หลักการทำงานของ “หุ่นยนต์ตรวจสอบสภาพดินเพื่อแก้ไข

เริ่มจากนำปลายเข็มวัดของหุ่นยนต์เสียบดินเพื่อให้เกิดกระบวนการรับกระแสไฟฟ้าภายในดิน แล้วเปลี่ยนค่าเป็นสัญญาณ Analog (ค่าตัวเลข) แล้วนำมาเปลี่ยนเป็นค่า Millivolt (mV) แล้วนำค่า millivolt ที่ได้มาเปรียบเทียบกับตารางค่า pH จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง แล้วนำค่า pH ที่เทียบแล้วมาคำนวณหาปริมาณปูนขาว ที่นำมาใช้แก้ไขปัญหาโดยแสดงผลผ่านทางแอปพลิเคชั่นบนมือถือ และควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ทั้งหมดนี้

เป็นรูปแบบของการสร้างหุ่นยนต์ต้นแบบเพื่อเสนอหน่วยงานที่เป็นองค์กรภาครัฐและเอกชนในการใช้แก้ไขปัญหาและสร้างเป็นหุ่นยนต์ของจริง เพื่อให้เกิดความสะดวกและประหยัดเวลาในการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร ตลอดจนมีการลดต้นทุนการใช้ในการทำเกษตรกรรม ทำให้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด และเพิ่มศักยภาพการผลิตภาคเกษตรในประเทศไทย ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ นายบรรเจิด สระปัญญา โทร. 092-269-5294

โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์
คว้า 5 รางวัล จากเวที ITEX 2019 มาเลเซีย

นางสาววินนา พลชำนิ (โทร. 088-151-6591) และ Ms. Jade Marian Ronato อาจารย์ประจำ โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ กล่าวว่า ในปีนี้ โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์สามารถคว้ารางวัลเหรียญเงินในงานประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ เวที ITEX 2019 ประเทศมาเลเซีย ได้ถึง 5 รางวัล ภายใต้การสนับสนุนจาก กฟผ. จังหวัดนนทบุรี ได้แก่ เครื่องอเนกประสงค์ตัดก้านดอกไม้และผัก เครื่องตรวจแรงดันไฟฟ้าในน้ำและในอากาศ เครื่องตัดกิ่งไม้ระบบไฮโดรลิค หมวกนิรภัย เตือนภัยไฟฟ้ารั่ว และบ้านอัจฉริยะ

เครื่องอเนกประสงค์ตัดก้านดอกไม้และผัก เป็นผลงานของ ด.ญ. กรรณิการ์ เนตรพ่วง ซึ่งครอบครัวของเธอทำธุรกิจร้านดอกไม้ เจอปัญหาอุปสรรคเรื่องการตัดก้านดอกไม้และผักโดยใช้มีดและกรรไกรตัดกิ่ง สามารถทำงานได้จำนวนน้อย ใช้เวลานานและเกิดความเหนื่อยล้า

ด.ญ. กรรณิการ์ ได้สำรวจข้อมูลพื้นฐานของดอกไม้ที่นิยมในท้องตลาด และพฤติกรรมของผู้ประกอบการขณะตัด จึงได้ออกแบบเครื่องอเนกประสงค์ตัดก้านดอกไม้และผัก ที่มีน้ำหนักเบา สามารถประกอบได้ง่ายและสะดวกในการเคลื่อนย้าย โดยมีกล่องเก็บชิ้นส่วนที่สามารถจัดวางดอกไม้ได้ จากการทดสอบการคุ้มทุน พบว่า เครื่องตัดได้ 90,000 ก้าน ต่อชั่วโมง ขณะที่การใช้กรรไกรสามารถทำงานได้เพียง 36,000 ก้าน ต่อชั่วโมง เท่านั้น

ปัจจุบัน สภาพน้ำท่วม อาจมีไฟฟ้ารั่วลงน้ำจำนวนมาก ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ประสบภัยและพนักงานของการไฟฟ้า จำเป็นต้องมีเครื่องมือตรวจสอบไฟฟ้ารั่ว ซึ่งแบบเดิมต้องมีการปีนเสา และเข้าใกล้ไฟฟ้าในระยะอันตราย จึงไม่สะดวกและเกิดอันตราย ด.ญ. ดิศราพร จิตรกล้า และที่ปรึกษาจาก กฟผ. คือ นายวีระพล ภูวนนท์ จึงออกแบบเครื่องตรวจแรงดันไฟฟ้าในน้ำและในอากาศ ซึ่งเป็นเครื่องตรวจไฟฟ้าระยะไกล โดยใช้การตรวจจับสัญญาณความถี่ไฟฟ้า กระแสสลับและขยายสัญญาณของทรานซิสเตอร์ แจ้งเตือนด้วยแสง เสียง ปรับระยะตรวจสอบได้โดยสามารถตรวจแรงดันไฟฟ้าแรงสูงในอากาศ ระยะ 20 เมตร

เครื่องตัดกิ่งไม้ระบบไฮโดรลิค ผลงาน นางสาวณัชฌา เฉยดี นายวีระพล ภูวนนท์ และคณะ จากโรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ เนื่องจากการตัดต้นไม้ในปัจจุบัน นิยมใช้เลื่อยยนต์ ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุระหว่างการตัด นอกจากนั้น เกิดมลพิษทางเสียง การตัดกิ่งไม้บริเวณแนวสายไฟ มีงบประมาณสูง ผู้ตัดเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต เมื่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจร จึงได้ออกแบบสิ่งประดิษฐ์ที่มีราคาถูก อุปกรณ์หาได้ง่าย ทนทานแข็งแรง สามารถถอดประกอบปรับระดับความสูงของกิ่งไม้ได้ถึง 14 เมตร ตัดไม้ได้ปริมาณมากและรวดเร็ว 1 วินาที ต่อครั้ง ผ่อนแรง ลดแรงงานคน (ใช้เครื่องเพียง 2 คน) เคลื่อนย้ายได้ง่าย ประหยัดเวลาและงบประมาณ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ทำให้กิ่งไม้เป็นแผล ให้มีการเติบโตตามปกติ ลดการใช้พลังงาน เพราะใช้พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์

บ้านอัจฉริยะ ผลงาน นางสาวภัทรกัลญ์ จิตติพลังศรี ด.ญ. ณัทนน โฆสิโต และ นายวีระพล ภูวนนท์ ผลงานชิ้นนี้ได้รับทั้งรางวัลเหรียญเงินจากเวทีประกวดที่มาเลเซียแล้ว ยังได้รับรางวัลพิเศษ (Special Prize) จากเวที INNOPA อินโดนีเซีย สำหรับผลงานชิ้นนี้ เกิดจากการติดตามผลการใช้งาน PEA SMART HOME (บ้านอัจฉริยะของ กฟผ.) ได้ข้อสรุปว่า ระบบดังกล่าวสามารถใช้งานได้จริง โดยใช้พลังงานจากธรรมชาติ สามารถสูบน้ำได้ 1,500 ลิตร ต่อชั่วโมง และตัดกิ่งไม้ได้ 800-1,000 ครั้ง ต่อวัน ทำให้กลุ่มเกษตรกรไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สามารถเพิ่มรายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม อีกทั้ง ระบบบ้านอัฉจริยะของ กฟผ. ไม่ทำให้เกิดมลพิษในอากาศ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างความพอใจให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก

หมวกนิรภัย เตือนภัยไฟฟ้ารั่ว ผลงาน ด.ช. ปภัสชล ตันตราวัณ และ นายวีระพล ภูวนนท์ สืบเนื่องจากปัญหาไฟฟ้ารั่วในแหล่งอุตสาหกรรมต่างๆ ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ประกอบการได้ เนื่องจากไม่มีเครื่องมือตรวจสอบที่พกพาได้สะดวก

ทีมนักวิจัยจึงได้ประกอบชุดเตือนภัยในหมวกนิรภัย เมื่อแรงดันไฟฟ้าด้านแรงดันสูง 1-20 เมตร และด้านแรงต่ำ 1-5 เมตร จะมีแสงสีแดงจากหลอดไฟฟ้า LED ทั้งสอง 2 ข้างของหมวก จะเกิดเสียงดังไกล 20 เมตร เมื่อแรงดันไฟฟ้า AC โดยหมวกจะติดตั้งไฟสปอตไลต์ที่ปรับความสว่างได้ 4 รูปแบบ ส่องได้ไกล 100 เมตร ปรับมุมก้ม-เงยได้ 180 องศา มีสวิตช์เปิดปิด และสามารถชาร์จไฟได้ 200 V หรือไฟรถยนต์ได้

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตร ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่า รายได้เงินสดทางการเกษตรในปี 2560/61 อยู่ 197,373 บาท/ปี เพิ่มขึ้นจากปี 2559/60 ร้อยละ 22.64 ขณะที่รายจ่ายเงินสดทางการเกษตรในปี 2560/61 อยู่ที่ 122,890 บาท/ปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.53 เกษตรกรมีรายได้เงินสดสุทธิเกษตร 74,483 บาท/ปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.29 เมื่อเทียบกับปี 2559/60

หากพิจารณารายได้เกษตรกร พบว่า ปี 2561 เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากสาขาพืชเป็นหลัก อาทิ ข้าว สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร 56,123 บาท/ครัวเรือน ไม้ผลไม้ยืนต้น สร้างรายได้ 46,854 บาท/ครัวเรือน และพืชไร่ สร้างรายได้ 32,072 บาท/ครัวเรือน ซึ่งแม้รายจ่ายเงินสดทางการเกษตรเพิ่มขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่มีราคาสูงตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ภาพรวมจะเห็นได้ว่า ผลตอบแทนรายได้เงินสดสุทธิเกษตรยังคงสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร การเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับมาตรฐานการเกษตร ตลาดนำการผลิต การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการดำเนินโครงการไทยนิยม ยั่งยืน นอกจากนี้ ภาครัฐ ได้ร่วมกับภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชในพื้นที่ที่เหมาะสม การจัดหาแหล่งน้ำ และการใช้พันธุ์ที่ดี ส่งผลให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มการดูแลเอาใจใส่มากขึ้น กอปรกับปริมาณน้ำและสภาพอากาศยังคงเอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร ทำให้พืชส่วนใหญ่เจริญเติบโตได้ดีและมีผลผลิตเพิ่ม

สำหรับปี 2562 เชื่อมั่นว่ารายได้เกษตรกรจะยังคงเพิ่มขึ้นจากผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่สำคัญ อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และผลไม้ จากปัจจัยสนับสนุนของสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการผลิต และการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตร และการวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดส่งผลให้รายได้ภาคเกษตรในปีหน้ายังคงขยายต่อเนื่อง

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีดูแลผึ้งพันธุ์ในช่วงฤดูฝน เตือนระวังไรศัตรูผึ้งอาจสร้างความเสียหายให้รังผึ้งได้นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัญหาที่เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งมักพบในช่วงฤดูฝนคือ ผึ้งออกไปหาอาหารได้น้อยลง และปริมาณอาหารในแหล่งต่างๆ มีน้อย โดยแหล่งอาหารที่สำคัญในช่วงนี้ ได้แก่ ข้าวโพด งา ปาล์มน้ำมัน ไมยราบ กระถินนา เป็นต้น ซึ่งพืชเหล่านี้จะให้เกสรเป็นส่วนใหญ่และเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญแก่ผึ้ง หากรังผึ้งมีประชากรหนาแน่น โอกาสเกิดโรคและศัตรูผึ้งเข้าทำลายก็จะลดน้อยลง สำหรับศัตรูผึ้งที่พบในช่วงฤดูฝน ได้แก่ ไรศัตรูผึ้ง จึงแนะนำให้เกษตรกรสำรวจรังผึ้งหลังเก็บน้ำผึ้งแล้วว่าปริมาณประชากรผึ้งภายในรังมีมากน้อยเพียงใด นางพญามีความสมบูรณ์หรือไม่ หากพบว่าภายในรังไม่มีนางพญา หรือนางพญาไม่สมบูรณ์ และประชากรผึ้งงานมีจำนวนน้อย ให้รวมรังผึ้งเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประชากรผึ้งให้เพียงพอสำหรับดูแลรัง หาอาหารป้อนนางพญาและตัวหนอนต่อไป

นอกจากนี้ รังผึ้งที่แข็งแรงจะต้องปราศจากศัตรูมารบกวน เกษตรกรจึงต้องหมั่นสำรวจรังผึ้งทุกสัปดาห์ หากพบไรศัตรูผึ้งให้ใช้วิธีกลกำจัด โดยการกระตุ้นให้ผึ้งสร้างหลอดรังที่มีตัวผู้จำนวนมาก โดยให้เกษตรกรตัดแผ่นรังผึ้งเทียมช่วงล่างออกครึ่งหนึ่ง เพื่อให้ผึ้งงานสร้างหลอดรังผึ้งใหม่ หลังจากนั้น ผึ้งนางพญาจะวางไข่เป็นผึ้งตัวผู้ในหลอดรังผึ้งที่สร้างใหม่ และเนื่องจากไรมักชอบไปวางไข่ในหลอดรังของผึ้งตัวผู้ หากพบไรในหลอดรังของผึ้งตัวผู้ ให้เกษตรกรตัดหลอดรังดังกล่าวไปทำลายทิ้ง หรือใช้กรดฟอร์มิก กรดแลกติก กรดอ๊อกซาลิก หรือกรดอะซิติก กำจัดไรศัตรูผึ้งในช่วงที่มีการระบาด หากต้องการความ ช่วยเหลือ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

นายวินิต อธิสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศ เรื่อง การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมความร่วมมือแบบประชารัฐเพื่อเชื่อมโยงชนบท-เมือง ระหว่างวันที่ 29-31 พฤษภาคม 2562 ณ โรมแรมเซ็นทรา มาริส รีสอร์ท จอมเทียน จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาชนบทและเมืองภายใต้กรอบเอเปค

การประชุมฯ ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมภายใต้ “แผนปฏิบัติการสำหรับกรอบยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาชนบทและเขตเมืองเพื่อสร้างเสริมความมั่นคงอาหารและการเติบโตอย่างมีคุณภาพ” ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากการประชุมหุ้นส่วนเชิงนโยบายด้านความมั่นคงอาหาร (Policy Partnership on Food Security: PPFS) ภายใต้กรอบเอเปค ระหว่างวันที่ 21-22 สิงหาคม 2560 ณ เมืองเกิ่นเทอ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวปฏิบัติที่ดีของสมาชิกเอเปคในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาชนบทและเขตเมือง เพื่อส่งเสริมความมั่นคงอาหาร รวมถึงพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสนับสนุนความร่วมมือแบบประชารัฐในการพัฒนาชนบทและเขตเมืองอย่างยั่งยืน

ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ประกอบด้วยผู้แทนจากสมาชิกเอเปค 10 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ชิลี เปรู สาธารณรัฐประชาชนจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปาปัวนิวกินี ฟิลิปปินส์ นิวซีแลนด์ จีนไทเป และเวียดนาม รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 40 คน โดยมีผู้แทนจากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีในการใช้ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาการเกษตรและเศรษฐกิจในชนบทและเขตเมืองอย่างยั่งยืน โดยใช้ศักยภาพที่แตกต่างกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ในการประชุมฯ สมาชิกเอเปคได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการดำเนินงานที่หลากหลาย เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวถึงโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนใน การให้บริการทางการเงิน ทั้งด้านการกู้ยืมและประกันสินค้าให้กับเกษตรกรรายย่อย อินโดนีเซีย นำเสนอการดำเนินการของ PISAgro ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อปฏิรูปภาคการเกษตร โดยใช้ตลาดนำการผลิต มาเลเซีย เห็นว่าการทำการเกษตรผสมผสานจะช่วยสร้างความมั่นคงอาหารและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในภูมิภาคได้ นิวซีแลนด์

รายงานผลการดำเนินการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและเส้นใย โดยใช้นวัตกรรม การปฏิรูปโครงสร้าง และสร้างผลประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยใช้ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างชุมชนและภาคเอกชน เวียดนาม นำเสนอการดำเนินการของ Partnership for Sustainable Agriculture in Vietnam (PSAV) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมการดำเนินการในรูปแบบตลาดนำการผลิต และการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยยกตัวอย่างอุตสาหกรรมกาแฟเพื่อพัฒนาชนบทในรูปแบบใหม่ โดยยึดหลักความโปร่งใส กระจายอำนาจ และความเป็นเจ้าของร่วมกัน เป็นต้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาชนบทและเขตเมืองอย่างยั่งยืนเพื่อส่งเสริมความมั่นคงอาหารในภูมิภาค โดยเห็นว่า การพัฒนาการเกษตรทั้งในชนบทและเขตเมืองที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนนั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน หนึ่งในกลไกที่เป็นรูปธรรมคือ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร หรือ PPP โดยมีแนวทางการดำเนินการที่หลากหลาย รวมถึงกิจกรรมของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

อาทิ ภาครัฐ ควรจะทำหน้าที่กำหนดนโยบายและกลยุทธ์ที่ส่งเสริมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ PPP เช่น การส่งเสริมบรรยากาศในการลงทุนผ่านห่วงโซ่คุณค่า เสริมสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงการให้บริการพื้นฐานที่จำเป็น ภาคเอกชน ควรทำหน้าที่จัดหาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงช่องทางการเข้าถึงตลาดและการบริการทางการเงิน การลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง เป็นต้น นอกจากนี้ เกษตรกรจำเป็นต้องผลิตอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล มีความตื่นตัวที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในโอกาสนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานการดำเนินโครงการแบบแปลงใหญ่ประชารัฐ (กุ้งทะเล) ของสหกรณ์ประมงคุ้งกระเบน และแปลงใหญ่ทุเรียน อำเภอท่าใหม่ เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการแปลงใหญ่ประชารัฐที่มีประสิทธิภาพอย่างครบวงจร สามารถเชื่อมโยงตลาด และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยได้ การจัดการประชุมฯ ครั้งนี้ เป็นการแสดงบทบาทของไทยในฐานะประธานอาเซียนและสมาชิกของเอเปค รวมทั้งเป็นการเผยแพร่การพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบของความร่วมมือประชารัฐของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในอนาคต รวมทั้งสอดคล้องกับนโยบายพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนของไทย

เมื่อวันนที่ 20 มิถุนายน 2562 เจ้าหน้าที่กลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี ดำเนินการจัดอบรมการพัฒนาเกษตรกรผู้นำ ศพก.เครือข่าย ปีงบประมาณ 2562 ณ ห้องประชุมสหกรณ์การเกษตรประจันตคาม อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ได้รับเกียรติจาก นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานเปิดการอบรมฯ และ นายอรุณ เหมือนตา หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ กล่าวรายงาน

โดยการดำเนินงานอบรมฯ ในวันนี้ เป็นการดำเนินงานจัดอบรมจากนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยเน้นให้มีศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรในชุมชน เพื่อให้เป็นจุดถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรของชุมชนและเป็นที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารและบริการด้านการเกษตร ประกอบด้วย สภาวะปัจจุบัน สถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรของเกษตรกรมีปัญหาในเรื่องต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง ปัญหาโรคแมลง พื้นดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้มีผลผลิตที่ได้มีปริมาณน้อยและมีคุณภาพต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงประสบกับปัญหาการขาดทุน เกิดหนี้สินและไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน สำหรับแก้ไขจากปัญหาของชุมชนและสามารถตอบสนองความต้องการด้านการเกษตรของชุมชนได้ และเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเกษตร โดยเน้นการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรในประเด็นการเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต ตลอดจนยึดหลักปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาลผลิตและมีระบบพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจังหวัดปราจีนบุรีมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอ 7 ศูนย์ ประกอบด้วย ด้านข้าว 6 ศูนย์ และด้านทุเรียน 1 ศูนย์ และมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เครือข่าย 75 ศูนย์ ประกอบด้วย1. ศูนย์เรียนรู้ฯ ด้านข้าว จำนวน 15 ศูนย์

ศูนย์เรียนรู้ฯ ด้านไม้ผล จำนวน 5 ศูนย์ 3. ศูนย์เรียนรู้ฯ ด้านไม้ดอกไม้ประดับ จำนวน 3 ศูนย์
4. ศูนย์เรียนรู้ฯ ด้านไผ่ จำนวน 2 ศูนย์ 5. ศูนย์เรียนรู้ฯ ด้านพืชผัก จำนวน 12 ศูนย์ 6. ศูนย์เรียนรู้ฯ ด้านสมุนไพร จำนวน 3 ศูนย์ 7. ศูนย์เรียนรู้ฯ ด้านมันสำปะหลัง จำนวน 3 ศูนย์ 8. ศูนย์เรียนรู้ฯ ด้านแปรรูปและหัตถกรรม จำนวน 4 ศูนย์ 9. ศูนย์เรียนรู้ฯ ด้านเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 24 ศูนย์ 10. ศูนย์เรียนรู้ฯ ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จำนวน 3 ศูนย์ 11. ศูนย์เรียนรู้ฯ ด้านปศุสัตว์ จำนวน 1 ศูนย์

วัตถุประสงค์ เพื่อเป็น ศพก. เครือข่ายที่เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การบริหารจัดการและการตลาดแก่เกษตรกร รวมทั้งให้บริการทางการเกษตร และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในพื้นที่ และเป็นกลไกในการบูรณาการในการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ โดยการจัดอบรมการพัฒนาเกษตรกรผู้นำ ศพก.เครือข่าย เพื่อพัฒนาให้เป็น ศพก. เครือข่ายที่มีความเข้มแข็งเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน มีเกษตรกรเป้าหมายเข้าร่วมอบรมฯ 75 ราย

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ พร้อมคณะผู้บริหาร จับรางวัล ครั้งที่ 1 ในแคมเปญ “CPF แจกโชค…จัดหนัก จัดเต็ม ลุ้นโชค 2 ชั้น จุใจกว่า 18 ล้านบาท” เพื่อสมนาคุณเกษตรกรและตัวแทนจำหน่ายอาหารสัตว์ที่ให้การสนับสนุนและความไว้วางใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์บก โดยมี นางสาวญาณิพัชญ์ ศรีโคตร ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารการปกครอง อำเภอปากเกร็ด พ.ต.อ. พงษ์จักร ปรีชาการุณพงษ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น พลัส แวนดา แกรนด์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

แคมเปญ “CPF แจกโชค…จัดหนัก จัดเต็ม ลุ้นโชค 2 ชั้น จุใจกว่า 18 ล้านบาท” ร่วมสนุกรับคูปองชิงโชคได้ เพียงซื้อผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์บก ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 31 ตุลาคม 2562 ลุ้นรับรถปิกอัพ อีซูซุ ดีแมคซ์ จำนวน 6 รางวัล รถจักรยานยนต์ จำนวน 168 รางวัล สร้อยคอทองคำมากกว่า 900 เส้น และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย รวม 1,569 รางวัล มูลค่ากว่า 18 ล้านบาท พิเศษ! สำหรับลูกค้าฟาร์มซื้อตรง บริษัทได้อำนวยความสะดวก ตัดจากยอดซื้อ ทุก 1 ตัน รับ 30 สิทธิ์ทันที

ทั้งนี้ บริษัทกำหนดการจับรางวัล 6 ครั้ง ทุกวันที่ 20 ของเดือน และจะประกาศรายชื่อผู้โชคดีทุกวันที่ 30 ของเดือน โดยการจับรางวัลจะแบ่งออกเป็น 4 ภาค เพื่อให้ทุกๆ ภาคได้ลุ้นรับโชคอย่างเท่าเทียมกัน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เตรียมปฏิวัติการแก้หนี้สมาชิกสหกรณ์กว่า 1.7 แสนล้านบาท เตรียมหารือ ธ.ก.ส. พักหนี้สมาชิก 3 ปี ให้ทุนสมาชิกกู้สร้างรายได้ เงินคล่องมือค่อยเริ่มชำระหนี้ หลัง ธปท.พบไม่แก้พาลงเหวทั้งระบบ

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า เตรียมดันโครงการส่งเสริมการเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ เสริมสภาพคล่องทางการเงินให้กับสมาชิกสหกรณ์ให้มากขึ้น เพิ่มเติมจากรายได้จากปลูกพืชชนิดเดียวหรือรอรายได้จากการเก็บเกี่ยวผลผลิตปีละเพียง 1 ครั้ง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ไม่พอจ่าย กระทบต่อการชำระหนี้กับสหกรณ์หรือสถาบันการเงิน โดยโครงการดังกล่าวให้แต่ละสหกรณ์ไปคิดว่าต้องการทำอาชีพอะไร เพื่อที่จะได้ขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ จากนั้นกรมจะช่วยเหลือในเรื่องทุนให้กับสมาชิกผ่านสหกรณ์

“ทั้งนี้ เป็นผลจากการหารือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่พบว่า ลูกค้า ธ.ก.ส.จะกู้เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ หรือกู้สหกรณ์มาชำระ ธ.ก.ส. และปรับสัญญาใหม่ ซึ่งกรณีนี้มีรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า กลุ่มเอส 3 หรือกลุ่มสหกรณ์ เกษตรกร ไม่ได้ชำระจริง แต่เป็นการกู้เงินจากที่อื่น เพื่อนำเงินมาหมุนชำระหนี้ ธ.ก.ส. เพื่อขอปรับบัญชีเป็นการเพิ่มหนี้แบบพอกหางหมู ซึ่งเป็นประเด็นที่ทาง ธปท. กังวลว่าอนาคต ธ.ก.ส.จะมีปัญหา ฉะนั้น ธ.ก.ส.พร้อมจะช่วยสหกรณ์แก้ไขอย่างจริงจัง เพราะมาตรการพักหนี้ที่ผ่านมาพบว่าเกษตรกรไม่ได้มีการสร้างรายได้เพิ่ม หากไม่ช่วยกันแก้ไขเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ใน 3-4 ปี ทั้ง ธ.ก.ส.และสหกรณ์มีปัญหาอย่างแน่นอน เพราะเหตุสำคัญที่สมาชิกไม่ชำระหนี้หรือค้างชำระเพราะรายได้ไม่เพียงพอ” นายพิเชษฐ์ กล่าว