หม่อนกินผลอินทรีย์ สกลนคร หม่อนดี มีคุณภาพ ตามมาตรฐาน

มูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทยเดิมที หม่อนไหม เป็นเรื่องของการนำเอาเส้นใยมาทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม อาชีพนี้ยอดฮิตอยู่บนแดนดินถิ่นที่ราบสูง มีหลายครอบครัวปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีโอกาสหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านการศึกษา ภาคอื่นก็พบเห็นเช่นกัน

ระยะหลังๆ เริ่มปลูกหม่อนกินผล รวมทั้งการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งพบว่า มีผู้ประสบความสำเร็จในเรื่องของการผลิตและแปรรูปจำหน่ายหม่อนกินผล ต่างจากหม่อนไหมเส้นใย ตรงที่นำผลมาบริโภค ดังนั้น การผลิตต้องคำนึงถึงสุขอนามัย ด้วยเหตุนี้ จึงมีการผลิตหม่อนกินผลอินทรีย์ขึ้น

ที่จังหวัดสกลนคร ถือเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตหม่อนกินผลอินทรีย์ หน่วยงานของรัฐได้เข้าไปส่งเสริมหม่อนกินผลอินทรีย์ โดยการรับรองแบบมีส่วนร่วมคุณเพชรี บุญทวี นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 2 จังหวัดอุดรธานี ที่ร่วมรับผิดชอบพื้นที่จังหวัดสกลนคร บอกว่า หากมีการผลิตหม่อนกินผลอินทรีย์ โดยมีองค์กรรับรอง จะทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่น เกษตรกรผู้ผลิตก็จะสามารถลดต้นทุนการผลิต มีความปลอดภัย จำหน่ายได้ในราคาที่เป็นธรรม

การรับรองแบบมีส่วนร่วม

การส่งเสริมผลิตหม่อนอินทรีย์นั้น รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ในสินค้าทุกชนิดของประเทศ และให้นโยบายในการดำเนินการอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง เนื่องจากเกษตรอินทรีย์เป็นอีกทางเลือกที่จะพัฒนาเกษตรกรรมให้มีความยั่งยืน มีความมั่นคงทางอาหารและปลอดภัยต่อสุขภาพ ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุน ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งแผนพัฒนาการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) และยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2559-2564 ที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร สร้างองค์ความรู้ที่จำเป็น ต่อการผลิตสินค้าที่ปลอดภัย และได้มาตรฐาน ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

ระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (Particpatory Guarantee Sytems : PGS) เป็นระบบโดยชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ นักพัฒนา นักวิชาการ และผู้บริโภค โดยอาศัยกระบวนการทางสังคมการมีส่วนร่วม พบปะแลกเปลี่ยนความรู้ ความซื่อสัตย์ ไว้วางใจโปร่งใส เชื่อมั่น และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนทั้งต่อรายได้ของเกษตรกร ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภค นำไปสู่สังคมที่เข้มแข็งในที่สุด

กรมหม่อนไหม ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลเกษตรกรผู้ปลูกหม่อน และเลี้ยงไหมจึงส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนผลสด ให้สามารถผลิตหม่อนผลสดที่ได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ให้มีรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

กรมหม่อนไหม จึงมีโครงการส่งเสริมการผลิตหม่อนอินทรีย์ขึ้น โดยบูรณาการขับเคลื่อนการทำงานระหว่าง กรมหม่อนไหม ดร. ศุภวรรณ เฆี่ยนเมธี นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ คุณพิมรำไพ ว่องไว นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ

สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 2 จังหวัดอุดรธานี ว่าที่ร้อยโท เรืองศักดิ์ บุญโนแต้ ผู้อำนวยการสำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 2 จังหวัดอุดรธานี คุณเพชรี บุญทวี นักวิชาการเกษตรชำนาญการ

ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สกลนคร คุณประชาชาติ นพเสนีย์ ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สกลนคร คุณกษวรรณ ผาพรม นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ และองค์กรอื่นๆ คือ มูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย (มกอท.) กลุ่มหม่อนอินทรีย์สกลนคร

ขยายการตลาดให้กว้างขึ้น

ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม เป็นระบบการรับรองคุณภาพโดยชุมชน การมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็ง และต่อเนื่องของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของชุมชน ภายใต้หลักการพื้นฐาน ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การเป็นเครือข่ายทางสังคม และการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ การมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็ง (ตามคำจำกัดความของ IFOAM)

มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกษตรกรรับรู้เรื่องระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์ มาตรฐานอินทรีย์ และระบบหม่อนอินทรีย์ สามารถนำความรู้ด้านการผลิตหม่อนไหมอินทรีย์ไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ กรมหม่อนไหม จึงได้ขับเคลื่อนโครงการผลิตหม่อนอินทรีย์โดยการมีส่วนร่วม และได้ดำเนินการในเขตพื้นที่อำเภอภูพาน อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร มีสมาชิกจำนวน 35 คน พื้นที่ปลูก จำนวน 69 ไร่

โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้

จัดตั้งกลุ่ม ชื่อกลุ่ม “ผลิตหม่อนอินทรีย์สกลนคร”
2. การตั้งหลักเกณฑ์กลุ่ม
3. การตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในดิน
4. อบรมให้ความรู้
5. การตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน (Peer Reviews)
6. บันทึกข้อมูลเกษตรกรในระบบของมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย เพื่อเข้าสู่กระบวนการออกใบรับรองกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม
ผลการดำเนินงาน ตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในดิน จำนวน 35 คน ไม่พบสารพิษตกค้างในดิน 35 ราย 100 เปอร์เซ็นต์ ตรวจประเมินฟาร์มร่วมกันของเกษตรกรระบบการมีส่วนร่วม จำนวน 35 คน จำนวน 3 ครั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ผลการตรวจประเมิน ผ่านการตรวจรับรอง 15 คน 42.85 เปอร์เซ็นต์ พื้นที่ 37 ไร่ 42.85 เปอร์เซ็นต์ ไม่ผ่านการตรวจรับรอง 16 คน 29 ไร่ 45.71 เปอร์เซ็นต์ (อยู่ในระยะปรับเปลี่ยน ให้แก้ไขตามที่ผู้ตรวจแนะนำในระยะเวลาที่กำหนด) และจำนวน 3 ราย ตรวจประเมินฟาร์มแล้ว แต่ประสบภัยธรรมชาติ น้ำท่วม 1.4 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตเฉลี่ยของสมาชิกได้ประมาณ 800 กิโลกรัม/ไร่/ปี (ผลผลิตขึ้นกับอายุหม่อน/การดูแลรักษาของแต่ละแปลง)

การดำเนินงาน ทำให้ผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐานเข้าสู่ตลาดได้ทั้งในท้องถิ่นและระดับประเทศ ไม่มีปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ก่อให้เกิดพิษภัยในผู้บริโภค เพิ่มมูลค่าผลผลิต และสามารถต่อรองราคาได้ สิ่งแวดล้อมไม่มีมลพิษ

ปัจจุบัน กลุ่มหม่อนอินทรีย์ อยู่ในช่วงที่กำลังจะดำเนินการรวบรวมข้อมูลและบันทึกข้อมูลเข้าระบบมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทยเพื่อที่จะออกใบรับรอง และมีการตรวจประเมินแปลงแบบมีส่วนร่วม โดยใช้ระยะเวลา 18 เดือน ในการออกใบรับรอง (ได้มีการตรวจประเมินแปลง เมื่อ วันที่ 9-10 สิงหาคม 2561) ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย ในขณะเดียวกันกลุ่มเกษตรอินทรีย์สกลนคร ก็ได้ผลิตหม่อนผลโดยไม่ใช้สารเคมีมานานแล้ว แต่ยังรอกระบวนการออกใบรับรองเกษตรอินทรีย์เท่านั้น ซึ่งสมาชิกกลุ่มมีผลผลิตส่ง

บริษัท ดอยคำ สกลนคร และสมาชิกในกลุ่มฯ จำนวน 2 ราย คือ บ้านสวนภูสกล คุณสุจินต์ สวนไผ่ (บ้านสร้างค้อ ตำบลสร้างค้อ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร) รวบรวมผลผลิตมาแปรรูปน้ำหม่อน 100 เปอร์เซ็นต์ แยมหม่อน หม่อนอบแห้ง ซึ่งเป็นโรงงานขนาดย่อม (SME) ผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองมาตรฐานและคุณภาพจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และมาตรฐานฮาลาล Halal Food (อาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งขออนุมัติตามบัญญัติศาสนาอิสลามให้ชาวมุสลิมบริโภคหรือใช้ประโยชน์ได้) และ คุณประรส ศรีวิทยา บ้านสร้างค้อ ตำบลโนนหัวช้าง อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร แปรรูปน้ำหม่อน 100 เปอร์เซ็นต์ แยมหม่อน หม่อนผสมเสาวรส ซึ่งผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองมาตรฐานและคุณภาพจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

คุณเพชรี พูดถึงหม่อนกินผลอินทรีย์ว่า การปรับเปลี่ยนจากการผลิตทั่วไปมาเป็นหม่อนกินผลอินทรีย์ ใช้เวลา 18 เดือน โดยทั่วไปเกษตรกรผู้ปลูกหม่อน ได้รับการดูแลจากกรมหม่อนไหม ซึ่งเกษตรกรได้ จีเอพี อยู่แล้ว ชาวบ้านเข้าใจ

“อยากให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาดีขึ้น ที่อื่นขายได้แพง ของเราแถบนี้มีมาก ราคาจึงไม่แพง…ระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม เรามีมาตรฐาน กระบวนการต่างๆ มีการร่วมมือกัน แต่รับรองโดยมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย” คุณเพชรี บอก

คุณใจสุจินต์ สวนไผ่ หรือ คุณชมพู่ เจ้าของบ้านสวนภูสกล อยู่อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร บอกว่า ตนเองแปรรูปผลหม่อนมานาน 6 ปีแล้ว สินค้าที่จำหน่ายมีหม่อนผลสด หม่อนอบแห้ง น้ำหม่อน แยมหม่อน พันธุ์หม่อนที่ปลูกกันคือ เชียงใหม่ 60 จุดเด่นผลิตภัณฑ์ของภูสกลคือ ผลิตจากหม่อนอินทรีย์ มีความเข้มข้น สะอาด

“ผลิตภัณฑ์มี…หนึ่ง น้ำหม่อน 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีน้ำตาล คั้นเอา 1 ต่อ 1…หม่อน 1 กิโลกรัม ได้น้ำ 1 ลิตร ขนาด 100 มิลลิกรัม ขาย 45 บาท เหมาะกับผู้สูงอายุ ดื่มแล้วหลับสบาย…สอง แยม เก็บผลผลิตที่สุกสีแดงและสีดำ สีแดงได้ความเปรี้ยวไม่ต้องใช้สาร สีดำได้ความหวาน ไม่ต้องใส่น้ำตาลมาก ไม่มีสารกันบูด เก็บได้ 1 ปี ขนาด 200 มิลลิกรัม จำหน่าย 65 บาท…หลังๆ มีแยมเสาวรส หมากเม่า ลำไย ทำตามฤดูกาล ช่องทางการจำหน่ายออกบู๊ธตามงานต่างๆ ไม่มีตัวแทน” คุณชมพู่ บอก

สอบถามเพิ่มเติมเรื่องหม่อนกินผลสดอินทรีย์ได้ที่ คุณเพชรี บุญทวี สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 2 จังหวัดอุดรธานี โทร. (081) 729-9151

ต้องการซื้อผลิตภัณฑ์จากหม่อนอินทรีย์ สอบถามได้ที่ คุณใจสุจินต์ สวนไผ่ หรือ คุณชมพู่ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร โทร. (087) 214-9370 หรือ FB:บ้านสวนภูสกล

คุณปราณี เพชรสวัสดิ์ แห่งปราณีฟาร์มเห็ดเยื่อไผ่ เลขที่ 119 หมู่ที่ 14 ตำบลฝายกวาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ (095) 462-8982 เล่าให้ฟังว่า ทำฟาร์มเห็ดเยื่อไผ่มาหลายปีแล้ว โดยได้ไปศึกษาหาความรู้จาก ดร.อานนท์ ปรมาจารย์ด้านเห็ด การเพาะเห็ดเยื่อไผ่ขั้นแรกต้องทำเชื้อก่อน

สูตรที่ใช้ในการเขี่ยเชื้อ เป็นสูตร RDA คือ ใช้มันฝรั่ง 200 กรัม น้ำสะอาด 1 ลิตร กลูโคส 20 กรัม ผสมกันแล้วต้มให้มันฝรั่งเปื่อย แล้วใส่ขวดแก้วทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำหมวกเห็ดมาเขี่ยสปอร์เชื้อเห็ดใส่ นำมาวางไว้ในที่ร่ม ประมาณ 30 วัน อุณหภูมิที่ดีคือ ประมาณ 22-25 องศาเซลเซียส ถ้าอากาศหนาวเกินกว่านี้เชื้อจะเดินค่อนข้างช้ากว่าปกติ เมื่อเชื้อเดินดีแล้ว จึงนำมาเขี่ยใส่ขวดเพาะเชื้อ โดยใช้สูตร ข้าวฟ่างนึ่ง จนสุกดีแล้วนำมาผึ่งให้คลายร้อน แล้วบรรจุขวดเพียงครึ่งขวด รอให้เชื้อเดินจนเต็มที่

ใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 94 เปอร์เซ็นต์ รำละเอียด 5 เปอร์เซ็นต์ ปูนขาว 0.8 เปอร์เซ็นต์ ดีเกลือ 0.2 เปอร์เซ็นต์ ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำมาบรรจุถุง ขนาดของถุงที่บรรจุเชื้อเห็ดปกติแต่ใส่ในปริมาณแค่ 60 เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ 500-600 กรัม ซึ่งถ้าใส่วัสดุจนเต็ม เชื้อเห็ดจะเดินช้ากว่าปกติ และมีโอกาสเป็นเชื้อราดำได้มาก เมื่อบรรจุถุงเสร็จแล้ว นำมาเก็บในอุณหภูมิประมาณ 28-32 องศาเซลเซียส เมื่อเชื้อเห็ดเดินเต็มก้อนสามารถเก็บไว้ได้นานหลายเดือน เพราะก้อนเห็ดที่เชื้อเดินเต็มแล้วจะไม่มีรารบกวน

วัสดุที่เตรียมเพาะเห็ดคือ มะพร้าวสับแช่น้ำให้ชุ่ม อย่างน้อย 24 ชั่วโมง โรยชั้นล่างสุดของตะกร้า ขนาด 40 คูณ 50 เซนติเมตร โรยสูงประมาณ 1 นิ้ว ส่วนชั้นที่สองให้โรยด้วยไม้ไผ่สับชิ้นเล็กๆ หรือเป็นขี้เลื้อยไม้เก่าก็ได้ แต่ก่อนนำมาใช้ต้องแช่ด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์หรือน้ำหมักจาวปลวก 7 วัน นำมาโรยเป็นชั้นที่สอง หนาประมาณ 1 นิ้ว ส่วนชั้นสุดท้ายเป็นหน้าดินหมัก โรยหนาประมาณ 2 นิ้ว หน้าดินหมักที่ว่านี้จะต้องมีส่วนผสมตามสูตรคือ หน้าดินทั่วไป จำนวน 50 เปอร์เซ็นต์ ที่ผ่านการตากแดดจัด อย่างน้อย 5 วัน เพื่อกำจัดไข่แมลงหรือสัตว์ที่กัดกินเห็ดให้ตายให้หมด ขุยมะพร้าว 30 เปอร์เซ็นต์ ขี้วัว 20 เปอร์เซ็นต์ หมักน้ำจุลินทรีย์หรือใส่จุลินทรีย์ พด.1 ของกรมพัฒนาที่ดิน หมั่นกลับกองทุกวันจนไม่มีความร้อนจึงนำมาใช้ได้

เมื่อโรยวัสดุในการเพาะเห็ดครบหมดแล้วก็รดน้ำให้ชุ่ม เอาเชื้อเห็ดตัดเป็นท่อนๆ ตามขวาง วางบนตะกร้า ตะกร้าละ 6 แว่น นำผ้าพลาสติกคลุม หรือถ้าเป็นตะกร้าก็ให้สวมด้วยถุงขยะดำ วางไว้ในที่ร่ม หรือใต้ซาแรน 80 เปอร์เซ็นต์ และควรอยู่ในหลังคา ในระหว่างนี้ไม่ต้องรดน้ำ เพราะความชื้นที่รดไว้มีเพียงพอ ใช้เวลาประมาณ 20-25 วัน แล้วแต่สภาพอากาศ เส้นใยของเห็ดจะเริ่มเดินกระจายไปทั่วตะกร้า ก็จะเอาถุงดำหรือพลาสติกที่คลุมออก วางไว้ในที่ร่ม ในตอนนี้จะต้องรดน้ำเช้า-เย็น ด้วยหัวพ่นฝอยจะดีกว่ารดด้วยมือหรือสปริงเกลอร์ ในช่วงนี้อาจมีการโรยแกลบดิบหรือฟางข้าวเพื่อรักษาความชื้นบนหน้าดิน ในหน้าฝนให้โรยแค่บางๆ ส่วนหน้าร้อนจะต้องใส่มากหน่อย

ในอุณหภูมิปกติจะใช้เวลาประมาณ 30-35 วัน หลังจากนี้ จะเกิดเป็นตุ่มเห็ดขนาดเท่าไข่จิ้งจก ใช้เวลาต่อจากนี้ไปอีก 15 วัน ก็จะโตเท่าไข่ไก่ เนื้อข้างในจะเป็นชั้นๆ เหมือนเห็ดตูมทั่วไป เห็ดที่มีขนาดเท่าไข่ไก่นี้สามารถนำไปทำเป็นอาหารได้หลายอย่างเหมือนกับเห็ดฟาง สามารถเก็บในตู้เย็นได้ไม่กี่วัน แต่เห็ดเยื่อไผ่ในขั้นตอนนี้ไม่มีการจำหน่ายโดยทั่วไป เนื่องจากยากแก่การขนส่ง แต่สรรพคุณในช่วงนี้เยอะมาก เป็นที่น่าเสียดายที่ปกติจะไม่มีโอกาสลิ้มรส

ขั้นตอนในการทำเห็ดเยื่อไผ่ไม่ได้จบแค่นี้ เพราะจะต้องรออีกประมาณ 7-12 วัน เห็ดจะเจริญเติบโตไปเรื่อย จนหัวเห็ดจะดันหมวกเห็ดออกมาและจะโผล่ลำต้นที่เป็นร่างแหออกมา จึงจะเด็ดออกมาจากตะกร้า ในช่วงเวลานี้ที่เป็นเห็ดสดก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิดเช่นกัน เมื่อเก็บเห็ดออกมาแล้วก็จะนำไปตากแดดธรรมดา 1 แดด เพื่อลดความชื้นลง ก่อนนำไปใส่ตู้อบอีกครั้ง เพื่อให้เห็ดแห้ง ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นาน ในขั้นตอนการอบนี้ทางฟาร์มเห็ดจะไม่ได้ใช้กำมะถันรมเพื่อให้มีสีขาวเหมือนของจากต่างประเทศ ซึ่งการรมกำมะถันจะเป็นอันตรายต่อการบริโภค ยกเว้นจะต้องล้างให้สะอาดด้วยน้ำหลายๆ ครั้ง เห็ดของฟาร์มจึงมีสีคล้ำกว่าเห็ดจากต่างประเทศเพราะสาเหตุนี้ ซึ่งคุณปราณีบอกว่า ถึงเห็ดจะเป็นสีคล้ำก็จริงเมื่อล้างและแช่น้ำแล้วก็จะขาวเหมือนปกติ

การเก็บวุ้นเห็ด

การเก็บเอาวุ้นของเห็ด ก็จะต้องเก็บจากเห็ดก่อนที่เห็ดจะดันขึ้นมาจนเปลือกนอกแตก เพราะวุ้นจะเกิดระหว่างเปลือกชั้นแรกกับตัวดอก ซึ่งจะมีน้ำหนัก 1 ใน 3 ของน้ำหนักดอกสด ในธรรมชาติวุ้นจะทำหน้าที่เก็บความชื้นและป้องกันไม่ให้แมลงมากินดอก การเก็บจะเอามือค่อยๆ แกะเปลือกออก แล้วเอาช้อนขูดจนถึงเนื้อสีเหลือง แล้วนำไปแช่ช่องแช่แข็งรวบรวมไว้ วุ้นนี้แหละจะนำไปทำผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีราคาค่อนข้างแพง แต่มีสรรพคุณมากมาย ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ทำจากวุ้นของเยื่อไผ่ เช่น เซรั่มเห็ดเยื่อไผ่ มีสรรพคุณป้องกันสิวฝ้า ผิวหน้าใสกระชับ สบู่ น้ำแร่เห็ดเยื่อไผ่ เจลทำความสะอาดเครื่องสำอาง

คุณสมบัติของเห็ดเยื่อไผ่มีมากมายเหมาะสมกับราคา ปัจจุบันนี้มีเห็ดแห้งที่เราสามารถนำมาทำเองได้หรือไม่ก็สั่งเป็นเมนูตามร้านอาหารทั่วไปด้วยสนนราคาไม่แพงแล้ว ถ้ายังไม่เคยชิมก็ลองดูได้ครับ

คุณขจร เชื้อขำ บ้านเลขที่ 51/3 หมู่ที่ 5 ตำบลห้วยคันแหลน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงปลาช่อนในชนิดที่ว่าตัวยงเลยก็ว่าได้ มีทั้งการเพาะพันธุ์ลูกปลาช่อน การเลี้ยงปลาช่อนส่งเนื้อขาย และที่สำคัญมีการแปรรูปสินค้าจากเนื้อปลาช่อนอีกด้วย

คุณขจร เล่าให้ฟังว่า สมัยเริ่มแรกของช่วงอายุวัยทำงาน ตนได้เลือกอาชีพเกษตรกรรม คือการเลี้ยงปลา เมื่อคิดว่าเหมาะสมกับทางสายงานด้านนี้แล้ว จึงจับเป็นอาชีพหลักเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ซึ่งปลาที่เขาเลี้ยงในช่วงแรกเป็นปลาทับทิม ต่อมาเขาได้ไปศึกษาวิธีการเพาะพันธุ์ปลาช่อนจากสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงได้สนใจอยากเลี้ยงปลาช่อนแบบจริงจังในเวลาต่อมา

“ช่วงที่เราเลี้ยงปลาทับทิมอยู่ คนในย่านนี้เขาก็เลี้ยงปลาช่อนกันอยู่ เน้นไปหาช้อนลูกปลาจากธรรมชาติ มาเลี้ยงใส่บ่อกันส่วนมาก ซึ่งช่วงนั้นที่ฟาร์มเราก็ทำแต่ยังไม่มาก ต่อมาพอได้ไปเข้าร่วมอบรมหาความรู้ เรื่องการเพาะพันธุ์ปลาช่อนที่สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงฯ ก็เกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะทำปลาชนิดนี้ขึ้นมาอย่างจริงจัง เพราะเรามองดูแล้วมันไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ยาก เพราะเรื่องสายพันธุ์ที่เราจะเลี้ยงก็เบาใจได้ เพราะได้จากที่นั้นเลย จะไม่หาลูกพันธุ์ทั่วไปจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เพราะมันไม่เชื่อง มีความดุอยู่ตามสัญชาตญาณ” คุณขจร เล่าถึงที่มา

สายพันธุ์ปลาช่อนที่ดีที่เหมาะสมกับการเลี้ยงเป็นการค้านั้น คุณขจร บอกว่า ควรเป็นสายพันธุ์ที่เชื่อง โดยสังเกตได้จากปลาไม่กลัวคนเวลาที่นำอาหารมาให้ จะทำให้ปลากินอาหารได้ดี การเจริญเติบโตก็จะดีตามไปด้วย

นำพ่อแม่พันธุ์ปลาช่อนที่ดีมีความสมบูรณ์มาคัด เมื่อได้พ่อแม่พันธุ์ที่เหมาะสมแล้ว จึงนำมาฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ จากนั้นนำพ่อแม่พันธุ์ใส่ลงในถังดำที่เตรียมไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 36 ชั่วโมง แม่พันธุ์ปลาช่อนจะเริ่มวางไข่เพื่อฟักเป็นตัว

“พอครบเวลาที่กำหนด เราก็จะช้อนไข่ปลาช่อนทั้งหมด เอามาแยกใส่บ่อเพาะฟัก ขนาด 3×6 เมตร ใส่น้ำให้มีความลึกประมาณ 30 เซนติเมตร พร้อมทั้งมีการเติมอากาศทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง ลูกปลาช่อนก็จะเริ่มออกจากไข่ เราก็เตรียมให้กินลูกไรเพื่อเป็นการฝึกให้กินอาหารเป็น พอลูกปลาเข้าสู่อายุ 7 วัน ก็จะให้ไข่แดงสลับกับปลาป่นพร้อมกับผสมจุลินทรีย์ เสร็จแล้วก็เอาไปอนุบาลในบ่อดินต่อ รวมทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนเป็นปลาไซซ์นิ้ว ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน” คุณขจร บอกถึงวิธีการอนุบาลลูกปลาช่อน

จากนั้นนำลูกปลาช่อนที่เป็นไซซ์นิ้วมาเลี้ยงต่อในบ่อดิน ขนาด 1 ไร่ ที่เตรียมไว้ โดยปล่อยลูกปลาลงบ่อ 25,000 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 4-5 เดือน ลูกปลาช่อนทั้งหมดจะเติบโต มีขนาดไซซ์ใหญ่ประมาณ 500-600 กรัม ต่อตัว

ในระยะแรกที่ปล่อยเลี้ยงจะให้กินอาหารเม็ดที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีน 40 ให้กินวันละ 3 มื้อ คือ เช้า กลาง และเย็น ซึ่งก่อนที่จะครบกำหนดจับปลาช่อนขาย 1 เดือน จะเปลี่ยนให้อาหารที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนอยู่ที่ 30

“เรื่องการให้อาหาร ถ้าสภาพอากาศมีความแปรปรวน อย่างช่วงฤดูหนาว ระบบย่อยปลาจะไม่ค่อยดี ก็จะเปลี่ยนมาให้กิน วันละ 2 มื้อ ซึ่งการเลี้ยงของที่ฟาร์ม จะเป็นแบบตามมาตรฐาน GAP (จีเอพี) เรื่องความสะอาดถูกหลักอนามัยเราจะเน้นเสมอ เพราะฉะนั้นเรื่องโรคจึงไม่มีให้เห็นมากนัก” คุณขจร บอก

ในเรื่องของการทำตลาด คุณขจร เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เริ่มเลี้ยงปลาช่อนมา เรื่องตลาดยังไม่มีอุปสรรคสำหรับเขามากนัก เพราะเขาเองก็พอมีฐานลูกค้าเดิมอยู่บ้าง บวกกับเมื่อพ่อค้าแม่ค้ารายอื่นๆ ที่ทราบว่าฟาร์มของเขามีการเลี้ยงปลาช่อนก็จะมาติดต่อขอซื้อยกบ่อกันเลยทีเดียว

ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ต้องการปลาช่อนที่มีขนาดไซซ์ตั้งแต่ 500 กรัม ขึ้นไป โดยให้ราคาอยู่ที่ กิโลกรัมละ 70 บาท นอกจากนี้ ลูกปลาไซซ์นิ้วก็เป็นที่ต้องการของตลาดไม่แพ้กัน คุณขจรก็ผลิตขายอยู่ที่ตัวละ 3 บาท ให้กับเกษตรกรทั่วไปที่ต้องการนำไปเลี้ยง

“เรียกว่าปลาที่นี่ไม่ว่าไซซ์ไหน ก็ต้องขายได้หมด ซึ่งการเลี้ยงบางทีมันเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ตัวเท่าๆ กัน มันจะมีตัวที่แตกไซซ์บ้าง น้ำหนักที่ต่ำกว่า 400 กรัม เราก็เลยมาคิดสร้างมูลค่า คือการนำมาแปรรูปเป็นปลาช่อนแดดเดียว หรือปลาช่อนป๊อบที่เหมือนกับไก่ป๊อบ แต่จุดเด่นคือ ใช้เนื้อปลาช่อนล้วนๆ มาทำ เป็นเมนูที่กำลังเป็นที่นิยม เรียกว่าเราคนเลี้ยงต้องหาช่องทางการขายให้ได้มากที่สุด ตรงนั้นแหละจะเป็นผลต่อยอดกำไรให้เรา” คุณขจร เล่าถึงเทคนิคการทำตลาด

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงปลาช่อนเป็นอาชีพ คุณขจร ให้คำแนะนำว่า ควรที่จะมองเรื่องทิศทางของตลาดเสียก่อนโดยเฉพาะเรื่องการแปรรูป เมื่อมั่นใจในเรื่องตลาดแล้ว ก็สามารถเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพได้เลย ซึ่งลูกพันธุ์ก็สามารถติดต่อหาจากฟาร์มที่เชื่อถือได้ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยง คุณขจรพร้อมให้คำแนะนำ สามารถมาศึกษาดูงานได้ที่ฟาร์ม

ส่วนในเรื่องของการที่จะเลี้ยงปลาช่อนให้ประสบผลสำเร็จนั้น คุณขจร ได้เน้นย้ำในเรื่องสายพันธุ์ว่าสำคัญมาก เป็นอันดับ 1 ถ้าได้สายพันธุ์ที่กินอาหารเก่ง การเจริญเติบโตของปลาช่อนก็ดีตามไปด้วย

“เรื่องการจัดการเป็นสิ่งที่สำคัญ น้ำที่เราใช้เลี้ยงต้องให้สะอาด ทุกขั้นตอนต้องเป็นไปตามมาตรฐาน จีเอพี (GAP) ซึ่งเกษตรกรหลายๆ คน ไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ซึ่งถ้าหากทำได้รับรองว่าปลาที่เลี้ยงจะมีตลาดที่กว้างขึ้น สามารถส่งขายได้หลากหลายช่องทาง ซึ่งเรื่องของการส่งออกต่างประเทศก็ไม่เป็นอะไรที่ยุ่งยาก อนาคตดีแน่นอน ซึ่งข้อมูลสามารถสอบถามได้ที่สำนักงานประมงใกล้บ้านได้เลย” คุณขจร แนะนำ

โรคใบด่างมันสำปะหลังจ่อระบาดไทย หวั่นทำลายเศรษฐกิจของประเทศ กรมวิชาการเกษตรงัดมาตรการฉุกเฉินสั่งทำลายแปลงต้องสงสัยอาการคล้ายใบด่าง ขุดรากถอนโคนฝังกลบ 68 ไร่ ใน 2 จังหวัด พร้อมระดมเจ้าหน้าที่สำรวจพื้นที่เสี่ยงโรคระบาด 6 จังหวัดชายแดนไทย กัมพูชา กำชับด่านเข้มงวดตรวจนำเข้าหัวมันสดและมันเส้นเข้มข้น

ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้รับการแจ้งเตือนจากสถาบันระหว่างประเทศว่าด้วยสินค้าเกษตรเขตร้อน (CIAT) เกี่ยวกับพบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในจังหวัดรัตนะคีรี ในขณะที่สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แจ้งว่าพบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังกระจายเป็นบริเวณกว้างในแปลงปลูกมันสำปะหลังในเขตพื้นที่อำเภอตะเบียงปราสาท จังหวัดอุดรมีชัย ราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งใกล้กับชายแดนไทยจุดผ่านแดนถาวรด่านช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ประมาณ 40 กิโลเมตร