หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็น THC) เพื่อศึกษาเป็นการเฉพาะเพื่อ

ทดสอบการออกฤทธิ์การต้านมะเร็งในหลอดทดลอง โดยใช้เทคนิคการสกัดทางเคมีแบบต่างๆ เปรียบเทียบกันในห้องปฏิบัติการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ในอนาคต โดยการทดสอบสมบัติการต้านเซลล์มะเร็ง คาดว่าจะทดสอบได้คือ Mouse Lymphocytic Leukemia (P388), Human Carcinoma of the Floor of Mouth (KB) และ Human Mammary Carcinoma (MCF-7) และทดสอบเพิ่มเติมกับ เซลล์มะเร็งปากมดลูก (HeLa, cervix carcinoma cell) และเซลล์มะเร็งตับ (HepG-2, humanliver carcinoma) โดยวิธี MTT [3-(3,5-dimethylthiazol-2,5-diphenyltetra-zoliumbromide)] assay

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการวิจัยดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามระเบียบขั้นตอนต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกัน ผู้วิจัยจะทำหนังสือขออนุญาตใช้พืชกัญชาของกลางจากกองกำกับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และหนังสือขออนุญาตวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการเคมีทางยาจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ตามลำดับเช่นกัน

สสว. เล็งเห็นความสำคัญตลาดผู้สูงวัย จับมือ บิสิเนส อีเว้นท์ เซอร์วิสเซส (ไทยแลนด์) อสมท. เจโทร และภาคธุรกิจด้านอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและบริการผู้สูงอายุในทุกกลุ่มธุรกิจ จัดงาน CARE EXPO Thailand 2019 : International Trade Exhibition for Quality Senior Lifestyle ชูแนวคิด “งานแฟร์ เพื่อคนที่คุณแคร์” รวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยี อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและบริการผู้สูงอายุเข้าร่วมงาน เพื่อสนับสนุนนโยบายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) 29 ส.ค. – 1 ก.ย. 2562 ณ ไบเทค

นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. มีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในครั้งนี้ สสว. ได้ให้การสนับสนุนการจัดงาน CARE EXPO Thailand 2019 : International Trade Exhibition for Quality Senior Lifestyle ภายใต้แนวคิด “งานแฟร์ เพื่อคนที่คุณแคร์” โดยมุ่งหวังในการส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจและการหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน เนื่องจากแนวโน้มอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและบริการผู้สูงอายุ มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง จากการพัฒนารูปแบบการให้บริการที่ครอบคลุมทั้งการบริการพื้นฐานที่ดูแลด้านสุขภาพ ไปสู่การบริการที่ครบวงจร การสร้างมาตรฐานของบุคลากรและการมีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ

ผอ.สสว. เผยอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเรื่อง โอกาสทางธุรกิจเศรษฐกิจการเงินของเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 3 ซึ่งเปิดเผยในการประชุม Aging Asia Innovation Forum ครั้งที่ 6 ที่สิงคโปร์ ในปี 2558 ที่คาดการณ์มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมสังคมผู้สูงอายุ จะมีมูลค่าทางการตลาดสูงถึง 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2563 และสำหรับประเทศไทยมีการเติบโต 7-8 % ซึ่งในปี 2561 มีมูลค่าตลาดโดยรวม 10,000 ล้านบาท

“งานดังกล่าวนอกจากจะเป็นงานที่รวบรวมนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและบริการผู้สูงอายุแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังได้รับความรู้ การให้คำแนะนำด้านการเงิน การลงทุน การบริหารทรัพยากรบุคคล การเขียนแผนธุรกิจ การจัดการธุรกิจที่สอดคล้องกับธุรกิจบริการผู้สูงอายุ เพื่อนำความรู้ที่ได้ปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางตลาด ซึ่งงานนี้ สสว. ได้นำผู้ประกอบการ SME ไทยเข้าร่วมแสดงสินค้าและบริการ เพื่อโชว์ศักยภาพผู้ประกอบการไทย พร้อมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการญี่ปุ่นในกลุ่มธุรกิจสินค้าและบริการผู้สูงอายุ ให้สามารถต่อยอดได้ต่อไปในอนาคต” นายสุวรรณชัย กล่าว

นายชัยรัฐปฐม อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิสิเนส อีเว้นท์ เซอร์วิสเซส (ไทยแลนด์) จำกัด เผยว่า การจัดงาน CARE EXPO Thailand 2019 : International Trade Exhibition for Quality Senior Lifestyle ภายใต้แนวคิด “งานแฟร์ เพื่อคนที่คุณแคร์” มีหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรธุรกิจชั้นนำให้การสนับสนุน ได้แก่ สสว. องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างเอสซีจี ซึ่งนำระบบเพื่อการดูแลสุขภาพและความปลอดภัย (DoCare Protect) ที่มีอุปกรณ์ IoT sensors และ Care Center โดยมีเครือข่ายโรงพยาบาลวิชาชีพพร้อมเข้าช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง บริษัท อาริทโก้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการลิฟต์บ้าน บริษัท ซี.เอ็มคอมเมอร์เชี่ยล จำกัด ผู้ให้บริการให้คำปรึกษาด้านการจัดการ นวัตกรรมเก้าอี้อาบน้ำ และบริษัท เอ็กซ์ตรีม จำกัด ผู้ให้บริการอุปกรณ์ครบวงจร เพื่อรองรับการใช้งานในโรงพยาบาล ร่วมด้วยสมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุไทย สมาคมผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง

นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การสนับสนุนการจัดงาน CARE EXPO Thailand 2019 เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของ บมจ.อสมท ในการหาพันธมิตรเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยการจัดงานครั้งนี้ถือเป็นงานที่รวบรวมผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศ มาร่วมแสดงสินค้า บริการและเทคโนโลยีเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เชื่อมโยงให้เกิดการต่อยอดและขยายมูลค่าทางธุรกิจให้แก่ผู้ผลิตสินค้า บริการ เทคโนโลยี แอพพลิเคชั่น และโซลูชั่นต่างๆ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย ตลอดจนในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพที่ดีในทุกมิติ แม้จะก้าวเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ และเชื่อว่าจะเกิดการสร้างสรรค์ Content ดีๆ ออกมา อันจะเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและบริการผู้สูงอายุ

นพ. ฆนัท ครุธกูล นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและบริการผู้สูงอายุมีความเกี่ยวเนื่องกับหลาย ๆ ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ประกันภัย ประกันชีวิตผู้สูงอายุ การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสุขภาพและความงาม ศัลยกรรม ที่พักอาศัย ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ ซึ่งการจัดงาน CARE EXPO Thailand 2019 ในครั้งนี้ สมาคมฯ เชื่อมั่นว่า จะเป็นการขยายอุตสากรรมนี้ให้เติบโต อีกทั้งสมาชิกสมาคมฯ ที่ร่วมแสดงสินค้าภายในงาน และได้เข้าร่วมงานจะได้รับความรู้ เพื่อนำองค์ความรู้ใหม่ๆ มาปรับใช้เพื่อพัฒนาธุรกิจบริการผู้สูงอายุ

นพ.สุกรีย์ สมานไทย นายกสมาคมผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง(สสพ.) กล่าวว่า การจัดงาน CARE EXPO Thailand 2019 จะเป็นประโยชน์ต่ออาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพราะเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและบริการผู้สูงอายุได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ เกิดการร่วมมือและการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เป็นการรองรับความต้องการในการดูแลผู้สูงอายุให้มีมาตรฐานในการให้บริการที่ถูกต้อง อันจะเป็นประโยชน์ต่ออาชีพของสมาชิกและต่อสังคมส่วนรวมต่อไป

การจัดงาน CARE EXPO Thailand 2019 : International Trade Exhibition for Quality Senior Lifestyle มีกลุ่มสินค้าที่จัดแสดงในงานมีทั้งหมด 5 หมวด ประกอบด้วย 1. Living Standards เกี่ยวกับมาตรฐานความเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผู้พัฒนาโครงการบ้านอัจฉริยะ การตกแต่งภายใน แนวคิดการออกแบบบ้านสำหรับผู้สูงอายุ อุปกรณ์เทคโนโลยีสำหรับการติดตาม 2. Food / Beverage& Clothing อาหาร / เครื่องดื่มและเครื่องนุ่งห่ม ทั้งอาหารคลีน / อาหารออร์แกนิก 3.Medical Care & Support

การดูแลและการสนับสนุนทางการแพทย์ ทั้งโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ อุปกรณ์การแพทย์แบบใช้ได้ที่บ้าน 4. Finance & Investment การเงินและการลงทุน ด้านการให้คำปรึกษาการบริหารสินทรัพย์ สินเชื่อที่อยู่อาศัย การประกันชีวิต โปรแกรมสำหรับวัยเกษียณ และ 5.Leisure การดูแลและการสนับสนุนกิจกรรมยามว่าง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม/รีสอร์ท บริการรถเช่า อุปกรณ์ออกกำลังกาย เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อมองหาโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและบริการผู้สูงอายุ รวมทั้งสร้างเครือข่ายธุรกิจร่วมกันให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะหรือ Smart City และการสนับสนุนนโยบายศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ของรัฐบาลอีกด้วย

นอกจากนี้ นายปรัชญา เพิ่มทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโอกาสทางธุรกิจ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้เตรียมการจัดการสัมมนาความรู้ด้านการตลาดและการจับคู่ทางธุรกิจ Business Matching กับบริษัทญี่ปุ่น กว่า 30 ธุรกิจที่ตั้งใจมาในงานนี้ด้วย ทั้งยังมีการจัดกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ในด้านธุรกิจเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและด้านสังคม เช่น การดูแลผู้สูงอายุ และผู้ดูแลผู้สูงอายุในยุค 4.0, Universal Design กับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน เจาะลึกกองทุนเด่น สำหรับวางแผนลงทุนรับวัยเกษียณและกองทุนสำหรับสูงวัย พร้อมเปิดโผ 10 หุ้นเด่นที่สุด สำหรับลงทุนระยะยาว เอาไว้รวยตอนเกษียณฯ โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนเข้าใจ ตระหนักรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ตนเองตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป ก่อนก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคตและการสร้างความเข้าใจ การเรียนรู้วิธีการดูแลผู้สูงอายุภายในครอบครัว และคาดว่าจะมีผู้เข้าเยี่ยมชมงานกว่า 20,000 ราย

โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 1 กันยายน 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค โซน EH103 ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มเปิดจองพื้นที่แล้วผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://careexpothailand.com และ https://www.facebook.com/Careexpo/

นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า การเลี้ยงจิ้งหรีด เป็นอาชีพหรือสินค้าทางเลือกที่น่าสนใจ สามารถสร้างอาชีพ และเศรษฐกิจในท้องถิ่นให้กับเกษตรกรได้ การบริโภคจิ้งหรีดยังเป็นที่นิยมสูง เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สำคัญ ประกอบด้วย โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ส่วนใหญ่นิยมนำมา ทอด ลาบ คั่ว บรรจุกระป๋อง และทำน้ำพริกจิ้งหรีด เป็นต้น

จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 (สศท.4) พบว่า จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่การเลี้ยงจิ้งหรีดที่สำคัญ คือ หมู่บ้านแสนตอ หมู่ที่ 8 ตำบลบัวใหญ่ อำเภอน้ำพอง โดยมีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 98 ครัวเรือน มีการเลี้ยงจิ้งหรีดประมาณ 65 ครัวเรือน จิ้งหรีดที่เลี้ยงมี 2 ชนิด คือ จิ้งหรีดทองดำและจิ้งหรีดแดงทองลาย (สะดิ้ง)

ตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงจิ้งหรีด นายเพ็ชร วงค์ธรรม อดีตผู้ใหญ่บ้านบ้านแสนตอ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ได้เปิดเผยกับ สศท.4 ถึงข้อมูลการเลี้ยงว่า จิ้งหรีดทองดำ ใช้เวลาเลี้ยงเฉลี่ยรุ่นละ 40-45 วัน จำหน่ายโดยมีพ่อค้ามารับซื้อถึงฟาร์มในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนจิ้งหรีดแดงทองลาย ใช้เวลาเลี้ยงเฉลี่ย รุ่นละ 45-50 วัน ขายได้ในราคากิโลกรัมละ 80 บาท โดยในระยะเวลา 1 ปี สามารถเลี้ยงจิ้งหรีดได้ถึง 6 รุ่น ผลผลิตในแต่ละรุ่นขึ้นอยู่กับปริมาณไข่ที่นำมาเลี้ยงในแต่ละบ่อ ทั้งนี้ มีต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ย 41 บาท/กิโลกรัม เกษตรกรมีรายได้สุทธิการขายจิ้งหรีดเฉลี่ย 27,244 บาท/รุ่น หรือ 163,464 บาท/ปี

ทั้งนี้ การเลี้ยงจิ้งหรีดยังเป็นอาชีพที่สามารถใช้แรงงานในครอบครัวได้โดยไม่ต้องมีการจ้างแรงงาน สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับครอบครัว ซึ่งปัจจุบัน นายเพ็ชร วงค์ธรรม กำลังเดินหน้าพัฒนาฟาร์มจิ้งหรีดให้ได้รับมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) เพื่อให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นและไว้วางใจในการบริโภคจิ้งหรีด ตลอดจนแนะนำให้เกษตรกรในหมู่บ้านหันมาเลี้ยงจิ้งหรีด เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือนได้อีกทางหนึ่ง สำหรับท่านที่สนใจการเลี้ยงจิ้งหรีดสามารถขอคำปรึกษา นายเพ็ชร วงค์ธรรม เศรษฐกิจการเกษตรอาสา ได้ที่บ้านแสนตอ หมู่ 8 ตำบลบัวใหญ่ อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น หรือโทร. (08 1) 060-9186 ซึ่งนายเพ็ชร วงค์ธรรม ยินดีให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรและผู้สนใจทุกท่าน

รศ.ดร.สมชาย สุขสิริเสรีกุล นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์เผยข้อมูล ต้องเพิ่มทุนมนุษย์ภาคอุตสาหกรรม-บริการ 8 หมื่นคน หรือเพิ่มร้อยละ 2.8 ต่อปี ไทยจึงหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางในอีก 19 ปีข้างหน้า

นับจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยกลับไม่เคยเติบโตได้อย่างที่เคยเป็น ในช่วงระหว่างปี 2540-2551 อัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่เพียงแค่ปีละ 5.1% สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ในช่วงระหว่างปี 2552-2559 เมื่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยลดลงเหลือเพียงแค่ 2.9% เท่านั้น ศักยภาพในการเติบโตที่ลดต่ำลงทำให้รายได้ต่อหัวของคนไทยเพิ่มขึ้นช้าตามไปด้วย ระหว่างปี 2540-2559 รายได้ต่อหัวของไทยเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 2 เท่า ภาวะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถยกระดับขึ้นไปประเทศรายได้สูง ติดอยู่ในหล่มที่เรียกว่า “กับดักรายได้ปานกลาง” การนำพาประเทศไปสู่การหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ยังคงเป็นโจทย์สำคัญให้กับรัฐบาลที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่าไทยจะเป็นประเทศรายได้สูงในปี พ.ศ. 2576 ซึ่งมีความเป็นไปได้ยาก

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยโครงการกิจกรรมการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบายได้จัดเวที “การหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางด้วยนวัตกรรมและการพัฒนาทุนมนุษย์” ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ โดย รศ.ดร.สมชาย สุขสิริเสรีกุล จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปิดเผยข้อมูลจากงานวิจัย เรื่อง “อุปทานของมนุษย์ ปัจจัยในการก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางของประเทศไทย” ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายอุตสาหกรรม สกสว.

ว่าการที่ไทยจะหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้นั้นต้องผลิตทุนมนุษย์ทั้งในภาค 3.0 (ที่เน้นภาคการส่งออก) จำนวน 70% และ ภาค 4.0 (ที่เน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม) จำนวน 30% จะเป็น 4.0 ที่เน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับประเทศที่มีรายได้สูงว่าไม่ได้เพิ่มทุนมนุษย์ 3.0 หรือ 4.0 เพียงอย่างเดียว โดยไทยจะสามารถหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ในอีก 19 ปีข้างหน้า หรือในปี พ.ศ. 2581 (ล่าช้ากว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ 4 ปี) เราต้องมีจีดีพี 28 ล้านล้านบาท ถ้าผลิตทุนมนุษย์ 3.0 เพิ่ม 66,064 คน (70%) ทุนมนุษย์ 4.0 เพิ่ม 16,303 คน (30%) รวม 82,367 คน ต่อปี หรือมีอัตราการเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.8 ต่อปีในช่วงปี 2560-2581 โดยคำว่า 4.0 ไม่ใช่คำใหม่ในบริบทโลก เพียงแต่ประเทศอื่นใช้คำว่านวัตกรรม

สถาบันการศึกษาควรเปิดสาขาวิชาที่รองรับการทำงานด้านอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.1 ต่อปี ในปัจจุบันให้ได้เป็นร้อยละ 2.8 ต่อปี ใน 15 สาขาอุตสาหกรรมและบริการ โดยต้องมีผู้สำเร็จการศึกษาสาขาการขายปลีกเพิ่มขึ้นร้อยละ 75 สาขาบริการโรงแรมและการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 62 ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาบริการอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างควรลดลงร้อยละ 69 สาขาการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มลดลงร้อยละ 17 นอกจากนี้ การผลิตบุคลากรในสาขาการผลิตเครื่องจักรและเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสาขาการผลิตยานยนต์ รถพ่วงและรถกึ่งพ่วง สาขาบริการคอมพิวเตอร์ และสาขาการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มควรได้รับเงินทุนอุดหนนเนื่องจากมีต้นทุนการผลิตสูง

นอกจากนี้ ควรมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกด้านนวัตกรรม จำนวน 45 คน ต่อผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี 100 คน ในสาขาทั้ง 1. สาขาการผลิตยานยนต์ สาขาการผลิตอุปกรณ์วิทยุ โทรทัศน์ และการสื่อสาร 2. สาขาบริการโรงแรมและท่องเที่ยว ต้องเพิ่มจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกในอัตราสูงกว่าปัจจุบันอย่างเร่งด่วน 3. สาขาบริการอสังหริมทรัพย์และก่อสร้างและสาขาการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มควรเพิ่มจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาโทและเอก แต่ลดจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับ ปวส. และอนุปริญญาได้เข้าศึกษาต่อในหลักสูตรต่อเนื่องระดับปริญญาตรี เนื่องจากใช้เวลาเรียนเพียงครึ่งหนึ่งของผู้สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรปกติ

“การเพิ่มทุนมนุษย์ให้ตรงตามสาขาที่กล่าวเบื้องต้นจะทำให้ไทยหลุดการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง และช่วยแก้ปัญหาคนทำงานต่ำกว่าวุฒิ ทำงานไม่ตรงสาขา และการที่คนไม่เข้าตลาดแรงงาน” รศ.ดร.สมชาย กล่าวทิ้งท้าย

วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 – ผศ. สุภาวดี โพธิยะราช ผู้อำนวยการฝ่ายการวิจัยมุ่งเป้า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมด้วย ผศ.ดร. สุดเขตต์ นาคะเสถียร คณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเกษตรกรสักขีพยาน ร่วมพิธีมอบกล้าพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาวคือ พันธุ์ขอนแก่น 3 และพันธุ์ LK92-11 จำนวนทั้งสิ้น 100,000 ต้น แก่คณะผู้แทนจากโรงงานน้ำตาลต่างๆ รวม 6 โรงงาน เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ประกอบด้วย บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) (KSL), บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ธาอัส จำกัด (Crop Tech Asia, CTA), โรงงานน้ำตาลพิษณุโลก กลุ่มบริษัทน้ำตาลไทยรุ่งเรือง, บริษัท น้ำตาลวังขนาย จำกัด และบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

พิธีมอบกล้าพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาวในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อกระจายพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาวให้กับเกษตรกร และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอ้อยปลอดโรคใบขาว รวมถึงชี้แจงแนวปฏิบัติของเกษตรกรที่จะรับต้นพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาวที่ผลิตได้จากโครงการฯ ให้กับเจ้าหน้าที่โรงงานน้ำตาลและผู้สนใจ เพื่อนำไปปลูกในแปลงพันธุ์ขยายต่อไป ทำให้ช่วยลดการระบาดของโรคใบขาวในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น โดย สกสว. ได้บริหารจัดการงานวิจัยกลุ่มเรื่องอ้อยและน้ำตาลตั้งแต่ปี 2556 มีจำนวนโครงการ 166 โครงการ งบประมาณรวม 400 ล้านบาท ซึ่งก่อให้เกิดผลงานวิจัยที่มีศักยภาพและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ เชิงสังคมและชุมชน เชิงนโยบาย รวมถึงเป็นองค์ความรู้ที่ผู้เกี่ยวข้องนำไปต่อยอดงานวิจัยได้มากมาย โดยมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนและเกิดความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

โรคใบขาวอ้อยเป็นโรคที่มีความสำคัญอันดับหนึ่งของการผลิตอ้อยในประเทศไทย และมีการระบาดอย่างต่อเนื่องปีละไม่น้อยกว่า 200,000 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท สาเหตุโรคเกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมาซึ่งแพร่กระจายโดยการถ่ายทอดติดไปกับท่อนพันธุ์จากต้นหรือตอที่เป็นโรคใบขาว และสามารถถ่ายทอดเชื้อได้โดยมีแมลงปากดูดพวกเพลี้ยจักจั่นเป็นแมลงพาหะ จากการขยายกำลังการผลิตอ้อยโดยการเพิ่มพื้นที่ปลูกทำให้เกิดการขาดแคลนท่อนพันธุ์ จึงทำให้เกิดการขนย้ายท่อนพันธุ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นท่อนพันธุ์ที่มีเชื้อไฟโตพลาสมาแฝงอยู่ข้ามไปยังพื้นที่ต่างๆ เกิดการกระจายของโรคไปยังทุกแหล่งเพาะปลูกอย่างรวดเร็ว ชาวไร่อ้อยส่วนใหญ่มักเก็บอ้อยที่ปลูกส่งโรงงานไว้ใช้ทำพันธุ์ต่อ จึงมีการระบาดโรคเพิ่มขึ้นและขยายวงกว้างขึ้นในทุกปี เกิดการสะสมโรคใบขาวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงในระยะยาว

คณะนักวิจัยนำโดย ผศ.ดร. อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิช ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับทุนสนับสนุนโครงการวิจัยตั้งแต่ปี 2559 รวม 3 โครงการ ได้แก่ การขยายผลเทคโนโลยีการผลิตต้นพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาว การจัดทำแปลงพันธุ์ขยายอ้อยปลอดโรคใบขาว และการส่งเสริมและติดตามเทคโนโลยีการผลิตท่อนพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาวแบบประณีตแนวใหม่สำหรับเกษตรกร จนถึงปัจจุบันได้ส่งมอบต้นพันธุ์เป็นจำนวนทั้งสิ้น 700,000 ต้น ซึ่งผลิตโดยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

การผลิตขยายต้นพันธุ์อ้อยปริมาณมากในเชิงอุตสาหกรรมด้วยระบบไบโอรีแอคเตอร์ การชำข้ออ้อยและอนุบาลต้นกล้าในระบบโรงเรือนกันแมลง และผ่านการตรวจโรคด้วยเทคนิคที่มีความไวสูงมาใช้ตรวจเชื้อไฟโตพลาสมาปริมาณน้อยๆ ในทุกส่วนของต้นอ้อย ได้แก่ เทคนิค PCR (Polymerase chain reaction) และเทคนิค LAMP (Loop mediated isothermal amplification) ซึ่งงานวิจัยนี้เป็นการขยายผลสู่ชาวไร่อ้อยเพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไปสู่แหล่งปลูกใหม่ โดยการประสานงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสถาบันชาวไร่อ้อย เพื่อแก้ไขปัญหาโรคใบขาวอย่างต่อเนื่อง เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืน