หลายคนที่เคยกินปลาราดน้ำปลาแบบเดิมๆ ลองเปลี่ยนมาลิ้มลอง

ปลาลิ้นหมาทอดราดน้ำปลา อร่อยไม่แพ้กัน ลูกค้าที่ร้านติดใจทุกคน กรมส่งเสริมการเกษตร นายธาร นวลนึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 สุราษฎร์ธานี กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริหารการเกษตรเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561 ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอปะทิว จ.ชุมพร

ซึ่งมี นายวีรวัฒน์ จีรวงษ์ เจ้าของสวนทวีทรัพย์ เป็นประธานศูนย์ฯ พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการจากหน่วยงานของรัฐและฐานการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรที่เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ อีกทั้งนิทรรศการ การผลิตทุเรียนจากอดีตสู่ปัจจุบัน

โดยมีเกษตรกรในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาร่วมงาน ประมาณ 500 คน และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากหน่วยงานฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน สถาบันการศึกษา และสถาบันเกษตรกร Young Smart Farmer และ Smart Farmer สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นๆ ในพื้นที่

เพราะน้ำคือชีวิตของทุกสรรพสิ่ง ที่ใดมีน้ำที่นั่นย่อมมีชีวิต…

และในวันนี้ หลายชีวิตในตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็กำลังจะกลับคืนสู่ความชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เมื่อ เอสซีจี ผนึกกำลังกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ เดินหน้า โครงการรักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที จัดกิจกรรม รักษ์น้ำ “จากภูผา สู่มหานที”… เรียนรู้วิถีคนต้นน้ำชุมชนถ้ำใหญ่ สร้างฝาย
ชะลอน้ำในพื้นที่ตำบลถ้ำใหญ่เพิ่ม 100 ฝาย เพื่อรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศป่าต้นน้ำของลำน้ำสาขา
จากเทือกเขานครศรีธรรมราช อันเป็นต้นน้ำของลุ่มน้ำตรัง

การสร้างฝายชะลอน้ำในครั้งนี้ มีแกนนำชุมชนบ้านน้ำพุและชุมชนเครือข่ายของมูลนิธิอุทกพัฒน์
ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นแกนนำในการขยายพื้นที่สร้างฝายชะลอน้ำในชุมชนบ้านวังไทร 20 ฝาย และชุมชนบ้านนาตาแย้ม 80 ฝาย โดยมี ดร.รอยล จิตรดอน ให้เกียรติลงพื้นที่มาให้กำลังใจแก่ชุมชนและภาคีเครือข่ายที่มาร่วมกิจกรรมกว่า 380 คน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนจาก จ.นครศรีธรรมราช และ จ.ตรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้องๆ เยาวชนจิตอาสาจากหลากหลายกลุ่ม อาทิ เยาวชนจากค่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากโรงเรียนรอบโรงงาน บ.ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จก. เยาวชนกลุ่มพนาดร จ.นครศรีธรรมราช เยาวชนกลุ่มพิทักษ์ดุหยง เกาะลิบง จ.ตรัง และเยาวชนในพื้นที่ตำบลถ้ำใหญ่ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีในการต่อยอดแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้เยาวชนหันมาร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

โดย ดร.รอยล จิตรดอน เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กล่าวว่า
“รู้สึกดีใจมาก เมื่อเห็นเยาวชนในพื้นที่เข้ามาร่วมกิจกรรมกันเยอะขนาดนี้ เพราะการแก้ปัญหาจะดีขึ้นได้ในวันนี้ เพราะชุมชนหันมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และจะดีขึ้นในอนาคตก็ด้วยจากเยาวชนเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหา”

ในขณะที่ นายสุทิน พรชัยสุรีย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช
กล่าวเพิ่มเติมว่า “เป็นความร่วมมือที่น่าภาคภูมิใจที่คนในพื้นที่มาร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม เพื่อความอุดมสมบูรณ์และสมดุลของธรรมชาติอย่างยั่งยืน”

“การได้เห็นชุมชนในพื้นที่ทุกๆ ชุมชนลุกขึ้นมาฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และสร้างความอุดมสมบูรณ์ด้วยฝายชะลอน้ำจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น ทำให้ผมภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก” นายอนุวัตร นาคฤทธิ์ นายกเทศมนตรีตำบลถ้ำใหญ่ กล่าวปิดท้าย

ซึ่งโครงการรักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที เป็นโครงการที่ เอสซีจี น้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานตั้งแต่ ปี 2550 และมุ่งมั่นสืบสาน รักษา ต่อยอด
การบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ สู่ปลายน้ำ ผ่านกระบวนการ
สร้างการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชน ให้เกิดความเข้าใจและสามารถบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เครื่องมืออย่าง ฝายชะลอน้ำ คืนสมดุลให้ระบบนิเวศป่าต้นน้ำสระพวงเชิงเขา และแก้มลิง ให้เป็นแหล่งสำรองน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภค รวมถึง บ้านปลา แหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลขนาดเล็กเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่งทะเล เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ที่ยั่งยืนตลอดเส้นทางน้ำ นับจากภูผา สู่มหานที โดยที่ผ่านมา มีตัวอย่างความสำเร็จของโครงการเกิดขึ้นมากมาย อาทิ

การสร้างฝายชะลอน้ำกว่า 75,500 ฝาย ในพื้นที่ต้นน้ำทั่วประเทศ ซึ่งช่วยฟื้นฟูป่าชุมชนให้คืนความสมดุลกว่า 240,000 ไร่ ลดการเกิดไฟป่าจากปีละ 300 ครั้ง จนแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย ชุมชนมีน้ำใช้ในหน้าแล้งและน้ำไม่ท่วมในหน้าฝน อีกทั้งชุมชนยังมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการหาของป่าและทำเกษตร 9,200 บาท/ครัวเรือน/เดือน และมีรายได้จากการเปิดบ้านเป็นที่พักแบบโฮมสเตย์รวม 10 ชุมชน กว่า 2.5 ล้านบาท

การสร้างบ้านปลา ในพื้นที่ภาคตะวันออก ที่สร้างบ้านปลาจากท่อ PE100 ซึ่งมีคุณสมบัติทนต่อแรงดันและการกัดกร่อนสูง มีอายุการใช้งานนานกว่า 50 ปี และไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตราย เป็นการช่วยเพิ่มแหล่งทำประมงใกล้ชายฝั่ง สร้างรายได้เพิ่มให้แก่ชุมชนประมงในทะเลระยองและชลบุรี พร้อมๆ ไปกับฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่ท้องทะเล เห็นได้จากการที่พบสิ่งมีชีวิตในทะเลบริเวณบ้านปลาเพิ่มขึ้นเป็น 120 ชนิด (ในปี 2560) จากเดิมที่พบเพียง 23 ชนิด (ในปี 2559) เท่านั้น หรือ

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน กับการสร้างบ้านปลา จำนวน 100 หลัง บริเวณคลองลัดเจ้าไหม ใน พื้นที่ภาคใต้ ที่ชุมชนบ้านมดตะนอย ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ที่มีการปรับประยุกต์วัสดุให้เหมาะสมกับพื้นที่และความต้องการของชุมชน โดยใช้ปูนทนน้ำทะเลที่ทนทานต่อน้ำกร่อย มาออกแบบเป็นวงกลมเพื่อให้แข็งแรงทนทาน เคลื่อนย้ายสะดวก และสวยงามตามธรรมชาติ เป็นต้น

และเพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำ สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน เอสซีจี เตรียมพร้อมสำหรับกิจกรรมครั้งต่อไปในโครงการรักษ์น้ำ จากภูผา
สู่มหานที กับ โครงการบ้านปลา ที่เอสซีจี จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เดินหน้าสานต่อ จิตอาสาสร้างบ้านปลา เอสซีจี ที่ จ.ระยอง ในช่วง 22-24 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ ร่วมคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศทางทะเล
เพิ่มแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน พร้อมส่งเสริมให้กลุ่มประมงพื้นบ้านประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน
โดยสามารถติดตามรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่

ผศ.ดร. วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผอ.กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเผยว่า กอง ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจผ้าทอไทยร่วมใจบ้านกร่างท่าวัว หรือกลุ่มทอผ้าบ้านกร่าง ตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของไก่ชนเหลืองหางขาว ส่งเสริมการผลิตผ้าขาวลวดลายใหม่ชื่อว่า “เหลืองหางขาว” ขึ้น

“ผ้าขาวม้าเป็นผ้าทอที่คนไทยคุ้นเคย ผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตมาเนิ่นนานทุกยุคสมัย ในจังหวัดพิษณุโลกมีกลุ่มทอผ้าบ้านกร่างเพียงกลุ่มเดียวที่ยังคงทอผ้าขาวม้าออกสู่ท้องตลาด สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ คือ ผ้าขาวม้าตาเล็ก สีส้มเหลือง จึงเห็นว่าควรส่งเสริมให้มีผ้าทอรูปแบบเพิ่มเติม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค และเพิ่มประเภทของผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่ม โดยช่วงระยะเวลา 2 เดือน ในการผสมผสานศาสตร์และศิลป์ จากเรื่องราวทางประวัติศาสตร์กับเอกลักษณ์เมืองพิษณุโลก บนรากเหง้าวัฒนธรรม เริ่มตั้งแต่การคิดค้นออกแบบลวดลาย โดย นายวชิรพงษ์ วงศ์ประสิทธิ์ นักวิชาการช่างศิลป์ กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม นำไปสู่กระบวนการถักทอฝีมือของสมาชิกกลุ่มทอผ้าบ้านกร่าง จึงก่อเกิดเป็นผ้าขาวม้า จากเส้นฝ้ายแท้ สีสันของไก่เหลือง หางขาว ได้แก่ น้ำตาล เหลือง ขาว และดำ”

สำหรับผ้าขาวม้าต้นแบบ “เหลืองหางขาว” จัดแสดงอยู่ในนิทรรศการผ้าขาวม้า ร่วมกับ ผ้าขาวม้าโบราณและผ้าขาวม้าจากการประยุกต์พัฒนาของกลุ่ม ตลาดจนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าขาวม้า ชมได้ที่พิพิธภัณฑ์ผ้า มหาวิทยาลัยนเรศวร จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน นี้

รศ.ดร. สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสิ่งแวดล้อมถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ทางจุฬาฯ ตระหนักถึงเรื่องดังกล่าวมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาและเผยแพร่ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นจิตสำนึก ตลอดจนการปรับทัศนคติด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายของการพัฒนาชาติที่ยั่งยืน

“แต่ละปีทางจุฬาฯ ร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจัดกิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกเป็นประจำทุกปี โดยปีนี้ร่วมกับโครงการอาศรมความคิด อรุณ สรเทศน์ ณ ลานเกียร์ (เปิดโลกลานเกียร์) จัดงานดังกล่าวขึ้น โดย พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “หลักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพระราชบิดา สู่พระราโชบายด้านการศึกษาแห่งองค์วชิราลงกรณ์” ทั้งยังระดมผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมเสวนาหัวข้อ “การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมในยุค Disruption” เพื่อสะท้อนมุมมองที่หลากหลายและเป็นประโยชน์ในการนำมาพัฒนาใช้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

ด้าน รศ.ดร. พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีการจัดการน้ำมันรั่วและการปนเปื้อนของน้ำมัน ในฐานะผู้จัดทำ Chula MOOC รายวิชา เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องของเรา เปิดเผยว่า การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ในโครงการ CHULA MOOC ที่จุฬาฯ พัฒนาขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถฝึกทักษะทางความคิด ความสามารถ และสติปัญญาเพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง ผ่านการจัดทำรายวิชา “เรื่องสิ่งแวดล้อมเรื่องของเรา”

หลักสูตรนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ นักเรียน นิสิตนักศึกษา เจ้าของกิจการผู้บริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างานทุกคน หรือผู้ที่สนใจได้ทราบถึงแนวคิด เทคโนโลยี และแนวทางการมีส่วนร่วมเพื่อการดูแลและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์สูงสุดกับองค์กร สังคม ประเทศชาติ รวมไปถึงสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมโลกต่อไป และหลักสูตรที่ 2 ของรายวิชา ENVIRONMENT 4.0 โดยจะเปิดรับสมัครภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ ผ่านหัวข้อสิ่งแวดล้อมและความเป็นเมือง เครื่องมือบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการพลิกโฉมด้านสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ดำเนินโครงการ “ชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ การทำเกษตรแบบธรรมชาติให้กับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า กฟผ.ให้ลด ละ เลิก การใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงในการเพาะปลูก เพื่อให้เกิดการเกื้อกูลซึ่งกันและกันระหว่างธรรมชาติและการดำรงชีวิตของมนุษย์ สำหรับโครงการข้างต้นเริ่มดำเนินการในกลุ่มวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมงมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2546 ปัจจุบันได้ขยายผลการดำเนินงานไปยังวิทยาลัยการอาชีพ และวิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการ รวมทั้งสิ้น 103 แห่ง

สถานศึกษาในสังกัดระดับภาค 4 แห่ง ประกอบด้วย จะทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานโครงการ ตลอดจนติดตามและประเมินผลการดำเนินงานประจำปี ทั้งระดับภาคและระดับประเทศ เพื่อคัดเลือกผู้มีผลงานดีเด่น โดยโครงการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 กิจกรรม คือ แปลงสาธิตการเพาะปลูก การปศุสัตว์ การประมง และการรักษาสิ่งแวดล้อมตามวิถีธรรมชาติ โดยใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพแทนการใช้สารเคมี สนับสนุนให้ ครู นักเรียน นักศึกษา ศึกษา ทดลอง คิดค้นสิ่งประดิษฐ์และงานวิจัยที่เกี่ยวของกับชีววิถี และนำผลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน

ด้าน นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. และ สอศ.จะติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการชีววิถีฯ ประจำปี 2560 เพื่อคัดเลือกผู้มีผลการดำเนินงานดีเด่นใน 8 ประเภท โดย กฝผ.จะสนับสนุนงบประมาณกับวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 5,140,600 บาท และเงินรางวัลในการประเมินผลการดำเนินงาน ประจำปี 2560 ด้วย ส่วน สอศ.จะสนับสนุนงบประมาณในการติดตามและประเมิน ผลการดำเนินงานโครงการทั้งในระดับภาคและระดับประเทศ

จากกรณีช้างป่าทองผาภูมิกว่า 50 เชือก สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่หมู่ที่ 1 บ้าน ท่าขนุน หมู่ที่ 2 บ้านองธิ หมู่ที่ 3 บ้านปรังกาสี โดยบุกทำลายพืชไร่ และทำร้ายชาวบ้านได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย และล่าสุดได้ทำร้ายชาวบ้านที่เป็นจิตอาสาเฝ้าระวังช้างในหมู่บ้านผาอ้นจนเสียชีวิต 1 ราย ต่อมา นายจิรชัย ถนอมวงษ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขนุน ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศพื้นที่ที่ถูกช้างป่าบุกรุกเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนได้อย่างทันท่วงที

ว่าที่ร.ต. สุจินต์ ศรีวิเชียร นายอำเภอทองผาภูมิ ระบุว่า ในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ จะมีการหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อประกาศให้พื้นที่ตำบลท่าขนุนเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติจากช้างป่า สำหรับสถานการณ์ช้างป่าโขลงดังกล่าวยังคงหมุนเวียนออกหากินและทำลายพืชผลทางการเกษตร สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในพื้นที่บ้านปอมเป บ้านเสาหงส์ และบ้านผาอ้น โดยในทุกๆ คืน ผู้นำท้องถิ่น เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ อปพร.เทศบาลตำบลท่าขนุน และเทศบาลตำบลทองผาภูมิ ออกมาช่วยกันเฝ้าระวังและผลักดันช้างกลับเข้าป่าเพื่อป้องกันช้างเข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรและทำร้ายชาวบ้าน ในส่วนของผู้นำหมู่บ้านได้ใช้เสียงตามสายในการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของช้างโขลงนี้เพื่อให้ประชาชนรับรู้ถึงสถานการณ์และเตรียมพร้อมในยามค่ำคืน พร้อมทั้งประกาศห้ามใช้เส้นทางบ้านผาอ้น-บ้านท่าขนุน ซึ่งเป็นเส้นทางที่ติดแนวป่าและเป็นพื้นที่ที่พบว่าช้างโขลงนี้ออกหากิน

จากการเฝ้าติดตามพฤติกรรมช้างโขลงดังกล่าวพบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเริ่มจากจำนวน 20-30 ตัว ในปี 2558 จนถึงปัจจุบันพบว่าช้างโขลงดังกล่าวมีจำนวนมากถึง 70 ตัว โดยจะออกมาจากป่ามาหากินในช่วงใกล้ค่ำและจะกลับเข้าป่าช่วงเวลา 05.00 น. ซึ่งปัญหาช้างทองผาภูมิกำลังเป็นความท้าทายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร เพื่อให้คนกับช้างอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

“อุตตม” ชี้นักลงทุนต่างชาติ 9 ราย สนร่วมพัฒนาเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ในอีอีซีโชว์ตัวเลข บีโอไอยอดลงทุนพุ่ง 3 แสนล้านบาท พร้อมร่วมทีม “บิ๊กตู่” บินโรดโชว์ยุโรป 20-25 มิ.ย. ประเดิมอังกฤษดึงลงทุนอุตฯ ไบโอชีวภาพและยานยนต์ ส่วนฝรั่งเศสเน้นสานต่อศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ในสนามบินอู่ตะเภา ย้ำรัฐบาลทำจริงบิ๊กโปรเจ็กต์ ไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้มีนักลงทุนจากต่างประเทศ 9 ราย แสดงความสนใจที่จะร่วมดำเนินการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือสมาร์ทซิตี้ ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นโครงสร้างสำคัญพื้นฐานอย่างหนึ่งต่อการขับเคลื่อนอีอีซีเพราะจะก่อให้เกิดเมืองใหม่ที่รองรับทั้งภาคอุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของคนที่มีระบบอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยและดูแลสิ่งแวดล้อม

“การพัฒนาเมืองอัจฉริยะเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของการพัฒนาอีอีซี นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานหลักๆ 5 โครงการใหญ่ ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการ (บอร์ด) อีอีซีได้รับทราบความก้าวหน้าในเรื่องนี้โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งการลงทุนในอีอีซีรัฐบาลไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้แต่ล่าสุดตัวเลขการลงทุนจากบีโอไอพบว่ามีประมาณ 3 แสนล้านบาทแล้ว” นายอุตตม กล่าว

นายอุตตม กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการชักชวนให้เกิดการลงทุนในอีอีซีและให้นักลงทุนต่างชาติเห็นภาพที่ชัดเจนหลังจากที่ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 (พ.ร.บ.อีอีซี) ได้ประกาศใช้แล้วตั้งแต่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลโดยการนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และคณะที่เกี่ยวข้อง จะเดินทางไปโรดโชว์ที่ยุโรปเป็นแห่งแรก คือไปที่ประเทศอังกฤษ และประเทศฝรั่งเศสในช่วงปลายเดือนนี้

โดยเบื้องต้นคาดว่าจะเป็นช่วงวันที่ 20-25 มิถุนายน 2561 นี้ โดยในส่วนของอังกฤษนั้นมีเป้าหมายจะชักจูงการลงทุนอุตสาหกรรมไบโอชีวภาพและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ฝรั่งเศสเป็นการสานต่อและขยายความร่วมมือหลังจากที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามกับบริษัท แอร์บัส ไปแล้วเมื่อธันวาคม 2560 ในโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา

นายอุตตม กล่าวว่า นอกจากนี้ยังจะเน้นย้ำให้นักลงทุนต่างชาติเห็นว่ารัฐบาลต้องการผลักดันการลงทุนจริง และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จะเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้หลังจากที่รัฐบาลประกาศเชิญชวนการลงทุน โดยขณะนี้ได้เตรียมเปิดขายซองประกวดราคาโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน คือ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ในวันที่ 18 มิถุนายน 2561 นี้ วงเงินลงทุนประมาณ 2.2 แสนล้านบาท อายุสัมปทาน 50 ปีด้วย

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ผู้ว่าการรัฐทางตอนกลาง 3 รัฐของสาธารณรัฐอาร์เจนตินา ได้แก่ รัฐกอร์โดบา (Cordoba) รัฐซานตา เฟ (Santa Fe) และรัฐเอนเตรริโอส (Entre Rios) รวมทั้งเลขาธิการสภาการลงทุนแห่งอาร์เจนตินา ได้เข้าพบในโอกาสเยือนประเทศไทยและร่วมงานมหกรรมอาหารเอเชีย “THAIFEX:-World of Food Asia 2018”

ทั้งนี้ รัฐทั้ง 3 ของอาร์เจนตินานับเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ที่สำคัญของประเทศ อาทิ ถั่วเหลือง ข้าวสาลี เนื้อโค เนื้อไก่ น้ำนมโค ข้าวโพด ส้ม และสินค้าประมง คล้ายคลึงกับไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของภูมิภาค และสามารถเชื่อมโยงเข้ากับอาเซียนโดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ประเทศไทยกับรัฐทั้ง 3 ของอาร์เจนตินาจึงสามารถร่วมมือกัน เกื้อกูลประโยชน์ต่อกันได้

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า นอกจากความสัมพันธ์ทางการค้าไทย-อาร์เจนตินา ซึ่งมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องแล้ว ทั้งสองฝ่ายอาจพัฒนาและขยายความร่วมมือ

ด้านการลงทุนด้านการเกษตร และอุตสาหกรรมอาหารระหว่างกันต่อไป โดยการพบปะหารือกันในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สองประเทศจะได้ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ซึ่งไทยได้ให้ความสำคัญกับการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ เพื่อผลประโยชน์ที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้อาร์เจนตินาเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีทางอาหาร มีความเชี่ยวชาญในการแปรรูปอาหารและสินค้าเกษตร จึงเชิญชวนผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมอาหารของไทยเข้าไปร่วมลงทุนในภาคกลางของอาร์เจนตินาเพื่อใช้ประโยชน์จากสินค้าวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีความหลากหลายในพื้นที่ ซึ่งในการเยือนไทยของผู้ว่าการทั้ง 3 รัฐในครั้งนี้ ได้นำคณะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารจากอาร์เจนตินาร่วมแสดงสินค้าในงาน THAIFEX ด้วย

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า อาร์เจนตินาเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในภูมิภาคอเมริกาใต้ รองจากบราซิล โดยในปี 2560 การค้าระหว่างไทยและอาร์เจนตินามีมูลค่า 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 10 โดยไทยส่งออกไปอาร์เจนตินาราว 1,108 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปอาร์เจนตินา อาทิ เครื่องยนต์ ยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์ยาง เหล็ก และผลิตภัณฑ์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ในขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากอาร์เจนตินาเป็นมูลค่าราว 588 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าวัตถุดิบทางการเกษตร อาทิ กากถั่วเหลือง เนื้อโค สินค้าประมง ผลิตภัณฑ์ยาและเวชกรรม และผลิตภัณฑ์โลหะ

นายนิรุทธ์ ลังการ์พินธุ์ เกษตรอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน แจ้งว่า ระหว่างวันที่ 8-10 มิถุนายน 2561 อำเภอลี้ ได้กำหนดจัดงานวันมะม่วงมหาชนกขึ้นที่ สนามโรงเรียนป่าไผ่ ตำบลป่าไผ่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ทั้งนี้เพราะมะม่วงมหาชนกมีถิ่นกำเหนิดในอำเภอลี้ เกษตรกรลงทะเบียนปลูกไว้มีพื้นที่ราว 1,500 ไร่ กิจกรรมในงานมีการประกวดมะม่วงมหาชนก การสัมมนาทางวิชาการ ขบวนแห่แต่ละตำบล นิทรรศการของหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งการดูงานสวนมะม่วงที่ประสบความสำเร็จ

“มะม่วงมหาชนกผิวสวย เปลือกหนา รสชาติดี ปัจจุบันยังไม่มีการผลิตเพื่อการส่งออก หน่วยงานราชการกำลังรวมกลุ่มผลิตให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกำลังศึกษาเรื่องการแปรรูป โดยเฉพาะการอบแห้ง ราคาขายผลผลิตโดยทั่วไป กิโลกรัมละ 5 บาท แต่หากห่อผลเกษตรกรขายได้ 10 บาท ส่วนใหญ่เกษตรกรปลูกมะม่วงแซมในสวนลำไย การผลิตเดี่ยวๆ นั้นมีไม่มาก ผลผลิตที่ได้ราว 5 ตันต่อไร่…หากผู้ส่งออกจะเข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ สำนักงานเกษตรอำเภอลี้และผู้เกี่ยวข้องยินดีให้ความร่วมมือ ขอเชิญชวนให้มาเที่ยวงานกัน ถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานงานเกษตรอำเภอลี้ โทร. (053) 979-805 และ (085) 694-7704” นายนิรุทธ์ กล่าว