หลังจากบ่มเสร็จให้นำมาหั่นแล้วตากแห้ง การหั่นใบยา

ในสมัยก่อนชาวบ้านจะหั่นด้วยมือ ซึ่งจะต้องใช้ความชำนาญมาก ทั้งนี้เพื่อให้เส้นยาที่หั่นแล้วมีขนาดเท่ากันแต่ในปัจจุบันมีวิวัฒนาการมากขึ้น ได้นำเครื่องหั่นไฟฟ้าเข้ามาใช้งาน ทำให้สามารถย่นเวลาได้เร็ว พร้อมกับปริมาณงานที่มากขึ้น

การผลิตยาสูบจะมีการแบ่งช่วงของการเก็บใบเป็นสามช่วง ขณะเดียวกันการแบ่งดังกล่าวถือเป็นการแบ่งเกรดของยาสูบไปในตัว ดังนี้ ช่วงที่ 1 เป็นยาแรกหรือยาตีนที่หมายถึงใบยาสูบที่อยู่ล่างสุดและจะแก่ก่อนใบอื่น ช่วงที่ 2 ยากลาง และช่วงที่ 3 ยาสุดท้าย ทั้งนี้ยาแรกจะสวยและราคาดีกว่า นอกจากนั้นอาจมีใบยาแขนงซึ่งมีคุณภาพด้อยที่สุด

การปลูกต้นยาสูบที่ผ่านมามักพบปัญหาแมลงกินใบ นั่นคือ หนอนผีเสื้อ ดังนั้น การแก้ปัญหาของเกษตรกรส่วนมากใช้วิธีพลิกดูตามใบ เมื่อพบก็จะทำลาย แต่หากพบมากและบ่อยมักจะใช้สารฉีดพ่นและเกษตรรายหนึ่งกล่าวว่าเคยใช้สารอินทรีย์ฉีดพ่นตามคำแนะนำของสำนักงานเกษตรอำเภอแล้ว แต่ไม่ได้ผล

ปัญหาดังกล่าว ท่านเกษตรอำเภอซึ่งได้ติดตามไปในครั้งนี้ บอกเพิ่มเติมว่า การที่คนปลูกมักเข้าใจว่าการใช้สารอินทรีย์ในการปราบหนอนผีเสื้อไม่ค่อยได้ผลหรือไม่ค่อยทันใจ เพราะมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน

“จริงๆ แล้วหนอนกลัวยาสูบ แต่ปรากฏว่าหนอนจะเข้ามาในตอนวัยอ่อน คือตอนที่ต้นยาสูบยังอ่อนอยู่ ยังไม่แก่ สารที่เป็นนิโคตินที่อยู่ในใบหนอนจะกลัวมาก ดังนั้น หากสังเกตจะพบว่าในช่วงใบแก่หนอนจะไม่กินใบ คราวนี้ถ้าหนอนจะกินใบหรือต้นจะเลือกกินในช่วงใบอ่อน

แนวทางการแก้ไขคือ ควรใช้ใบยาสูบที่แก่ของปีนี้บ่มไว้ใส่น้ำยาแล้วแช่ทิ้งไว้เช่นเดียวกับการทำน้ำหมัก จากนั้นให้นำมาฉีดพ่นตอนวัยอ่อนของปีถัดมาในรุ่นใหม่ และควรฉีดในวัยที่ 1 และ 2 ของหนอน ซึ่งถือเป็นวัยอ่อน หากทำเช่นนั้นแล้วหนอนก็จะตาย แต่ถ้าปล่อยหนอนไว้จนกระทั่งเป็นวัยที่ 3-4 ซึ่งเป็นวัยแก่แล้วคงลำบาก ใช้ยาดังกล่าวไม่ได้ผล” ท่านเกษตรอำเภออธิบาย

ส่วนปัญหาแมลงศัตรูพืชอีกชนิดที่มักพบในต้นยาสูบคือ เพลี้ยอ่อน ที่มักจะพบได้ในช่วงการปลูกระยะกลาง สิ่งที่สำคัญและจะช่วยบรรเทาปัญหาได้คือ อย่าให้ขาดน้ำ เพราะหากขาดน้ำ เพลี้ยจะลงต้นทันที และการป้องกันเพลี้ยคือ การใช้ยาฉีด

ทางด้านการจำหน่าย จะมีพ่อค้ามารับซื้อโดยตรง และราคาที่ซื้อขายกันจะถูกกำหนดโดยพ่อค้าเช่นกัน ที่ผ่านมาราคามักขึ้นลงตามปริมาณยาสูบในตลาด เช่นถ้ามีมากราคาจะตก แต่ถ้ามีน้อยราคาจะสูง อย่างไรก็ตาม ราคาที่เคยซื้อขายกันสูงสุด ที่ราคา 120 บาท ต่อกิโลกรัม และต่ำสุด ที่ราคา 40 บาท ต่อกิโลกรัม ปัจจุบัน ราคายาสูบ กิโลกรัมละ 100 บาท บรรจุถุงใหญ่ จำนวน 10 กิโลกรัม ถ้าเป็นยาแขนงหรือยาลูกขายกิโลกรัมละ 40 บาท

นอกจากนั้นแล้ว เพื่อเป็นการดูแลความปลอดภัยต่อสุขภาพของชาวบ้านร่องแสนคำ ที่มีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีควบคู่ไปกับการทำเกษตรกรรม และอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพในระยะยาว ดังนั้น จึงมีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของโรงพยาบาลส่งเสริมตำบลบ้านเป้าได้เดินทางเข้ามาตรวจสุขภาพของชาวบ้านในละแวกนี้ทุกคน

คอมมอนมาร์โมเซท เป็นลิงขนาดเล็ก มีขนาดลำตัวยาวประมาณ 18 เซนติเมตร มีขนสีน้ำตาล เทา แซมด้วยเหลืองเล็กน้อย ใบหน้าเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีจุดเด่นตรงหูฟูๆ สีขาว และหางที่มีลายเป็นวงสีขาวสลับน้ำตาลเทา

ถิ่นอาศัยและอาหาร : ถิ่นกำเนิดของมาร์โมเซทอยู่ที่บราซิล แต่ได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของอเมริกาใต้ด้วย คอมมอนมาร์โมเซทจะชอบอาศัยอยู่ตามป่าทึบที่มีไม้ยืนต้นขึ้นอุดม ห้อยโหนตามต้นไม้ เพื่อหากินยางไม้ ผลไม้ เปลือกไม้ และแมลงขนาดเล็กเป็นอาหาร

พฤติกรรมและการสืบพันธุ์ : อยู่รวมกันเป็นฝูง ในหนึ่งฝูงจะมีตัวผู้และตัวเมีย 2-3 ตัวเท่านั้นที่สามารถผสมพันธุ์ได้ คอมมอนมาร์โมเซท มีอายุนานถึง 18 ปี และโตเต็มวัยเมื่ออายุ 15 เดือน ตั้งท้องสองครั้งต่อปี ใช้เวลาตั้งท้องนาน 5 เดือน ออกลูกครั้งละ 2 ตัว ตัวเมียทุกตัวในฝูงจะช่วยกันดูแลเด็กอ่อน คอมมอนมาร์โมเซทใช้หน้าตา ท่าทาง และเสียงในการสื่อสารกัน โดยแต่ละโทนเสียงที่ร้องจะมีข้อความแตกต่างกัน

มีศัตรูตามธรรมชาติ คือ งูบางชนิด นกฮูก นกเหยี่ยว และสัตว์ในตระกูลแมวป่า เมื่อพูดถึงการผลิตลิ้นจี่ของหลายประเทศทั่วโลก จะต้องยอมรับกันว่าประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ถือเป็นต้นแบบของการผลิต และเป็นแหล่งรวบรวมสายพันธุ์ลิ้นจี่คุณภาพดี พันธุ์ลิ้นจี่ของไทยเกือบทุกพันธุ์ล้วนแต่มีรากเหง้าหรือนำสายพันธุ์มาจากจีนทั้งสิ้น ดังนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า พันธุ์ลิ้นจี่ดีที่สุดในปัจจุบันนี้ อยู่ที่ ประเทศจีน

ตัวผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการปลูกลิ้นจี่ในเขตพื้นที่ตอนใต้ของจีน โดยเฉพาะที่มณฑลกวางตุ้งเมื่อหลายปีที่ผ่านมาได้พบเห็นถึงสภาพพื้นที่ปลูกลิ้นจี่จำนวนมหาศาล บางพื้นที่ปลูกกันเต็มภูเขาและที่สำคัญก็คือ ผู้นำประเทศเขาให้ความสำคัญของการปลูกลิ้นจี่เพื่อพัฒนาเป็นไม้ผลส่งออกและดูเหมือนว่าจะเน้นในเรื่องของการผลิตลิ้นจี่แบบปลอดสารพิษด้วย, สภาพพื้นที่ปลูกลิ้นจี่ได้เห็นทั้งสภาพปลูกแบบชาวบ้านจนถึงสภาพแปลงปลูกแบบวิชาการในสถานีทดลองและวิจัยซึ่งมีความก้าวหน้าไปมากทั้งทางด้านสายพันธุ์และระบบการปลูก เพียงแต่งานศึกษาและวิจัยยังเผยแพร่ไปถึงเกษตรกรจีนบางส่วนเท่านั้น แต่ในด้านสายพันธุ์แล้วใครได้รับประทานลิ้นจี่ของจีนแล้ว ต้องยอมรับในรสชาติและความอร่อย

ลิ้นจี่ เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่ง ที่เมื่อมองด้วยความเป็นกลางและภาพรวมแล้ว คุณภาพผลผลิตของไทยยังสู้ของจีนไม่ได้ ก่อนหน้านี้ ลิ้นจี่พันธุ์สนมยิ้มจากจีน มีการส่งนำเข้ามาขายในประเทศไทยในราคากิโลกรัมไม่ต่ำกว่า 500 บาท ยังมีคนไทยส่วนหนึ่งซื้อมาบริโภคและซื้อเป็นของฝากเพราะมีรสชาติอร่อย และเมล็ดลีบ ในทางวิชาการได้กำหนดถึงพันธุ์ลิ้นจี่ที่มีคุณภาพดีนั้นจะต้องประกอบไปด้วย “รสชาติหวาน (ลิ้นจี่บ้านเราส่วนใหญ่อมเปรี้ยว), เนื้อกรอบและเมล็ดลีบ” ซึ่งเมื่อมองเปรียบเทียบกับ

สายพันธุ์ลิ้นจี่ที่ปลูกในเชิงพาณิชย์ของไทยแล้ว ยังไม่มีคุณสมบัติทั้ง 3 ประการ ดังที่กล่าวมาสายพันธุ์ลิ้นจี่ที่เกษตรกรไทยปลูกกันมากในขณะนี้มีเพียง 2 สายพันธุ์หลัก ก็คือ พันธุ์โฮงฮวย และพันธุ์จักรพรรดิ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมากใน จ.เชียงราย เชียงใหม่ ที่มีอากาศหนาวเย็น นอกจากนั้น จ.สมุทรสงคราม ยังมีพื้นที่ปลูกลิ้นจี่พันธุ์เบา อาทิ พันธุ์ค่อม พันธุ์สำเภาแก้ว เป็นต้น ขณะที่ จ.เพชรบูรณ์ ในเขตพื้นที่ อ.เขาค้อ โดยเฉพาะที่ไร่ บี.เอ็น. มีพื้นที่ปลูกลิ้นจี่เป็นจำนวนมาก และมีการพัฒนาสายพันธุ์ลิ้นจี่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับสายพันธุ์ลิ้นจี่ ที่พัฒนาพันธุ์ด้วยฝีมือคนไทย เห็นจะมีเพียงพันธุ์ “ป้าชิด 2” เท่านั้น ที่พอจะนำไปแข่งขันกับจีนได้ เป็นที่ทราบกันว่า ลิ้นจี่ พันธุ์ “ป้าชิด 2” นี้ พัฒนาพันธุ์โดย คุณบรรเจิด คุ้นวงศ์ เจ้าของไร่ บี.เอ็น. ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โทร. 081-973-8552 ซึ่งมีพื้นที่ปลูกลิ้นจี่มากที่สุดรายหนึ่งของไทย และใช้เวลานานนับ 10 ปี กว่าจะได้ลิ้นจี่พันธุ์ “ป้าชิด 2”

จากการกลายพันธุ์ด้วยเมล็ดของลิ้นจี่พันธุ์จักรพรรดิ ที่ไร่ บี.เอ็น. ได้เริ่มขยายพื้นที่ปลูกลิ้นจี่ พันธุ์ “ป้าชิด 2” มากขึ้น และเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันว่า ลิ้นจี่ พันธุ์ “ป้าชิด 2” เป็นลิ้นจี่ที่มีรสชาติหวานอร่อยมาก อร่อยไม่แพ้พันธุ์สนมยิ้มของจีน และไร่ บี.เอ็น.ได้ส่งลิ้นจี่ พันธุ์ “ป้าชิด2” ที่มีเมล็ดลีบที่ห้างเดอะมอลล์ เอ็มโพเรียม และสยามพารากอน ได้รับการตอบรับดีมาก และผู้บริโภคต่างก็ยอมรับว่าอร่อยไม่แพ้ลิ้นจี่พันธุ์สนมยิ้มจากจีน

ปัจจุบัน คุณจุลพงษ์ คุ้นวงศ์ ผู้จัดการไร่ บี.เอ็น. ได้เร่งขยายพื้นที่ปลูกลิ้นจี่พันธุ์นี้เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก โดยเชื่อมั่นในเรื่องของการตลาด แต่ในเรื่องของระบบการปลูกได้มีการจัดระบบการปลูกเสียใหม่ พยายามทำให้ลิ้นจี่ต้นเตี้ย และจัดเรื่องระบบการระบายน้ำที่ดี

สำหรับสวนลิ้นจี่เก่าที่มีอายุต้นหลายสิบปี คุณจุลพงษ์ได้ประยุกต์วิธีการตัดแต่งกิ่งจากพ่อหลวงมนัส เกียรติวัฒน์ ซึ่งจัดเป็นเกษตรกรที่มีความเชี่ยวชาญลิ้นจี่คนหนึ่งของเมืองไทย โดยมีการตัดแต่งกิ่งอย่างหนักหลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จในแต่ละปี กิ่งที่ความสูงเกิน 3 เมตร จะตัดออกทั้งหมดเมื่อถึงฤดูกาลออกดอกและติดผล ปรากฏว่าต้นลิ้นจี่ให้ผลผลิตดีขึ้นและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่ายขึ้น

เทคโนโลยีในการปลูกลิ้นจี่ของไร่ บี.เอ็น.

คุณจุลพงษ์ คุ้นวงศ์ ได้ให้รายละเอียดว่า ในส่วนของต้นลิ้นจี่ที่มีอยู่เดิมได้มีการจัดการสวนแบบใหม่โดยเน้นในเรื่องของการตัดแต่งกิ่งเป็นสำคัญโดยยึดหลักว่าเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตในแต่ละปีเสร็จสิ้นแล้วจะต้องรีบตัดแต่งกิ่งอย่างหนักทันที

วิธีการตัดแต่งกิ่งลิ้นจี่ของ ไร่ บี.เอ็น. จะยึดหลักการของ พ่อหลวงมนัส เกียรติวัฒน์ เจ้าของสวนลิ้นจี่ศรินทิพย์ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งพ่อหลวงมนัสได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องการตัดแต่งกิ่งด้วยคติ ที่ว่า “เฮาฮักมัน มันบ่ฮักเฮา” ซึ่งอธิบายได้ว่า ถ้าเราไม่ตัดแต่งกิ่งหรือตัดแต่งกิ่งออกน้อย อาจทำให้ต้นลิ้นจี่ติดผลน้อยหรือไม่ติดผลเลย

หลักการตัดแต่งกิ่งคือ ตัดแต่งให้โปร่งที่สุด ตัดออกทั้งกิ่งกระโดงหรือกิ่งที่อยู่กลางทรงพุ่ม ส่วนกิ่งหลักและกิ่งแขนงเล็กให้ตัดออกบ้าง กิ่งที่มีความสูงเกิน 3 เมตร ให้ตัดออก หลังจากตัดแต่งกิ่งเสร็จแล้ว ต้นลิ้นจี่จะแตกกิ่งออกมาเป็นจำนวนมากจะต้องคัดเลือกตัดแต่งทิ้งอีกรอบ ในการตัดแต่งกิ่งแบบนี้พบว่าการติดผลของลิ้นจี่จะมีการติดทั้งในทรงพุ่มและที่ปลายทรงพุ่ม ผลผลิตที่อยู่ภายในทรงพุ่มจะมีคุณภาพที่ดีกว่าปลายทรงพุ่มด้วยซ้ำไป

นอกจากการตัดแต่งกิ่งแล้ว สำหรับประเทศไทย สภาพอากาศที่มีความเหมาะสมและช่วยกระตุ้นให้ต้นลิ้นจี่ออกดอกได้ดีนั้นจะต้องมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 13-14 องศาเซลเซียส และหนาวติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 250 ชั่วโมง หรือประมาณ 10 วัน หรืออย่างน้อยที่สุดนาน 150 ชั่วโมง

จากตรงนี้ สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรไทยควรจะนำเอาเป็นแบบอย่างจากพ่อหลวงมนัสคือ เรื่องของการจดบันทึกสภาพอากาศในช่วงฤดูหนาว ว่าในแต่ละวันอุณหภูมิต่ำสุดในแต่วันคือเท่าไรผู้เขียนได้เห็นสมุดบันทึกอุณหภูมิของเกษตรกรวัยชรา(ปัจจุบันพ่อหลวงมนัสถึงแก่กรรมแล้ว) ยังอดทึ่งไม่ได้คนที่ไม่ได้เรียนมาทางด้านการเกษตรยังปฏิบัติอย่างนี้ การจดบันทึกอุณหภูมิในแต่ละปีช่วงฤดูหนาวทำให้พ่อหลวงมนัสสามารถพยากรณ์การออกดอกของลิ้นจี่ในปีนั้นได้ อย่างน้อยที่สุดสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าผลผลิตลิ้นจี่ในปีนั้นจะดกหรือไม่ ในขณะเดียวกันเมื่อต้นลิ้นจี่ได้รับอากาศที่หนาวเย็น

คุณจุลพงษ์ คุ้นวงศ์ ได้เริ่มปฏิวัติการปลูกลิ้นจี่ใหม่โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบชิด เลียนแบบการปลูกลิ้นจี่สาธารณรัฐประชาชนจีนโดยเริ่มทดลองปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกลิ้นจี่จำนวน 150 ต้น ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตร และระยะระหว่างแถว 3.50 เมตร (จากที่เคยใช้ระยะปลูก 8 คูณ 8 เมตร และบางแปลงปลูกห่างกว่านี้ได้ประสบปัญหาในเรื่องของการจัดการสวนมาก โดยเฉพาะเมื่อต้นลิ้นจี่มีอายุมากขึ้นและมีต้นขนาดใหญ่ขึ้น, ปัญหาที่มีความสำคัญที่สุดคือเรื่องของการเก็บเกี่ยว) และจะต้องมีการควบคุมทรงต้นไม่ให้สูงเกิน 2 เมตร เมื่อลิ้นจี่มีอายุปลูกได้1 ปีครึ่ง คุณจุลพงษ์ พบว่า การจัดการในสวนง่ายขึ้น เสียค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าแรงน้อยลงและเมื่อถึงฤดูการเก็บเกี่ยวเก็บผลผลิตได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นยังพบว่าต้นลิ้นจี่ที่ปลูกในระบบชิดนี้จะออกดอกและให้ผลผลิตเมื่อปลูกไปได้เพียงปีเศษเท่านั้น

การควั่นกิ่ง

เป็นเทคนิคที่สำคัญในการช่วยให้ต้นลิ้นจี่ออกดอกและติดผลได้ดี ต้นลิ้นจี่ที่ให้ผลผลิตแล้วการควั่นกิ่งจะช่วยยับยั้งการแตกใบอ่อนและมีส่วนส่งเสริมการออกดอกให้ดีขึ้น โดยปกติการควั่นกิ่งต้นลิ้นจี่จะทำกันในช่วงเดือนตุลาคม ต้นที่จะทำการควั่นจะต้องมีความแข็งแรงและสมบูรณ์ ใบลิ้นจี่ที่อยู่ในระยะควั่นควรเป็นใบเพสลาด, กิ่งที่ควั่นควรจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 นิ้ว ถ้าเป็นไปได้ตำแหน่งที่ควั่นควรจะมีลักษณะกลมและเรียบ

อุปกรณ์ในการควั่น จะใช้เลื่อยโค้งขนาดเล็กหรือใช้เลื่อยตัดเหล็กควั่นผ่านเปลือกและเนื้อเยื่อเจริญ ระมัดระวังในขณะเลื่อยอย่าให้เข้าเนื้อไม้เพราะอาจจะทำให้กิ่งตายได้ หลังจากควั่นเสร็จแล้วใช้ลวด เบอร์ 18 รัดรอยควั่น หลังจากควั่นไปได้นาน 45 วัน จึงค่อยแกะลวดออก ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน วิธีสังเกตว่าการควั่นถูกต้องหรือไม่ ดูได้จากการแกะลวดออกจะพบว่า ส่วนบนของรอยควั่นจะมีขนาดใหญ่กว่าด้านล่าง หลังจากนั้น ต้นลิ้นจี่ได้พักตัวและกระทบกับอากาศหนาวเย็นระยะเวลาหนึ่ง ต้นลิ้นจี่จะทยอยกันออกดอกตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมมาถึงต้นเดือนมกราคม

ข้อควรระวังในการควั่นกิ่ง

ห้ามควั่นกิ่งที่โคนต้นเพียงตำแหน่งเดียว อาจจะทำให้ต้นตายได้ ห้ามควั่นกิ่งในระยะที่ต้นลิ้นจี่กำลังแตกใบอ่อน จะทำให้ยอดชะงักการเจริญเติบโต อย่าลืมแกะลวดที่รัดรอยควั่นเมื่อครบ 45 วัน

ในขณะที่ ไร่ บี.เอ็น. ได้มีการประยุกต์วิธีการควั่นเลียนแบบจากเทคโนโลยีการผลิตลิ้นจี่จากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตลิ้นจี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีการควั่นกิ่งอีกครั้งในช่วงติดผล จะช่วยในการลดปัญหาการร่วงของผล และยังเชื่อว่าจะให้ผลผลิตมีรสชาติดีขึ้น

เทคนิคการดูแลรักษาต้นลิ้นจี่ ในช่วงออกดอกและติดผลขั้นตอนในการปฏิบัติ เมื่อพบว่าต้นลิ้นจี่ออกดอก การให้น้ำ เมื่อเห็นช่อดอกของลิ้นจี่มีความยาวประมาณ 10 เซนติเมตร และมีจำนวนช่อต่อต้นมากพอสมควรจะเริ่มให้น้ำ จะใช้ระบบการให้น้ำแบบฉีดพ่นฝอย (สปริงเกลอร์) โดยต่อท่อให้โผล่พ้นยอดทรงพุ่มต้น ในช่วงของการแทงช่อดอกจะให้น้ำนานประมาณ 1 ชั่วโมง ต่อครั้ง และให้น้ำ 3-5 วัน ต่อครั้ง ในขณะเดียวกัน ที่ไร่ บี.เอ็น. ได้พบข้อมูลที่มีความสำคัญในเรื่องการให้น้ำและความชื้นในอากาศในช่วงที่ต้นลิ้นจี่ออกดอก แต่คุณจุลพงษ์ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความชื้นในอากาศมากกว่า เพราะมีประสบการณ์ว่าในช่วงที่ต้นลิ้นจี่ออกดอกและมีการให้น้ำอย่างสมบูรณ์ แต่การติดผลกลับไม่ดี เพราะมีความชื้นในอากาศที่วัดด้วยเครื่อง Hygrometer มีเพียง 30-40 เปอร์เซ็นต์

คุณจุลพงษ์ บอกว่า ถ้าความชื้นในอากาศในช่วงออกดอก 60-70 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยให้การติดผลดีขึ้น จึงพบอยู่เสมอว่า เมื่อต้นลิ้นจี่ออกดอกและมีฝนตกลงมาช่วยให้ติดผลดกมากขึ้น การใช้ฮอร์โมน การใช้ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน ฉีดพ่นในระยะที่ลิ้นจี่ติดผลเท่ากับหัวไม้ขีดไฟ และฉีดพ่นอีกครั้งในระยะที่ผลมีขนาดเท่ากับปลายนิ้วก้อย จะช่วยให้ผลลิ้นจี่มีขนาดใหญ่สม่ำเสมอมีคุณภาพดี

การให้ปุ๋ย

กรณีของสวนลิ้นจี่ศรินทิพย์ ของพ่อหลวงมนัส เกียรติวัฒน์ จะใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24 ในระยะที่ผลลิ้นจี่มีขนาดเท่ากับปลายนิ้วก้อย โดยใส่ให้ทุกๆ 7 วัน เป็นจำนวน 3 ครั้ง สำหรับเทคนิคในการใส่จะนำปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 จำนวน 1 กระสอบ ผสมกับสารจับใบ เลทรอน ซีเอส-7อัตรา 150 ซีซี หมักทิ้งไว้ 1 คืน วันรุ่งขึ้น ชั่งปุ๋ยในอัตรา 10 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร นำมาฉีดภายในทรงพุ่มลิ้นจี่ ในอัตรา ต้นละ 5 ลิตร และเมื่อผลลิ้นจี่ใกล้แก่และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ หรือประมาณ 20 วัน ก่อนเก็บเกี่ยวจะใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 โดยใช้เทคนิคการใส่เหมือนกับที่ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21

จากประสบการณ์ของเกษตรกร ผู้ได้รับการยอมรับด้านการเกษตร ผู้ผลิตผลไม้ “ลองกอง” ที่มีชื่อเสียงในแถบพื้นที่ภาคตะวันออก อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี กับเทคนิคการกำจัด “ราดำ” บนผิวผลของผลไม้ ประเภท “ลองกอง” ให้หมดไป

“ราดำ” ตัวการสำคัญที่ทำให้ลูกผลของลองกองไม่สวย ไม่น่ารับประทาน และไม่เป็นที่ปรารถนาของผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกษตรกรผู้ปลูกลองกองท่านนี้ คิดหาหนทางที่จะไม่ใช้สารเคมีที่ก่อผลกระทบต่อผู้บริโภค และประหยัดต้นทุนในการกำจัด “ราดำ” บนผลลองกองโดยปลอดสารเคมี

คุณธีรเชษฐ์ บำรุงรักษ์ เกษตรกรในพื้นที่ตำบลฉมัน ผู้ถือได้ว่ามีประสบการณ์และมีเทคนิคในการดูแลพืชผลทางการเกษตรให้เป็นผลไม้ที่ปลอดภัย อีกทั้งเพื่อประหยัดต้นทุนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอีกทางหนึ่ง

ด้วยประสบการณ์ด้านการเกษตร มากว่า 20 ปี ครูธีรเชษฐ์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ครูแดง” อดีตข้าราชการครู ที่ผันตัวเองมาทำสวนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เล่าว่า ขณะนี้ชาวสวนผลไม้ตระหนักดีถึงการผลิตผลไม้ปลอดภัยหรือที่เรียกกันว่า “ผลไม้อินทรีย์” ที่ถือว่าเป็นการให้ความสำคัญกับผู้บริโภค ที่จะได้รับประทานผลไม้ที่ปลอดภัย ห่างไกลจากสารพิษ เนื่องจากในอดีตพี่น้องชาวสวนเรามุ่งเน้นการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง ประกอบในการทำการเกษตรกันอย่างมาก แต่เมื่อกระแสของการใส่ใจสุขภาพเป็นที่ประจักษ์ชัดขึ้น ชาวสวนเราก็ต้องตระหนักถึงผลที่จะกระทบกับผู้บริโภคให้มากขึ้นเช่นกัน

หากจะพูดถึงการทำสวนผลไม้ “ลองกอง” กับการใช้สารเคมีแล้วนั้น ต้องบอกว่า สิ่งสำคัญที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การใช้สารเคมี ฆ่าแมลง “ราดำ” ที่มักจะมาเกาะที่ผิวของผลลองกอง ทำให้ผิวลองกองมีสีดำคล้ำ ไม่สวย ไม่ได้ราคา ที่สำคัญเมื่อผู้บริโภคเห็นจะไม่เลือกซื้อ ทำให้ชาวสวน ต้องทำการกำจัด “ราดำ” ให้มีน้อยที่สุดหรือให้หมดไปจากผิวผลของลองกอง โดยต้องเริ่มกำจัดตั้งแต่ระยะที่ลองกองเริ่มเป็นลูกอ่อน จนกระทั่งแก่เต็มที่

เชื้อราดำนี้จะเข้ามาเกาะทั่วผิวของผลลองกอง ตั้งแต่ลองกองเริ่มเป็นลูกอ่อนกระทั่งระยะที่ผลแก่จัดถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ด้วยเหตุนี้ ทำให้ชาวสวนต้องใช้สารเคมีในการกำจัดไม่น้อยกว่า 3-4 ครั้ง ต่อช่วงฤดูกาลออกผล ฉะนั้นสารเคมีที่ใช้จะกำจัด “ราดำ” จะสะสมในผิวของผลลองกอง และอาจซึมสู่เนื้อ กลายเป็นสารพิษตกค้างกระทบต่อผู้บริโภคไม่น้อยเช่นกัน ที่สำคัญเกษตรกรผู้ปลูกจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการซื้อยากำจัด “ราดำ” ให้หมดสิ้นไป

แต่ครูแดง เกษตรกรผู้คิดค้น วิธีการกำจัด “ราดำ” บนผิวลองกอง ที่ไม่ต้องพึ่งสารเคมี เริ่มจากการสังเกตว่า “ราดำ” ที่มาเกาะผิวลองกองนั้นเกิดจากสาเหตุอะไร“ราดำมาเกาะผิวลองกองเพราะต้องการมาหากินน้ำหวาน หรือมาเพราะความหอมหวานที่ก่อเกิดขึ้น เมื่อลองกองเริ่มเป็นผลอ่อนและจะเข้ามาเกาะกินน้ำหวานที่ผิวลองกอง มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผลลองกองเริ่มโตเต็มที่ จนกระทั่งถึงระยะที่ผลแก่จัด ถือได้ว่า “ราดำ” เข้ามาตั้งแต่ระยะเริ่มเป็นลูกอ่อนขนาดเท่าหัวไม้ขีด และเพิ่มจำนวนมากขึ้น เมื่อผลลองกองเริ่มมีเนื้อ มีน้ำหวานออกจากผล

ดังนั้นจึงมีการทดลองนำน้ำมาฉีดที่ผลลองกองในระยะที่ “ราดำ” เริ่มเกาะตั้งแต่ในระยะแรก ผลปรากฏว่า “ราดำ” หลุดออกจากเปลือกผลลองกองด้วยเหตุนี้ จึงเกิดความคิดที่จะใช้แรงของน้ำ ช่วยในการชะล้างเจ้า “ราดำ” ที่ทำลายความสวยงามของผิวลองกองให้สิ้นไปโดยไม่พึ่งพาสารเคมี

ครูแดง จึงเริ่มกระบวนการคิดประดิษฐ์เครื่องมือ โดยต่อระบบน้ำด้วยท่อพีวีซีไว้บริเวณกลางลำต้น โดยใช้ความสูงของท่อ เกือบเท่ากับความสูงของต้นลองกอง หรือสูงเกือบถึงปลายต้น ในการกะระยะต้องให้สูงกว่าช่อดอก ช่อผล ที่อยู่สูงที่สุดของต้นลองกองในต้นนั้นๆ แล้วเริ่มใช้วิธีการให้น้ำในระบบนี้ ตั้งแต่เริ่มมีการติดลูกอ่อนจนกระทั่งเก็บผลผลิตได้

วิธีนี้ทดลองแล้วได้ผลจริง แรงดันของน้ำที่ออกตามหัวเหวี่ยงสปริงเกลอร์ จะกระทบผิวผลของลองกองในแต่ละช่อพวงและจะชะล้าง “ราดำ” ตัวร้ายให้หลุดไปอย่างน่ามหัศจรรย์ อีกทั้งถือได้ว่าเป็นให้น้ำแก่ต้นไม้ด้วยอีกทาง

ครูแดง กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ที่สำคัญต้องประเมินจำนวนการติดตั้งหัวน้ำเหวี่ยงสปริงเกลอร์ ว่าจะต้องใช้กี่หัวเหวี่ยงต่อ 1 ต้น โดยต้องคำนึงถึงขนาดทรงพุ่มของต้นลองกอง เพื่อให้การกระจายของน้ำไปโดยรอบทิศทางที่มีการออกลูกผลของลองกอง หากต้นลองกอง ขนาดเล็ก – ปานกลาง ควรติด 1-2 หัวเหวี่ยงสปิงเกลอร์ แต่หากต้นลองกองใหญ่ อาจต้องติดถึง 3 หัวเหวี่ยงสปิงเกลอร์ เพียงเท่านี้เกษตรกรก็จะประหยัดต้นทุน ไม่ทำลายธรรมชาติ ปลอดสารเคมี ผลผลิตลองกอง ของท่านก็จะปลอดภัยด้วย “อินทรีย์ ออแกนิค (Organic Organic)” อย่างแน่นอน

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประชุม “คณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืชภาคเหนือ ครั้งที่ 1/2561” รวม 17 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก ตาก สุโขทัย แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิจิตร นครสวรรค์ กำแพงเพชร อุทัยธานี เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน ซึ่งจัดโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 เป็นประธาน และผู้แทนคณะทำงานจากหน่วยงานต่างๆ ใน 17 จังหวัด ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร เกษตรและสหกรณ์จังหวัด กรมชลประทาน กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ในการนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบข้อมูลการเกษตรด้านพืชในระดับอำเภอ จังหวัด และภาคที่มีความเป็นเอกภาพทั้งข้อมูลเนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว ผลผลิต และผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ของข้าวนาปี (ณ ความชื้น 15%) ปีเพาะปลูก 2560/61

สำหรับภาพรวมข้าวนาปี (ณ ความชื้น 15%) ปีเพาะปลูก 2560/61 ทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ พบว่า มีเนื้อที่เพาะปลูกรวม 13,328,429 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 12,447,110 ไร่ ให้ผลผลิตรวม 7,209,510 ตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 579 กิโลกรัม/ไร่ โดยเนื้อที่เพาะปลูกและผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 2.31 และ 1.07 ตามลำดับ ซึ่งเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นเนื่องจากปีเพาะปลูก 2560/61 มีฝนตกชุกตั้งแต่ช่วงต้นฤดู เกษตรกรทำนาได้เร็วขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ดังนั้น ในบางพื้นที่จึงทำนาได้ 2 รอบ ส่วนผลผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณน้ำมีเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าว ในขณะที่เนื้อที่เก็บเกี่ยวในปี 2560/61 ลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย ร้อยละ 0.49 เนื่องจากในบางพื้นที่ก็ยังได้รับผลกระทบความเสียหายจากน้ำท่วม

ทั้งนี้ จังหวัดที่มีเนื้อที่เพาะปลูกมากที่สุด 5 ลำดับแรกของ 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เชียงราย และกำแพงเพชร โดยจังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่เพาะปลูก 2,257,863 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,962,115 ไร่ ผลผลิตรวม 1,182,867 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 603 กิโลกรัม/ไร่

จังหวัดพิจิตร เนื้อที่เพาะปลูก 1,562,694 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,453,351 ไร่ ผลผลิตรวม 876,596 ตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 603 กิโลกรัม/ไร่ จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่เพาะปลูก 1,337,171 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,227,901 ไร่ ผลผลิตรวม 723,701 ตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 589 กิโลกรัม/ไร่

จังหวัดเชียงราย เนื้อที่เพาะปลูก 1,208,686 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,140,632 ไร่ ผลผลิตรวม 661,539 ตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 580 กิโลกรัม/ไร่

จังหวัดกำแพงเพชร เนื้อที่เพาะปลูก 1,188,620 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,114,976 ไร่ ผลผลิตรวม 673,632 ตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 604 กิโลกรัม/ไร่