หลังดำเนินกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาพป่ากลับสู่ความ

สมบูรณ์ชาวบ้านสามารถเก็บเห็ดและหาของป่าได้ตลอดทั้งปี สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน โดยไม่ต้องออกไปทำงานที่อื่นและไม่มีการลักลอบทำลายป่า แต่กลับมาช่วยกันดูแลรักษาป่า โดยเฉพาะปีนี้ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (จังหวัดเชียงราย) และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 เชียงราย จัดงบประมาณสนับสนุนการจัดประชาสัมพันธ์และจัดทำแนวกันไฟ ทำให้ไฟป่าหมดไปโดยสิ้นเชิง ปีนี้ไม่พบการเผาไหม้แม้แต่ครั้งเดียว เพราะชาวบ้านตระหนักถึงผลได้ผลเสียของการเผาป่า เดิมการเผาเพื่อให้เห็ดถอบออก แต่เห็ดถอบสร้างรายได้เพียงเดือนเดียว ขณะที่การอนุรักษ์ทำให้มีเห็ดป่าชนิดอื่น สามารถหากินและขายได้นานถึง 7 เดือน สร้างรายได้ดีกว่าและที่สำคัญธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น มีแหล่งท่องเที่ยว สัตว์ป่าและอากาศบริสุทธิ์” ผู้ใหญ่ประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

จรูญ ไชยประเสริฐ อายุ 67 ปี ชาวบ้านหัวดอย กล่าวว่า ยึดอาชีพหาเห็ดบนดอยปุยมานานกว่า 10 ปี มีเห็ดแดง เห็ดถ่าน เห็ดไข่ห่าน เห็ดหน้าม่อย และเห็ดก่อ ในอดีตมีเห็ดไม่มากนักเพราะป่าไม่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งป่าถูกเผาทุกปี แต่ปัจจุบันป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์ มีเห็ดออกมาก สร้างรายได้ดี ฤดูเห็ดออกไม่ต้องไปหางานอื่นทำ เพราะหาเห็ดขายได้วันละ 1,000 กว่าบาท บางวันสูงกว่า 2,000 บาท หากขยันและหาเห็ดเก่ง จะมีรายได้ถึงวันละ 5,000-6,000 บาท บางคนหาเห็ด 2 รอบ ทั้งกลางวัน กลางคืน มีรายได้ถึงวันละกว่าหมื่นบาท ปีหนึ่งหาเห็ดได้ 2 ครั้ง ในฤดูฝนและฤดูหนาว นอกจากนี้มีหน่อไม้และผักท้องถิ่นตลอดปี

บุญตัน เมืองไหว อายุ 73 ปี ชาวบ้านหัวดอย กล่าวว่า คนที่หาของป่าเก่งจะมีรายได้จากป่าปีละไม่ต่ำกว่า 1.4-1.5 แสนบาท ยิ่งป่าไม้และจังหวัดมาช่วยเหลือ ทำให้ชาวบ้านตื่นตัว หากเกิดไฟป่าจะช่วยกันดับไม่ให้ลุกลาม ป่าที่สมบูรณ์นอกจากมีของป่ามากขึ้น ยังมีสัตว์ป่า สมุนไพรต่างๆ นำไปต้มกิน โดยแทบไม่พึ่งยาแผนปัจจุบัน

กมลไชย คชชา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กล่าวว่า ได้ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความรู้ชาวบ้านในพื้นที่เชียงรายและพะเยาเตรียมป้องกันไฟป่าในปีต่อไป โดยอบรมให้ความรู้ว่า หากไม่เกิดไฟป่าจะได้อะไรกับพื้นที่ป่าบ้าง ซึ่งส่งผลดีทุกด้าน ในอนาคตจะต่อยอดให้ชาวบ้านมีกำลังพลช่วยเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง หากชาวบ้านเข้ามาเสริม ยิ่งเพิ่มขีดความสามารถของการดับไฟป่าได้ดีมากขึ้น

“บ้านหัวดอย” ถือเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการป่าและทรัพยากร รวมทั้งต้นแบบการจัดการควบคุมและป้องกันปัญหาไฟป่าและหมอกควันของจังหวัดเชียงราย โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและชาวบ้านที่ผนึกกำลังร่วมกันแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดโผดัชนีรายได้เกษตรกร ครึ่งปีแรก มีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หมวดพืชผล สร้างรายได้มากสุด ชู มังคุด นำลิ่ว เพิ่มรายได้เกษตรกรถึงร้อยละ 116 ด้านส่งออกยังสวย ทั้ง ยางพารา และน้ำมันปาล์ม มีความต้องการจากต่างประเทศต่อเนื่อง

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตร โดยวัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรช่วงครึ่งปีแรก 2560 (มกราคม – มิถุนายน) พบว่า ภาพรวมรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.01 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 จากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.68 โดยสินค้าสำคัญที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน เงาะ มังคุดและกุ้งขาว แวนนาไม และดัชนีราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.86 จากสินค้าสำคัญที่มีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา อ้อยโรงงาน ทุเรียน และมังคุด ประกอบกับภาวะภัยแล้งในปีก่อนได้คลี่คลายและสภาพอากาศในปี 2560 เอื้ออำนวยต่อผลผลิตสำคัญ

หากวิเคราะห์รายหมวดสินค้าสำคัญ พบว่า หมวดพืชผล สร้างรายได้ให้เกษตรกรมากที่สุด โดยขยายตัวร้อยละ 21.42 รองลงมาคือ หมวดประมง ขยายตัวร้อยละ 17.81 ส่วนหมวดปศุสัตว์ หดตัวร้อยละ 4.56 ตามลำดับ ส่วนสินค้าสำคัญที่สร้างรายได้แก่เกษตรกร ได้แก่ มังคุด ทุเรียน ข้าวเปลือกเจ้า ยางพารา อ้อยโรงงาน กุ้งขาวแวนนาไม เงาะ และ ปาล์มน้ำมัน ซึ่งเมื่อจำแนกแต่ละสินค้า พบว่า

มังคุด รายได้เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดช่วงครึ่งปีแรก 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 116.39 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตมังคุดปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.28 เนื่องจากสภาพอากาศมีความเย็นเหมาะสม และดัชนีราคาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 84.50 เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่อง

ทุเรียน รายได้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนช่วงครึ่งปีแรก 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 79.29 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตทุเรียนปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 42.91จากสภาพอากาศปีนี้มีความเย็นเหมาะสม ส่งผลให้ออกดอกได้มากขึ้น ในทางเดียวกันดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.46 เพราะปริมาณผลผลิตทุเรียนกว่า 60% ของทุเรียนทั้งประเทศส่งออกไปยังต่างประเทศทั้งจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และเวียดนาม

ข้าวเปลือกเจ้า รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกเจ้า ช่วงครึ่งปีแรก 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 71 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 88.81 ซึ่งเป็นข้าวนาปรังที่ปลูกในเขตชลประทานไม่ได้รับผลกระทบจาก ภัยแล้ง ส่วนดัชนีราคาปรับตัวลดลง ร้อยละ 3.84 ตามกลไกตลาดที่มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น

ยางพารา รายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราช่วงครึ่งปีแรก 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 53.28 เป็นผลมาจากดัชนีราคายางพาราปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 55.86 เนื่องจากกลุ่มผู้ส่งออกยาง 3 ประเทศทั้งไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ได้กำหนดนโยบายควบคุมปริมาณการส่งออก ส่วนดัชนีผลผลิตปรับตัวลดลง ร้อยละ 1.66 ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา สภาพอากาศทางภาคใต้ของประเทศไทยและประเทศมาเลเซียมีฝนหนักอย่างต่อเนื่องและเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่สำคัญของการปลูกยาง

อ้อยโรงงาน รายได้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยโรงงานช่วงครึ่งปีแรก 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 45.31 เป็นผล มาจากดัชนีผลผลิตอ้อยโรงงานปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.88 จากคุณภาพผลผลิตอ้อยในปีการผลิต 2559/60 อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ประกอบกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านกระบวนการผลิตน้ำตาลของโรงงานทุกแห่งส่งผลดีต่อผลผลิตน้ำตาลทราย ในทางเดียวกันดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 34.70 จากราคาน้ำตาลทรายโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ได้ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำตาล ส่งผลให้ราคาน้ำตาลทรายได้ปรับตัวสูง

กุ้งขาวแวนนาไม รายได้เกษตรกรผู้ปลูกกุ้งขาวแวนนาไมช่วงครึ่งปีแรก 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 17.81 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไมปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.16 จากสภาพอากาศปีนี้มีความเหมาะสม และได้แก้ไขปัญหาโรคกุ้งตายด่วน (EMS) รวมทั้งมีการปรับโครงสร้างฟาร์มโดยมีการจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบในทางเดียวกันดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.93 เนื่องจากผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย

เงาะ รายได้เกษตรกรผู้ปลูกเงาะช่วงครึ่งปีแรก 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.71 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตเงาะปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 56.07 เนื่องจากสภาพอากาศที่เหมาะสม ส่วนดัชนีราคาปรับตัวลดลง ร้อยละ 28.42 ตามกลไกตลาดที่มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น

ปาล์มน้ำมัน รายได้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันช่วงครึ่งปีแรก 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.04 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปาล์มน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 14.72 เนื่องจากสภาพอากาศที่เหมาะสม ส่วนดัชนีราคาปรับตัวลดลง ร้อยละ 6.70 ตามกลไกตลาดที่มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ช่วงต้นปี 2560 กระทบกับผลผลิตยางพาราและกุ้งขาวแวนนาไม แต่ในภาพรวมในช่วงครึ่งปีแรกก็ยังคงขยายตัว ส่วนความต้องการสินค้าเกษตรไทยในต่างประเทศบางชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา จากจีนที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ และน้ำมันปาล์ม ทั้งจากจีนและอินเดียเพื่อชดเชยสต็อกและบริโภคในประเทศ ตลอดจนความต้องการใช้น้ำตาลเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในเอเชีย

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2560 นางสาวบุษบา โชคสุชาติ รองนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน ลงพื้นที่ตรวจสถานที่ภายในศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน เทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะถูกใช้เป็นสถานที่จัดทำหมันลิงเขาตะเกียบและลิงภายในชุมชนสวนลิง ที่สร้างปัญหารื้อค้นข้าว ของในบ้านเรือน ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านบริการนักท่องเที่ยว และสร้างความเดือดร้อนให้ นักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปเที่ยวชมบนวัดเขาตะเกียบ

จากการสำรวจพบมีประชากรลิงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีลิงกว่า 2,500-3,000 ตัว โดยสังเกตพบลูกลิงเกิดใหม่จำนวนมาก จนบริเวณทางขึ้นเขาตะเกียบต้องจัดทำป้ายบอก เป็นระยะให้ระวังลิงแสม โดยทุกวันลิงจะพากันลงจากเขาที่อาศัยอยู่ ลงมาตามจุดต่างๆ ของวัดเขาตะเกียบ เพื่อรออาหารและรื้อค้นทำลายสิ่งของภายในชุมชน ทำให้บ้านและร้านค้าต้องกั้นลูกกรงล้อมรอบ เพื่อป้องกัน แต่ก็ยังคงสร้างความเดือดร้อนอย่างมาก

ล่าสุดเทศบาลเมืองหัวหิน ได้ประสานขอความร่วมมือไปยังกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหากรณีลิงแสม จนได้ข้อสรุปร่วมกันว่าแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เบื้องต้นคือการทำหมันลิงเพื่อควบคุมประชากรลิง โดยปี 2560 กรมอุทยานแห่งชาติฯ ส่งทีมสัตวแพทย์กรมอุทยานฯ และทีมสัตวแพทย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล 10 คน และเจ้าหน้าที่ทีมจับ จะเดินทางลงมาดำเนินการลงมือทำหมันลิง เพื่อลดการขยายพันธุ์เบื้องต้น 500 ตัว ระหว่างวันที่ 14-20 กรกฎาคม นี้ โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการจับลิงจากเขาตะเกียบและชุมชนสวนลิงนำใส่กรงบรรทุกเข้ามายังศูนย์รักษ์สุนัขหัวหินเพื่อทำหมัน เนื่องจากมีห้องและอาคารที่พักฟื้นหลังทำหมันเสร็จแล้ว ก่อนปล่อยในพื้นที่ซึ่งจับมาต่อไป

ศ.ดร. สัมพันธ์ ฤทธิเดช อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) กล่าวในการเป็นประธานเปิดกิจกรรมโครงการบริหารจัดการขยะภายใน มมส ว่า การลดปริมาณขยะและแก้ปัญหาขยะล้นเมืองจะสำเร็จไม่ได้หากให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบ จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนภายในมหาวิทยาลัยต้องเข้ามาเป็นส่วนร่วมในการดำเนินงาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

“เน้นการลด คัดแยก และนำกลับมาใช้ใหม่ด้วยหลักการ 3 R ได้แก่ R : Reduce คือลดการใช้, R : Reuse คือใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด และ R : Recycle คือการนำหรือเลือกใช้ทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะสร้างระบบบริหารจัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพและจะนำไปสู่ความร่วมมือในการแก้ปัญหาและแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป” อธิการบดี มมส กล่าว

ด้าน ผศ.ดร. ธีรยุทธ ชาติชนะยืนยง รองอธิการบดีฝ่ายอำนวยการ มมส เปิดเผยว่า ในปัจจุบัน มมส มีปริมาณขยะเกิดขึ้น 4-6 ตัน/วัน และเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัด ทั้งยังประสบปัญหาสถานที่รับกำจัดขยะล้น ไม่สามารถรองรับปริมาณขยะมูลฝอยได้ทั้งจังหวัด ด้วยเหตุนี้ กองอาคารสถานที่ มมส ได้ดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการขยะภายในมหาวิทยาลัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ พ.ศ. 2559-2564 มุ่งมั่นจัดการขยะมูลฝอยอย่างเป็นระบบโดยการมีส่วนร่วมของทุกส่วนงาน พร้อมพัฒนามุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นด้วยความมุ่งมั่นจัดการขยะมูลฝอยอย่างเป็นระบบโดยการมีส่วนร่วมของทุกส่วนงานภายใน มมส พร้อมทั้งเพื่อสร้างวินัยและจิตสำนึกให้บุคลากร นิสิตและนักเรียน ในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ตลอดจนเป็นการลดปริมาณขยะและลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะภายในมหาวิทยาลัย โดยกิจกรรมภายในงานมี ผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากร นิสิต นักเรียน และประชาชน เข้าร่วมรณรงค์การจัดการคัดแยกขยะ ซึ่งหลังจากนี้ มมส ได้จัดวางถังขยะแยกประเภทไว้ตามจุดต่างๆ ทั่วมหาวิทยาลัย เพื่ออำนวยความสะดวกในการแยกทิ้งขยะให้ถูกประเภท

“สี่องค์กรที่มีนามว่า “ชลประทาน” วัดชลประทานรังสฤษดิ์, กรมชลประทาน, โรงเรียนชลประทานวิทยา, และโรงพยาบาลชลประทาน ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากสองนักคิดนักพัฒนาผู้ยิ่งใหญ่ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ และหม่อมหลวงชูชาติ กำภู อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ซึ่งท่านทั้งสองนี้เป็นแบบอย่างของผู้ให้อย่างแท้จริง เราทั้งสี่องค์กรจะร่วมกันสืบสานมรดกธรรมที่หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้กล่าวไว้ว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้” ให้เป็นปรัชญาของการใช้ชีวิตและการทำงานของพวกเราตลอดไป”

พระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง ปาฐกถาธรรมในหัวข้อ พลังแห่งการให้ ยิ่งให้ ยิ่งได้ ว่า “โลกใบนี้เป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ ให้อากาศ ให้แสงสว่าง ให้ชีวิต ส่วนมนุษย์นั้นเป็นผู้รับจากธรรมชาติ พระพุทธเจ้าสอนให้เราระลึกถึงผู้มีพระคุณและคุณงามความดีที่ผู้ให้ได้มอบให้กับผู้รับ ดังนั้นผู้รับสามารถตอบแทนพระคุณผู้ให้ได้ง่ายๆ ด้วยการแสดงตนให้มีคุณค่า และใช้สิ่งที่รับมาอย่างรู้คุณค่า เพราะพลังแห่งการให้นั้นยิ่งใหญ่เสมอ

การให้แบ่งได้ 3 ประเภท คือ 1. ให้วัตถุ เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการให้และแบ่งปัน ดังนั้นการให้วัตถุจึงเป็นการให้ที่สามารถสร้างประโยชน์ได้เป็นรูปธรรมที่สุด 2. ให้วิทยาทาน หรือให้ความรู้ เป็นการให้ทักษะวิชาความรู้และประสบการณ์ ซึ่งถือว่าเป็นการให้ที่มีคุณค่าที่สุด 3. ให้อภัย เป็นการให้ที่ทำได้ ยากที่สุด เพราะมนุษย์เราล้วนมีกิเลสในใจ ดังนั้นการปล่อยวางและให้อภัยสิ่งต่างๆ ที่สร้างความขุ่นมัวในใจเราจึงเป็นการให้ที่ประเสริฐที่สุด

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุได้ใช้คำที่งดงาม ว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้” มาเป็นคติธรรม ให้ทุกคนทำความดีด้วยการให้ การให้ทั้ง 3 ประเภทนี้ จะเป็นอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีที่จะติดตัวเราแม้เมื่อถึงเวลาของการจากโลกนี้ไป เพราะไม่มีปิติใด จะดีเท่าการเป็นผู้ให้

มือของผู้ให้ อยู่สูงกว่ามือของผู้รับเสมอ” เราอยู่ในสังคม ดังนั้นเราต้องพึ่งพาอาศัยกันเฉกเช่นเดียวกับ 4 องค์กรนามว่าชลประทาน วัดชลประทานรังสฤษดิ์ เป็นผู้ให้ธรรมะ ให้จิตวิญญาณ, กรมชลประทาน ให้การพัฒนาและให้การจัดการด้านน้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิต, โรงเรียนชลประทานวิทยา ให้การประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้, และโรงพยาบาลชลประทาน ให้การรักษาชีวิต ให้สุขภาพที่ดีแก่ประชาชนและผู้ด้อยโอกาส ทั้ง 4 องค์กรจะพัฒนาและก้าวไปพร้อมๆ กัน ให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน เพราะพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน แม้ปัจจุบันนี้โรงพยาบาลชลประทานได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน และโอนย้ายไปสังกัดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพิ่มภารกิจด้านการให้วิชาความรู้ขึ้นมาด้วย ทำให้เพิ่มศักยภาพด้านการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น และยังประกาศเจตนารมณ์เป็นโรงพยาบาลคุณธรรมโรงพยาบาลแห่งการให้ที่มุ่งนำธรรมะสู่การปฏิบัติงาน ให้การรักษาพยาบาลแก่ประชาชนทุกชนชั้นวรรณะ ทั้งผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และพระภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีด้วย ครอบครัวใหญ่ 4 องค์กรนี้ จะพัฒนาและทำความดีตอบแทนสังคมและธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน ตั้งมั่นในปณิธาน “ยิ่งให้ ยิ่งได้” ตลอดไป

ในปี 2560 นี้ เป็นเวลาครบ 10 ปี ที่หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุมรณภาพ เป็น 10 ปี แห่งความรักและเคารพที่พวกเราปรารถนาจะรักษาคุณงามความดีของท่านให้คงอยู่ นั่นก็คือเราต้องยึดหลักและปฏิบัติตามคำสอนของท่าน และน้อมใจน้อมกายร่วมกันส่งท่านคืนสู่ธรรมชาติ บัดนี้ได้กำหนดให้วันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 เป็นวันแห่งการสลายสรีระธาตุหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ด้วยรับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จมาพระราชทานเพลิงศพ

ขอให้ท่านทั้งหลายได้ใช้โอกาสวันแห่งการสลายสรีระหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุนี้ เป็นวันแห่งการสลายจิตที่ขุ่นมัวในใจของท่าน สลายความโกรธ สลายความโลภ สลายความหลง เพื่อถวายแด่หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ถวายเป็นดอกไม้ใจ ดอกไม้ธรรม ให้ความดีเบ่งบานสวยงามในใจทุกคนตลอดไป”

ในอนาคตอันใกล้นี้ท่านจะได้พบกับการดูแลรักษาและสร้างสุขภาพดีอย่างครบวงจร ที่อาคารผู้ป่วยใหม่ สูง 20 ชั้น โรงพยาบาลชลประทาน ขอเชิญท่านมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอาคารผู้ป่วยแห่งนี้ เพราะหนึ่งหยดน้ำใจของท่าน คือการต่อลมหายใจให้ผู้ด้อยโอกาส “ให้” เพื่อต่อชีวิต (คติธรรมของท่านปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์) สามารถโอนเงินเข้าบัญชี กองทุนพัฒนาโรงพยาบาลชลประทาน ธนาคารกรุงไทย สาขาปากเกร็ด เลขที่บัญชี 123-0-18982-3 เมื่อโอนเงินแล้วกรุณาแฟกซ์หลักฐานการโอนเงินมาที่ โทรสาร 02 502-2304 สอบถามรายละเอียดและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้บริจาคได้ที่ โทรศัพท์ 02 502-2345 ต่อ 1148 หรือ 02 502-2376

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นางวงเดือน จุดจันทึก เจ้าของสวนทุเรียนป่าละอู บ้านคลองน้อย ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า การจัดงานบุฟเฟ่ต์ทุเรียนสวนบุญอินทร์ครั้งแรกประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีผู้สนใจเดินทางมาชมสวนทุเรียน พร้อมรับประทานทุเรียนหมอนทองป่าละอูจากสวนและอาหารประเภทอื่นๆ ที่จัดเตรียมไว้ให้จนกว่าจะพอใจ โดยมีค่าใช้จ่ายเพียงหัวละ 399 บาทเท่านั้น หลังจากมีการแจ้งข้อมูลและเปิดรับจองผ่านเฟซบุ๊ก “ทุเรียนป่าละอูสวนบุญอินทร์” ตั้งเป้าหมายลูกค้าไม่เกิน 40 คน เนื่องจากช่วงนี้ผลผลิตมีเหลือน้อย แต่ปรากฏว่ามีผู้สนใจกิจกรรมบุฟเฟต์เกินจำนวนที่กำหนดกว่า 70 คน และทยอยเดินทางมาที่สวนเพิ่มอย่างต่อเนื่องจากการแชร์ข้อมูลในสังคมโซเชียล

นางวงเดือน กล่าวด้วยว่า สำหรับการจัดบุฟเฟ่ต์ครั้งต่อไปกำหนดช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดจำนวนมาก แต่จะเน้นขายตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง พร้อมกิจกรรมเสริมที่มีความหลากหลาย

“ซินเจนทา” ดิ้นหลังรัฐสั่งยกเลิกใช้ยาฆ่าหญ้า “สารพาราควอต” มูลค่านับพันล้านบาท สาธารณสุขแจงชัดเป็นยาพิษที่มีความรุนแรง 47 ประเทศทั่วโลกยกเลิกใช้นานแล้ว ด้าน “ไบโอไทย” เผยบริษัทยักษ์ใหญ่รายหนึ่งเตรียมล็อบบี้กระทรวงเกษตรฯ ก่อนกฎหมายประกาศบังคับใช้ปี 2562

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560 ซึ่งมีหน่วยงาน 5 กระทรวงหลักเข้าร่วม ที่ประชุมมีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 2 ชนิด คือ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งถูกกำหนดเป็นวัตถุอันตรายชนิด 4 ที่ไม่อนุญาตให้มีการใช้ โดยระหว่างนี้จะไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน และต้องยุติการนำเข้าภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 และยุติการใช้สารเคมีทั้ง 2 ตัว ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการและเกษตรกร มีเวลาเตรียมตัว โดยระบุว่า พาราควอตจัดเป็นยาพิษที่มีความรุนแรง ไม่สามารถหายาถอนพิษได้ ที่ผ่านมา 47 ประเทศทั่วโลกยกเลิกการใช้แล้ว ทั้งนี้ ที่ผ่านมาพบว่ามีการนำเข้าพาราควอตมากถึง 128 บริษัท และคลอร์ไพริฟอสถึง 81 บริษัทนั้น

นายธนัษ อภินิเวศ ผู้อำนวยการ กลุ่มบริษัท ซินเจนทา funlok.com ประเทศไทย ผู้ประกอบการธุรกิจผลิตภัณฑ์อารักขาพืชหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าสารเคมีเกษตร และธุรกิจเมล็ดพันธุ์ เปิดเผยว่า กรณีที่ภาครัฐมีนโยบายให้ยกเลิกสารอารักขาพืช คือสารพาราควอต ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นคือ ออกฤทธิ์ในการคุมฆ่าหญ้าทันที ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่เกษตรกรอย่างแพร่หลาย และให้ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์มายาวนานกว่า 50 ปี จากการที่บริษัทได้พูดคุยกับเกษตรกรได้แสดงความห่วงกังวลว่า หากไม่มีสารพาราควอตใช้ จะกระทบโดยตรงแก่เกษตรกรทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เพราะหากต้องใช้แรงงานคนในการถอนหญ้าจะเสียค่าใช้จ่ายต่อไร่สูง ทั้งยังมีปัญหาแรงงานขาดแคลน ทั้งนี้ หากหันไปหาสารทดแทนตัวอื่นก็ไม่คุ้มเพราะมีประสิทธิภาพด้อยกว่าและต้องใช้ในปริมาณที่สูงกว่าสารพาราควอต อย่างไรก็ตาม ปี 2559 ซินเจนทามียอดขายรวมประมาณ 5,000 ล้านบาท ปี 2560 คาดว่าจะมียอดขายรวมเติบโตประมาณ 10% จากปีก่อน แบ่งเป็นยอดขายสารอารักขาพืช 70% ของยอดขายรวม และเป็นยอดขายสารพาราควอต 20% ของยอดขายรวม

“จากที่ได้พูดคุยกับเกษตรกรไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้สารพาราควอต เนื่องจากกลุ่มบริษัทซินเจนทาจัดอบรมการใช้สารอารักขาพืชอย่างถูกต้องปลอดภัยให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง สารพาราควอตเห็นผลเร็วกว่าสารกำจัดวัชพืชชนิดอื่น และปลอดภัยสูงเมื่อใช้อย่างถูกต้อง และยังปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อสารพาราควอตตกถึงพื้น จะสิ้นฤทธิ์ จึงไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในดิน และสารพาราควอตสามารถดูดซับในดิน จึงไม่ละลายปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติ อีกทั้งยังมีราคาต้นทุนต่อไร่ถูกกว่าสารกำจัดวัชพืชอื่นประมาณ 6-7 เท่า ส่วนประเด็นที่มีการกล่าวอ้างถึงผลข้างเคียงทางด้านสุขภาพต่อผู้ใช้สารพาราควอตนั้น ยังไม่มีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่รับรองในผลวิจัยนี้ และจัดให้พาราควอตอยู่ในกลุ่มสารที่ไม่อันตรายสูง ในขณะที่สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา หรือ EPA ยอมรับให้มีการใช้ในประเทศ โดยพาราควอตเป็นสินค้าที่เกษตรกรนิยมใช้มาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี” นายธนัษ กล่าว

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (Bio Thai) กล่าวว่า เนื่องจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นปัญหาใหญ่ของการพัฒนาภาคเกษตรไทย แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสังคมไทยยังขาดการรับรู้ความตระหนักร่วมกัน เมื่อจะมีการยกเลิกนำเข้าในปี 2562 สิ่งที่ต้องจับตาคือความโปร่งใสของบทบาทรัฐและบริษัทยักษ์ใหญ่ โดยล่าสุดทราบว่าบริษัทเอกชนที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการรัฐการยกเลิกจำหน่าย นำเข้าสารพาราควอต จะเข้าพบเพื่อชี้แจงข้อมูลต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงสาธารณสุข แต่มูลนิธิขอตั้งข้อสังเกต 3 ประการ 1. เหตุใดจึงไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชน 2. ความโปร่งใสของบทบาทของหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพ เหตุใดจึงไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้พิจารณา จึงต้องไปหารือกับกระทรวงเกษตรฯ และ 3. บริษัทยักษ์ใหญ่รายหนึ่ง ที่มีตัวแทนเป็นผู้นำตลาดสารกำจัดวัชพืชรายนี้อยู่สหภาพยุโรป แต่ขณะเดียวกันนโยบายของประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปได้ยกเลิกการผลิตและจำหน่ายไปแล้ว อย่างไรก็ดี ทราบว่าเร็วๆ นี้คณะทำงานจะเชิญผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือถึงแนวทางก่อนที่ พ.ร.บ.จะออกประกาศในปี 2562

“เราเพียงตั้งข้อสังเกตต่อบทบาททั้งหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการที่เข้ามาชี้แจง แต่เรื่องผลกระทบต่อเกษตรกรและประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะด้านสุขภาพอาจเกิดพิษสะสมที่ก่อให้เกิดโรคตามมา ต้องให้หน่วยงานหลักสาธารณสุขเป็นผู้กำหนด ไม่ใช่กระทรวงเกษตรฯ” “กอบกาญจน์” และ ททท. เชียร์แนวคิดกระตุ้นท่องเที่ยวไทยในเวทีโลกผ่านศิลปวัฒนธรรม เหมือนเกาหลี เตรียมทำแผนรณรงค์เสนอ “บิ๊กเจี๊ยบ” เดินหน้า แบงก์ชาติเผยปราบทัวร์ศูนย์เหรียญจบแล้วดันจีนเที่ยวไทยเพิ่ม 4 แสน ปรับเป้ารวมปีนี้ได้แน่ 34.9 ล้านคน