หลังจากปลูกได้เป็นเวลา 3 เดือน จะพบว่าเริ่มมีรากฝอยอ่อน

แตกออกมาจากนั้นจะใส่ปุ๋ยยูเรีย สูตร 40-8-00 จำนวนต้นละกำมือ จะใส่เพียงครั้งเดียว แต่ระหว่างนั้นจะต้องหมั่นตรวจแปลงเพื่อกำจัดวัชพืชออกให้หมด เพื่อต้องการให้แสงแดดส่องลงมาได้เต็มที่ เนื่องจากแสงแดดมีผลโดยตรงต่อความสมบูรณ์ของสับปะรด และช่วยให้มีคุณภาพทั้งรสชาติและความสมบูรณ์ของผล

กระทั่งเมื่อปลูกได้เป็นเวลา 6 เดือน จึงเริ่มหยอดยากระตุ้น คุณอิ่นแก้ว บอกว่า พื้นที่ปลูกสับปะรดภูแลจำนวน 215 ไร่ ที่กระจัดกระจายไปตามตำบลต่างๆ ในตัวเมืองจะต้องแบ่งสับปะรดออกเป็นโซนจำนวน 24 โซน เพื่อแบ่งการหยอดยากระตุ้น โดยแต่ละโซนจะเว้นการหยอดยากระตุ้นห่างกัน 15 วัน พร้อมจดบันทึก ดังนั้น การบริหารจัดการเช่นนี้จะทำให้ผลผลิตพร้อมตัดเก็บพอดีในเวลาอีก 6 เดือน ต่อมา สามารถทยอยเก็บได้ครบรอบปีโดยไม่เกิดความเสียหาย จึงทำให้มีผลผลิตส่งลูกค้าได้เพียงพอตลอดทั้งปี แล้วทำให้มีรายได้ตลอดเช่นกัน

เหตุผลที่เชียงรายปลูกสับปะรดภูแลได้อร่อย โดยเฉพาะอำเภอนางแล ท่าสุด และตำบลบ้านดู่ เพราะดินไม่ชุ่มน้ำ เป็นดินดำ ลักษณะพื้นที่อยู่ในระดับสูง อากาศดี น้ำดี ดังนั้น จึงสร้างคุณภาพให้สับปะรดภูแลมีรสอร่อย หวานชื่นใจ มีผลเล็กตรงกับความชอบของลูกค้า มีความกรอบ ไม่กัดลิ้นและไม่มีเส้นใย ขณะเดียวกัน ในแต่ละพื้นที่ของจังหวัดก็สามารถปลูกสับปะรดภูแลได้ แต่อาจได้คุณภาพต่างกัน

ทั้งนี้ ผลผลิตรุ่นแรกในแต่ละโซนจะมีขนาดใหญ่ แล้วค่อยๆ เล็กลง โดยผลผลิตที่เก็บรุ่นแรกมีขนาดน้ำหนักผลประมาณ 1 กิโลกรัม ขนาดผลรุ่นนี้ตลาดต่างประเทศไม่นิยมเพราะใหญ่เกินไปมักขายให้แก่ตลาดในประเทศตามจังหวัดใกล้เคียง แต่พอมาเก็บเป็น รุ่นที่ 2-3 จะได้ขนาดผลละประมาณ 3-4 ผล ต่อกิโลกรัม เป็นขนาดที่ตลาดต้องการ พอมาถึงผลผลิตรุ่นที่ 4 จะได้ขนาดผลประมาณ 4-5 ผล ต่อกิโลกรัม ดังนั้น จึงมีเพียงรุ่นที่ 2-3 เท่านั้นที่ทำเงินได้ดีที่สุด จึงกำหนดไว้ 3 ขนาด ได้แก่ 1. จัมโบ้ มีขนาดไม่ต่ำกว่า 7 ขีด-1 กิโลกรัม 2. ไซซ์ปอกมีขนาด 3-4 ผล ต่อกิโลกรัม และ 3. ไซซ์จิ๋วมีขนาด 7-9 ผล ต่อกิโลกรัม โดยไซซ์ปอกจะขายดีที่สุด

ตลาดจำหน่ายสับปะรดม่อนแก้วภูแล มีทั้งในและต่างประเทศ ขายทั้งผลสดและแปรรูปในจำนวนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด ตลาดหลักเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างกรุงเทพฯ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ ฯลฯ สำหรับต่างประเทศมียอดสับปะรดแปรรูปส่งขายกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน ที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุด

ด้วยยอดขายส่งสับปะรดต่างประเทศที่มีจำนวนมากจึงทำให้ทางโรงงานต้องแปรรูปทุกวัน มีพนักงานทำงาน 2 กลุ่ม คือแบบประจำมีรายได้ตามกฎหมายแรงงาน ทำหน้าที่ล้าง แพ็ก และบรรจุใส่กล่องลำเลียงใส่รถตู้คอนเทนเนอร์ อีกกลุ่มเป็นพนักงานปอกทำหน้าที่ปอก เลาะตา พนักงานกลุ่มนี้มีรายได้แบบจ้างเหมา กิโลกรัมละ 10 บาท โดยแต่ละคนมีรายได้เฉลี่ยต่อวัน ประมาณ 500-800 บาท

ทั้งนี้ เมื่อได้รับออเดอร์ล่วงหน้าจากลูกค้าแล้วจะบรรจุผลสับปะรดแปรรูปใส่ถุงติดแบรนด์สินค้าของลูกค้ารายนั้นๆ แล้วบรรจุใส่กล่องโฟม ลำเลียงใส่ตู้คอนเทนเนอร์ โดยกล่องโฟมที่บรรจุสับปะรด 1 กล่อง จะใส่สับปะรดได้ 8 กิโลกรัม และใน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ สามารถบรรทุกกล่องโฟมได้จำนวน 1,200 กล่อง

คุณกาย ชี้ว่าความจริงแล้วราคาขายสับปะรดภูแลในประเทศดีกว่า เพียงแต่จำนวนการสั่งมีน้อยและไม่แน่นอน ตรงข้ามกับตลาดต่างประเทศที่มียอดการสั่งแบบไม่อั้น สั่งตลอด ยังมีอยู่อีกยาวนาน เนื่องจากตลาดต่างประเทศขยายวงกว้างมากขึ้น จนบางคราวมีออเดอร์สั่งเข้ามาติดกันจนทำให้ผลผลิตไม่พอก็จะต้องแก้ปัญหาด้วยการรับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านในกลุ่มที่ปลูกสับปะรดแบบคุณภาพ ดังนั้น ผู้ผลิตจึงต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลัก

แม้สับปะรดภูแลได้กลายเป็นหนึ่งในผลไม้สำคัญของจังหวัดเชียงราย แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาพบว่ามีเพียง 3 ตำบล คือนางแล ท่าสุด และตำบลบ้านดู่ ที่มีผลผลิตคุณภาพดีได้มาตรฐานกว่าหลายแห่งอันมาจากลักษณะทางพื้นที่ ดิน น้ำ และอากาศ อีกทั้งตำบลบ้านดู่ยังนับเป็นแหล่งใหญ่ เพราะไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปลูก โรงงานแปรรูปที่มีกว่า 20 แห่ง มีรายได้เข้า-ออกสูง แล้วยังมีจำนวนประชากรทำงานอยู่ในพื้นที่หมุนเวียนมากด้วย

นอกจากนั้นแล้ว สับปะรดภูแลยังสร้างชื่อเสียงไปยังหลายประเทศ จนมีกลุ่มแอบอ้างนำสับปะรดพันธุ์อื่นไปหลอกขายสร้างความเสื่อมเสียมายังผู้ผลิต ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการจดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ “จีไอ” (GI:Geographycal Indication)

หรือกรณีมีพ่อค้าหัวใสหลายจังหวัดนำสับปะรดพันธุ์อื่นมาแอบอ้างว่าเป็นภูแล พอผู้ซื้อไปรับประทานแล้วไม่อร่อย เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี ปัญหานี้ คุณกาย บอกว่าวิธีสังเกตสับปะรดภูแลแท้คือ 1. ผลมีกลิ่นหอม 2. ก้านผลมีขนาดเล็ก 3. เนื้อเนียน ละมุน ไม่มีใย และ 4. รับประทานแล้วไม่กัดลิ้น

การแปรรูปสับปะรดในโรงงานจะมีวัสดุบางประเภทไม่เกิดประโยชน์แล้วต้องทิ้งอย่างเปลือกหรือตา ที่เลาะออกมา คุณกาย บอกว่าวัสดุเหลือทิ้งเหล่านี้ไม่ได้ขายแต่จะให้ชาวบ้านนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ โดยไม่คิดเงิน อย่างเปลือกนำไปผลิตเป็นอาหารวัว หรือตาจะนำไปเป็นอาหารเป็ด/ไก่

เมื่อสังเกตจากปากทางถนนเข้าสู่ตำบลบ้านดู่จะพบว่า บ้านเรือนสองข้างทางล้วนมีชาวบ้านประกอบอาชีพทำสับปะรดภูแลกันแทบทุกหลังคาเรือน ทั้งปลูก แปรรูป รับจ้างเก็บ รับจ้างปอก ฉะนั้น สับปะรดภูแลถือเป็นไม้ผลที่สร้างอาชีพให้เกิดรายได้แก่ชุมชนโดยไม่ต้องออกไปตระเวนหางานต่างถิ่น ช่วยให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ช่วยให้ทุกครัวเรือนมีรายได้ที่ดีกว่าเดิม มีความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป มีฐานะดีขึ้น

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” พระราชทานพระราโชบายบริหารประเทศ ให้ ครม. นึกถึง ปชช. -ทำให้มีความสุข นำแนวทางจิตอาสา ช่วยเกษตรกร ลดความเหลื่อมล้ำ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว – ครม. – เมื่อวันที่ 12 ก.พ. เวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ. หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ก่อนการประชุม ครม. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ปรารภว่า

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน พระราโชบายในการบริหารประเทศ โดยขอให้คนไทยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ที่พระองค์เห็นความสำคัญของประชาชน โดยท่านมีรับสั่งว่า ขอให้ ครม. นึกถึงประชาชนเป็นหลักในการทำงาน ทำให้มีความสุข มีทางออก และมีทางเลือก

ขณะที่การแก้ปัญหาสังคมของประเทศนั้น สามารถบรรเทาได้โดยการสร้างวินัยให้กับประชาชน รวมถึงขอให้ประชาชนทุกคนมีความภูมิใจในประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของประเทศไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับประเทศชาติได้ในเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยว

“ส่วนประเด็นสำคัญ คือการนำเอาจิตอาสาไปขับเคลื่อนให้กับเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน หากช่วยเหลือได้ จะนำจิตอาสาช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆ ทั้งด้านผลผลิต และการเกษตร ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ดีที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับทุกหมู่เหล่า

โดยจะเป็นการร่วมมือกันของส่วนราชการ เอกชน ในการรวมพลัง ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนในประเทศ เพื่อยกระดับให้มีฐานะที่เท่าเทียมกัน ลดความเหลื่อมล้ำและลดช่องว่าง” พ.อ. หญิงทักษดา กล่าว

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 นายยศพนธ์ ทัพพระจันทร์ เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี เข้าร่วมงานพร้อมทั้งให้บริการทางการเกษตร ในงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ครั้งที่ 2/2562 ณ วัดคลองปลาดุกลาย หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โดยมี นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งจัดโดยสำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอนาดี

สำหรับโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ นี้ เป็นโครงการที่ช่วยเหลือและพัฒนาอาชีพเกษตร โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ พัฒนาที่ดิน และด้านอื่นๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ส่วนราชการ หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ได้รับทราบปัญหาด้านการเกษตรของเกษตรกร สามารถเข้าถึงการบริการทางวิชาการ ได้รับการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร และเพื่อบูรณาการความร่วมมือให้เกิดการบริการแก่เกษตรกร ณ จุดเดียวกันในรูปแบบกิจกรรมเคลื่อนที่ พร้อมมุ่งหวังให้เกษตรกรได้นำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ดี และต่อยอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร สร้างแรงกระตุ้นให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเกิดการตื่นตัว พร้อมทั้งยอมรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรใหม่ๆ โดยคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ เป็นช่องทางหนึ่งในการเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างใกล้ชิด ตรงตามความต้องการและทันต่อเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์พร้อม นายธีระ อนันต์ปัญญา ปศุสัตว์เขต 5 นายสุรเดช สมิเปรม เลขานุการกรม นายนพพร มหากันธา ปศุสัตว์จังหวัดเชียงรายและคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามงานด้านมาตรฐานปศุสัตว์อินทรีย์ ณ สิรินทร์ฟาร์ม มีพื้นที่ทั้งหมด 30 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวและฟาร์ม ประกอบด้วย ฟาร์มสุกรอินทรีย์ ฟาร์มไก่ไข่อินทรีย์ ศูนย์รวมไข่อินทรีย์และโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์อินทรีย์

ลักษณะเด่นของการเลี้ยงสัตว์คือ ไม่ใช้ยาปฏฺิชีวนะ อาหารไก่เป็นสูตรที่คิดค้นขึ้นโดยมีส่วนผสมของสมุนไพรสร้างภูมิคุ้มกันให้ไก่ สำหรับการเลี้ยงหมูเป็นฟาร์มเดียวที่ขยายพันธุ์หมูคุโรบุตะพันธุ์แท้ ไม่ฉีดสารเร่งเนื้อแดง ไม่ใช้ฮอร์โมน

แนวคิดหลักของสิรินทร์ฟาร์ม คือการทำฟาร์มแบบครบวงจร ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและจะต้องไม่เกิดขยะหรือของเสียซึ่งส่งผลดีต่อระบบนิเวศวันแห่งความรักปีนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า เผยแพร่ภาพถ่ายจากดาวเทียมไทยโชตสีผสมเท็จ ด้วยภาพ “มินิฮาร์ทแห่งท้องทะเล” บริเวณเกาะนางแอ่น ตั้งอยู่ใจกลางอ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในธีม “เพียงหมุนภาพ…คุณจะเห็นมินิฮาร์ทแห่งท้องทะเล”

โดย “เกาะนางแอ่น” หรือ “เกาะแอ่น” แห่งนี้ บริเวณรอบๆ เกาะจะมีปะการังตามธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และที่สำคัญเกาะนี้ยังเป็นพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์หอยหลายชนิดอีกด้วย โดยตำแหน่งที่ตั้งของเกาะที่สังเกตได้ชัดเจนคือ ในตอนเช้าหากคุณหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ แล้วมองไปยังเบื้องหน้าของอ่าวมะนาวเราจะเห็น “เกาะนางแอ่น” หรือ “เกาะแอ่น” โผล่พ้นประดับอยู่เหนือผืนน้ำ ส่วนทางซ้ายมือจะเห็นแนวสันเขาล้อมหมวก และด้านขวามือจะเห็นเขาคลองวาฬ ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก นับเป็นความสวยงามที่กลมกลืนและสะดุดตาที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้นจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่น่าจดจำของอ่าวมะนาวและชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ สีผสมเท็จในภาพนี้ เพื่อให้สามารถแยกแยะวัตถุที่ต้องการ เพื่อให้มองเห็นได้เห็นชัดเจนขึ้น จากภาพดังกล่าวเป็นการจำแนกพื้นที่ป่า เมื่อผสมสีจะทำให้สามารถเห็นปริมาณของพื้นที่ป่าและยังสามารถแยกประเภทป่าได้อีกด้วย

เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 62 : เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด จัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือ ระหว่าง มูลนิธิฮักเมืองแจ๋ม และภาคีเครือข่ายแม่แจ่มโมเดล ณ ชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า โรงเรียนสาธิตชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่าฯ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อระดมทุนสำหรับใช้ในกิจกรรมฟื้นฟูป่าแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าอย่างยั่งยืนโดยการเปิดรับบริจาคผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่นทรูมันนี่ วอลเล็ท (True Money Wallet)

นายอุทิศ สมบัติ ประธานกรรมการมูลนิธิฮักเมืองแจ๋ม และภาคีเครือข่าย ได้แก่ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ มูลนิธิไทยรักษ์ป่า และสถาบันอ้อผะหญา เปิดเผยว่า ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แม่แจ่มโมเดล เพื่อฟื้นฟูป่าไม้ ส่งเสริมอาชีพ ลดการบุกรุกทำลายป่า เผาป่า ขยายผลสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทุกฝ่ายได้มีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

โดยล่าสุดเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้สนับสนุนด้านการสร้างความยั่งยืนแก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเปิดช่องทางรับบริจาคเงินผ่านแอปพลิเคชั่นทรูมันนี่ วอลเล็ท (True Money Wallet) เพื่อที่จะได้นำเงินที่ได้รับจากการบริจาคไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนแนวทางพัฒนาอาชีพและรายได้ของเกษตรกร สนับสนุนการพัฒนาระบบข้อมูลและระบบสารสนเทศเชิงภูมิศาสตร์ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์ การดูแลรักษา การฟื้นฟูดินน้ำป่าและการแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า

ด้าน นายจอมกิตติ ศิริกุล ผู้บริหาร ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐ สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาล และสื่อสารองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักปรัชญา “3 ประโยชน์” คือการจะทำอะไรต้องคำนึงถึงประโยชน์ต่อชาติ ตามด้วยประโยชน์ของประชาชน ก่อนจะคำนึงถึงประโยชน์ขององค์กรตามลำดับ ซึ่งเครือฯ ได้มีเจตนารมณ์และเป็นหนึ่งพลังในการช่วยฟื้นฟูป่าผ่านโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส โดยที่ผ่านมาได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาปากท้องของชาวชุมนแม่แจ่ม แก้ข้อจำกัดในเรื่องของพืชทดแทน และปัญหาอื่นๆ มาอย่างต่อเนื่อง การเปิดรับบริจาคเงินผ่านแอปพลิเคชั่นทรูมันนี่ วอลเล็ท ขึ้นมาก็เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างสรรค์พัฒนาสังคมโดยพี่น้องคนไทยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการแบ่งปันคนละเล็กละน้อยเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าและฟื้นฟูป่า พัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

ในส่วนของ นางสาวจิตติมา จันทรมโรภาส Assistant Director บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด เผยว่า การเปิดช่องทางการรับบริจาค เพื่อระดมทุนในการฟื้นฟูป่า และการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ให้แก่มูลนิธิฮักเมืองแจ๋ม (แม่แจ่มโมเดล) ผ่านแอปพลิเคชั่นทรูมันนี่ วอลเล็ท (True Money Wallet) ทุกคนสามารถทำได้ง่าย เพียง 1 บาทก็บริจาคได้ ตลอด 24 ชั่วโมง ติดตามรายละเอียดการบริจาคได้ที่

เฮ! อย. เผย 4 โรค ใช้ประโยชน์จากกัญชาได้ เตรียมออกอนุบัญญัติกัญชาทางการแพทย์
เมื่อวันที่ 13 ก.พ. นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงการเตรียมออกอนุบัญญัติเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ เพื่อรองรับร่าง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. … ซึ่งมีประกาศในส่วนของการนิรโทษผู้ครอบครองกัญชาด้วยนั้น ว่า หากมาแจ้งการครอบครองกัญชาภายใน 90 วัน ตามที่กำหนดหลังจากกฎหมายใหญ่บังคับใช้

ก็จะไม่ต้องรับโทษ และออกแบบให้บางกลุ่มสามารถครอบครองต่อไปได้ เช่น ถ้าเป็นคนไข้จริง เป็นแพทย์แผนไทยจริง เป็นหมอพื้นบ้าน หรือจะทำงานวิจัยต่อ แต่ก็ต้องมาขออนุญาตตามกฎกระทรวงใหม่ ซึ่งผู้ป่วยก็จะได้รับการดูแลจากแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แผนไทยในการสั่งยาจากกัญชาเพื่อดูแล โดยไม่ต้องไปหาซื้อจากนอกระบบ เป็นการคุ้มครองประชาชน ส่วนกลุ่มที่ไม่มาแจ้งก็ต้องเอาผิดตามกฎหมาย เพราะการครอบครองถือว่ามีความผิด ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่สำนักงานปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นผู้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย

นพ. ธเรศ กล่าวว่า นอกจากประกาศนิรโทษ 2 ฉบับ และกฎกระทรวงเรื่องการผลิต การปลูก สกัด วิจัย จำหน่าย และส่งออก แล้วนั้น ยังมีประกาศฉบับอื่นๆ ที่เร่งดำเนินการอีก ซึ่งจะมีเรื่องของประกาศตำรับยาจากกัญชา ซึ่งได้ให้กรมการแพทย์และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ไปดูว่าโรคอะไร ตำรับอะไรบ้างที่จะใช้กัญชาบำบัดรักษา และกำลังไปดูวิธีในการเขียนประกาศอยู่ว่า

ทั้งแผนปัจจุบันและแผนไทยจะอยู่ในประกาศเดียวกันหรือไม่ หรือหากสะดวกอาจออกประกาศแยกกันก็ได้ และอีกฉบับจะเป็นประกาศประเภทแพทย์แผนไทยว่า แพทย์แผนไทยประเภทไหนที่สามารถใช้ได้ ส่วนประกาศอื่นๆ จะเป็นลักษณะของระบบรายงาน ระบบหลังบ้านต่างๆ ซึ่งตรงนี้เราเคยทำกับยาเสพติดทางการแพทย์อื่นๆ อย่างมอร์ฟีนมาแล้ว ก็จะมีความคล้ายกัน ซึ่งการออกอนุบัญญัติเหล่านี้ก็เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายได้ แต่อะไรที่อาจเป็นอุปสรรคก็อาจออกแนวทางเพิ่มเติมได้ โดยอาจออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือออกเป็นไกด์ไลน์ได้ ถือเป็นการพัฒนา

เมื่อถามว่า ผู้ป่วยที่มาแจ้งครอบครองกัญชา ต้องเป็นผู้ป่วยโรคตามที่กำหนดหรือไม่ นพ.ธเรศ กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มโรคเป็นตามที่เราคุยกับกรมการแพทย์ คือ กลุ่มแรก มี 4 โรค ชัดเจนที่สามารถใช้ได้ กลุ่มสอง คือ น่าจะมีประโยชน์ และอีกกลุ่มทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ซึ่งคิดว่า 2 กลุ่มนี้ที่อาจเปิดกว้าง แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพ อย่างมะเร็งระยะสุดท้าย ที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ไม่ได้รักษามะเร็ง หรือกลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้าย อาจทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่จะใช้กัญชาในการบำบัดโรคนั้น ได้ให้กรมการแพทย์ประมาณการณ์จำนวนผู้ป่วยและปริมาณที่ต้องการใช้กัญชาในการบำบัดรักษาโรค เพราะประเทศไทยอยู่ใต้สนธิสัญญา ดังนั้น โควต้าการผลิตต้องแจ้งให้องค์การควบคุมยาเสพติดระดับโลก ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศออสเตรียรับทราบด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 4 กลุ่มโรค ที่สามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ คือ ลมชักในเด็ก กล้ามเนื้อเนื้อแข็ง ผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการได้รับยาเคมีบำบัด และปวดเรื้อรัง ส่วนอีก 2 กลุ่มโรค คือ กลุ่มโรคที่น่าจะมีประโยชน์ทางการแพทย์ อาทิ โรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ เครียด และการใช้ในผู้ป่วยระยะสุดท้าย ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มคือ กลุ่มที่อาจจะมีประโยชน์ เช่น การใช้นำมันกัญชาในการฆ่าเซลล์มะเร็ง ซึ่งจะต้องเริ่มวิจัยตั้งแต่หลอดทดลอง และระดับคลินิกต่อไป

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 5 กุมภาพันธ์ 2562 เห็นชอบให้ปลากัดไทย ชื่อสามัญ “Siamese Fighting Fish” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอนั้น กระทรวงพาณิชย์จะกำชับสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศให้เร่งประชาสัมพันธ์และแจ้งสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศต่างๆ ทราบว่า ปลากัดไทย เป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทย ซึ่งไม่ควรมีบุคคลใดนำไปจดทะเบียนสิทธิบัตรเพื่ออ้างความเป็นเจ้าของ

นางสาวชุติมา กล่าวว่า นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ระหว่างดำเนินการเชื่อมโยงฐานข้อมูลทรัพยากรพันธุกรรมที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรเพื่อป้องกันปัญหาการลักลอบนำทรัพยากรพันธุกรรมของไทยไปใช้โดยไม่ชอบ และจะหารือกับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้มีการนำรูปปลากัดไทย ซึ่งจะต้องมีการเลือกว่าเป็นพันธ์ุใด รูปลักษณะ สี แบบใด นำไปจดสิทธิบัตรภาพเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ อย่างก่อนหน้านี้มีการจดสิทธิบัตรภาพช้างไทย ภาพดอกราชพฤกษ์ ภาพศาลาไทย ซึ่งจะทำให้ต่างชาติไม่สามารถนำภาพคล้ายกันไปจดทะเบียนทางการค้าหรือหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้

นางสาวชุติมา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สิทธิบัตร (ฉบับที่..) พ.ศ. … ต่อ ครม. และผ่านความเห็นชอบแล้วเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาคาดว่าจะออกมาเร็วๆ นี้ ซึ่งจะช่วยคุ้มครองปลากัดไทยในฐานะที่เป็นทรัพยากรพันธุกรรม (Genetic Resources) ของไทย ทั้งในระดับประเทศและระดับดับสากล

นางสาวชุติมา กล่าวว่า สาระสำคัญหนึ่งของร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว กำหนดให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่มีการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมต้องเปิดเผยแหล่งที่มาและการแบ่งปันผลประโยชน์ให้แก่เจ้าของทรัพยากรพันธุกรรมนั้น ในคำขอรับสิทธิบัตร เพื่อป้องกันปัญหาการขโมยทรัพยากรพันธุกรรมไปใช้ประโยชน์โดยไม่ชอบ หรือที่เรียกว่าปัญหาโจรสลัดชีวภาพ (Bio-Piracy) ทั้งนี้ ไทยยังเดินหน้าเจรจา เร่งรัด และผลักดันให้มีการจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศด้านการคุ้มครองทรัพยากรทางพันธุกรรมภายใต้กรอบองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) โดยหากการเจรจาจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศดังกล่าวเป็นผลสำเร็จ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและชุมชนที่เป็นเจ้าของทรัพยากรพันธุกรรมเป็นอย่างมาก ส่วนการแบ่งประโยชน์ไม่ได้ระบุว่าต้องอยู่ในระดับเท่าใด ขึ้นอยู่กับมูลค่าที่เกิดขึ้นว่ามากน้อยเพียงใดและสัดส่วนต้องเหมาะสม

ส่วนการขอจดสิทธบัตรปลากัดไทย นางสาวชุติมา กล่าวว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะสัตว์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถขอรับสิทธิบัตรได้ นอกจากปลากกัดไทย ชาติอื่นก็มีปลากัดเช่นกัน แต่หากเป็นการคิดกรรมวิธีใหม่ เช่น กรรมวิธีใหม่ในการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ก็จะสามารถนำมาขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรได้ ซึ่งผู้ประดิษฐ์หรือนักวิจัยไทยก็สามารถดำเนินการได้เช่นกัน ส่วนในต่างประเทศ แม้มีบางประเทศที่อนุญาตให้นำสัตว์ไปจดทะเบียนสิทธิบัตรได้ แต่ก็มีกระบวนการคัดค้านและเพิกถอนการจดทะเบียนตามขั้นตอนของกฎหมายภายในประเทศนั้นๆ อยู่ ดังนั้น หากมีการนำสัตว์ที่เป็นทรัพยากรพันธุกรรมของไทย เช่น ปลากัดไทย ไปจดทะเบียนสิทธิบัตรในต่างประเทศ ก็สามารถดำเนินการคัดค้านหรือเพิกถอนการจดทะเบียนตามขั้นตอนของกฎหมายได้

“คณะรัฐมนตรีมีมติให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติแล้ว จึงขอให้หน่วยงานและองค์กร ที่มีความเชี่ยวชาญด้านทรัพยากรพันธุกรรมในสาขาที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนคนไทยทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตาและเฝ้าระวังไม่ให้มีการขโมยทรัพยากรพันธุกรรมของไทย เช่น ปลากัดไทย ไปใช้โดยไม่ชอบ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญ ในการป้องกันปัญหาโจรสลัดชีวภาพไม่ให้เกิดขึ้น และเป็นการรักษาสิ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางวัฒนธรรมไว้ให้ลูกหลานของไทยสืบไป”