หลังตัดแต่งกิ่งลำไยได้ 7 วัน ก็ต้องฉีดพ่นปุ๋ยเพื่อดึงใบอ่อน

ให้ออกมาเสมอกันทั้งต้น แต่เนื่องจากสวนมีขนาดใหญ่ จึงเลือก ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ที่เป็นปุ๋ยทางดิน เอามาประยุกต์ฉีดพ่นทางใบแทนปุ๋ยทางใบที่มีสูตรตัวหน้า (ไนโตรเจน) สูงๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต จากการใช้ปุ๋ยยูเรีย ก็ใช้ได้ผลดีพอสมควร อัตราที่ใช้คือ ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 จำนวน 5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร (สามารถผสมสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงฉีดพ่นไปพร้อมกันได้เลย) แต่ถ้าให้ได้ผลดียิ่งขึ้น แนะนำว่าบวกกับฮอร์โมน “จิบเบอเรลลิน” (Gibberellin) ฉีดพ่นเพื่อกระตุ้นให้ต้นลำไยแตกใบอ่อนออกมาพร้อมสม่ำเสมอกันทั่วทั้งต้น แตกใบเร็วขึ้น ออกมารุ่นเดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการดูแล

นั่นมีความสำคัญมากในการทำใบลำไยให้ออกมาเป็นชุดๆ ระวังหนอนและแมลงกัดกินใบอ่อน เช่น หนอนคืบกินใบ หนอนมังกร หนอนหนาม ด้วงกินใบ ด้วงกุหลาบ และแมลงค่อมทอง การป้องกันกำจัด ให้ฉีดสารเคมี เช่น คลอไพรีฟอส 50%+ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร

หลังจากแตกใบอ่อนได้ราวๆ 10 วัน คือเมื่อใบลำไยเริ่มคลี่แผ่ออก ก็จะต้องเริ่มฉีดสะสมอาหารด้วยปุ๋ยและฮอร์โมนทางใบ ปุ๋ยที่ใช้ก็จะใช้ปุ๋ยเกล็ด สูตร 0-52-34 อัตรา 5 กิโลกรัม ผสมกับน้ำตาลทางด่วน 1 ลิตร ผสมกับแมกนีเซียมเดี่ยว (Mg) อัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 1,000 ลิตร (บวกสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามสถานการณ์ไปได้พร้อมกันเลย) การฉีดสะสมอาหารจะฉีดพ่นด้วยสูตรนี้ทั้ง 3 ครั้ง ห่างกันทุกๆ 10 วัน

พออายุใบลำไยได้ 45 วัน ใบลำไยจะอยู่ในระยะเพสลาดเกือบจะแก่ เราจะต้องราดสาร “โพแทสเซียมคลอเรต” (Potassium Chlorate) หรือ “โซเดียมคลอเรต” (Sodium Chlorate) การราดสารทำได้หลายวิธี เช่น วิธีการราดหรือหว่านทางดิน เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากการตอบสนองของลำไยค่อนข้างได้ผลแน่นอนกว่าวิธีอื่น

การให้ทางดินมี 2 วิธี คือ การผสมน้ำรดใต้ชายทรงพุ่มลำไย โดยชั่งสารตามที่ให้คำนวณไว้ของแต่ละต้น ละลายในน้ำที่บรรจุในถังพลาสติก เมื่อละลายดีแล้วจึงเติมน้ำให้พอที่จะราดได้ทั่ว ปกติจะผสมน้ำให้ได้ประมาณ 60-80 ลิตร ต่อต้น หลังราดสารแล้วจำเป็นต้องให้น้ำเป็นระยะๆ เพื่อให้ยังคงมีความชื้นอยู่ สำหรับการดูดซับสารของรากจนกว่าจะออกดอก อีกวิธีหนึ่งคือ การหว่านในรูปของผงผลึกที่ชั่งไว้ตามที่คำนวณ โดยหว่านให้ทั่วโคนต้นแล้วรดน้ำตาม วิธีนี้เหมาะสำหรับให้สารในช่วงมีฝนตกชุกจะได้ผลดี แต่วิธีแรกจะได้ผลดีเมื่อดินแห้ง มีความชื้นน้อย ก่อนราดสารทางดินควรกำจัดวัชพืชหรือเศษใบไม้ใบหญ้าออกจากโคนต้นก่อน เพื่อป้องกันการตกค้างของสารบนวัสดุดังกล่าว เมื่อทำความสะอาดแล้วสารจะได้ซึมลงสู่ดินและดูดซึมด้วยรากได้ทันที ขณะที่ชั่งสารละลายสารและราดสารต้องสวมถุงมือและหน้ากากป้องกันสารพิษด้วย

ต้นลำไยที่จะราดสารต้องเป็นต้นที่มีใบแก่เขียวเข็มและสมบูรณ์ หากเห็นมีใบอ่อนเริ่มพัฒนาแล้วไม่ควรราดสาร เพราะใบอ่อนจะพัฒนาต่อไปจนเป็นใบแก่และไม่ออกดอก จำเป็นต้องมีแหล่งน้ำเพียงพอเนื่องจากต้องให้น้ำบ้างหลังให้สารแล้ว มิฉะนั้นใบจะเหลืองเหี่ยวเฉาและต้นอาจตายได้ สารคลอเรตควรเป็นสารบริสุทธิ์ในรูปผลึกสีขาว หากเป็นสีอื่นแสดงว่าได้รับการผสมกับสารอื่น และไม่ควรใช้ เพราะอาจเป็นอันตรายหรือเกิดการระเบิดได้

ถ้าหลังมีฝนตกหนักและมีน้ำขังบริเวณโคนต้นหรือดินชุ่มน้ำการราดสารจะไม่ได้ผล เนื่องจากระบบรากอิ่มน้ำอยู่ก่อนแล้ว และไม่ดูดสารที่ราดในปริมาณที่เพียงพอ ถ้าสภาพอากาศหนาวการแสดงผลการราดสารไม่ชัดเจน เนื่องจากความเย็นทำให้ต้นลำไยเกิดความเครียด ต้นจะชะงักการเจริญเติบโต แต่ระบบรากก็ยังคงดูดธาตุอาหารได้ ซึ่งสารจะถูกดูดเข้าสู่ลำต้นได้เช่นกัน ลำไยเมื่อได้รับสารจะกระตุ้นให้ออกดอก แต่ดอกไม่สามารถพัฒนาออกมาได้ จนกว่าสภาพอากาศอุ่นขึ้น ทำให้ดอกพัฒนาออกมาพร้อมกับดอกที่ออกตามฤดูปกติ

วิธีการราดสารละลายหรือหว่านสารลงดิน เป็นวิธีที่นิยมทำกันมากที่สุด เนื่องจากต้นลำไยตอบสนองได้ดีและแสดงผลชัดเจน โดยเลือกต้นที่มีความสมบูรณ์ดังกล่าวข้างต้น ควรผ่านการแตกใบอ่อนแล้ว 2 ครั้ง ขึ้นไป ใบควรมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ปลายยอดยังแข็งและยังไม่เริ่มพัฒนาเป็นใบอ่อน ทำความสะอาดบริเวณทรงพุ่มโดยเอาหญ้าและเศษขยะออกจากโคนต้นให้หมด เพื่อให้สารละลายซึมลงสู่รากบริเวณผิวดินได้ง่ายขึ้น หากดินแห้งเกินไปควรพรมน้ำเล็กน้อยในบริเวณทรงพุ่มก่อนราดสาร เพื่อให้เวลาราดสารแล้วจะได้ซึมไปสู่รากสะดวกรวดเร็วขึ้น แต่ถ้าหากดินชุ่มฉ่ำน้ำมากไปต้องระบายน้ำออกและควรปล่อยให้ดินแห้งพอควรจึงค่อยราดสาร วัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของทรงพุ่มเป็น “เมตร” แล้วคูณด้วย 60 ก็จะเป็นปริมาณสารที่ใช้เป็นกรัม เช่น วัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มได้ 6 เมตร ก็จะใช้สารโพแทสเซียมคลอเรตบริสุทธิ์ 95% เท่ากับ 6×60 = 360 กรัม เป็นต้น

หากต้นลำไยมีขนาดใหญ่มาก เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 10 เมตร ขึ้นไป ก็ไม่ควรใส่สารเกินต้นละ 1 กิโลกรัม นำสารผสมน้ำให้พอที่จะราดได้ทั่วรอบโคนต้น ซึ่งประมาณ 60-80 ลิตร ต่อต้น เวลาราดสารให้ห่างโคนต้น ประมาณ 50 เซนติเมตร และราดทั่วบริเวณภายในทรงพุ่มจนถึงชายพุ่มที่ได้ทำความสะอาดไว้ หลังราดสารแล้วจำเป็นต้องให้น้ำเพื่อรักษาความชื้นให้พอเหมาะอยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วง 10 วันแรก เพื่อสารจะได้ซึมเข้าสู่รากอย่างต่อเนื่อง และป้องกันมิให้เป็นพิษต่อรากและต้นลำไย หรือสะสมในดิน

หากใช้วิธีการหว่านสาร ซึ่งเป็นผลึกลงในดินโดยตรง ยิ่งจำเป็นที่จะต้องให้น้ำในปริมาณมากและสม่ำเสมอเพื่อละลายสาร ซึ่งบางครั้งเป็นก้อนเล็กก้อนใหญ่ไม่เท่ากัน การละลายจึงยากง่ายต่างกัน บางครั้งหว่านสารในปริมาณที่มากและก้อนใหญ่ทำให้ละลายช้า จึงมีผลต่อการออกดอกซ้ำซ้อน จะเห็นว่าเมื่อดอกรุ่นแรกเริ่มติดผล แต่ช่อที่ติดผลนั้นมีปริมาณผลน้อย ดอกก็จะออกมาในช่อนั้นอีก ทำให้มีดอก 2 รุ่น ผล 2 รุ่น เล็กบ้างใหญ่บ้างซึ่งจะมีผลต่อการเก็บเกี่ยวในอนาคตข้างหน้าอีก เพราะแก่ไม่พร้อมกัน ถ้าติดผลไม่ดีทั้งต้น ก็จะมีดอกประปรายทั้งต้น เป็นปัญหามาก แต่ต้นที่ติดผลดกจะไม่พบอาการออกดอกซ้ำซ้อน

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ในช่วงฤดูแล้งที่ใกล้จะมาถึงเป็นช่วงที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในทุกสาขาอาชีพรวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงไหม เนื่องจากโดยทั่วไปสภาพอากาศร้อนจะไม่เหมาะต่อการเลี้ยงไหม ทำให้ไหมอ่อนแอเป็นโรคได้ง่าย ดังนั้น การเลี้ยงหนอนไหมในช่วงฤดูร้อนจึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องของความสะอาดเป็นอย่างมาก

เกษตรกรควรหมั่นทำความสะอาดโรงเลี้ยงและอุปกรณ์การเลี้ยงให้ปลอดโรค สำหรับการเลี้ยงหนอนไหมวัย 1-3 ควรปรับลดอุณหภูมิในห้องเลี้ยงไหมโดยใช้วิธีการราดน้ำบนพื้นในโรงเลี้ยงไหมเพื่อลดความร้อนของโรงเลี้ยงไหม ส่วนการเลี้ยงหนอนไหมวัย 4-5 ควรมีการระบายอากาศในช่วงที่อากาศร้อนสูง โดยเลี้ยงไหมในปริมาณที่ไม่หนาแน่นเกินไป ดูแลจัดการสภาพรอบๆ กระด้งเลี้ยงหนอนไหมให้มีการระบายอากาศได้ดี เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และควรควบคุมอุณหภูมิในโรงเลี้ยงไหมให้อยู่ระหว่าง 24-30 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิในโรงเลี้ยงไหมสูงเกินไป อาจใช้วิธีการติดสปริงเกลอร์บนหลังคาเพื่อลดความร้อนของโรงเลี้ยงไหม

นอกจากนี้ ใบหม่อนที่นำมาเลี้ยงไหมควรมีคุณภาพเหมาะสมกับวัยของหนอนไหม โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บใบหม่อนควรจะเป็นเวลาเช้าหรือเย็น เพื่อป้องกันไม่ให้ใบหม่อนเหี่ยว แนะนำให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำปิดตะกร้าใบหม่อน เพื่อทำให้ใบหม่อนสด เมื่อนำไปเป็นอาหารหนอนไหมก็จะส่งผลดีต่อ ผลผลิตรังไหม

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลหรือคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ กรมหม่อนไหม เบอร์โทรศัพท์ (02) 558-7924-26 หรือที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียติฯ ทั้ง 21 ศูนย์ทั่วประเทศ

สกว. – จุฬาฯ ร่วมเปิดเวทีสาธารณะนโยบายน้ำ สกว. ครั้งที่ 10 “การบริหารจัดการน้ำภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับยุทธศาสตร์น้ำของประเทศ”

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นประธานในการเปิดงาน “เวทีสาธารณะนโยบายน้ำ สกว. ครั้งที่ 10” : การบริหารจัดการน้ำภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับยุทธศาสตร์น้ำของประเทศ” เวทีที่จัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำและร่วมกันหาแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดความยั่งยืนตามแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ ณ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ

นายสราวุธ ชีวะประเสริฐ รักษาการที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงข้อมูลแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปี (2561-2580) ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่ามีเป้าหมายใหญ่ 4 ด้านด้วยกัน คือ 1. ด้านการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ประปาหมู่บ้านต้องมีคุณภาพได้มาตรฐานภายในปี 2573 มีการขยายเขตประปา สำรองน้ำต้นทุนเพื่อรองรับเมืองหลัก เมืองท่องเที่ยว หรือเศรษฐกิจที่สำคัญ อัตราการใช้น้ำต่อประชากรต้องลดลงภายในปี 2570

2. ด้านการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต จะพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำและระบบส่งน้ำให้เต็มศักยภาพ พัฒนาแหล่งน้ำทางเลือกสนับสนุนพื้นที่สำคัญ จัดหาน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝนลดความเสี่ยงและความเสียหายในพื้นที่วิกฤต ร้อยละ 50 ตลอดจนเพิ่มผลิตภาพและปรับโครงสร้างการใช้น้ำ 3. ด้านการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย มีการปรับปรุงการระบายน้ำและสิ่งกีดขวาง

จัดทำผังลุ่มน้ำและบังคับใช้ในผังเมืองรวมและจังหวัดทุกลุ่มน้ำ ป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง 764 เมือง บรรเทาอุทกภัยพื้นที่วิกฤตร้อยละ 60 เพิ่มประสิทธิภาพการปรับตัวและเผชิญเหตุในพื้นที่น้ำท่วม 4. ด้านการจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ป้องกันและลดการเกิดน้ำเสียที่ต้นทาง พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชน การนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ จัดสรรน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และฟื้นฟูแม่น้ำ ลำคลอง และแหล่งน้ำธรรมชาติ

5. ด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ มุ่งเน้นการฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม ป้องกันการเกิดการชะล้างและการพังทลายของดินในพื้นที่เกษตรลาดชัด และ 6. ด้านการบริหารจัดการ สร้างระบบฐานข้อมูล ระบบติดตามประเมินผล สนับสนุนการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการพัฒนานักวิจัย นวัตกรรม เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มภาคบริการและการผลิต

โดยปัจจุบันคณะทำงานได้จัดทำเป้าหมายเร่งด่วนระยะ 5 ปี เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย เพื่อทำตามแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำดังกล่าวที่วางไว้ อาทิ เพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้าน 10,194 หมู่บ้าน จัดทำโครงการพัฒนาระบบน้ำชุมชนเพื่อเกษตรกรยังชีพนอกเขตชลประทานสู้ภัยแล้ง 1,837 ตำบล เพื่อแก้วิกฤตภัยแล้งให้ลดลงอย่างน้อยร้อยละ 50 ตลอดจนเพิ่มผลิตภาพปรับโครงสร้างการใช้น้ำในพื้นที่ชลประทานเดิม พื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออก และพื้นที่พัฒนาระบบส่งน้ำใหม่

ในขณะที่ รศ.ดร.สุจริต คุณธนกุลวงศ์ นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า สถานภาพการบริหารจัดการน้ำของประเทศที่ผ่านมามีความมุ่งมั่นในการแก้แต่ยังคงมีอีกหลายปัญหาที่รออยู่ ปัจจุบันจึงมีการวางเป้าหมาย แผนแม่บทเพื่อแก้ปัญหาและสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ภายใต้การดำเนินการหลายระดับทั้งในส่วนของการซ่อม สร้าง การพัฒนาที่ต้องก้าวกระโดด ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวต้องดำเนินการไปพร้อมๆ กับการเตรียมคน เตรียมข้อมูลด้านวิชาการ ตลอดจนข้อมูลข่าวสารและการปรับตัว ตลอดจนควรมีการสร้างแพลตฟอร์มการทดลองเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่าน โดรนอนาคตอันใกล้ที่ไทยกำลังก้าวสู่ยุค 5 G เทคโนโลยีนี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการเรื่องน้ำด้วย

นางสลิลา เทพเกษตรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรออสเตรเลีย เชื้อสายมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้บริหาร บริษัท Tropical Primary Product (TPP) ได้ประสบความสำเร็จในการเพิ่มผลผลิตทุเรียน พันธุ์ HEW1 ที่เป็นพันธุ์ของมาเลเซียได้แล้ว และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อจำหน่ายในร้านค้าปลีกและซูเปอร์มาร์เก็ตตามเมืองต่างๆ ในออสเตรเลีย เช่น ซิดนีย์ เมลเบิร์น และเอดิเลด ที่มีชาวเอเชียอาศัยอยู่และมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยว

ทั้งนี้ สำนักงานฯ ได้ทำการสำรวจตลาดพบว่า มีทุเรียนสดวางจำหน่ายในตลาดที่เป็นแหล่งอาศัยของชาวเอเชีย แต่รสชาติยังไม่คงที่ มีเม็ดใหญ่ เนื้อไม่แน่น อีกทั้งหากเปรียบเทียบกับทุเรียนสดแช่เย็นจนแข็งทั้งลูกของไทยหรือทุเรียนสดแกะเปลือกที่นำเข้าจากไทย ทุเรียนสดออสเตรเลียมีราคาสูงกว่ามาก คาดว่าผลผลิตทุเรียนในฤดูกาลต่อไป รสชาติและคุณภาพน่าจะดีขึ้น เพราะบริษัทดังกล่าวได้เร่งพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

สำหรับทุเรียนที่วางจำหน่ายในตลาดในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นทุเรียนแช่แข็งทั้งลูก ทุเรียนแกะพูแช่แข็งเกรดพรีเมี่ยมที่นำเข้าจากไทย มาเลเซีย และเวียดนาม และยังมีทุเรียนสดแกะพูที่นำเข้ามาจำหน่ายในช่วงหน้าทุเรียนของไทยด้วย โดยมีทุเรียนจากมาเลเซียเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์ Musang King และพันธุ์ WEW1 โดยมั่นใจว่าทุเรียนไทย จะยังเป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับต่อไป แต่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกจะต้องให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพและมาตรฐานของทุเรียนไทยให้ดีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับผู้บริโภค

ทางด้านการส่งออกทุเรียนจากไทยไปออสเตรเลีย พบว่า ในปี 2560 ไทยส่งออกทุเรียนแช่เยือกแข็งมาออสเตรเลียมีมูลค่า 106.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% ส่งออกทุเรียนสดแช่เย็นมูลค่า 10.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 114.11% ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกในลักษณะทุเรียนแกะพูมากกว่าทุเรียนผล เนื่องจากทุเรียนผลแช่เย็นมีโอกาสที่แมลงจะติดมาด้วยสูง และมักจะถูกสุ่มตรวจโดยการผ่าผลทุเรียนในปริมาณสูง ทำให้ไม่คุ้มค่าต่อการนำเข้า ส่วนช่วงเดือนม.ค.-ต.ค. 2561 ไทยส่งออกทุเรียนแช่เย็นจนแข็งมาออสเตรเลียมีมูลค่า 119.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.18% และส่งออกทุเรียนสดมีมูลค่า 18.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.87%

นางสลิลา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันสินค้าผักและผลไม้สดจากไทยที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาจำหน่ายในออสเตรเลียได้แล้ว คือ หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน สับปะรด มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ มะพร้าวอ่อน ทุเรียน และส้มโอแกะเปลือก ล่าสุดในการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการสุขอนามัย สุขอนามัยพืชและมาตรฐานอาหาร (SPS Expert Group) ระหว่างไทย-ออสเตรเลีย ครั้งที่ 14 ที่นครเมลเบิร์น ไทยประสบความสำเร็จในการเจรจาต่อรองกับออสเตรเลียโดยอนุญาตให้นำเข้ามะม่วงฉายรังสีจากไทยได้อย่างเป็นทางการ ขณะที่ออสเตรเลียจะส่งออกลูกพลับฉายรังสีและอะโวกาโดเป็นการแลกเปลี่ยน

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือ โทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2562 องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดงาน “ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก. จังหวัดอุดรธานี” ยกทัพสินค้าเกษตรคุณภาพจากจังหวัดต่างๆ ทั่วภูมิภาค กว่า 40 ร้านค้า ร่วมจัดแสดงและจำหน่าย หวังเพิ่มช่องทางตลาดเกษตรกร เชื่อมโยงผลผลิตทางการเกษตรระดับภูมิภาค พร้อมต่อยอดสินค้าสู่ความต้องการผู้บริโภค

นายสิธิชัย จินดาหลวง รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ประธานเปิดงานฯ กล่าวว่า จังหวัดอุดรธานี ถือว่าเป็นศูนย์กลางการค้าที่มีศักยภาพ มีความเติบโตของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สามารถรองรับการลงทุน การกระจายสินค้าที่หลากหลายในระดับภูมิภาค การจัดงาน “ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก. จังหวัดอุดรธานี” ครั้งนี้ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้ส่งเสริมการตลาดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรสู่ผู้บริโภคโดยตรง รวมทั้งสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพจากทั่วภูมิภาคที่นำสินค้ามาร่วมจัดแสดงและจำหน่าย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และยังเป็นการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้เกษตรกรผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังจะทำให้เกษตรกรได้เรียนรู้ระบบการตลาดในส่วนภูมิภาค เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยตรง อันจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้สู่ท้องถิ่น สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น นำพาให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง เป็นกำลังของประเทศชาติต่อไป

ด้าน นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (ผอ. อ.ต.ก.) กล่าวว่า องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินงานภายใต้โครงการพัฒนาการจัดระบบการตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพในระดับพื้นที่ เชื่อมโยงระบบการผลิตในระดับชุมชนกับระบบการตลาด สร้างช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ

โดย อ.ต.ก. ดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่สนับสนุนให้การตลาดนำการผลิต เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเกษตรกร โดย ตั้งแต่ ปี 2554 อ.ต.ก. ได้ดำเนินงานในลักษณะการจัดกิจกรรมตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ ทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ในภูมิภาค มาอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร เกิดการกระจายรายได้ ส่งผลถึงภาพรวมต่อเศรษฐกิจที่ดีในประเทศ

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ อ.ต.ก. เห็นว่าจังหวัดอุดรธานี มีศักยภาพเป็นศูนย์กลางที่สามารถเชื่อมโยงและกระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภคในพื้นที่ และประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง จะทำให้เกษตรกรได้เรียนรู้หลักของการตลาด เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่าย เพื่อนำไปพัฒนาผลผลิตของตน อ.ต.ก. จึงได้จัดงาน “ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก. จังหวัดอุดรธานี” ขึ้นระหว่าง วันที่ 20-24 มีนาคม 2562 ณ ลานกิจรรมชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ภายในงานจะมีความหลากหลายของสินค้าจากเครือข่ายองค์กรเกษตรกร รวมทั้งเชื่อมโยงสินค้าเกษตรที่ได้คัดสรรจากจังหวัดต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค นำมารวมไว้ ณ ที่แห่งนี้

นอกจากการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพในงานแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การสาธิตการปรุงอาหาร, จัดสวน, เพาะกล้า, จัดดอกไม้ การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินรับเชิญ ตลอดจนกิจกรรมการส่งเสริมการขาย จำหน่ายสินค้านาทีทองทุกวัน ตั้งแต่ วันที่ 20-24 มีนาคม 2562 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี งานนี้ชมฟรี!! ตลอดงาน

กลุ่มไทยอีสเทิร์น จับมือ ม.เกษตร เดินหน้ายกระดับยางพารา ปาล์มน้ำมัน วางเป้าหมายพัฒนาอุตสาหกรรมเติบโตอย่างยั่งยืน คาดมูลค่าทะลุกว่า 2 หมื่นล้านบาท

นายเฉลิม โกกนุทาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทไทยอีสเทิร์น เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด และ บริษัท ไทยอีสเทิร์น อินดัสเตรียล แลนด์ จำกัด กับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ การทําวิจัยด้านยางพาราและปาล์มน้ำมัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ความร่วมมือครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อภาคเกษตรกรรมโดยรวม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางพาราและปาล์มน้ำมัน ได้แก่ 1. ด้านองค์ความรู้ เช่น การคิดค้นหลักสูตรเพื่อสร้างบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมเกษตรด้านยางพาราและปาล์มน้ำมัน รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรเพื่อพัฒนาคุณภาพและเพิ่มผลผลิตต่อไป 2. ด้านงานวิจัย จะร่วมกันวิจัย คิดค้น สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งจะผลักดันให้เกิดความร่วมมือและขยายผลสู่ระดับสากลในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกลุ่มบริษัทฯ “Your Global Partner for Sustainability” (พันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกที่ยั่งยืน)

กลุ่มบริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป เริ่มต้นจากครอบครัวเกษตรกร พัฒนาสู่อุตสาหกรรมเกษตรด้วยการก่อตั้งโรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม เมื่อปี 2535 เพื่อรองรับผลผลิตที่จังหวัดชลบุรี และขยายสู่ธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตน้ำยางข้น ยางแท่ง ยางแท่งเกรดพิเศษ รวมถึงขยายพื้นที่เพาะปลูก ขยายสาขา ขยายกำลังการผลิต ปัจจุบันกลุ่มบริษัทมี 5 ธุรกิจ ประกอบด้วย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน พลังงาน ขนส่ง และธุรกิจสำหรับร่วมทุน

โดยถือว่า กลุ่มบริษัทเป็นโรงงานยางแท่งที่ใหญ่สุดในภาคตะวันออก และเป็นกลุ่มที่ผลิตน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ที่ใหญ่สุดในประเทศไทย โดยมีโรงงานยางในภาคตะวันออก 3 โรง โรงงานปาล์มน้ำมัน 2 โรง ในภาคอีสาน 3 โรงงาน นอกจากนี้ กลุ่มบริษัท ยังดำเนินธุรกิจ logistic เพื่อสนับสนุนการขนส่ง สร้างความสะดวกให้กับเกษตรกรผู้ผลิต มีจุดรับซื้อวัตถุดิบทั้งภาคกลาง ตะวันออก อีสาน เหนือ ครบวงจร

สำหรับธุรกิจสายยางนั้น จะเน้นลูกค้ากลุ่มพรีเมี่ยม เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของลูกค้าในระดับ Global Brand เช่น กลุ่มผลิตยางล้อรถยนต์ บริดจ์สโตน มิชลิน Pirelli Apollo Continental Sumitomo รวมถึงกลุ่มถุงมือยาง ในส่วนสายปาล์มน้ำมัน กลุ่มบริษัทจัดส่งให้ผู้ผลิตทั้งที่เป็นกลุ่มผลิตน้ำมันปรุงอาหาร และกลุ่มผลิตน้ำมัน B100 ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระดับ Top 5 ของประเทศ ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในสินค้าของกลุ่มบริษัท เนื่องจากกลุ่มบริษัทมีการบริหารจัดการที่ดี ภายหลักใต้ธรรมาภิบาล ทำให้เกิดเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกที่ที่ยั่งยืน นั่นหมายความว่า จะเป็นพันธมิตรที่ก้าวเข้าไปสู่ธุรกิจที่ยั่งยืนร่วมกันต่อไปในอนาคต

นายเฉลิม กล่าวต่อว่า ปีที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทมียอดขายรวมทั้งยางพาราและสายปาล์มน้ำมันกว่า 8,000 ล้านบาท โดยเฉพาะธุรกิจยางพารา ซึ่งได้ขยายกำลังการผลิตยางแท่งจากเดิมเพิ่มขึ้นมาอีก 30% และในปีนี้มีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นมาอีก 50% รวมไปถึงแผนในการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพในสายพลังงานอีกด้วย

การเติบโตของกลุ่มบริษัทแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มบริษัทไทยอีสเทิร์นอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งความยั่งยืนนั้นนอกจากจะเกิดจากการบริหารจัดการที่ครอบคลุม ทันสมัย และมีธรรมาภิบาลแล้ว สิ่งสำคัญอย่างยิ่ง คือการสร้างเสริมบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะการจัดการที่ตรงตามสายงาน ตอบสนองต่ออุตสาหกรรมการเกษตรโดยตรง รวมถึงการเดินหน้างานวิจัยและพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม

ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของความร่วมมือในครั้งนี้ แม้ความร่วมมือในครั้งนี้ ยังไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเลขได้ แต่สามารถประเมินค่าความยั่งยืนที่จะเกิดขึ้นได้ และคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าการลงทุนภายในเขตประกอบการเพิ่มขึ้นกว่า 2 หมื่นล้านบาท

“ประเทศไทยมีเศรษฐกิจรากฐานกว่า 70% เป็นอุตสาหกรรมเกษตร ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ส่งผลให้ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านกายภาพ คือ ดินที่เอื้อต่อการผลิตสินค้าทางการเกษตรที่มีคุณภาพดีได้ แต่เรายังตามหลังนานาชาติในเรื่องของเทคโนโลยี ความรู้ การวิจัย รวมถึงนวัตกรรมต่างๆ อยู่ ทั้งที่ประเทศไทยมีดินดำ น้ำชุ่ม อากาศดี ขณะที่ต่างชาติมีเพียงเทคโนโลยี นวัตกรรมที่ไม่สามารถนำดินดำน้ำชุ่มไปใช้ได้ ซึ่งเราสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาสู่ดินดำน้ำชุ่มของไทยได้” นายเฉลิม กล่าว

อย่างไรก็ตามกลุ่มบริษัทไทยอีสเทิร์นฯ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมการวิจัย พัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงได้ทำบันทึกข้อตกลงที่จะร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ทางด้านยางพาราและปาล์มน้ำมัน ส่งเสริมและสนับสนุนการทำวิจัยทางด้านยางพาราและปาล์มน้ำมัน และพัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐานและห้องปฏิบัติการนวัตกรรมทางด้านยางพาราและปาล์มน้ำมัน