หลายคนห่วงกังวลว่า พื้นที่ภาคกลาง เสี่ยงกับปัญหาน้ำท่วม

จะเหมาะกับการปลูกอินทผลัมหรือ?? คุณชัยอารีย์บอกว่า ไม่น่าห่วง ในกรณีน้ำท่วมทั่วๆ ไป คือท่วมสูงไม่ถึงบริเวณเรือนยอด (ตายอด) ต้นอินทผลัมสามารถทนน้ำท่วมได้เหมือนต้นไม้อื่นๆ แต่ถ้าท่วมเรือนยอดหรือระดับตายอด จะไม่สามารถทนทานอยู่ได้เป็นเวลานานๆ ต้นอินทผลัมจะค่อยๆ เน่าตายในที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดหรืออายุต้นด้วยเรื่อง อินทผลัม…เรียนรู้ได้ไม่สิ้นสุด

คุณชัยอารีย์ บอกว่า อินทผลัม มีเรื่องให้ศึกษาเรียนรู้ไม่สิ้นสุด จนกลายเป็นสโลแกนที่พูดติดปากเสมอ ก็คือ “อินทผลัมเมืองไทย อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ” ยกตัวอย่าง เช่น กรณีคุณชัยอารีย์ ซื้ออินทผลัมผลสดพันธุ์เคแอล-1 จากสยามพารากอน และนำเมล็ดพันธุ์เคแอล-1 มาเพาะขยายพันธุ์ ปรากฏว่า ได้อินทผลัมผลสีแดง ซึ่งโดยปกติ อินทผลัมพันธุ์เคแอล-1 จะให้ผลสดสีเหลืองเป็นหลัก

คุณชัยอารีย์ บอกว่า 1 ใน 100 ต้น เมื่อนำเมล็ดไปเพาะ อาจได้อินผลัมผลสีม่วง ส้ม หรือแดงเข้ม ก็เป็นไปได้ ต้นพันธุ์เพาะเมล็ดมีโอกาสเกิดการกลายพันธุ์ ได้ทั้งเหมือนต้นแม่พันธุ์ และพ่อพันธุ์ หรือไม่เหมือนเลย (กลายพันธุ์) เปอร์เซ็นต์สัดส่วนไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสารพันธุกรรม (DNA) ยีนส์เด่นหรือด้อยทั้งสิ้น ต้นลูกที่ได้อาจเหมือนต้นแม่ ต้นพ่อ และเกิดสายพันธุ์ลูกผสมขึ้นใหม่…(ในทางวิชาการลูกที่ได้จากการเพาะเมล็ดถือว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่โดยสิ้นเชิง) คุณชัยอารีย์ ได้ศึกษาทดลองเพาะเมล็ดอินทผลัมกว่า 30 สายพันธุ์ พบว่า กว่าร้อยละ 50 จะได้ลูกที่มีลักษณะเหมือนต้นแม่หรือต้นพ่อ ส่วนที่เหลืออีก ร้อยละ 50% จะได้อินทผลัมพันธุ์ลูกผสม

สำหรับคุณภาพรสชาติของผลอินทผลัม มีองค์ประกอบหรือปัจจัยหลักๆ เช่น

แม่พันธุ์ดีตรงตามพันธุ์
พ่อพันธุ์ (ควรใช้พ่อพันธุ์คุณภาพ ในที่นี้คือ เรื่องสารแทนนินที่จะมีบทบาทสำคัญของค่าความฝาด เพราะอินทผลัมรสชาติดี คุณภาพดี ฝาดน้อยหรือไม่ฝาดเลย เป็นประการสำคัญ)
การบำรุงดูแล การใช้ปุ๋ย/ให้น้ำ อย่างถูกต้องเหมาะสม
ปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด อุณภูมิ รวมทั้งฝน และอื่นๆ
อีกกรณีศึกษาหนึ่งที่คุณชัยอารีย์เล่าให้ฟังคือ ก่อนหน้าเขานำเข้าต้นพันธุ์ เมดจูล (Medjoul gold) เพาะเนื้อเยื่อ อายุ 3-4 ปี นำเข้าจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE.) ติดผลผลิตครั้งแรก เหมือนต้นเนื้อเยื่อ ต้นอื่นๆ ในชุดเดียวกัน แต่แปลกประหลาดต้นนี้ แทงจั่นมาได้อย่างไร เพิ่งเคยพบในช่วงผลแก่ ช่วงสุดท้าย (เป็นเรื่องแปลกที่แทงจั่นนอกฤดูในฤดูฝน สันนิษฐานว่า อาจเกิดจากภาวะฝนแล้งในระยะดังกล่าวก็เป็นไปได้) คุณชัยอารีย์ เก็บข้อมูลดังกล่าวเป็นการบ้านที่ต้องเรียนรู้ศึกษากันต่อไป

ข้อแนะนำ มือใหม่หัดปลูก

อินทผลัม มีหลากหลายสายพันธุ์แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้เป็น กลุ่มกินผลสดและกินผลแห้ง สำหรับกลุ่มผลแห้งอาจไม่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของเมืองไทย ดังนั้น ควรมุ่งปลูกอินทผลัมกินผลสดเป็นหลักเพื่อสะดวกในการดูแลจัดการสวน ซึ่งอินทผลัมกินผลสดในปัจจุบันมีจำนวนหลากหลายสายพันธุ์ ได้แก่

พันธุ์คาลาส (Khalas) พันธุ์นาวาเดอร์ (Nawader) และ พันธุ์กาซาอิ๊ฟ อัล อัสฟูร์ (Khasaif Al asfoor) คุณสมบัติสำหรับพันธุ์กินผลสดและทำผลแห้งคุณภาพไม่แพ้กับต่างประเทศ…ผ่านการพิสูจน์และรับรองคุณภาพในเบื้องต้น อยู่ในระดับที่น่าพอใจ

พันธุ์กาซาอิ๊ฟ อัล อัสฟูร์ (Khasaif Al asfoor) ผลสดแก่จัดๆ ฝาดน้อยหรือไม่ฝาดเลย รสชาติหวาน กรอบ มีลักษณะผล เนื้อละเอียด หวาน กรอบกำลังดี คล้ายพันธุ์อัจวาห์

พันธุ์คอนัยซี่ อินทผลัมสีแดง กินผลสด/แห้ง กินสดหวาน กรอบ ติดฝาดนิดหน่อย และปล่อยสุกห่ามๆ อร่อยยิ่งขึ้น และสามารถทำผลแห้งได้ด้วย

พันธุ์เดคเลต นัวร์ (Deglet nour) ผลสด หวาน กรอบใช้ได้

ซักห์ลูล (Zughloul) และ อัม เอ็ด ดาฮาน (Am ad dahan) สายพันธุ์กลุ่มกินผลสดทั้งคู่ คุณสมบัติและคุณลักษณะคล้ายกัน ผลใหญ่ เนื้อแน่น หวาน กรอบ ผลแก่จัดๆ รสชาติดีมาก ไม่ติดฝาด สีของผลสดแก่ต่างกันชัดเจน

อินทผลัมพันธุ์บาร์ฮี (barhi) ที่คนไทยรู้จักกันดี และนิยมปลูกกินผลสดในเมืองไทยนั้น สามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ถึง 3 กลุ่ม คือ พันธุ์บาร์ฮีดั้งเดิม (original barhi) บาร์ฮีใหญ่ (big barhi) และบาร์ฮีแดง (red barhi) ซึ่งบาร์ฮีแต่ละชนิดก็มีคุณลักษณะและคุณสมบัติ ความหลากหลายทางสีสันกันคนละแบบ ในกลุ่มสายพันธุ์บาร์ฮีด้วยกัน ยกตัวอย่าง เช่น บาร์ฮีพันธุ์แดง เนื้อแน่น ละเอียด และกรอบกว่า แต่ความหวานค่อนข้างจะหวานน้อยกว่าพันธุ์เหลือง

คุณชัยอารีย์ กล่าวว่า ปัจจุบันพี่น้องเกษตรกรชาวมุสลิมในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฯลฯ ต่างสนใจติดตามความเคลื่อนไหวอินทผลัมของไทยอย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้บริโภคที่ชื่นชอบกินอินทผลัมผลสด ขณะเดียวกันพวกเขาก็สนใจสั่งซื้อพันธุ์อินทผลัมที่คนไทยปลูกขยายพันธุ์ได้เอง รวมทั้งสายพันธุ์อินทผลัมที่นำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย ดังนั้น ตลาดอินทผลัมจึงเปิดกว้างทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“นับเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่พี่น้องเกษตรกรทั้งคนไทยและประเทศเพื่อนบ้านสนใจ ให้ความสนใจปลูกอินทผลัม แต่นั่นยังไม่ใช่บทสรุปหรือแนวทางเป้าหมายที่ชัดเจน หัวใจหลักคือ เรื่องของชนิดสายพันธุ์ ที่ต้องรู้จักเรียนรู้และนำมาใช้ให้เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศบ้านเราเป็นสำคัญครับ” คุณชัยอารีย์ กล่าว

ผู้สนใจ สามารถติดต่อ “บ้านสวนอำพันธ์/ชมรมศูนย์ส่งเสริมปลูกอินทผลัม ภาคกลาง” ได้ทางเฟซบุ๊ก “Chaiaree Wonghan” และ “Ayutthaya date palm” หรือเบอร์โทร.และไอดีไลน์ (082) 198-2255

หลายคนคงจำได้ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา คุณวันชัย นิลวงศ์ เกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับ “ทุเรียนพันธุ์ทองบางสะพาน” สินค้าตัวใหม่ที่เพิ่งผ่านการจดทะเบียนรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร เมื่อเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า สร้างความฮือฮาในวงการคนรักทุเรียนอย่างมาก เพราะใครๆ ก็ตั้งหน้าตั้งตารอชมและชิมทุเรียนพันธุ์ใหม่กันทั้งสิ้น

ปรากฏว่า ปีนี้ ฝนฟ้าไม่ค่อยเป็นใจนัก แถมเจอภาวะร้อนแล้งจัด ทำให้ต้นทุเรียนพันธุ์ทองบางสะพานที่เป็นต้นแม่อายุกว่า 25 ปี ให้ผลผลิตได้ไม่กี่ผล ดังนั้น คุณวันชัย นิลวงศ์ เกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงเชิญชวนสื่อมวลชนในจังหวัดประจวบฯ และนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านไปเยี่ยมชมแปลงปลูกทุเรียนทองบางสะพานกันถึงแหล่งต้นกำเนิด

จุดเริ่มต้นของ ทุเรียนทองบางสะพาน

ล้อหมุนจาก กทม. ตอนตี 5 ไปถึงสวนมีตังค์ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของทุเรียนทองบางสะพาน ประมาณ 10 โมงเช้า คุณธวัชชัย เทศรำลึก บุตรชายเจ้าของสวนมีตังค์ (โทรศัพท์ 081-348-7595) และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์รอรับทีมสื่อมวลชนส่วนกลางและส่วนภูมิภาค บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก บริเวณโต๊ะแถลงข่าว คุณธวัชชัย โชว์ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ชะนี วางคู่กับทุเรียนพันธุ์ทองบางสะพาน เพื่อเปรียบเทียบลักษณะความแตกต่างให้เห็นกันชัดๆ

คุณธวัชชัย เล่าให้ฟังว่า คุณพ่อ (นายสมัย เทศรำลึก) เจ้าของสวนมีตังค์ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 157/1 หมู่ที่ 8 ตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 77140 ได้นำกิ่งพันธุ์ทุเรียนพันธุ์หมอนทองจากจังหวัดนนทบุรีมาปลูกในสวน เมื่อปี 2526 หลังจากปลูกไปได้ระยะหนึ่ง ยอดของต้นทุเรียนเกิดหัก ต้นตอจากการเพาะเมล็ดทุเรียนไม่ทราบพันธุ์ จึงแตกยอดใหม่ขึ้นมา นายสมัยได้ปล่อยให้ต้นทุเรียนเจริญเติบโตจนกระทั่งออกดอกและติดผล ในปี 2533

ต่อมาคุณธวัชชัยได้พบว่า เนื้อของทุเรียนพันธุ์นี้ มีความแตกต่างจากพันธุ์อื่น เนื่องจากทุเรียนมีเนื้อละเอียด เหนียว ไม่เละง่าย สีเหลืองเข้มคล้ายทองคำ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ขณะอยู่ในลำคอ รสชาติมันอมหวาน เข้มปานกลาง น้ำหนักผลโดยเฉลี่ย 2-5.4 กิโลกรัม

นายสมัยได้ติดตามความคงตัวของลักษณะประจำพันธุ์ของทุเรียนชนิดนี้เป็นเวลา 25 ปี จึงได้ตั้งชื่อทุเรียนพันธุ์ใหม่นี้ว่า “ทุเรียนทองบางสะพาน” พร้อมยื่นขอจดทะเบียนรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา

คุณธวัชชัย กล่าวว่า ทุเรียนทองบางสะพาน จัดอยู่ในกลุ่มไม้ยืนต้น ประเภทไม้ผล มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Durio zibethinus “Thong Bang Saphan” วงศ์ Malvaceae ลักษณะเด่นประจำพันธุ์ทางพฤกษศาสตร์ ของทุเรียนพันธุ์ทองบางสะพานคือ ต้นแม่ที่ได้จากการเพาะเมล็ดมีระบบรากแก้ว ต้นที่ได้จากการตอนกิ่งเป็นรากพิเศษ

ส่วนลักษณะลำต้น มีทรงพุ่มรูปสามเหลี่ยม ยอดแหลม กิ่งก้านทำมุมเกือบตั้งฉากกับลำต้น ลักษณะเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปขอบขนาน กว้างประมาณ 5.7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 16.1 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบสีเขียวเป็นมัน ก้านใบยาวประมาณ 1.9 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.25 เซนติเมตร

ด้านช่อดอกออกแบบช่อเชิงหลั่น ออกดอกตามลำต้นและกิ่ง ดอกตูมรูปไข่ ปลายดอกแหลม กลีบดอกสีขาวอมเหลือง เกสรตัวผู้จำนวนมาก ผลทุเรียนเป็นผลเดี่ยว รูปไข่ กว้าง 17.4 เซนติเมตร ยาว 21.8 เซนติเมตร ฐานผลกลมบุ๋มเล็กน้อย ปลายผลค่อนข้างมน มี 5 พู ร่องพูลึกปานกลาง เปลือกสีเขียวอมเทาอ่อน เปลือกหนา ประมาณ 1.3 เซนติเมตร หนามค่อนข้างสั้น และหนาแน่นปานกลาง หนามแบบนูนปลายแหลมบริเวณกลางพู และแบบแหลมบริเวณร่องพู ก้านผลขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1.3 เซนติเมตร ยาว 5.8 เซนติเมตร รอยต่อขั้วผลนูนน้อย เนื้อละเอียดพอสมควร สีเหลืองเข้ม หนาประมาณ 1.0-2.2 เซนติเมตร มีกลิ่นอ่อน ส่วนเมล็ดทุเรียนทองบางสะพาน มีลักษณะเมล็ดรูปรี กว้างประมาณ 4.8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 9.8 เซนติเมตร หนาประมาณ 1.8 เซนติเมตร เมล็ดสีน้ำตาลเข้ม เมล็ดลีบประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์

ทุเรียนพันธุ์ทองบางสะพาน ปลูกดูแลง่าย ทุเรียนเนื้อละเอียด เหนียว มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสชาติมันอมหวาน ทำให้ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคและเกษตรกรทั่วไป โดยมีราคาขายที่หน้าสวน ในราคากิโลกรัมละ 350 บาท สินค้าขายดีมากจนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรจากทั่วประเทศสนใจติดต่อขอซื้อกิ่งพันธุ์ทุเรียนทองบางสะพานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

“ภายหลังจากทุเรียนทองบางสะพานได้รับการขึ้นทะเบียนรายชื่อพันธุ์พืชจากกรมวิชาการเกษตรแล้ว ทางสวนมีตังค์ได้ขยายพันธุ์ทุเรียนทองบางสะพานด้วยการเสียบยอดปลูกในแปลงใหม่ ทั้งนี้ คาดว่า ทุเรียนทองบางสะพานชุดใหม่จะเริ่มให้ผลผลิตได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ทางสวนมีตังค์ มีเป้าหมายที่จะจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ ทุเรียนทองบางสะพาน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิชาการให้กับเกษตรกรที่สนใจ เพื่อผลักดันให้ทุเรียนพันธุ์ทองบางสะพานเป็นสินค้าอัตลักษณ์ชุมชน รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของอำเภอบางสะพานในอนาคต” คุณธวัชชัย กล่าวในที่สุด

ด้าน คุณวันชัย นิลวงศ์ เกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวเสริมว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตั้งเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและขยายพันธุ์ทุเรียนพันธุ์ทองบางสะพานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลักดันการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนพันธุ์ทองบางสะพาน เป็นสินค้าอัตลักษณ์ชุมชน และจดทะเบียนทุเรียนทองบางสะพาน ซึ่งเป็นพันธุ์พืช จีไอ ในอนาคต หลังจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ประสบความสำเร็จในการยื่นจดทะเบียนทุเรียนป่าละอูมาก่อนหน้านี้ จนกลายเป็นสินค้าขายดีเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเร็วๆ นี้ รองศาสตราจารย์นายแพทย์สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.)เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรประกาศเกียรติคุณนักวิจัยและเยาวชนไทยที่นำผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมไทยร่วมประกวดในเวทีสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติ ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม คว้ารางวัลมาครองได้มากถึง 225 รางวัลทีเดียว

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ภารกิจของ วช. ในการส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยนำผลงานเข้าจัดแสดงและประกวดผลงานในเวทีระดับนานาชาติ เพื่อเผยแพร่ผลงานนวัตกรรมของคนไทยในเวทีระดับโลก รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศ เปิดโลกทรรศน์นักวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลที่มุ่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “ประเทศไทย 4.0” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต

ที่ผ่านมา วช. ได้นำนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยคว้ารางวัลเกียรติยศจาก 2 เวที ได้แก่

1. เวที “The 47th International Exhibition of Inventions Geneva” ระหว่าง วันที่ 10-14 เมษายน 2562 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง นักวิจัยไทยสามารถคว้ารางวัลเหรียญทองเกียรติยศ จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ ผลงาน “เซลล์เชื้อเพลิงสังกะสี-อากาศสมรรถนะสูง” ของ รองศาสตราจารย์ ดร.สุรเทพ เขียวหอม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลงานเรื่อง “การเคลือบผิวดูดซับความร้อนด้วยอนุภาคนาโนกราฟีน-ซิลิกา สำหรับแผงพลังงานรวมแสงอาทิตย์แบบราง” ของ นายพิศิษฐ์ คำหน่อแก้ว และคณะ แห่งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และผลงานเรื่อง “PEA Solar Hero Application” ของ นายต้องพงษ์ ศรีบุญ และคณะ แห่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นอกจากนี้ คณะนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทย ยังได้รับรางวัลเหรียญทอง จำนวน 13 ผลงาน รางวัลเหรียญเงิน จำนวน 36 ผลงาน รางวัลเหรียญทองแดง จำนวน 45 ผลงาน และรางวัลพิเศษ (Special Prize) จากประเทศต่างๆ อีกจำนวน 32 รางวัล

2. เวที “The 30th International Invention, Innovation & Technology Exhibition” (ITEX 2019) ระหว่าง วันที่ 2-4 พฤษภาคม 2562 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เป็นเวทีที่ได้รับการสนับสนุนจาก MINDS (Malaysian Invention & Design Society) ปรากฏว่า นักวิจัยไทยสามารถคว้ารางวัลเหรียญทอง จำนวน 21 รางวัล รางวัลเหรียญเงิน จำนวน 49 รางวัล รางวัลเหรียญทองแดง จำนวน 9 รางวัล และรางวัลพิเศษ (Special Prize) จากประเทศต่างๆ อีกจำนวน 20 รางวัล

ถุงมือยาง ปราศจากการเกิดภูมิแพ้ด้วยสับปะรด

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ปทุมธานี คว้ารางวัลในเวทีประกวดนานาชาติหลายรายการ หนึ่งในนั้นได้แก่ “ถุงมือยาง ปราศจากการเกิดภูมิแพ้ด้วยสับปะรด” ผลงานของ นางสาวชัญญานุช เมฆาวัชร และคณะ ที่ได้รับรางวัลเหรียญเงินจากเวที The 47th International Exhibition of Inventions Geneva นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

สำหรับผลงานถุงมือยาง ปราศจากการเกิดภูมิแพ้ด้วยสับปะรด เป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อผู้ที่มีอาการแพ้ผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ เพราะไม่มีโปรตีน REF ที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดอาการแพ้ รวมถึงกระบวนการผลิตไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากใช้เอนไซม์จากลำต้นของสับปะรด ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เป็นผลดีต่อตัวผู้ป่วย เกษตรกร และสิ่งแวดล้อม สอบถามเพิ่มเติมติดต่อ นายขุนทอง คล้ายทอง โทร.089-454-2198

“ผลิตภัณฑ์เนยก้อนจากน้ำนมถั่วดาวอินคา” เป็นผลงานอีกชิ้นที่น่าสนใจของ นางสาวณิชกานต์ จิรานิธกูล และคณะ จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ปทุมธานี ที่ได้รับรางวัลเหรียญเงิน จากเวที The 47th International Exhibition of Inventions Geneva นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

ผลิตภัณฑ์เนยก้อนจากน้ำนมถั่วดาวอินคา เป็นการนำถั่วดาวอินคาซึ่งเป็นวัตถุดิบธรรมชาติมาใช้ทำเป็นเนย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากในถั่วอินคามีคุณสมบัติในการลดระดับคอเลสเตอรอล จึงสามารถช่วยลดปริมาณไขมันไม่อิ่มตัว อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นความจำ ส่งเสริมพัฒนาการของสมองและยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดได้

“แผ่นกำบังอนุภาคนิวตรอนและรังสีแกมมาจากยางธรรมชาติกับยางสไตรรีนบิวตาไดอีน และขุยมะพร้าว” ผลงานของนายพีรดนย์ ดุษฎีเวทกุล และคณะ จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ปทุมธานี เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่น่าสนใจ เพราะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราได้เป็นอย่างดี ทำให้ผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัลเหรียญเงิน และรางวัลพิเศษ (Special Prize) จากเวที ISTA เขตบริหารพิเศษฮ่องกง
แผ่นกำบังอนุภาคนิวตรอนและรังสีแกมมาจากยางธรรมชาติและยางสไตรรีนบิวตาไดอีน สามารถลดทอนอนุภาคนิวตรอนและรังสีแกมมาได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีราคาต่ำกว่าในท้องตลาด สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแผ่นหรือชุดกำบังอนุภาคนิวตรอนและรังสีแกมมาที่มีน้ำหนักเบา ปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ตามต้องการ และไม่มีการใช้ตะกั่วในการผลิต ทำให้มีความปลอดภัยมาก

โครงการวิจัยสิ่งประดิษฐ์ชิ้นต่อมา ที่ได้รับรางวัลเหรียญเงิน จากเวที ITEX 2019 ประเทศมาเลเซีย ได้แก่ หุ่นยนต์ตรวจสอบดินเปรี้ยว ซึ่งเป็นผลงานของ นายณภัทร ชัยเนตร เป็นหัวหน้าทีมและเพื่อนๆ อีก 3 คน ประกอบด้วยนายวัชระ ศรีวิชัย นายจักรภัทร คำนารักษ์ และ นางสาวเบญจรัตน์ บุญเหล็ก ซึ่งเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนลำปางกัลยาณี ภายใต้การสนับสนุนของ นายนิรันดร หมื่นสุข ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปางกัลยาณี และครูที่ปรึกษาหลักงานวิจัย ได้แก่ นายบรรเจิด สระปัญญา นายชัยณรงค์ ภักศิลป์ นายฐิติกร หล้าวงษา นางวรัฐทยา ฝั้นสืบ และ ดร. จักรชัยวัฒน์ กาวีวงศ์ แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง

นายณภัทร ชัยเนตร ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย เล่าให้ฟังว่า ภาคเกษตรในจังหวัดลำปางประสบปัญหาเรื่องดินเปรี้ยว ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากการปลูกพืชซ้ำๆ และใช้ปุ๋ยเคมีเป็นระยะเวลายาวนาน ก่อให้เกิดปัญหาดินเปรี้ยว เป็นอุปสรรคต่อระบบการผลิตภาคเกษตรและส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจสังคมตามมา

ทีมนักเรียนโรงเรียนลำปางกัลยาณี เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงสนใจพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ เรียกว่า “หุ่นยนต์ตรวจสอบสภาพดินเพื่อแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว” ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาดินที่มีสภาพเป็นกรด โดยการนำแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ โดยมีหุ่นยนต์เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งมีแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือที่สามารถบังคับทิศทางการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ที่มีเซ็นเซอร์วัดค่า pH เป็นตัวหาค่าดินเปรี้ยว แล้วนำมาคำนวณวิธีต่างๆ เพื่อปรับสภาพดินต่อไป มีการเก็บผลการตรวจสอบ เอามาหาประสิทธิภาพของดิน เพื่อเพิ่มความสะดวกและประหยัดเวลาในการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวให้กับเกษตรกร