หมู่บ้านท่าลี่ กำเนิดขึ้นโดย พ่อกะลัง อำนวยการ ซึ่งแต่เดิมพัก

อาศัยอยู่ที่ดงน้ำพี โพนพิสัย จังหวัดหนองคาย พ่อกะลัง ได้ค้นพบพื้นที่ของหมู่บ้าน เมื่อปี 2449 ระหว่างล่องหาปลามาตามแม่น้ำสงคราม ไปบ้านหนองตะไคร้ จังหวะนั้นเป็นช่วงหน้าแล้ง พ่อกะลัง ได้เจอหินโบราณ มีถ้ำและน้ำตก จึงได้ย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่ชุมชนแห่งนี้ หลังจากนั้น ปี พ.ศ. 2479 ได้ก่อตั้งวัดประจำหมู่บ้านขึ้น คือวัดนาสวารี ต่อมาปี พ.ศ. 2509 ได้จัดตั้งเป็นหมู่บ้านท่าสวาท หมู่ที่ 9 และแยกตัวออกมาเป็นบ้านท่าลี่ หมู่ที่ 14 จนถึงปัจจุบัน

“จำลอง ลาภอาสา” ผู้ใหญ่บ้านท่าลี่ หมู่ที่ 14 เล่าให้ฟังว่า บ้านท่าลี่ มีลำน้ำสงครามไหลผ่าน ชุมชนแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ เรียกว่า “แก่งหินบ้านท่าลี่” ตั้งอยู่กลางลำน้ำสงคราม แก่งหินมีขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นช่องลอดของลำน้ำ ชาวบ้านเรียกว่า “หลี่” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน “ท่าลี่” นั่นเอง หมู่บ้านแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์มาก เพราะมีน้ำกินน้ำใช้สอย สำหรับเพาะปลูกพืชและทำประมงได้ตลอดทั้งปี

ชาวบ้านท่าลี่ส่วนใหญ่ปลูกยางพาราเป็นรายได้หลักเลี้ยงดูครอบครัว ปลูกข้าวเพื่อยังชีพ หลังทำสวนยางพาราเสร็จในแต่ละวัน ผู้หญิงจะใช้เวลาว่างปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้าไหม บางรายใช้เวลาว่างไปเก็บต้นกกในท้องนา หรือริมลำน้ำมาใช้ทอเสื่อกก หรือสาด ในภาษาอีสาน แต่ละวันจะทอเสื่อได้หนึ่งผืน ขายเสื่อในราคาผืนละ 100 บาท แต่ละเดือนจะมีรายได้หมุนเวียนหลายพันบาท

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนชุมชนแห่งนี้ “หากไม่ได้กินปลา ก็มาไม่ถึงท่าลี่” เพราะปลา คือ อาหารพื้นถิ่นที่ขึ้นชื่อของชุมชนแห่งนี้ วิถีชีวิตประมงพื้นบ้านของที่นี่ จะหาปลา โดยใช้เบ็ดตกปลา หว่านแห และใช้ “ยอใหญ่” อุปกรณ์จับปลาที่มีชื่อเสียงของท้องถิ่น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญประจำท้องถิ่น คือ “ดินแดนน้ำใส ยอใหญ่ท่าลี่ ของดีปลาร้าปลาส้ม อุดมถิ่นยางพารา ศาลปู่ย่าศรีสุทโธ ผู้คนหลั่งไหล ท่าน้ำศรีสมัย ร่วมใจสะพานมิตรภาพ”

ปลาที่ชาวบ้านจับได้นิยมนำมาแปรรูปเป็นปลาร้า ปลาส้ม ปลาร้าบอง จนกลายเป็นอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ นิยมใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว จนหลายคนเกิดความประทับใจในรสชาติความอร่อยมิรู้ลืม ทั้งเมนูส้มตำ ลาบปลา ต้มยำปลา ปลาส้มทอด และกล้วยเชื่อม

เรียกว่า ใครมาบึงกาฬ อยากได้ปลาร้า ปลาส้ม อย่าลืมนึกถึงบ้านท่าลี่ แวะเวียนมากินปลาสดๆ จากแม่น้ำสงคราม พร้อมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารที่หลากหลายและผลิตภัณฑ์พื้นเมืองเอกลักษณ์ของชาวบ้านท่าลี่แห่งบึงกาฬ

จุดเช็คอิน “บ้านท่าลี่” “แม่น้ำสงคราม” เป็นแนวแบ่งเขตระหว่างจังหวัดบึงกาฬกับจังหวัดสกลนคร นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมทัศนียภาพตลอดแนวสะพานข้ามแม่น้ำสงคราม ทางเชื่อมต่อระหว่างบึงกาฬ-สกลนคร ได้ที่ “บ้านท่าลี่” หมู่ ที่ 14 ตำบลโซ่ อำเภอโซ่พิสัย

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบ้านท่าลี่ จะได้ล่องแพ และลงเล่นน้ำแก่งหินท่าลี่ ในช่วงฤดูแล้ง ประมาณเดือนมกราคม-เมษายน และร่วมกิจกรรมล่องเรือชมธรรมชาติแม่น้ำสงคราม ในช่วงฤดูน้ำหลาก ประมาณเดือนพฤษภาคม-กันยายน หากมาช่วงเดือนมกราคม-เมษายน นักท่องเที่ยวจะได้ร่วมกิจกรรมนอนนับดาว เท้าติดดิน หินบำบัด

แวะมาที่บ้านท่าลี่ ห้ามพลาดชม “แหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลา” ที่ท่าน้ำศรีสมัยและชมวิถีชีวิตการหาปลาด้วยอุปกรณ์ที่ขึ้นชื่อที่สุดของบ้านท่าลี่ อย่าง ยอใหญ่ หรือ สะดุ้ง (ภาษาอีสาน) ตามสโลแกนที่ว่า “มาท่าลี่ต้องมายกยอใหญ่” นอกจากนี้ ยังมีแก่งหินขนาดใหญ่ที่มีความสวยงาม และธารหินดวงจันทร์ที่เป็นแก่งหินขรุขระคล้ายพื้นผิวดวงจันทร์ บ้านท่าลี่มีตำนานหลี่ผี เรื่องราวลี้ลับที่ชาวบ้านเล่าต่อกันมาว่า ครั้งหนึ่งเคยมีคนตกลงไปในช่องหินที่เรียกว่า หลี่ แต่รอดตายได้เพราะไปโผล่มาออกที่ปากถ้ำ เรียกว่า “หลี่ผี”

การเดินทางสู่ บ้านท่าลี่

เสื่อกก สินค้าขายดีของบ้านท่าลี่
เนื่องจาก “บ้านท่าลี่” ไม่มีพิกัดใน GPS นักท่องเที่ยวสามารถขับรถไปตามเส้นทาง อำเภอโซ่พิสัย ไปอำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย ประมาณกิโลเมตรที่ 12 บ้านห้วยทราย จะมีป้ายเลี้ยวซ้ายไปบ้านท่าสวาท ระยะทางหลังจากเลี้ยวซ้ายกว่าจะถึงที่หมาย ประมาณ 5 กิโลเมตร เมื่อถึงบ้านท่าสวาท เป้าหมายต่อไปก็คือ ท่าลี่ สัญลักษณ์ของบ้านท่าลี่ คือ ศาลหลักเมือง กลางสี่แยก

ภายในชุมชนแห่งนี้ ชาวบ้านพร้อมให้บริการบ้านโฮมสเตย์ กว่า 15 หลังคาเรือน บ้านพักสะอาด และใส่ใจให้ความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวทุกรายเป็นสำคัญ หากสนใจใช้บริการที่พักโฮมสเตย์บ้านท่าลี่ ติดต่อได้ที่ คุณอุสาห์ ลาภอาสา ประธานกลุ่มโฮมสเตย์ โทร. (097) 005-9266 หรือ คุณสุภาลินี จารย์โพธิ์ คณะกรรมการชุมชนท่องเที่ยวบ้านท่าลี่ โทร. (081) 729-8913

ข้าวเหนียวดำ หรือเรียกตามภาษาพื้นเมืองของภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือว่า “ข้าวก่ำ” เป็นการเรียกตามลักษณะสีของเมล็ดที่มีสีแดงเข้ม หรือ “แดงก่ำ” ซึ่งข้าวก่ำนั้นถือได้ว่ามีคุณค่าทางสมุนไพรหรือความเป็นยาของข้าวก่ำที่ชาวเหนือดั้งเดิมหรือชาวล้านนาได้คิดค้นปรากฏชัดเจนในวัฒนธรรมข้าวชาวเหนือ โดยเฉพาะในนวัตกรรมการเพาะปลูกในพิธีกรรมการเซ่นไหว้ การโภชนาการ การเสริมสวย และยารักษาโรค นับว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของโภชนศาสตร์เกษตรและเภสัชรักษาพื้นบ้านล้านนา โดยทางคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ก่ำดอยสะเก็ด ซึ่งได้รับใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรในการรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียน ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518

รศ.ดร. ดำเนิน กาละดี ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ คณะเกษตรศาสตร์ หน่วยวิจัยข้าวก่ำ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ข้าวพันธุ์ก่ำดอยสะเก็ดเป็นข้าวเหนียวที่มีประวัติการปรับปรุงพันธุ์ ในปี 2538 ได้รวบรวมพันธุ์ข้าวจาก คุณพินิจ คำยอดใจ อาชีพทำนา อยู่บ้านเลขที่ 31/1 บ้านสันปูเลย ตำบลสันปูเลย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์เหนียวสันป่าตอง และอีกพันธุ์ เป็นข้าวเหนียวดำ เรียกว่า “ข้าวก่ำ”

จากนั้นได้เริ่มรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวก่ำพื้นเมืองของไทย ตั้งแต่ปี 2539 ทำงานวิจัยในเชิงวิทยาศาสตร์เกษตรมาโดยตลอด และประสบผลสำเร็จ มีผลงานวิจัยเผยแพร่เป็นองค์ความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์เกษตรเป็นที่น่าสนใจจนกระทั่งได้รับอนุมัติจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้จัดตั้งเป็น “หน่วยวิจัยข้าวก่ำ” หรือ Purple Rice Research Unit (PRRU) อยู่ภายใต้การดูแลของ สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันทางคณะวิจัยสามารถรวบรวมพันธุกรรมข้าวก่ำพื้นเมืองได้ 42 พันธุกรรม จากแหล่งปลูกข้าวทั่วประเทศไทย ทั้งในสภาพของข้าวนาดำ และข้าวไร่ โดยมีพันธุ์ข้าวปรับปรุงที่ได้รับการรับรองพันธุ์ตาม พ.ร.บ. พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 จากกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2548 จำนวน 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ข้าวก่ำดอยสะเก็ด และข้าวก่ำอมก๋อย

รศ.ดร.ดำเนิน กล่าวเพิ่มว่า สำหรับพันธุ์ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ข้าวก่ำดอยสะเก็ด เนื่องจากมีสารที่เป็นประโยชน์ คือ แกมมาโดไรซานอลสูงกว่าข้าวขาว 2-3 เท่า และยังมีสารสีที่พบในข้าวก่ำ คือ โปรแอนโทไซยานิดิน และสารแอนโทไซยานิน และมีวิตามินอี ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในระดับที่สูง ซึ่งสารกลุ่มนี้มีสูงกว่าในข้าวทั่วไป งานวิจัยยังพบอีกว่าเมื่อแกมมาโอไรซานอลได้ทำงานร่วมกับแอนโทไซยานินจะมีคุณสมบัติที่โดดเด่น ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สารชะลอความแก่ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดคอเลสเตอรอล ป้องกันการเกิดมะเร็ง โรคอ้วน ความดัน โรคหัวใจ และความจำเสื่อม จึงเหมาะแก่ผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย

สำหรับลักษณะพันธุ์ข้าวเหนียวดำ เป็นพืชล้มลุกวงศ์หญ้าเป็นข้าวเหนียวตอบสนองต่อช่วงไวแสง ระบบรากแบบ Fibrous Root System ลักษณะการเจริญเติบโตทางลำต้น มีการแตกกอ เฉลี่ย 9 กอ ต่อต้น มีความสูงเฉลี่ย 141 เซนติเมตร สีของลำต้นเป็นสีม่วง มีปล้องสีม่วง ส่วนเขี้ยวใบก็เป็นสีม่วงเช่นกัน รูปร่างของใบเป็นแบบใบแคบ มีสีม่วงทั้งกาบใบและตัวใบ มีเส้นกลางใบเป็นสีม่วง ลักษณะช่อดอกเป็นแบบรวง ดอกเดี่ยว สมบูรณ์เพศ กลีบดอกรองมีสีม่วง และกลีบดอกมีสีม่วงเช่นกัน เกสรตัวผู้สีเหลือง เกสรตัวเมียสีม่วง

ลักษณะของเมล็ดมีเปลือกสีม่วง เยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วง เมล็ดเรียวยาว ขนาดเมล็ดกว้าง 0.33 เซนติเมตร ยาว 0.97 เซนติเมตร ส่วนจำนวนเมล็ดต่อรวงเฉลี่ย 120 เมล็ด อายุการออกดอก 86 วัน มีระยะเวลาการบานดอกจากกอแรกถึงการบาน 90 เปอร์เซ็นต์ นาน 15 วัน

ผู้สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยวิจัยข้าวก่ำ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ ผักอินทรีย์ หรือ ผักที่ปลอดสารเคมี กำลังเป็นที่นิยมทั้งในและต่างประเทศ กระแสการบริโภคผักปลอดสารเคมี ในทุกประเทศทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เรื่องอาหารเพื่อสุขภาพจะต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ในต่างประเทศเขามองว่าสุขอนามัยประชากรของเขาต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ อาหาร พืชผัก สินค้าอุปโภคบริโภคจะต้องไร้สารพิษ ดังนั้น การผลิตพืชผักและสินค้าเกษตรของไทยจำเป็นจะต้องขานรับกระแสนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก ผักอินทรีย์ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางที่จะต้องทำให้ได้ เพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยจากสารพิษ

คุณวราภรณ์ กับ คุณบุญชัย การพีระยศ สองคู่ทุกข์คู่ยาก ชาวบ้านหมู่ที่ 6 ตำบลอ่างหิน อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ผู้ซึ่งปลูกผักอินทรีย์ส่งบริษัทที่จัดส่งพืชผักไปต่างประเทศ กล่าวว่า การทำผักอินทรีย์ไม่ยากแต่ต้องซื่อสัตย์กับตนเอง ต้องมีความอดทนให้มากๆ รักที่จะทำผักอินทรีย์ต้องไม่โกหกและต้องไม่ขอผลัดผ่อนกับตนเองเป็นอันขาด หากขอผลัดผ่อนกับตนเอง มีข้อแม้กับตนเองได้ ครั้งที่ 1 ก็จะมีครั้งที่ 2 ที่ 3 ตามมา

ข้อแม้ที่ขอผลัดผ่อนก็คือ ขอใช้สารเคมีเพียงครั้งเดียว หากใจอ่อนก็หมายถึงความล้มเหลวของการทำผักอินทรีย์เกิดขึ้นแล้ว และยิ่งทำผักอินทรีย์ส่งต่างประเทศยิ่งแล้วใหญ่ ในต่างประเทศเขาเข้มงวดกับเรื่องของสารเคมีมาก ถ้าไม่ทำตามกฎข้อบังคับของเขา โอกาสที่จะเสียตลาดลูกค้าต่างประเทศมีสูงมาก ดังนั้น ทำผักอินทรีย์จึงต้องซื่อสัตย์กับตนเอง

คุณวราภรณ์ เล่าถึงความเป็นมาก่อนที่จะก้าวมาสู่การปลูกผักปลอดสารเคมีจริงๆ จังๆ ว่า เดิมทีเป็นชาวอำเภอดำเนินสะดวก มีอาชีพปลูกผักมาก่อน แต่เป็นการปลูกผักใช้สารเคมีเต็มรูปแบบ ต่อมาย้ายถิ่นที่ทำกินมาปลูกผักที่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลอ่างหิน อำเภอปากท่อแห่งนี้

“มาอยู่ที่นี่ครั้งแรกก็ยังปลูกผักที่ใช้เคมีก่อน ในปีนั้นเองสุขภาพร่างกายเราทั้งสองไม่ดี ไปตรวจเลือดพบว่าเลือดมีสีน้ำเงินเป็นอันตราย สาเหตุมาจากได้รับสารเคมี เข้าไปในร่างกายมากนั่นเอง”

คุณวราภรณ์ กล่าวว่า พอทราบว่าในร่างกายมีสารพิษก็ตกใจ คราวนั้นตัดสินใจเลยว่าจะเลิกปลูกผัก แต่มาติดตรงที่ว่าเรามีอาชีพปลูกผัก ถ้าไม่ให้ปลูกผักแล้วจะปลูกอะไร ปลูกผักไม่กี่เดือนก็มีรายได้ ปลูกพืชอื่นใช้เวลานานกว่าจะได้เงินในระยะเวลาสั้นๆ จะเอาค่าใช้จ่ายที่ไหนมาหมุนในครอบครัว พอดีกับที่ทาง อาจารย์ปัญญา พวงสวัสดิ์ แนะนำให้รู้จักกับบริษัทที่รับซื้อพืชผักอินทรีย์จากเกษตรกร เพื่อนำส่งไปยังประเทศสิงคโปร์เร าสองคนได้รับทราบถึงวิธีการปลูกผักอินทรีย์อย่างละเอียด ก็เห็นว่าทำไม่ยาก จึงตัดสินใจหันมาปลูกผักแบบไม่ใช้สารเคมีเลย

ทางบริษัทส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดูพื้นที่แปลงปลูกผักของเรา เอาผัก เอาดิน เอาน้ำ ไปตรวจ แล้วก็แนะนำให้เริ่มทำแปลงปลูกผักอินทรีย์

คุณวราภรณ์ กล่าวอีกว่า บริษัทแนะนำให้พักแปลงปลูกผัก 3 ปี ระยะเวลา 3 ปี เราก็ยังปลูกผักเช่นเดิมแต่เขาจะยังไม่รับซื้อผักจากเรา ซึ่งเราจะต้องงดใช้สารเคมีในแปลงผักของเราสิ้นเชิง บริษัทเขาจะส่งเจ้าหน้าที่มาเก็บตัวอย่างดินและน้ำไปตรวจทุกปี

จนกระทั่งปีที่ 3 แปลงปลูกผักของเราผ่านการตรวจสอบจากบริษัท จึงเริ่มปลูกผักอินทรีย์อย่างจริงจังเพื่อส่งบริษัท ถึงตอนนี้บริษัทจะเข้ามารับซื้อผลผลิตพืชผักถึงไร่เลย นัดหมายวันเวลาการเก็บผัก ถึงเวลาบริษัทก็จะเอารถห้องเย็นมารับผักที่เก็บจากแปลงไปสดๆ

บริษัทจะกำหนดชนิดผักให้ปลูก แต่เราก็ต้องเลือกผักที่เหมาะสมกับพื้นที่และฤดูกาลด้วย ต้องดูว่าฤดูนี้ ช่วงนี้ ต้องปลูกผักอะไร บริษัทกำหนดให้ปลูกผัก 17 ชนิด ต่อฤดูกาล เมื่อเราแจ้งความประสงค์ชนิดของผักที่จะปลูก บริษัทก็จะกำหนดแผนการปลูกให้มา ถึงตอนนี้เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องปลูกผักให้ได้โดยไม่ใช้สารเคมีเลย ตรงนี้สำคัญมาก เพราะหากทางบริษัทเขาตรวจพบว่าเราแอบใช้สารเคมี เป็นการผิดเงื่อนไขต่อกัน บริษัทมีสิทธิ์ยกเลิกรับซื้อผัก หมายถึง เราเสียโอกาสและเสียตลาดรับซื้อที่ดีไป ฉะนั้น ต้องซื่อสัตย์ต่อตนเองและซื่อสัตย์ต่อบริษัทที่รับซื้อผลผลิตด้วย

คุณวราภรณ์ บอกว่า ในเนื้อที่ทั้งหมด 17 ไร่ 2 งาน แบ่งเป็นปลูกลิ้นจี่ 11 ไร่ ปลูกผัก 6 ไร่ สมาชิกในครัวเรือนมี 4-5 คน ก็มาช่วยกันทำงาน การปลูกผักอินทรีย์นั้นเริ่มต้นจากการไถแปลงปลูกก่อน ในพื้นที่ 6 ไร่ไถครั้งแรกหว่านปุ๋ยหมักให้ทั่วแปลง ประมาณ 100 ตัน แล้วไถกลบด้วยผาล 3 ไถแปรด้วยผาล 7 จากนั้นก็ตีร่องปลูกผัก

เริ่มจากผักกวางตุ้ง กวางตุ้งฮ่องเต้ ข้าวโพดหวาน คะน้า และผักกาดหอม พอเข้าเดือนพฤศจิกายน ตลาดต้องการผักสลัด ก็ไปหาเมล็ดพันธุ์ผักสลัดจากทางเชียงใหม่มาทดลองปลูก ปรากฏว่าพื้นที่ในเขตบ้านอ่างหิน สามารถปลูกผักสลัดจากทางเหนือได้ผลผลิตดี ถึงตอนนี้มีเพื่อนบ้านมาดูงานก็แนะนำให้เขาทำผักอินทรีย์บ้าง มีหลายๆ แปลงที่เข้าร่วมโครงการปลูกผักอินทรีย์กับเรา

คุณวราภรณ์ บอกว่า ปัญหาแมลงศัตรูผักจะใช้เชื้อชีวภัณฑ์ ใช้สารสมุนไพรตะไคร้หอม สาบเสือ เสือหมอบ ใบน้อยหน่าเหล่านี้มาไล่แมลง นอกจากนี้ ยังทำน้ำส้มควันไม้ใช้เองอีกด้วย

“การทำผักอินทรีย์ต้องขยัน อย่าขี้เกียจ ถ้าเราฉีดสารสมุนไพรวันนี้ ตรวจดูวันรุ่งขึ้น ยังพบว่ามีแมลงศัตรูผักอยู่อีกก็ต้องฉีดซ้ำ ซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าแมลงศัตรูผักจะหนีไป ตะไคร้หอมจะทิ้งไม่ได้เลยควรปลูกไว้รอบๆ แปลง พบแมลงมาลงผักก็เดินเอาไม้ตีกอตะไคร้หอมให้กลิ่นน้ำมันหอมระเหยออกมา จะช่วยไล่แมลงได้อีกทางหนึ่ง”

นอกจากนี้ ตัวห้ำ ตัวเบียน แมงง่าม ยังช่วยกำจัดแมลงศัตรูผักได้ กบ เขียด คางคก ก็ช่วยกำจัดแมลงได้ดี เราต้องรักมันอย่าไปรังเกียจมัน วิธีการนี้จะต่างจากการใช้สารเคมี

“แรกๆ ใจไม่ค่อยดี เพราะเราเคยทำผักเคมีมาก่อน พอผักโตขึ้นมาได้ประมาณ 1 ฟุต ถ้าใช้สารเคมีก็แป๊บเดียวแมลงหายผักยังสวยเหมือนเดิม แต่พอมาทำแนวอินทรีย์ ผักโต 1 ฟุต แมลงมากินใบผักเป็นรูๆ มันทำให้เราใจไม่ค่อยดี ไปติดต่อให้บริษัทเข้ามาดู เขาก็แนะนำให้ใช้สารสมุนไพร และเชื้อชีวภัณฑ์ต่างๆ”

คุณวราภรณ์ บอกด้วยว่า ตอนแรกยังไม่รู้จุด แต่พอทำไปและได้รับคำแนะนำจากบริษัท ทดลองทำเองดูบ้าง ก็ทำให้เราสามารถแก้ปัญหาเองได้ ในช่วงแรกทำผักได้ครึ่งทิ้งครึ่ง แต่ยังพอมีกำไร ซึ่งการปลูกผักอินทรีย์หากเสียครึ่งหนึ่งยังได้กำไรแม้ไม่มากนัก แต่สามารถเรียกราคาได้เอง หากทำเคมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับซื้อให้ราคาเท่าไรก็เท่านั้น ทำผักอินทรีย์ต้องทำสัญญากับผู้รับซื้อ

“ผักที่ไร่ วิธีเก็บและส่งให้ลูกค้าอาจจะไม่เหมือนที่อื่น ซึ่งที่อื่นเขาอาจต้องพิถีพิถันสักหน่อย แต่กับของที่นี่ทำผักส่งประเทศสิงคโปร์ บางคนส่งออกไปเป็นผัก GAP เน้นความสะอาด แต่ถ้าเป็นผักอินทรีย์มีดินติดไปบ้าง เป็นการยืนยันว่าผักเราปลูกแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีจริงๆ ไม่มีการปรุงแต่งสารอะไรเพิ่มเติม เพราะเขาจะตรวจวิเคราะห์ดินที่ติดอยู่กับผัก”

คุณวราภรณ์ บอกด้วยว่า หลังจาก 3 ปี ถ้าเราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลายได้ มีความตั้งใจทำผักอินทรีย์จริงๆ เราก็จะประสบความสำเร็จ หลักสำคัญคือ ขอให้เราเรียนรู้อย่างจริงจังในเรื่องของแมลงศัตรูผัก ต้องเรียนรู้วงจรพืชที่ปลูก วงจรชีวิตแมลงศัตรูผัก ต้องรู้ว่าทำอย่างไรถึงจะกำจัดมันได้ รุ่นปู่ย่าของเราท่านก็ปลูกผักแบบไม่ใช้สารเคมี เขายังปลูกกันได้ แถมได้ผักสวยอีกด้วย เราจึงต้องหันกลับไปยังจุดนั้นให้ได้

ยิ่งปัจจุบันมีเชื้อชีวภัณฑ์คุณภาพดีเทียบเท่าเคมีตามที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ เราต้องขวนขวายเรียนรู้ให้ได้ แล้วนำกลับมาพิจารณาในพื้นที่ของเราว่าจะใช้อย่างไหนถึงจะดี

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2561 นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน วันยางพาราบึงกาฬ 2562 ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ภายในงานมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเกษตรกรสนใจเข้าร่วมงานในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

ก่อนพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คุณพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ นายนิพนธ์ คนขยัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ ร่วมให้เกียรติเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาการซื้อขายยาง ไทย-จีน จำนวน 2 ฉบับ

พิธีลงนามฉบับแรก เป็นสัญญาการซื้อขายล้อรถยนต์ ระหว่าง มิตเตอร์ จู เชา ผู้อำนวยการ บริษัท หวาอี้ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด กับ นายกายสิทธิ์ ศรีสุข บริษัท ไทยคชสาร โลจิสติกส์ เซอร์วิส จำกัด จังหวัดชลบุรี สัญญาดังกล่าวมีผล 1 ปี นับจากวันที่ลงนาม โดย บริษัท หวาอี้ กรุ๊ป ทำหน้าที่จัดหาล้อยางเรเดียลเส้นใยเหล็กยี่ห้อ “Double Coin” สำหรับรถบรรทุกให้กับ บริษัท ไทยคชสาร โลจิสติกส์ เซอร์วิส จำกัด ไม่ต่ำกว่าปีละ 5,000 เส้น

ส่วนพิธีลงนามฉบับที่สอง เป็นการสัญญาซื้อขายล้อรถยนต์ ระหว่าง บริษัท หวาอี้ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด กับ นายนพดล อำอุ่น ผู้บริหาร บริษัท โชคอลังการ รีไซเคิ้ล จำกัด จังหวัดขอนแก่น โดย หวาอี้ ทำหน้าที่จัดหาล้อยางเรเดียลเส้นใยเหล็ก ยี่ห้อ “Double Coin” ให้ตรงกับความต้องการของ บริษัท โชคอลังการ รีไซเคิ้ล จำกัด ไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 เส้น ภายหลังการเซ็นสัญญา บริษัทเอกชนไทยแต่ละรายได้สั่งซื้อสินค้ายางล้อจากจีน ล็อตแรก จำนวน 200 เส้น

“งานวันยางพาราบึงกาฬ” เชื่อมสัมพันธ์การค้ายางไทย-จีน

นับตั้งแต่ คุณพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ริ่เริ่มการจัดงานวันยางพาราบึงกาฬมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 กลุ่มผู้ประกอบการค้ายางพาราของสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็ได้สนับสนุนการจัดงานวันยางพาราบึงกาฬต่อเนื่องทุกปี โดยจัดแสดงนิทรรศการค้ายางในลักษณะ “ไชน่า พาวิลเลี่ยน” สำหรับปีนี้ ไชน่าพาวิลเลียนได้นำเสนอนิทรรศการประวัติศาสตร์การค้าของจีนในอดีต ที่มี “ผ้าไหม” เป็นสินค้าหลัก การค้าบนเส้นทางสายไหม มีอิทธิพลต่อการพัฒนาอารยธรรมจีน อนุทวีปอินเดีย เปอร์เซีย คาบสมุทรอาหรับและยุโรป ขณะเดียวกันเกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ศาสนา ปรัชญาจากตะวันออกสู่อารยธรรมตะวันตก

ปัจจุบัน เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว จากนโยบาย One Belt One Road ซึ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นหนึ่งในแนวเขตการค้า One Belt One Road ที่จีนสนใจเข้ามาพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าแบบหุ้นส่วน แม้จะไม่มีเส้นทางผ่านถึงไทยโดยตรง แต่ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของอาเซียน ที่เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้จีนสนใจเข้ามาพัฒนาสัมพันธ์การค้ากับไทย โดยเฉพาะสินค้า “ยางพารา” เพราะจีนเป็นผู้ซื้อยางพารารายใหญ่ที่สุดของโลก

ภายในไชน่า พาวิลเลี่ยน ได้ตอกย้ำความร่วมมือด้านการค้ายางพารา ไทย-จีน โดยระบุว่า ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนรายใหญ่ของจีนจำนวนมากสนใจเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมยางพาราในไทย ได้แก่ “กลุ่มบริษัท ไซ่หลุน” ได้ร่วมทุนกับ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) จัดตั้ง บริษัท ไทยฮั้วระยองยางพารา จำกัด เมื่อช่วงปลายปี 2553 โดยฝ่ายจีน ถือหุ้น 51% และฝ่ายไทย 49% ปัจจุบันดำเนินธุรกิจรับซื้อยางแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเอสทีอาร์ 20 และยางผสม กำลังการผลิตปีละ 55,000 ตัน