี้และใกล้เคียงอาทิ ที่ โซ่พิสัย เซกา พรเจริญ นอกจากนั้น ถ้าไปไกลก็จะส่งไปที่จังหวัดสกลนครด้วย เพราะเป็นตลาดประจำกันมานาน ทั้งนี้ทางกลุ่มฯมีต้นกล้ายางไว้ขายตลอดทั้งปี เพราะแต่ละกลุ่มมีการผลิตอยู่ตลอดเวลา

ปัจจุบัน สถานการณ์ปลูกยางพาราของจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือดูจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การผลิตน้ำยางที่ดีมีคุณภาพนอกจากต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านการบริหารจัดการที่ดีแล้ว การมีพันธุ์ที่ดีเหมาะสมกับพื้นที่ปลูกถือเป็นสิ่งสำคัญมาก และพันธุ์ที่ดีก็ควรมาจากกล้าพันธุ์ที่มีคุณภาพเช่นกัน

“กลุ่มผลิตกล้ายางบ้านกำแวง” ตำบลคำแก้ว อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ จึงรับประกันคุณภาพกล้ายางทุกต้นว่าชัวร์ สนใจสั่งซื้อกล้ายาง โทรศัพท์ 085-453-3535 ผศ.ดร. สุจยา ฤทธิศร อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี คิดค้นการผลิตกระดาษจากกาบกล้วยน้ำว้าด้วยวิธีชีวภาพ ที่สามารถเก็บไว้ได้นานโดยกระดาษไม่เหลืองและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เนื่องจากกระบวนการผลิตกระดาษในเชิงหัตกรรมจะใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต คือใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ในการแช่และต้มเยื่อกระดาษ และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ใช้ในการฟอกเยื่อกระดาษ สารเคมีทั้งสองตัวนี้จะเป็นตัวทำให้กระดาษที่ได้ขาวสว่าง เนื่องจากเกิดการทำปฏิกิริยากับลิกนิน ทำให้ปริมาณลิกนินในเยื่อกระดาษลดลง แต่การใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ ถึงแม้จะทำให้ปริมาณลิกนินในเยื่อลดลง ในทางกลับกันผลผลิตเยื่อที่ได้ก็จะมีค่าลดลงเช่นกัน นอกจากนั้น เมื่อสิ้นสุดกระบวนการต้มเยื่อ น้ำทิ้งที่ได้จะมีส่วนประกอบของโซเดียมที่อยู่ในรูปเกลือต่างๆ สารประกอบคาร์โบไฮเดรต และลิกนิน

สารต่างๆ เหล่านี้เมื่อถูกปล่อยลงในน้ำทิ้งก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งปฏิกิริยาของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่ใช้ในการฟอกเยื่อกระดาษก็เป็นแต่เพียงการทำให้ลิกนินก่อให้เกิดสีแตกตัวเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการกำจัดลิกนิน เจ้าตัวลิกนินนี้เอง ที่จะทำให้กระดาษกลับเป็นสีเหลืองได้โดยง่าย นอกจากนี้ การผลิตกระดาษด้วยวิธีการทางเคมีจากโซเดียมไฮดรอกไซด์จะมีผลต่อคุณภาพของกระดาษที่ได้มีความแข็งกระด้าง หยาบและไม่เรียบ

ด้วยเหตุนี้เอง ผศ.ดร. สุจยา ฤทธิ์ศร จึงหันมาสนใจผลิตกระดาษด้วยวิธีทางชีวภาพซึ่งเป็นการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดย ผศ.ดร. สุจยา เปิดเผยว่า การผลิตกระดาษด้วยวิธีชีวภาพเป็นการใช้เชื้อจุลินทรีย์หมักกับวัตถุดิบ เพื่อย่อยสลายลิกนินในพืชแทนการใช้สารเคมีพวกโซเดียมไฮดรอกไซด์ ทำให้สามารถเพิ่มคุณภาพของกระดาษได้ดียิ่งขึ้น และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากสารเคมี

นอกจากนั้น เจ้าของผลงานยังได้เปิดเผยถึงวิธีการผลิตอีกด้วยว่า เริ่มจากนำต้นกล้วยน้ำว้ามาสับเป็นชิ้นๆ ขนาดประมาณ 6×3 เซนติเมตร จากนั้นนำไปอบให้แห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส 1 คืน (24 ชั่วโมง) จากนั้นนำไปแช่น้ำให้อิ่มตัว นำไปฆ่าเชื้อ หมักที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส โดยเติมเชื่อรา T.viride ที่เพาะไว้ลงไปบ่ม จากนั้นก็นำไปฆ่าเชื้อราและเข้าสู่กระบวนการผลิตกระดาษต่อไป

จากกระบวนการดังกล่าว นอกจากเชื้อรา T.viride จะย่อยสลายลิกนินไปเป็นจำนวนมากแล้วทำให้ในกระบวนการฟอกเยื่อกระดาษ สามารถลดปริมาณการใช้สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงไปได้เป็นจำนวนมากกว่าการผลิตกระดาษแบบทั่วไป อีกทั้งการผลิตกระดาษด้วยวิธีชีวภาพกระดาษยังมีค่าความสว่างมากกว่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมการผลิตกระดาษอีกทั้งกระดาษยังมีความเหนียว นุ่ม สามารถเก็บไว้ได้นานกว่าการผลิตด้วยวิธีทางเคมี โดยกระดาษไม่กลับมาเป็นสีเหลืองอีกด้วย

เมธีวิจัยอาวุโส สกว. โชว์หอยทากไทย 126 ชนิดใหม่ของโลกจากเกือบ 600 ชนิดในประเทศไทย พร้อมเปิดตัวหนังสือสารานุกรม “หอยทากบก ทรัพยากรชีวภาพที่ทรงคุณค่าแห่งราชอาณาจักรไทย” และแถลงสิทธิบัตรจากการวิจัยและพัฒนาเมือกหอยทากไทยหลายสายพันธุ์สู่อุตสาหกรรมความงาม

กรุงเทพฯ 25 ตุลาคม 2561 – จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แถลงข่าว “การค้นพบหอยทากไทย 126 ชนิดใหม่ของโลกจากเกือบ 600 ชนิดในประเทศไทย พร้อมเปิดตัวหนังสือสารานุกรม “หอยทากบก ทรัพยากรชีวภาพที่ทรงคุณค่าแห่งราชอาณาจักรไทย” และแถลงสิทธิบัตรจากการวิจัยและพัฒนาเมือกหอยทากไทยหลายสายพันธุ์สู่อุตสาหกรรมความงาม” ภายใต้การค้นคว้าโดยคณะนักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ

ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา เมธีวิจัยอาวุโส สกว. จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยซิสเทมาติกส์ของสัตว์ กล่าวว่า ในโอกาสที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เดินทางมาถึงหนึ่งศตวรรษ คือวาระครบรอบ 101 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย จึงได้ร่วมกันนำเสนอผลงานวิจัยพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะงานทางอนุกรมวิธานที่เป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็น “ขุมทรัพย์แห่งชาติ”

ที่นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในเชิงการอนุรักษ์ และฐานสำคัญของ “ธุรกิจชีวภาพ Bio-economy” ตลอดระยะเวลา 30 ปีของการวิจัยมีการค้นพบสายพันธุ์หอยทากมากมายหลายร้อยสายพันธุ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และกว่า 126 สายพันธุ์ที่พบว่าเป็นชนิดใหม่ของโลก ด้วยผลงานดังกล่าวทำให้ได้รับเชิญให้รับทุน DARWIN INITIATIVE จากประเทศสหราชอาณาจักร

เพื่อฝึกนักวิจัยอาเซียนและเอเชียใต้ร่วมกับนักวิจัยจาก The Natural History Museum London ภายใต้หัวข้อ “Developing land snail expertise in south and southeast Asia, a new Darwin Initiative Project” ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006-2012 และปัจจุบันได้รับทุนจาก Flora Fauna International (FFI) แห่งประเทศสหราชอาณาจักร ทำงานวิจัยเรื่องการอนุรักษ์เขาหินปูนในประเทศเมียนมา ระหว่างปี ค.ศ. 2015-2017

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 จนถึงปัจจุบันได้จำแนกหอยทากบกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ 1. หอยต้นไม้ 2. หอยพื้นดิน 3. หอยทากจิ๋ว โดยหอยทากที่ค้นพบใหม่ยกตัวอย่างเช่น หอยนกขมิ้นจากพันธุกรรมตั้งต้น, หอยทากสามรูปแบบสัณฐานสามสีสู่หอยมรกต และหอยทากเทมาเสกแห่งสิงคโปร์ แสดงให้เห็นพันธุกรรมที่มีความต่อเนื่องตามภูมิศาสตร์ และวิวัฒนาการที่ไม่หยุดยั้ง, หอยขัดเปลือกที่หลากหลายไปสู่ความเชื่อมโยงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการค้นพบใหม่อีกหลายชนิดรวมถึงที่เมียนมา, หอยทากจิ๋วที่แสดงความจำเพาะของสปีชีส์ “หนึ่งภูเขาหนึ่งกลุ่มสปีชีส์จำเพาะ One mountain one species group” “หนึ่งภูเขาหนึ่งรูปแบบพันธุกรรมจำเพาะ One mountain one specific genetic pattern”

นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้จัดทำหนังสือแบบสารานุกรม “หอยทากบก ทรัพยากรชีวภาพที่ทรงคุณค่าแห่งราชอาณาจักรไทย” ครั้งแรกในประเทศไทยภายใต้การสนับสนุนของ สกว. จากการวิจัยถึง 30 ปี และค้นพบทรัพยากรชีวภาพที่เป็นไฮไลต์ของประเทศและภูมิภาค รวมถึงเรื่องราวการค้นพบตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นแหล่งความรู้ขุมทรัพย์ของชาติที่มีการจัดเก็บองค์ความรู้และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบในรูปแบบที่ผู้สนใจสามารถเรียนรู้และเข้าถึงได้ง่าย รวมทั้งเป็นเอกสารที่มีมาตรฐานสากล โดยมุ่งหวังให้เกิดการต่อยอดของความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อไป ทั้งนี้ ได้รวบรวมข้อมูลจากผลงานตีพิมพ์โดยคณะทำงานทั้งหมดกว่า 100 เรื่อง และบทความที่เกี่ยวข้องอีกกว่า 100 เรื่อง จึงถือว่าเป็นแหล่งอ้างอิงที่สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลไปสู่การพัฒนาความรู้ของคนไทย เป็นแหล่งความรู้ขุมทรัพย์ของชาติที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์ด้านทรัพยากรชีวภาพของชาติอย่างชาญฉลาด

ด้าน ศ.ดร.อัญชลี ทัศนาขจร เมธีวิจัยอาวุโส สกว. จากภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แถลงถึงการวิจัยและพัฒนาจากการนำเมือกเนื้อเยื่อแมนเทิลของหอยทากสายพันธุ์ไทยและต่างประเทศมากกว่า 5 สายพันธุ์ ที่พบมากได้แก่ หอยทากนวล หอยทากสยาม หอยขัดเปลือก หอยลดเปลือก หอยทากไร้เปลือก ตลอดจนหอยทากแอฟริกัน มาทำการวิเคราะห์สารออกฤทธิ์ที่โดดเด่นและมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซ่อมแซมผิวให้ความชุ่มชื้น ต้านอนุมูลอิสระ และต้านจุลชีพ เป็นต้น จนได้ค้นพบสาร “Aromantin” ที่ได้ยื่นจดสิทธิบัตรที่กระทรวงพาณิชย์แล้ว และนำไปผสานกับสมุนไพรดอกไม้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ของคนไทยคือ “Snail8 by SIAM SNAIL” สู่เป้าหมายแบรนด์แห่งชาติและธุรกิจอุตสาหกรรมความงามของโลก

ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า งานวิจัยของ ศ.ดร.สมศักดิ์และคณะเป็นตัวอย่างสำคัญในการมุ่งมั่นเสาะแสวงหาทรัพยากรชีวภาพที่เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง มีผลงานได้แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ว่า “จากหิ้งสู่ห้าง” นั้นสามารถทำได้ และยังมีหนังสือสารานุกรมที่ยืนยันถึงการใช้ความรู้พื้นฐานนำไปสู่พัฒนาการของการใช้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีส่งต่อไปยังนักวิจัยรุ่นใหม่ให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ

การนำความคิดหลายๆ ความคิดมาระดมสมองในการทำงานเป็นทีมร่วมกันศึกษาว่ามีสิ่งประดิษฐ์สิ่งใดที่เมื่อสร้างขึ้นแล้วสามารถตอบสนองให้กับท้องถิ่นแห่งนั้น และในเบื้องต้นจะต้องให้เป็นที่ยอมรับพร้อมกับสิ่งประดิษฐ์นั้นใช้งานได้ดีกว่าที่เคยมีใช้อยู่

เช่น สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ที่ทีมงานทุกคน ต่างได้ที่มาของสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จากกลุ่มแม่บ้านเหมืองแพร อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ที่ได้นำถั่วลิสงที่มีผลิตมากในท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นถั่งลิสงคั่วทราย

จนกลายมาเป็น สินค้า OTOP ระดับ 5 ดาว เนื่องจากวัตถุดิบที่ได้นั้นมีคุณภาพที่ดี ทีมงานมองเห็นว่าการคั่วถั่วของทางกลุ่มนั้นยังคงใช้แรงงานคนโดยใช้กระทะ ทำให้เสียเวลามากแทนที่จะใช้เวลาส่วนนั้นไปทำประโยชน์อย่างอื่น

เมื่อได้ระดมสมองคิดทุกขั้นตอนสำหรับให้ได้สิ่งประดิษฐ์ที่สามารถนำมาใช้แทนแรงงานคนและตอบปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทุกข้อขนิดครบถ้วน จึงนำมาปรึกษากับคุณครูที่ปรึกษา คุณครูสุวัฒน์ พรอินทร์ และ คุณครูขวัญชัย เนตรแสงศรี เพื่อให้ผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่ได้สมบรูณ์แบบมากขึ้นพร้อมได้รับการสนับสนุนจาก ผอ.ทรงเดช หล้าพันธ์

ในที่สุดจึงมีสิ่งประดิษฐ์ที่ชื่อ เครื่องคั่วถั่วลิสงกึ่งอัตโนมัติ สำเร็จขึ้นมาพร้อมปรับปรุงอีกเล็กน้อยหลังจากได้นำไปใช้ในเบื้องต้น จนสุดท้ายจากการทดลองพบว่าหากใช้สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้สามารถเท่ากับใช้แรงงานคนคั่วถั่งลิสงถึง 4 คน ต่อ 1 ครั้ง

และมีประสิทธิภาพในการคั่วถั่งลิสงได้ครั้งละไม่น้อยกว่า 8 กิโลกรัม ในเวลา 46 นาที และถั่วลิสงจะสุกทุกเมล็ดต่อ 1 ครั้ง แต่หากใช้แรงงานคนจะสามารถคั่วถั่วลิสงได้แค่ 4 กิโลกรัม เท่านั้น และบางครั้งจะมีเมล็ดที่ยังไม่สุกอีกด้วย

คุณสมบัติหรือคุณลักษณะของสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ สร้างขึ้นจากสแตนเลส ไม่เป็นสนิม มีหม้อคั่วและฝาปิด ทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด1/2 hp1เฟส 220โวลต์ มีใบสำหรับกวนและสามารถตั้งเวลาปิดเครื่องควบคุมการปิดแก๊สโดย Regurator Low Pressure ใช้แก๊สLPG ที่สำคัญคือสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ทีมงานคิดไปถึงว่าสามารถนำไปใช้คั่วผลผลิตทางการเกษตรอย่างอื่นได้อีกด้วยเช่น พริก เกาลัด ข้าวคั่ว ถั่วมะคาเดเมีย เป็นต้น

มีขั้นตอนการทำงานที่ง่ายอีกต่างหากคือ นำถั่วลิสงจำนวน 8 กิโลกรัม กับทราย 2 กิโลกรัม ลงใส่ในหม้อคั่ว เปิดสวิตซ์ที่ตัวเครื่องพร้อมตั้งเวลาปิดมอเตอร์ ต่อมาจุดไฟตั้งไฟแบบอ่อนๆ ให้เหมาะกับการคั่ว ตั้งเวลาปิดแก๊ส เมื่อเครื่องหยุดทำงานตามที่เราตั้งไว้ หมายถึงถั่วลิสงสุกแล้วทุกเมล็ด

สุดท้าย ให้ถอดใบที่ใช้กวนออกจะมีหูหิ้วไว้ให้ดึง เป็นอันว่าจบขั้นตอนคั่วถั่วลิสงใน 1 ครั้ง สามารถใช้งานติดต่อกันไปได้ทันทีหากต้องการตามขั้นตอนที่ได้เขียนไว้

หน่วยงานหรือชุมชนใดที่ต้องการสิ่งประดิษฐ์ประเภทนี้นำไปใช้ สามารถประหยัดทั้งเวลาและแรงงานสนใจกรุณาติดต่อ วิทยาลัยเทคนิคเลย เลขที่ 722 ถนนเจริญรัฐ ตำบลกุดป่อง อำเภอเมือง (042) 811-591และ (042) 815-044

การเลี้ยงหอย นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพของชาวบ้านจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่นิยมทำกัน ทั้งนี้เพราะพื้นที่หลายอำเภอติดกับอ่าวบ้านดอน

อ่าวบ้านดอน เป็นอ่าวขนาดใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรทางธรรมชาติ ทั้งนี้ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ และสภาพความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ รวมไปถึงแร่ธาตุทางอาหารและผลผลิตทางชีวภาพ จึงเป็นแหล่งสะสมอาหารที่มีประโยชน์ต่อสัตว์น้ำทางทะเลทางเศรษฐกิจหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา

ด้วยความสด อร่อยและมีอาหารทะเลให้เลือกมากมาย จึงทำให้บรรดานักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศต่างชื่นชอบมารับประทานอาหารทะเลของจังหวัดนี้เมื่อมีโอกาส ดังนั้น ชาวบ้านบริเวณอ่าวบ้านดอนจึงมีอาชีพทำประมงกันเสียส่วนใหญ่

กาญจนดิษฐ์ เป็นหนึ่งในหลายอำเภอที่อยู่ในอ่าวบ้านดอน ชาวบ้านในอำเภอนี้ส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพประมงทั้งขนาดเล็กและใหญ่

ภาพรวมการทำอาชีพประมงของชาวบ้านในอำเภอกาญจนดิษฐ์มีทั้งการทำประมงน้ำจืดและประมงในทะเล สำหรับสัตว์น้ำที่เลี้ยงมีทั้งกุ้ง ปลากะพงขาวในบ่อดิน และในกระชัง ส่วนการเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเลตามพื้นที่อนุญาตจะมีฟาร์มเลี้ยงหอยแครง หอยนางรม และหอยแมลงภู่บ้างเล็กน้อย ซึ่งหอยนางรมถือเป็นตัวเด่นของอำเภอกาญจนดิษฐ์และของจังหวัดสุราษฎร์ธานี

เดิมการทำอาชีพในทะเลจะต้องขออนุญาตก่อน เพราะทะเลทั่วไปเป็นที่สาธารณประโยชน์ สำหรับชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเลี้ยงหอย มีจำนวน 772 ราย อันนี้คือรายที่ขออนุญาตถูกต้อง

เดิมที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ไม่มีหอยแครง อาชีพดั้งเดิมของชาวประมงคือ การเลี้ยงหอยนางรม ต่อมามีการนำพันธุ์หอยแครงจากมาเลเซียมาเลี้ยง กระทั่งเมื่อปี 2532-2535 ทางศูนย์วิจัยประมงสุราษฎร์ธานีได้ทดลองนำพันธุ์หอยแครงมาเพาะเลี้ยงแล้วประสบความสำเร็จ จึงมีการขยายและส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงกัน