หวั่นไทยเสี่ยงวิกฤตอาหาร รายได้กระจุกตัว-คนเข้าถึงของดีได้ยาก

แถมบิ๊กค้าปลีกข้ามชาติผูกขาดกลไกตลาด สศก.เผยอันดับความมั่นคงอาหารของไทยดีขึ้น แต่ยังเสี่ยง เหตุรายได้กระจุกตัว คนส่วนใหญ่เข้าถึงอาหารดีๆ ยาก แถมถูกบริษัทใหญ่-ข้ามชาติผูกขาดกลไกตลาด แนะรัฐออก กม.คุ้มครองที่ดินเกษตร หนุนทำเกษตรที่หลากหลาย

นายภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สถาบันอิโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต (อีไอยู) ในประเทศได้จัดอันดับดัชนีความมั่นคงทางอาหารโลก (จีเอฟเอสไอ) ปี 2559 ซึ่งไทยมีคะแนนรวมอยู่ที่ 59.5 คะแนนสูงขึ้นจากปี 2558 โดยอยู่ในอันดับที่ 51 ของโลก จาก 113 ประเทศทั่วโลก โดยสหรัฐอเมริกาครองอันดับ 1 รองลงมาคือ ไอร์แลนด์ สิงคโปร์ เป็นต้น แต่หากคิดเฉพาะกลุ่มอาเซียน 9 ประเทศ (ไม่รวมบรูไน) ไทยอยู่อันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย

นายภูมิศักดิ์ กล่าวว่า แม้ว่าวิกฤตอาหารของโลกจะไม่ส่งผลกระทบต่อไทย เนื่องจากไทยผลิตอาหารเพียงพอบริโภคและยังสามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้ต่อเนื่อง แต่ไทยก็ยังมีความเสี่ยงหลายด้านที่อาจจะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะการกระจายรายได้ที่กระจุกตัวอยู่ที่คนส่วนน้อยของประเทศ การเข้าถึงอาหารที่ดีมีประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ยากลำบาก การตลาดที่มีแนวโน้มว่า บริษัทขนาดใหญ่ข้ามชาติจะเข้ามาครอบครองและผูกขาดกลไกการกระจายอาหารมากยิ่งขึ้น จากการขยายตัวของกิจการร้านสะดวกซื้อแทนที่ตลาดสด ตลาดนัด และร้านขายของชำอย่างรวดเร็ว การใช้ที่ดินการเกษตรผิดวิธี การนำที่ดินเกษตรไปทำอุตสาหกรรม และปัญหาระบบน้ำที่ปัจจุบันมีพื้นที่ชลประทานเพียง 31.54 ล้านไร่ คิดเป็น 21.13% ของพื้นที่ทางการเกษตรทั้งประเทศเท่านั้น

นายภูมิศักดิ์ กล่าวว่า เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงความมั่นคงทางอาหาร ภาครัฐควรออกมาตรการเชิงนโยบาย อาทิ การคุ้มครองที่ดินเพื่อการเกษตรเพื่อให้มีที่ดินเพียงพอที่จะทำการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกพืชอาหารได้อย่างยั่งยืน โดยควรออกกฎหมายหรือมีมาตรการคุ้มครองที่ดินเพื่อการเกษตรเพื่อไม่ให้ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นนอกการเกษตรและไม่อนุญาตให้บุคคลต่างด้าวทั้งส่วนตัวและนิติบุคคลเข้าครอบครองที่ดินทั้งทางตรงและทางอ้อม รัฐควรจัดสรรงบประมาณต่อเนื่อง เพื่อเร่งรัดการวิจัยและพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การต้านทานต่อโรคแมลงศัตรูพืช และสามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ส่งแสริมและสนับสนุนการทำการเกษตรที่หลากหลาย การทำการเกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ สนับสนุนการวางแผนการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว สนับสนุนให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารแก่เกษตรกรรายย่อย เน้นการปลูกพืชควบคู่กับการทำปศุสัตว์ด้วยเพื่อเป็นการเกื้อกูลกันในระบบ

“แม้ไทยจะเป็นผู้ผลิตและส่งสินค้าเกษตรและอาหารในอันดับต้นๆ ของโลก แต่เมื่อดูรายละเอียดแล้วพบว่าไทยก็ยังมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงอาหารอยู่มาก โดยเฉพาะด้านความสามารถในการหาซื้ออาหาร จากปัญหารายได้ของครัวเรือน ที่อาจไม่เพียงพอ และบางครัวเรือนมีรายได้ลดลง สวนทางกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร ที่ปัจจุบันอาหารในไทยยังมีสารตกค้างสูง และคุณค่าทางอาหารยังต่ำอยู่เมื่อเทียบกับสินค้าส่งออก ดังนั้นภาครัฐจึงควรมีมาตรการเพื่อมากำกับดูแลเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต” นายภูมิศักดิ์ กล่าว

กรมการจัดหางานจับมือบริษัท จัดหางาน จ๊อบบีเคเค ดอท คอม ขยายความร่วมมือระหว่าง
รัฐและเอกชนด้านการจัดหางาน สร้างโอกาสมีงานทำให้ประชาชน
รองรับตลาดแรงงานในยุค Thailand 4.0

กรมการจัดหางานได้ขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนโดยร่วมกับบริษัทจัดหางาน จ๊อบบีเคเค ดอทคอม จำกัด ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดหางาน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการประสานความร่วมมือ และส่งเสริมให้ประชาชนมีงานทำ สามารถเข้าถึงตำแหน่งงานว่างได้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน หรือใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ โดยกรมการจัดหางานจะเป็นศูนย์รวมความต้องการแรงงาน (Demand) ที่มีตำแหน่งงานทั้งในภาคอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และภาคบริการอันจะเป้นการเตรียมแรงงานไทยให้มีทักษะที่สอดคล้องกับสังคมในปัจจุบัน และอนาคตเพื่อให้พร้อมที่จะก้าวไปสู่ยุคสังคมการทำงานแห่งปัญญา (Brain Power) รองรับนโยบาย Thailand 4.0

นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งงานผ่านเว็บไซต์ smartjob.doe.go.th ของกรมการจัดหางาน และ www.jobbkk.com ของบริษัทจัดหางานจ๊อบบีเคเค ดอท คอม จำกัด โดยมีหลักการความร่วมมือคือกรมการจัดหางานและบริษัทจัดหางานจ๊อบบีเคเค ดอท คอม จำกัด จะแลกเปลี่ยนป้ายประกาศหรือ Banner นำไปติดตั้งไว้บนหน้าเว็ฐไซต์ของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งงานที่ดี และมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

บริษัทจัดหางานสนับสนุนวิทยากรบรรยายให้ความรู้ด้านแรงงานและอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการมีงานทำของประชาชนให้แก่กรมการจัดหางาน ขณะเดียวกันก็จะสนับสนุนข้อมูลเชิงสถิติที่ได้มีการจัดเก็บและวิเคราะห์ พร้อมจัดอันดับตำแหน่งงานว่างที่เป็นที่ต้องการและตำแหน่งยอดนิยมของผู้สมัครงาน รวมทั้งสถิติความต้องการแรงงาน โดยกรมการจัดหางานจะทำหน้าที่นำข้อมูลเชิงสถิติที่ได้จากบริษัทจัดหางาน มาวิเคราะห์ความต้องการแรงงานและแนวโน้มตลาดแรงงานของประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เกิดความสมดุล และเกิดประโยชน์สูงสุดกับตลาดแรงงาน นอกจากนี้ กรมการจัดหางานจะเปิดโอกาสให้บริษัทจัดหางานได้เข้าร่วมกิจกรรมนัดพบแรงงาน นอกจากนี้ กรมการจัดหางานจะเปิดโอกาสให้บริษัทจัดหางานได้เข้าร่วมกิจกรรมนัดพบแรงงานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอีกด้วย

ในปี 2559 กรมการจัดหางานได้ร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนตามแนวทางประชารัฐ เพื่อให้กรมการจัดหางานเป็นศูนย์รวมข้อมูลความต้องการแรงงาน (Demand) และผู้ต้องการหางาน (Supply) โดยได้ลงนามความร่วมมือด้านการจัดหางานกับบริษัทเอกชนที่มีสถานะเป็นนายจ้าง จำนวน 5 แห่งคือ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทโซนี่เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ส่งผลให้ประชาชนได้เข้าถึงตำแหน่งงานที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นอีกจำนวนกว่า 8,400 อัตรา ประชาชนมีงานทำ จำนวน 4,400 คน ก่อให้เกิดรายได้ 10,482,000 บาท/เดือน

นายวรานนท์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นมิติใหม่ของภาครัฐและภาคเอกชน ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ในความร่วมมือด้านการจัดหางานเพื่อให้ประชาชนมีงานทำ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี อันจะนำให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขัน มีรายได้สูง สามารถยกระดับเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และกระทรวงแรงงานในการบรรลุวิสัยทัศน์ Full Employment for all Ages 2021 หรือกำลังแรงงานทำถ้วนหน้าทุกช่วงวัยภายในปี 2564

นายทัศไนย เหมือนเสน ผู้ช่วยรองประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบบีเคเค ดอท คอม จำกัด
ผู้ให้บริการ WWW.JOBBKK.COM เว็บไซต์ หางาน สมัครงาน ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีที่ได้รับความไว้วางใจจากกรมการจัดหางาน ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม ถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างแหล่งการหางานที่ดีให้กับคนไทยทั้งประเทศ โดยรวบรวมตำแหน่งงานว่างทั้งหมด นำมาวิเคราะห์ความต้องการตลาดแรงงานของประเทศ ส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนากระบวนการส่งเสริมการมีงานทำ อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบบริการจัดหางานในอนาคต ตามกรอบของการดำเนินงาน เพื่อประชาสัมพันธ์การให้บริการของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งให้การสนับสนุนข้อมูลเชิงสถิติที่บริษัทจัดหางานได้มีการจัดเก็บและวิเคราะห์ พร้อมทั้งจัดอันดับตำแหน่งงานว่างที่ตลาดต้องการ และตำแหน่งงานที่มีผู้สมัครงานยอดนิยม รวมทั้งสถิติความต้องการของตลาดแรงงาน การให้การสนับสนุนวิทยากรบรรยายให้ความรู้ด้านแรงงาน และอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการมีงานทำของประชาชน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน

ทั้งนี้ การทำงานของบริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “JOBBKK หางานทั่วไทย ไปทุกภาค” โดยจะเป็นคนกลางระหว่างผู้หางานและผู้ประกอบการ ในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตลาดแรงงานและพัฒนาระบบการจัดหางานให้ครอบคลุมเข้าถึงตลาดแรงงานไทยในศตวรรษที่ 21 โดยมีการพัฒนาแอปพลิเคชั่นรองรับ อาทิ iBeacons เป็นแอปพลิเคชั่น ช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหางานค้นหาบริษัทที่อยู่ใกล้บ้าน ทำให้ผู้หางานสะดวกในการค้นหาและสะดวกต่อการเดินทาง เพื่อรองรับตลาดแรงงานในยุค Thailand 4.0

โดย การพัฒนาทักษะของแรงงานไทยจะต้องเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เพื่อให้สอดคล้องกับสังคมในปัจจุบัน ที่เป็นสังคมเทคโนโลยี สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ตามทิศทางนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ดังนั้น ตำแหน่งงานใดที่ไม่ได้ใช้ทักษะจะเริ่มถูกแทนที่ด้วยตำแหน่งงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิ ตำแหน่งงานด้านไอที, นักวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูล (Data Scientist) พนักงาน R&D และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Development) เป็นต้น ซึ่งตำแหน่งงานเหล่านี้ ประเทศไทยยังพัฒนาคนได้น้อยมาก ขณะที่ตลาดแรงงานมีความต้องการสูง แต่เด็กที่จบใหม่ยังไม่มีศักยภาพตรงตามตลาดแรงงาน

กว่า 15 ปีที่ บริษัท จัดหางาน จ๊อบบีเคเค ดอท คอม จำกัด มุ่งสร้างการทำงานที่ดีให้กับคนไทย ทั้งประเทศตามวิสัยทัศน์ที่ให้ไว้แต่แรกคือ “JOBBKK หางานทั่วไทย ไปทุกภาค” สนองตอบนโยบาย Thailand 4.0 ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยการกระจายงานออกสู่ภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันเว็บไซต์ WWW.JOBBKK.COM ได้รวบรวมตำแหน่งงานให้เลือกกว่า 1.5 แสนอัตรา และมีคนเข้าเว็บไซต์กว่า 1.2 แสนคน ขณะที่หน้าเพจ Facebook มีคนเข้าประมาณ 2 – 3 แสนคนต่อวัน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการจัดงาน Job Fair ซึ่งเรามุ่งหวังว่า การจัดกิจกรรมนี้จะทำให้คนไทยทั่วประเทศ ทุกภูมิภาค สามารถเข้าถึงตำแหน่งงานและมีงานทำ ส่วนทางด้านผู้ประกอบการก็สามารถเข้าถึงกลุ่มแรงงานได้ โดยตรงตามความต้องการ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันในการตอบโจทย์ความต้องการแรงงานในยุค Thailand 4.0”

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจระหว่างกับบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสนับสนุนส่งเสริมเกษตรกร ชุมชน และสถาบันเกษตรกร ผลิตสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตทางการเกษตรให้มีมาตรฐาน ซึ่ง ธ.ก.ส.สนับสนุนสินเชื่อเพื่อยกระดับเป็นเอสเอ็มอีเกษตรในโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอีเกษตร ล่าสุดมีการจ่ายสินเชื่อในโครงการดังกล่าวแล้วเป็นเงิน 48,507.67 ล้านบาท ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกษตร 32,670 ราย ซึ่งผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จะเป็นหัวขบวนเชื่อมโยงกลุ่มผู้ผลิตรายย่อยจากต้นน้ำ กลางน้ำ สู่ปลายน้ำ เมื่อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของกลุ่มลูกค้าเกษตรของ ธ.ก.ส.ดังกล่าวผ่านการตรวจสอบวิเคราะห์ โดย บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง จะสร้างความมั่นใจความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

นายสุรชัย กำพลานนท์วัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทห้องปฏิบัติการกลางฯ กล่าวว่า ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษลด 30% แก่เกษตรกร ชุมชน และสถาบันเกษตรกร ที่นำสินค้าไปตรวจทั้ง 6 สาขาทั่วประเทศ สำหรับการตรวจสินค้าทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอาหารหรือไม่ใช่อาหาร พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) แจกคูปองตรวจวิเคราะห์มาตรฐานผลิตภัณฑ์มูลค่า 5,000 บาท ในการตรวจสารพิษตกค้าง การตรวจผลิตภัณฑ์ตามข้อกำหนดของหน่วยงานรัฐ การตรวจวิเคราะห์ฉลากโภชนาการ

กยท. เปิดรับสมัคร รองผู้ว่าการฯ สรรหาผู้มีความรู้ ความสามารถรอบด้าน มีภาวะผู้นำ และพร้อมพัฒนาตนเอง จากทั้งภาครัฐและเอกชน การยางแห่งประเทศไทย รับสมัครบุคคลทั้งจากภาครัฐและเอกชนเพื่อเข้าดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยที่มีประสบการณ์บริหารงานอย่างรอบด้าน เดินหน้าทำงานตามนโยบายรัฐ มีภาวะผู้นำ กล้าตัดสินใจ เพื่อขับเคลื่อนให้บรรลุผลตามเป้าหมายองค์กร

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กยท.เปิดรับสมัครรองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งจะคัดสรรจากผู้ที่มีความรู้รอบ ด้าน ทั้งการบริหารงานองค์กร การบริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ อุตสาหกรรม รวมถึงด้านเศรษฐกิจ สังคม นโยบายภาครัฐ และที่สำคัญต้องเป็นบุคคลที่มีความสามารถที่จะพัฒนาในเรื่องของยางพารา ทั้งในส่วนของภาคอุตสาหกรรม ตลาดยางพารา รวมถึงตลาดสินค้าเกษตร ให้เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน พร้อมกันนี้ต้องเป็นผู้ที่มีศักยภาพในการเป็นผู้นำ เป็นผู้บริหารที่มีภาวะในการตัดสินใจ และสั่งการ เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพบรรลุผลตามที่ได้รับมอบหมาย

“คุณสมบัติผู้ที่จะเข้ารับสมัครรองผู้ว่าการฯ ในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ผู้ที่จะเข้ารับการคัดเลือกจะมาจากทั้งภายในองค์กรของ กยท. และจากภายนอก ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การบริหารงานจากภาครัฐหรือเอกชน โดยผู้สมัครจะต้องนำเสนอผลงานการทำงานที่ผ่านมาที่ได้รับการยอมรับเป็นที่ประจักษ์ เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาได้พิจารณา ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถยื่นใบสมัครและเอกสารประกอบด้วยตนเอง ที่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ การยางแห่งประเทศไทย ถ.บางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 5 กันยายน 2560 ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น. (เว้นวันหยุดราชการ) พร้อมดาวน์โหลดเอกสารใบสมัครได้ที่ www.raot.co.th” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

นายโชคอนันต์ บุษราคัมภากร นายกสมาคมนักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ยอมปรับตัวและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการของตัวเองด้วยการนำความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมมาใช้ มีเพียง 5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด ถือว่าเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับการใช้งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยทั้งภาคเอกชนและรัฐรวมกันที่มีไม่ถึง 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จึงมีความจำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัวสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า บริการ และธุรกิจ จะผลิตและขายแบบเดิมๆ ได้ยาก เพราะการแข่งขันที่มากขึ้น คู่แข่งมาก พฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมซื้อขายและใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล และบริโภคตามความต้องการส่วนตัวมากขึ้น

“ต้องเริ่มกล้าคิด ฝึกใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ให้หลุดจากกรอบ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ มองความผิดพลาดเป็นการต่อยอด เอาไอเดียเป็นที่ตั้งก่อน” นายโชคอนันต์ กล่าว

ม.ล. คฑาทอง ทองใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สค.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้เริ่มทำโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มของแบรนด์ให้กับเอสเอ็มอีไทยเพื่อ เจาะตลาดกลาง-บน หรือตลาดพรีเมียมในต่างประเทศ โดยนำร่องผลักดัน 10 ผู้ประกอบการในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ สปา สิ่งทอ เครื่องใช้ในครัวเรือน โดยจะนำร่องเจาะตลาดประเทศจีน โดยเฉพาะในมหานครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อดีมากในขณะนี้ ตั้งเป้าภายใน 1 ปี บางแบรนด์ที่มีศักยภาพจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เป็น 100 เท่า

ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดงานประชุมสภาลูกเสือไทย ประจำปี 2560 พร้อมด้วย ม.ล. ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ โดยมี ดร. สาธิต ปรัชญาอริยะกุล นิติกรสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) เข้าร่วมจัดกิจกรรมวิชาการลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์

ดร. สาธิต กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาคมได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเรื่องความร่วมมือในกิจกรรมลูกเสือเพื่อบูรณาการสวัสดิภาพและการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ กับสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช) ในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของเยาวชนผ่านกิจกรรมลูกเสือ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎลูกเสือข้อที่ 6 คือ “ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์” โดยบูรณาการแนวความคิดเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ เข้าสู่ระบบการเรียนการสอนลูกเสือ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับลูกเสือให้สามารถนำไปปรับใช้แนวทางการเสริมสร้างค่านิยมในการเลี้ยงดู การใช้งานสัตว์ ให้เกิดเป็นแนวทางร่วมเครือข่ายรณรงค์ ร่วมกันเฝ้าระวังการจัดสวัสดิภาพสัตว์ การป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ทุกชนิด รวมถึงการศึกษา วิจัย การพัฒนาองค์ความรู้ด้านสวัสดิภาพสัตว์ในหลักสูตร เนื้อหาสาระ ด้านการฝึกอบรมลูกเสือทุกระดับให้เกิดความเหมาะสมกับวัยวุฒิ คุณวุฒิ และวุฒิทางปัญญา ให้สอดคล้องกับค่านิยมในการปลูกฝังความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของการกำหนดแนวทางการพัฒนากิจกรรมลูกเสือ ซึ่งเป็นการวางแผนแม่บท การพัฒนากิจการลูกเสือไทยอย่างยั่งยืน ให้มีความเป็นสากลสอดคล้องกับประเทศสมาชิกอื่นทั่วโลก และกรอบนโยบายขององค์การลูกเสือโลก ซึ่งในการกำหนดทิศทางของกิจการลูกเสือไทยเพื่อไปสู่เป้าหมาย โดยมีป้าหมายที่แท้จริงคือเยาวชนที่มีคุณค่าของชาติ ที่ประชุมได้ระดมความคิด กำหนดกลยุทธ์ให้กระบวนการพัฒนากิจการลูกเสือไทยให้ก้าวไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ต่อไป

ส่งออก 7 เดือนขยายตัวต่อเนื่อง ‘พาณิชย์’ ปรับเป้าส่งออกใหม่เพิ่มเป็น 5-6% จากเดิม 3.5-5.5% ส.อ.ท. รายงานดัชนีอุตสาหกรรมเดือนกรกฎาคมลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ต่ำสุดรอบ 10 เดือน ชี้ใช้จ่ายในประเทศซบ ติงยังไม่เห็นมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) กล่าวถึงการส่งออกของไทยในปี 2560 ว่า ตลอด 7 เดือนที่ผ่านมาพบว่า การส่งออกของไทยเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สนค.จึงได้ปรับประมาณการตัวเลขการส่งออกใหม่อยู่ที่ระหว่าง 5-6% หรืออาจถึง 6.5% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ 3.5-5.5%

ค่าเฉลี่ยในช่วงที่เหลือของปีระหว่างกรกฎาคม-ธันวาคม 2560 จะมีมูลค่า 19,182 ล้านดอลลาร์ รวมมูลค่าการส่งออกในช่วงเดือนที่เหลือ คาดว่าจะอยู่ที่ 95.912 ล้านดอลลาร์ หรือทั้งปี 228,311 ล้านดอลลาร์ ภายใต้สมมติฐานค่าเงิน 34.0-36.0 บาท/ดอลลาร์ ราคาน้ำมัน 45-55 บาท/บาร์เรล เศรษฐกิจขยายตัว 3.5% ราคาส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขขยายตัว 8-10% สินค้าเกษตรขยายตัว 3-5%

แนวโน้มการส่งออกปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง colourofwords.com ได้รับแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าสำคัญในแถบเอเชีย สินค้าอุตสาหกรรมหลายรายการกลับมาขยายตัวระดับสูง โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ยาง

สินค้าที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น ข้าว ขยายตัวถึง 98.8% ถือเป็นผลงานรัฐบาลที่ระบายข้าวจากสต๊อกรัฐบาลได้ ทำให้ไม่มีแรงกดดันเรื่องราคา ผัก ผลไม้สดแช่แข็ง 61.4% ฯลฯ รวม 7 เดือนแรก กลุ่มนี้ขยายตัว 15.2% สินค้าอุตสาหกรรมรถยนต์อุปกรณ์ กลับมาขยายตัว 22.3% ผลิตภัณฑ์ยาง 45.7% รวม 7 เดือนแรกกลุ่มนี้ขยายตัว 7.2%

การนำเข้ามีมูลค่า 19,040 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.5% ส่งผลให้การค้าขาดดุล 188 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 27 เดือน ตั้งแต่เมษายน 2558 เป็นต้นมา รวม 7 เดือน การนำเข้ามีมูลค่า 125,616 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 15.5% และการค้าเกินดุล 6,783 ล้านดอลลาร์

วันเดียวกัน นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนกรกฎาคม 2560 อยู่ที่ระดับ 83.9 ลดลงจากเดือนก่อนอยู่ที่ 84.7 ปรับลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 และต่ำสุดในรอบ 10 เดือน นับจากเดือนกันยายน 2559 อยู่ที่ระดับ 84.8 เนื่องจากผู้ประกอบการกังวลต่อการบริโภคในภูมิภาคที่ฟื้นตัวไม่ดีนัก

“ยังไม่เห็นมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศจากภาครัฐเท่าที่ควร เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีจากการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ที่จะทำให้มีเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ” นายเจน กล่าว นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า คาดบรรยากาศท่องเที่ยวจะกลับมาคึกคักในช่วงสิ้นปี เพราะอากาศหนาวและมีเทศกาลปีใหม่กระตุ้นตลาด รวมถึงนโยบายส่งเสริมการใช้จ่าย คาดว่าจะออกมาในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ไตรมาส 4

ตลาดในประเทศ ปี 2560 คาดมีคนไทยเดินทางราว 45.8 ล้านคนครั้ง เพิ่มขึ้น 4% แต่รายได้จะขยายตัวสูงกว่าที่ราว 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว พร้อมประเมินการเดินทางเดือนตุลาคมว่า คนไทยจะเดินทางเข้ามาถวายสักการะพระบรมศพตลอดทั้งเดือนจนถึงวันพระราชพิธีถวายพระเพลิง โดยกรุงเทพฯ ยังเป็นจุดหมายที่ได้รับความนิยมสูงสุด จำนวนนักท่องเที่ยว 11 ล้านคนครั้ง ตามด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7.2 ล้านคนครั้ง และภาคตะวันตก 7 ล้านคนครั้ง

ขณะนี้เตรียมเปิดตัว ปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย 2561 ที่ครม.มีมติรับทราบแล้ว จะเริ่มมีกิจกรรมกระตุ้นตลาดคนไทยและต่างประเทศต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วง 3 เดือนสุดท้าย ได้แก่ การสวนสนามทางเรือนานาชาติครบรอบ 50 ปีอาเซียน การแข่งขันแอร์เรซวัน เป็นต้น