หอมแดงช่วงเก็บเกี่ยวให้ระวังหนอนกระทู้หอมกลางวันมีแดดแรง

กลางคืนจะมีอากาศเย็นในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงให้เฝ้าระวังหนอนกระทู้หอม ที่สามารถพบได้ในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตหอมแดง มักพบตัวหนอนกระทู้หอมจะเจาะเข้าไปอาศัยและกัดกินเนื้อเยื่อใบหอม ทำให้ใบหอมแดงมีสีขาว จากนั้น หนอนกระทู้หอมจะกัดกินจากใบหอมลงไปถึงหัวหอมแดง ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บผลผลิตหอมแดงได้

เกษตรกรควรหมั่นตรวจเก็บกลุ่มไข่และตัวหนอนกระทู้หอมในแปลงมาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อช่วยลดการระบาด สำหรับในระยะที่ตัวหนอนมีขนาดเล็กและพบการระบาดน้อย ให้เกษตรกรพ่นด้วยเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส (Bacillus thuringiensis) อัตรา 100 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร กรณีพบการระบาดรุนแรง ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด อาทิ สารคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสแอล อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอฟีนาเพอร์ 10% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโทลเฟนไพแร็ด 16% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอินดอกซาคาร์บ 15% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี รองประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่โรงงานน้ำตาลเปิดรับผลผลิตอ้อยประจำฤดูการผลิตปี 2561/62 ทั่วประเทศแล้ว 69 วัน ซึ่งคิดเป็นครึ่งทางของจำนวนวันหีบอ้อยโดยเฉลี่ยที่จะใช้เวลาหีบอ้อย 120 วัน ต่อ 1 ฤดูการผลิต พบว่า มีปริมาณอ้อยเข้าหีบ 59.71 ล้านตันอ้อย ลดลงจากระยะเวลาหีบอ้อยที่เท่ากันของปีก่อนที่มีอ้อยเข้าหีบ 60.97 ล้านตันอ้อย หรือลดลง 1.26 ล้านตันอ้อย และผลิตน้ำตาลทรายได้ 6.08 ล้านตัน ลดลงจากปีการผลิตก่อนที่ผลิตน้ำตาลทรายได้ 6.25 ล้านตัน หรือลดลงประมาณ 180,000 ตัน

นายศิริวุทธิ์ กล่าวว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อผลผลิตน้ำตาลทรายที่ลดลง มาจากคุณภาพผลผลิตอ้อยในปีนี้มีคุณภาพไม่ดีเท่ากับปีที่ผ่านมาจากสภาพอากาศที่ไม่หนาวเย็นจึงสร้างค่าความหวานในต้นอ้อย สกัดน้ำตาลจากอ้อยลดลงจากเดิมปีก่อน ประกอบกับผลผลิตต่อตันอ้อย (ยิลด์) ก็ลดลงเช่นกัน ส่วนหนึ่งเป็นปัญหามาจากอ้อยไฟไหม้ ซึ่งปัญหานี้โรงงานน้ำตาลทรายมีนโยบายที่ชัดเจนในการเข้าไปแก้ปัญหาอ้อยไฟไหม้ โดยรณรงค์ให้ชาวไร่จัดส่งอ้อยสดเข้าหีบ และมีการลงโทษชาวไร่อ้อยที่จัดส่งอ้อยไฟไหม้ เช่น การหักเงินจากอ้อยไฟไหม้ 30 บาท ต่อตัน เพื่อชดเชยให้แก่ชาวไร่ที่จัดส่งอ้อยสดตามระเบียบ กอน. ที่กำหนด

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลพยากรณ์ไม้ผลภาคเหนือ ปี 2562 ครั้งที่ 1 ของลิ้นจี่และลำไย โดยคณะทำงานจัดทำข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมกับสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 (สสข.6) และสำนักงานเกษตรจังหวัดทั้ง 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และตาก เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู ซึ่งผลพยากรณ์ ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มกราคม 2562) พบว่า

ลำไยเนื้อที่ให้ผลทั้ง 8 จังหวัด รวม 851,814 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 1.35 ผลผลิตรวม 703,335 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.42 แยกเป็นลำไยในฤดู 436,801 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 และลำไยนอกฤดูจะมีผลผลิตรวมประมาณ 266,534 ตัน ลดลงร้อยละ 2.31 ผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 826 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.12 โดยแยกเป็นลำไยในฤดู 691 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.74 และลำไยนอกฤดูประมาณ 1,213 กิโลกรัม/ไร่ ลดลงร้อยละ 11.78

ขณะนี้ลำไย อยู่ในช่วงแทงช่อประมาณร้อยละ 5 และคาดว่าจะแทงช่ออย่างชัดเจนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งปีนี้การติดช่อจะล่าช้ากว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากหลังจากเกษตรกรราดสารเร่งการออกดอกแล้วมีฝนตก ทำให้ลำไยแตกใบอ่อนแทนการติดช่อ อย่างไรก็ตาม คาดว่า ผลผลิตลำไยจะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เนื่องจากเกษตรกรหันไปผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น ซึ่งเกษตรกรบางส่วนเป็นเกษตรกรมือใหม่ที่ยังขาดความชำนาญในการบำรุงดูแลสวนลำไยนอกฤดู โดยผลผลิตลำไยในฤดูจะออกมากในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ทั้งนี้ เกษตรกรควรระมัดระวังและศึกษาเรื่องใช้สารในอัตราตามมาตรฐานที่กำหนด

ลิ้นจี่ เนื้อที่ให้ผลทั้ง 8 จังหวัด รวม 95,381 ไร่ ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 1.10 ผลผลิตรวม 41,473 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.61 ส่วนผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 435 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.87 โดยสถานการณ์การผลิตลิ้นจี่ขณะนี้ พบว่า ออกดอกแล้วบางส่วน ทั้งนี้ ผลผลิตลิ้นจี่ คาดว่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากสภาพอากาศเหมาะสม ประกอบกับเกษตรกรดูแลดีและหันมาทำลิ้นจี่คุณภาพมาก โดยผลผลิตจะออกมากในช่วงเดือนพฤษภาคม ประมาณร้อยละ 60 และต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2562

รองเลขาธิการกล่าวทิ้งท้ายว่า ข้อมูลพยากรณ์ดังกล่าว คณะทำงานฯ ได้นำข้อมูลเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) วันที่ 28 มกราคม 2562 และจะเร่งกำหนดแผนบริหารจัดการของปี 2562 โดยเร็ว ซึ่งจะยังคงเน้นบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จโดยเชื่อมโยงกับตลาดผู้ซื้อให้เหมาะสม ทั้งเชิงคุณภาพ ในด้านมาตรฐาน การเพิ่มมูลค่า และด้านปริมาณ โดยจัดสมดุลอุปสงค์ อุปทาน พร้อมเตรียมแผนเผชิญรองรับปริมาณผลผลิตที่จะออกมาก (ช่วง peak) ซึ่ง สศก. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะนำเสนอให้ทราบเป็นระยะต่อไป

กระทรวงเกษตรฯ ปลื้ม ครม. ไฟเขียว ให้ “ปลากัด” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ มีเอกลักษณ์โดดเด่นสะท้อนความเป็นคนไทย

เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงเสนอ โดยการดำเนินงานที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ผลักดันเรื่องดังกล่าวมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี ผลการประชุม ครม. ในวันนี้นับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก

ที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2560 โดยมี รองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธาน มีมติให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ และการประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2562 โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธาน มีมติให้ปลากัดไทยเป็นปลาประจำชาติ จนในวันนี้ได้ผ่านการเห็นชอบจาก ครม. เป็นขั้นตอนสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว

สำหรับสาระสำคัญของการเสนอให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ 1. ด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เป็นที่ทราบกันดีว่า คนไทยรู้จัก คุ้นเคย และมีความผูกพันกับปลากัดมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งมีหลักฐานยืนยัน และเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2556 กระทรวงวัฒนธรรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้ปลากัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

2. ด้านความเป็นเจ้าของ และความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว “ปลากัดไทย” ที่เสนอให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ชื่อวิทยาศาสตร์ Betta splendens ชื่อสามัญ “Siamese Fighting Fish” หรือ “Siamese Betta” มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย เป็นสายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น จนเป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางในระดับสากล ชื่อ Siamese จึงเป็นเครื่องสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ปลากัดไทยนั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นเจ้าของได้ อีกทั้งไทยเป็นแหล่งอ้างอิงมาตรฐานหลักของปลากัดอีกด้วย

3. ด้านประโยชน์ใช้สอย ปลากัดไทยได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอยในหลายประการ โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมการเพาะเลี้ยง และการสร้างนวัตกรรมด้านการเพาะพันธุ์ ซึ่งนําไปสู่การค้าเชิงพาณิชย์และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ข้อมูลส่งออกปลากัดไทยกว่า 95 ประเทศ ปริมาณการส่งออกระหว่างปี 2556-2560 ประมาณ 20.85 ล้านตัว/ปี มูลค่าไม่ต่ำกว่า 115.45 ล้านบาท/ปี หรือ 5.42 บาท/ตัว และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ปัจจุบันมีการเลี้ยงปลากัดไทยทั่วโลก โดยด้านพันธุศาสตร์นั้น ชื่อของปลากัดจีน ปลากัดมาเลย์ และปลากัดอินโด แม้จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป แต่มีที่มาจากสายพันธุ์เดียวกับปลากัดป่าของไทยทั้งสิ้น โดยจังหวัดนครปฐมเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุด

ปัจจุบัน ความนิยมของปลากัดไทยประเภทกัดเก่งนั้นลดลงมาก ขณะที่ได้รับความสนใจในด้านการพัฒนาสายพันธุ์เน้นที่ความสวยงาม ทําให้มีการเพาะเลี้ยงทั่วประเทศ มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมประมง จํานวน 1,500 ราย เกษตรกรที่เพาะเลี้ยงปลากัดไทยมีการกระจายทั่วพื้นที่ของประเทศไทย จํานวน 500 ราย และมีผู้ที่เลี้ยงรายย่อย ผู้ชื่นชอบการเลี้ยงปลากัดไทยมากกว่า 100,000 ราย

ซึ่งปลากัดไทยสามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับชุมชนได้ รวมทั้งมีการเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อเอาไว้กัดแข่งขันเป็นกีฬา หรือนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน รวมถึงมอบเป็นของขวัญในวันพิเศษ และยังสามารถนําไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของไทย ตลอดจนนําไปใช้ประกอบสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสะท้อนความเป็นไทยได้

นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ปลากัดไทยมีความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นด้านพฤติกรรมการต่อสู้ นับเป็นสัตว์น้ำเพียงชนิดเดียวของไทยที่มีลักษณะดังกล่าว เหมาะกับการเป็นสัตว์น้ำประจำชาติเนื่องจาก คล้ายกับลักษณะของคนไทยที่รักและหวงแหนชาติ ปกป้องแผ่นดินจากข้าศึก สู้รบอย่างกล้าหาญ แม้ปลากัดไทยจะมีลักษณะดุดัน แต่ในยามสงบ กลับอ่อนโยน นุ่มนวลสอดคล้องกับนิสัยคนไทย เหมือนส่วนหนึ่งของเนื้อเพลงชาติ “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด”

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลุ่มคนเลี้ยงปลากัดที่ร่วมผลักดันข้อเสนอดังกล่าวนี้ รวมทั้งนักวิชาการสาขาต่างๆ ที่ร่วมสนับสนุนข้อมูลจนผ่านการพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งในวันนี้ ครม. ก็ได้มีมติเห็นชอบให้ปลากัด เป็นสัตว์น้ำประจำชาติเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการขับเคลื่อนกันอย่างเต็มที่เนื่องจากปลากัดเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ มีถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทย มีความผูกพันทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

และมีผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ มีการพัฒนาพันธุ์เพื่อการค้า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยืนยันจะผลักดันเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปลากัดไทยให้เดินหน้าต่อไปในหลากหลายมิติยิ่งขึ้น อาทิ การค้าออนไลน์ การร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ที่สนับสนุนธุรกิจสัตว์น้ำสวยงามด้วยระบบการขนส่งปลากัดภายในประเทศ ผลักดันและสนับสนุนให้เกิดความรวดเร็วและมีความปลอดภัยไปจนถึงมือลูกค้า ตลอดจนร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอี แบงก์ เพื่อพัฒนาแผนธุรกิจปลากัดไทย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

“ ไผ่ ” นับเป็นพืชมหัศจรรย์ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างมาก เนื่องจาก ไม้ไผ่เป็นพืชพลังงานที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ตอบโจทย์ในเรื่องพลังงานทดแทนได้อย่างดี แค่ปลูกไผ่สัก 5 ล้านไร่ ประเทศไทยจะไม่ขาดแคลนไฟฟ้า แถมยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

รองศาสตราจารย์ ธัญพิสิษฐ์ พวงจิก ประธานชมรมคนรักไผ่ กล่าวว่า ปัจจุบันไผ่หลายสายพันธุ์ ที่มีศักยภาพในด้านพืชพลังงาน โดยใช้ลำไผ่ทำพลังงานชีวมวล เช่น ไผ่ตงลืมแล้ง (ตงอินโด) ไผ่กิมซุ่ง (ไผ่ไต้หวัน หรือไผ่เขียวเขาสมิง) ไผ่แม่ตะวอ ไผ่รวกและไผ่ซางนวล นอกจากนี้ ไผ่ตงลืมแล้ง ไผ่กิมซุ่ง ยังแปรรูปในลักษณะเพียวเร็ต(pellet )ทำถ่านไม้ไผ่ได้ แต่ไผ่ทั้งสองชนิดนี้ควรปลูกในบริเวณที่มีน้ำสมบูรณ์ “ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง” ยังสามารถแปรรูปเป็นถ่านแกลบเรียกว่า ไบโอชาร์ ใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าแล้วยังได้ปุ๋ยอีกด้วย

ถ่านไม้ไผ่คุณภาพสูงที่ได้จากการเผาที่อุณหภูมิ 1,000oC ขึ้นไป ด้วยเตาเผาถ่านที่มีประสิทธิภาพ จะมีความสามารถสูงในการดูดซับกลิ่น ความชื้น สารพิษ สารเคมี ช่วยฟอกอากาศ กำจัดแบคทีเรีย ช่วยปลดปล่อยประจุลบ และอินฟราเรดคลื่นยาว ช่วยดูดซับรังสี ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น มีผลให้จิตใจแจ่มใส เบิกบาน ใช้ทำผลิตภัณฑ์สุขภาพนานาชนิด

ถ่านกัมมันต์ (activated carbon) เป็นวัสดุคาร์บอนที่มีพื้นที่ผิวสูงมาก เนื่องจากมีรูพรุนจำนวนมหาศาล มีความสามารถในการดูดซับคาร์บอนและไนโตรเจนได้สูงมาก ผงคาร์บอนที่ผลิตได้จากถ่านไม้ไผ่เมื่อนำมาผสมกับดิน ช่วยปรับปรุงบำรุงดินแล้ว ยังมีความสามารถในการดูดซับไนตรัสออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซที่ไปทำลายชั้นโอโซนที่เป็นเกราะป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตของโลกมากที่สุดอีกด้วย

นอกจากนี้ ถ่านไม้ไผ่ยังถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบในอุตสาหกรรมต่างๆ อีกมากมาย เช่น อุตสาหกรรมยา-เครื่องสำอาง ใช้ทำไส้กรองน้ำ ไส้กรองอากาศ ใช้ปรับปรุงบำรุงดิน และใช้ในการบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น

ปัจจุบันทั่วโลกมีความต้องการใช้ “ถ่านกัมมันต์จากไม้ไผ่” อย่างแพร่หลายเพราะ ถ่านกัมมันต์จากไม้ไผ่มีสมบัติเด่นในหลายด้าน สามารถนำไปแปรรูปเป็นสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก สามารถส่งออกสร้างรายได้อย่างไม่มีขีดจำกัด สายพันธุ์ไผ่ที่เหมาะสำหรับผลิตถ่านกัมมันต์ได้แก่ ไผ่พันธุ์กิมซุ่ง พันธุ์ซางหม่น ฯลฯ

การปลูกไผ่ ส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อม เพราะไผ่เป็นพืชตระกูลหญ้าที่มีขนาดลำต้นใหญ่โต ให้น้ำหนักชีวมวลต่อไร่ในระยะเวลาที่เท่ากันสูงกว่าพืชชนิดอื่น เป็นพืชที่มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเกือบทุกพื้นที่ของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

ไผ่จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการปลูกเป็นพืชพลังงานงานทดแทนของโลกต่อไปในอนาคตเพราะ ทุกส่วนของต้นไผ่ประกอบด้วยเซลลูโลส เหมาะสำหรับใช้เป็นพลังงานชีวมวล สำหรับพันธุ์ไผ่ที่ให้ปริมาณชีวมวลในปริมาณมาก ได้แก่ พันธุ์กิมซุ่ง ตงลืมแล้ง ซางหม่น และวะโซ่ ฯลฯไผ่กลุ่มนี้เหมาะสำหรับผลิตเชื้อเพลิงพลังงานทดแทน เช่น สกัดเป็นน้ำมันดิบ นำต้นไผ่สด บดเป็นผงเพื่อนำไปหมักจะได้ก๊าซชีวภาพ (มีเทน) ที่มีค่าพลังงานสูงมาก ผลิตเม็ดพลังงานแห้งซึ่งโรงไฟฟ้าชีวมวลทั้งในและต่างประเทศมีความต้องการสูง รวมทั้งแปรรูปเป็นถ่านไม้ไผ่ที่มีคุณภาพสูง เป็นต้น

รองศาสตราจารย์ ธัญพิสิษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเชื้อเพลิงจากธรรมชาติใต้ดินมีราคาสูงขึ้นอย่างมาก และเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่น ๆ มีต้นทุนที่สูงยากต่อการลงทุน ดังนั้นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด จากพืชกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกเป็นอย่างมาก นิยมใช้ผลิตความร้อนตามบ้านเรือนในประเทศเขตหนาว ใช้ในการผลิตไฟฟ้า สำหรับโรงไฟฟ้า หรือโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ

เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด มีจุดเด่นสำคัญคือให้ความร้อนสูงกว่าชีวมวลอย่างอื่น ขนส่งได้สะดวกเนื่องจากมีความหนาแน่นมาก มีเถ้าน้อย รวมทั้งส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก โดยเฉพาะเม็ดเชื้อเพลิงชีวมวลที่ผลิตจากไม้ไผ่ เพราะไผ่เป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้อย่างดี อีกทั้งมีพันธุ์ไผ่จำนวนมากมายสามารถเลือกให้เหมาะสมกับในแต่ละสภาพพื้นที่ได้

ไผ่ ที่ตัดนำไปใช้ประโยชน์ ควรเลือกลำไผ่แก่อายุ 2-3 ปี ส่วนลำอ่อนและหน่อไม้ที่เกิดใหม่จะปล่อยไว้เลี้ยงกอต่อไป สามารถตัดหมุนเวียนได้ทุกปีตลอดไปจนกว่าต้นไผ่จะออกดอกตายขุย อีกทั้งไผ่ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้เป็นอย่างดี ช่วยชะลอการกัดเซาะพังทลายของหน้าดินและตลิ่งริมน้ำได้อีกด้วย

ขณะเดียวกัน ไผ่ จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าสีเขียวเป็นมิตรของธรรมชาติ (Eco-friendly)เพราะไผ่ให้ออกซิเจนในปริมาณสูงมากกว่าต้นไม้ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี ใช้เพียงปุ๋ยและน้ำ ไผ่จะจัดสมดุลออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ดีที่สุด

ทุกวันนี้ กระแสความนิยมรณรงค์ให้ใช้สินค้าสีเขียวจากธรรมชาติ มาแรงมาก ประเทศจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และอินเดีย มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไผ่เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับป้อนเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมเส้นใย เพราะไม้ไผ่ให้เส้นใยที่มีคุณสมบัติดีเด่นที่สุดในโลก รวมทั้งอุตสาหกรรมการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้ลำไผ่เป็นเชื้อเพลิง เพราะลำไม้ไผ่แก่มีถ่าน 22% แก๊ส 21% และไบโอออย 57%

พื้นที่ 1 เฮกแตร์ (6.25 ไร่) ผลิตไผ่แห้งได้ 10 ตัน ให้น้ำมัน 4,600 ลิตร ถ่านแท่ง 2,200 กิโลกรัม มีคุณค่าทดแทนน้ำมันจากธรรมชาติ 2,000 ลิตร (ประเทศไทยมีศักยภาพในการจัดการผลผลิตได้สูงสุดถึง 50-100 ตันต่อไร่)

ผู้สนใจเรื่องไผ่ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ รองศาสตราจารย์ ธัญพิสิษฐ์ พวงจิก ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี12120 โทรศัพท์ 025644488 กด 0 และ 086-6552762

อากาศปิด 2 ช่วง 6-8 ก.พ. กับ 13-15 ก.พ. กทม. เตรียมแผนรับมือ ฝุ่นพิษ อีกระลอก นำเครื่องบินเล็กฉีดพ่นละอองน้ำทุกชั่วโมง เพิ่มเส้นทางการบินครอบคลุมพื้นที่ฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน

ฝุ่นพิษ / เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ศาลาว่าการ กทม. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. แถลงผลภายหลังเป็นประธานประชุมคณะผู้บริหาร กทม. ครั้งที่ 3 ว่า ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (พีเอ็ม 2.5) สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ได้รายงานในที่ประชุมถึงสถานการณ์คุณภาพอากาศตลอด 4-5 วัน ภายหลัง กทม. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแผนปฏิบัติการแก้มลพิษทางอากาศ พบช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ยังมีค่าไม่คงที่ บางวันมีค่าสูงและต่ำกว่ามาตรฐาน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละวัน

สำหรับวันนี้พบมีค่าฝุ่นละอองเพิ่มสูงขึ้น จากเมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา เกินมาตรฐาน 1 พื้นที่ ซึ่งอยู่ในระดับสีส้ม ได้แก่ บริเวณเขตบางเขน มีค่า 55 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร (มคก.ต่อ ลบ.ม.) ส่วนพื้นที่อื่นพบมีค่าฝุ่นละอองต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานไม่เกิน 50 มคก. ต่อ ลบ.ม.

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวต่อว่า ล่าสุด กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) แจ้งว่า ระหว่าง วันที่ 6-8 ก.พ. และ 13-15 ก.พ. สถานการณ์ฝุ่นละอองอาจมีแนวโน้มรุนแรง เนื่องจากอากาศจะปิด

อย่างไรก็ตาม กทม.ประชุมติดตามสถานการณ์แก้ไขฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 อย่างต่อเนื่อง โดยจัดตั้งศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของกทม.และปริมณฑล ที่ห้องประชุมชั้น 10 อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการ กทม. 2 (ดินแดง) เพื่อติดตามสถานการณ์ และเตรียมแผนปฏิบัติการลดฝุ่นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ตลอดช่วงที่มีอากาศปิด กทม. จะประสานไปยังโรงเรียนการบินกรุงเทพอีกครั้ง เพื่อนำเครื่องบินเล็กฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศทุกชั่วโมง พร้อมกำหนดเส้นทางการบินในบริเวณเดิม และเพิ่มเส้นทางการบินให้ครอบคลุมพื้นที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 มีค่าสูงเกินมาตรฐาน ขณะที่ทางโรงเรียนการบินกรุงเทพมีความยินดี พร้อมสนับสนุนเครื่องบินเล็กและอุปกรณ์ร่วมปฏิบัติการแก้มลพิษทางอากาศ

สำหรับผลปฏิบัติการนำเครื่องบินเล็กขึ้นบินจากสนามบินคลอง 15 เพื่อพ่นละอองน้ำระหว่าง วันที่ 2-4 ก.พ. ที่ผ่านมา ยังมีข้อจำกัดของเงื่อนไขการบิน เช่น เส้นทางการบินในเขตพื้นที่ห้ามบิน การจราจรทางอากาศที่ต้องไม่กระทบต่อเส้นทางการบินของสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมือง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การบินฉีดพ่นละอองน้ำเป็นการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว อยู่ระหว่างการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการแก้ไขฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม (กห.) เป็นประธาน เพื่อกำหนดเป็นมาตรการถาวรเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต่อไป

ด้าน นายสมชาย จึงมีโชค ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. กล่าวถึงแนวทางดำเนินการด้านอนามัยและสาธารณสุข เพื่อลดผลกระทบฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ดังนี้ 1.ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลสุขภาพและให้คำปรึกษาการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนทุก 5 เขต ทุกเสาร์-อาทิตย์ ตลอดเดือน ก.พ.-มี.ค. ซึ่งการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ครั้งแรก เมื่อวันที่ 2-3 ก.พ. มีประชาชนเข้ารับบริการถึง 909 คน

ส่วนอาการที่พบจากการตรวจวินิจฉัย ได้แก่ ผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ (ยูอาร์ไอ) 172 คน โรคภูมิแพ้ 32 คน ผื่นคันผิวหนัง 6 คน เยื่อบุตาอักเสบ 4 คน หอบหืด 3 คน และอาการอื่น 115 คน 2. การดำเนินการติดตั้งสปริงเกลอร์ช่วยพ่นละอองน้ำจากอาคารสูงของโรงพยาบาลสังกัด กทม. รวม 9 แห่ง

ซึ่งเริ่มติดตั้งแล้ว 3. จัดทำเอกสารเผยแพร่ความรู้ผ่านสื่อให้แก่ผู้รับบริการในโรงพยาบาล เช่น การติดโปสเตอร์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากฝุ่นละออง แผ่นพับ รวมถึงแจกหน้ากากอนามัย ฯลฯ และ 4.ผลิตสื่อเผยแพร่ผ่านสื่อกระแสหลัก โดยผลดำเนินการที่ผ่านมาพบประชาชนมีความตระหนักรู้และเฝ้าระวังสถานการณ์ฝุ่นละอองเพิ่มขึ้น