หากตรวจสอบพบว่า มีข้อผิดพลาดในการดำเนินโครงการ

โดยเฉพาะเมื่อข้อผิดพลาดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประโยชน์ที่กลุ่มเป้าหมายควรได้รับ ให้ส่วนราชการเจ้าของเรื่องเร่งรัดดำเนินการแก้ไขข้อผิดพลาด รวมทั้งชี้แจงทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายและประชาชนรับทราบถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ได้รับผลกระทบถึงความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายของโครงการได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ตามนโยบายของรัฐบาล

จากอดีตข้าราชการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่ทำงานคลุกคลีกับเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง “วาสนา กุญชรรัตน์” ชาวจังหวัดนครราชสีมา ตัดสินใจครั้งใหญ่ โดยน้อมนำแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในเรื่องการทำการเกษตรและอยู่อย่างพอเพียง ผันชีวิตมายึดอาชีพเลี้ยงแพะ ผลิตนมแพะจำหน่ายก่อนขยายเป็นศูนย์เรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์แนวทางต่างๆ ให้ผู้สนใจ

“วาสนา กุญชรรัตน์” เล่าว่า ช่วงเริ่มต้นประมาณปี 2545 ได้ตัดสินใจซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างบ้านใน ต.ทุ่งหลวง อ.ปากท่อ จังหวัดราชบุรี ด้วยความชอบธรรมชาติ จึงมีแนวคิดทำฟาร์มแพะนม “TT GARDEN AND GOAT FARM” เพื่อผลิตน้ำนมไว้จำหน่าย โดยใช้เงินลงทุนครั้งแรกประมาณ 5-6 แสนบาท สร้างโรงเรือนไม้ยกพื้นให้แพะอยู่อาศัย จากนั้นต่อเติมขยายโรงเรือนขยายถึงปัจจุบันมีพ่อแม่ และลูกแพะที่เลี้ยงดูแลนับร้อยตัว ทั้งสายพันธุ์ซาแนน และเริ่มขยายพันธุ์ท็อกเก้นเบิร์กด้วย ซึ่งในฟาร์มต้องเน้นความเข้มงวดเรื่องความสะอาด ปลอดเชื้อโรค โดยเฉพาะโรคบลูเซลโลซีส การเข้า-ออกฟาร์มทุกครั้งจึงต้องสวมรองเท้าผ่านน้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อความปลอดภัยของฟาร์ม ส่งผลให้ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ เป็นฟาร์มมาตรฐานสำหรับแพะนม (Farm Q) แห่งแรกของเขต 7 ได้ใบรับรองฟาร์มปลอดโรคบลูเซลโลซีสเป็นแห่งแรกของประเทศด้วย

“การเลี้ยงแพะนม เกิดจากแรงบันดาลใจจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 อยากบอกว่าคนไทยโชคดีมากที่มีพระองค์เป็นต้นแบบ แต่อยู่ที่จะหยิบต้นแบบนั้นมาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งมาจากแนวคิดที่พระองค์ท่านพระราชทานเรื่องการทำการเกษตร อยู่อย่างพอเพียง หลังเลือกสถานที่แล้วมองว่าอะไรเป็นตัวช่วยกำจัดวัชพืช จึงกลายมาเป็นแพะ ซึ่งมี 2 อย่าง คือ แพะเนื้อ และ แพะนม ก็มาดูข้อดี ผลเสีย และเลือกแพะนมเพราะมีมูลค่าทางการผลิตค่อนข้างมากพอสมควร เช่น ขายเนื้อ ขายนม ขายสายพันธุ์ แม้แต่น้ำนมยังสามารถแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้อีก”

“วาสนา” เล่าว่า การเลี้ยงดูแพะนั้น ทุกเช้าเวลาประมาณ 06.00 น. จะนำแพะออกจากคอกเลี้ยงเดินมาขึ้นโต๊ะ เพื่อทำความสะอาดเต้านม จากนั้นใช้มือรีดนมทีละเต้า ระหว่างการรีดนมจะให้อาหารเสริมแพะด้วย เพื่อสร้างความเพลิดเพลินและไม่ตื่นกลัว แต่ละวันจะรีดนมแพะแต่ละตัวให้น้ำนมประมาณ 2.5 กิโลกรัม รวมแล้วได้น้ำนมดิบประมาณ 20 กิโลกรัม/วัน ก่อนนำไปผ่านกรรมวิธีการแปรรูปผลิตเป็นนมพาสเจอไรซ์ได้ประมาณ 120 ขวด นอกจากนี้ยังผลิตภัณฑ์จากนมแพะอีกหลายอย่าง เช่น สบู่นมแพะ โลชั่น โยเกิร์ต และไอศกรีม ซึ่งทำตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่ง หลังรีดนมแล้วจะปล่อยแพะออกจากคอกให้วิ่งเล่น กินหญ้าบริเวณลานกว้าง ซึ่งเตรียมหญ้าไว้ให้กิน 2 ช่วง เช้าและเย็น ส่วนช่วงบ่ายจะให้อาหารเสริม เพื่อให้แพะมีสุขภาพแข็งแรง

“สำหรับการผลิตนมพาสเจอไรซ์ ซึ่งเรื่องการบริโภค เป็นเรื่องของคุณภาพมาตรฐาน GAP หรือ อย. ที่สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคและความปลอดภัยของสินค้า คงต้องระดมเงินทุนสร้างโรงผลิตนมให้ได้มาตรฐาน GAP อีกส่วนเป็นเรื่องการนำเที่ยวชมฟาร์ม มาอยู่กับแพะ มาเรียนรู้พฤติกรรม ขั้นตอนการผลิต กว่าจะได้นมแต่ละหยด แต่ละแก้วนั้น อาจทำให้มีความผูกพันกับแพะมากขึ้น เพราะนมที่กลั่นออกมา 1 แก้วนั้น มาจากความตั้งใจทำงานอย่างหนึ่ง ที่มีการวางแผน การจัดการที่ดี”

เจ้าของฟาร์มแพะยังกล่าวอีกว่า ภายหลังการผลิตในรูปแบบนมแปรรูบรรจุขวดแล้ว สิ่งที่สำคัญถัดมา คือ การตลาด ถือเป็นหัวใจ เพราะการขายของจำเป็นต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย และความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะนมแพะที่รับประทานกันนั้น มีทั้งแบบ “มีกลิ่น” และ “ไม่มีกลิ่น” ประกอบกับมีการสำรวจตั้งแต่ก่อนทำฟาร์มและพบว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการดื่มนมแพะที่ไม่มีกลิ่น จึงต้องมาหาแนวทางในกระบวนการผลิต จนสุดท้ายกระบวนการจัดการทั้งระบบช่วยเรื่องการกำจัดกลิ่นได้

“ด้านการตลาดเราส่งหลายแห่ง เช่น รีสอร์ตใน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตลาดราชบุรี กรุงเทพฯ เมื่อสินค้าเริ่มเป็นที่ต้องการจนได้รับการยอมรับของตลาด ทำให้ขณะนี้เครือห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลนำสินค้านมแพะไปวางจำหน่ายที่ร้านท็อปส์ พร้อมออกแสดงโชว์ทุกเสาร์-อาทิตย์ เพื่ออธิบายข้อดี ข้อเสียจากการดื่มนมแพะให้ลูกค้าฟัง โดยผลตอบรับที่ผ่านมาออกมาดี”

วาสนากล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้มีการรณรงค์ดื่มนมแพะ ซึ่งยังไม่เห็นภาครัฐช่วยรณรงค์การดื่มนมแพะอย่างจริงจัง ทำให้คนดื่มนมแพะยังอยู่ในวงแคบๆ หรือคนที่รู้ว่านมแพะดีอย่างไร ทำให้เกษตรกรประสบปัญหา คนขายก็ขายกันไป ใครเอาตัวรอดได้ก็รอดกันไป ใครไปไม่รอดต้องอยู่ในวังวนของการเป็นคนผลิตส่งพ่อค้าคนกลาง

“นมแพะมีประโยชน์ คือ แม่ที่ไม่สามารถมีนมเลี้ยงลูกได้ คุณหมอจะแนะนำให้ดื่มนมแพะ เนื่องจากนมแพะมีความใกล้เคียงกับนมแม่ แต่ยังไม่สามารถเทียบนมแม่ได้ นอกจากนี้โมเลกุลของนมแพะจะเล็กกว่านมวัว ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็วประมาณ 20 นาที ขณะที่นมวัวใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง รวมทั้งผู้ดื่มนมแพะจะไม่เจอปัญหาท้องเสีย ท้องอืด”

ปัจจุบัน นอกจาก TT GARDEN AND GOAT FARM จะเป็นแหล่งผลิตนมแพะแปรรูปชั้นดี รวมทั้งผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้วยังขยายเป็นศูนย์การเรียนรู้ โดยนำองค์ความรู้การสั่งสมข้อมูล ประสบการณ์ ปัญหา แนวคิด การวางแผน การจัดการต่างๆ เพื่อถ่ายทอดให้ผู้สนใจที่เดินทางมาดูงานอย่างต่อเนื่อง และเป็นตัวอย่างการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางปรับปรุง พัฒนาพื้นที่จนประสบผลสำเร็จ เป็นแบบอย่างที่ดี กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งศึกษาของผู้สนใจ

ส่งผลให้ “วาสนา” ได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2560 ด้านอาชีพการเลี้ยงสัตว์ เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในงานพระราชพิธีพืชมงคลที่ผ่านมา

นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมได้จัดการประชุมชี้แจงรายละเอียดการขอสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแฟชั่น ในเครือข่ายศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำนวน 50 ราย มีเป้าหมายเพื่อประชาสัมพันธ์กองทุนให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแฟชั่นรับทราบและเข้าถึงแหล่งเงินทุน นำไปพัฒนาธุรกิจ ตลอดจนปรับปรุงธุรกิจด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และความสร้างสรรค์มากขึ้น ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวได้ใช้ศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นหน่วยงานกลางสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเครือข่ายต่างๆ ที่ให้บริการด้านการส่งเสริมการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเห็นความสำคัญของการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

“หลังจัดการจัดประชุมชี้แจงรายละเอียดการขอสินเชื่อกองทุน พบว่าล่าสุดมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นเข้าขอสินเชื่อในวงเงินไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท และคาดว่าไตรมาส 3 จะมีการขอสินเชื่อเข้ามาเพิ่มเติมอีก เชื่อมั่นว่ากองทุนดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยส่งเสริมที่ช่วยให้การส่งออกอุตสาหกรรมแฟชั่นสามารถเติบโตขึ้นได้กว่า 30% หรือแตะระดับหลัก 9 แสนล้านบาท และทะลุหลัก 1 ล้านล้านบาท ภายในระยะไม่เกิน 5 ปีจากนี้ (ปี 2560-2564)” นายพสุ กล่าว

นายพสุ กล่าวว่า สำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นนับเป็น 1 ในอุตสาหกรรมที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือของกองทุน เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพ สามารถเชื่อมโยงและพัฒนาไปสู่กลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาลในชุดปัจจุบันได้ ซึ่ง กสอ.มีจุดมุ่งหมายที่หวังจะให้ผู้ประกอบการที่มีความสนใจเข้าร่วมกองทุนได้นำวงเงินดังกล่าวไปพัฒนาธุรกิจ ก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงตามยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศไทยที่สอดคล้องตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยกองทุนนี้ยังจะเป็นกองทุนที่ช่วยเติมเต็มให้เอสเอ็มอีที่มีอุปสรรคไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนปกติ สามารถพัฒนาธุรกิจให้มีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าสู่ระบบการเงินปกติของสถาบันการเงินเอกชนต่อไป

นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึง EchoVE ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามกระตุ้นให้มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ดังนั้น การที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ร่วมกับภาคเอกชน จัดทำ EchoVE ซึ่งเป็นสื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับผู้เรียนอาชีวศึกษาขึ้น เพื่อช่วยขับเคลื่อนการศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้และฝึกทักษะภาษาอังกฤษให้ผู้เรียน ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสทางการพัฒนาทักษะด้านภาษาให้ทั่วถึงแก่นักเรียน นักศึกษาทุกระดับ ทุกสาขา อย่างเท่าเทียมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของตลาดแรงงาน จึงตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 โดยเฉพาะการศึกษาสายวิชาชีพที่มีการส่งเสริม สร้างศักยภาพให้มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และการเสริมทักษะด้านภาษาต่างประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับประเทศ

ด้าน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า สื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับอาชีวะ EchoVE นี้ จะเน้นย้ำความมุ่งมั่นของภาครัฐที่เร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เกิดความเท่าเทียม เสมอภาค และมีคุณภาพ ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหลัก

ดังนั้น โครงการสื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับอาชีวะ EchoVE มีส่วนสำคัญในการช่วยให้นักเรียน นักศึกษาเข้าถึงหลักสูตรและบทเรียนภาษาอังกฤษที่มีคุณภาพ ผ่านรูปแบบการฝึกอบรมระยะสั้นให้นักเรียน นักศึกษา และอาจารย์มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถใช้สื่อการเรียนรู้และเครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะจัดอบรมทั้งหมด 10 รุ่น ในทุกภูมิภาค ซึ่งใช้ระยะเวลาอบรม 2 วัน คาดว่าจะมีผู้บริหาร ครู อาจารย์ นักเรียนและนักศึกษาเข้าอบรมทั้งสิ้น 2,500 คน

แบงก์ชาติเผยเศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัว 3.3% จากการส่งออกพุ่งถึง 8% คาดส่งออกทั้งปีเป็นตามเป้าที่ 5% ส่วนท่องเที่ยวยังโตต่อเนื่องเพิ่มขึ้นถึง 11.4% ดีกว่าที่คาด ครึ่งปีหลังเชื่อเอกชนกลับมาลงทุนไม่ต่ำกว่า 2% จับตาผลกระทบน้ำท่วมกระเทือนเศรษฐกิจหรือไม่

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การขยายตัวเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2560 คาดว่าจะเติบโตใกล้เคียงกับไตรมาส 1/2560 ที่ขยายตัวได้ 3.3% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี โดยไตรมาส 2/2560 ขยายตัวได้ 8% ทำให้ครึ่งปีแรกส่งออกขยายตัวได้ 7.4%

คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังส่งออกจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2.7% ทำให้ส่งออกทั้งปีขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 5% รวมทั้งแรงสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว โดยเดือนมิถุนายนยังขยายตัว 11.4% ซึ่งดีกว่าที่คาดไว้

“คาดว่าการส่งออกในเดือนกรกฎาคมจะเป็นเดือนสุดท้ายที่เติบโตใกล้เคียงในระดับ 2 หลัก หลังจากนั้นทิศทางส่งออกจะปรับลดลงบ้าง เนื่องจากกรกฎาคมปีที่แล้วมีการขยายตัวฐานต่ำ แต่ทั้งปียังเชื่อว่า การส่งออกยังขยายตัวได้ตามเป้าหมายเพราะมาจากความต้องการซื้อในต่างประเทศที่ยังมีทิศทางที่ดี” นายดอน กล่าว

สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือนมิถุนายนยังขยายตัวต่อเนื่อง การส่งออกขยายตัว 7.6% ตามการขยายตัวของสินค้าในหลายหมวด เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าที่เคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวต่อเนื่อง จากการใช้จ่ายหมวดบริการตามจำนวนนักท่องเที่ยว

ด้านการลงทุนภาคเอกชนยังหดตัวตามเครื่องชี้การลงทุนในภาคก่อสร้าง โดยไตรมาส 2 จะใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ที่ขยายตัว -1.1% แต่ในช่วงครึ่งปีหลัง เชื่อว่าการลงทุนภาคเอกชนจะกลับมาขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2% ทำให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 1.8%

ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐหดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน ตามรายจ่ายลงทุนของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทในโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่เร่งเบิกจ่ายงบประมาณไปในช่วงครึ่งแรก ด้านเสถียรภาพอัตราเงินเฟ้อทั่วไป -0.05% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน 0.45% ใกล้เคียงจากเดือนก่อนหน้า อัตราว่างงานปรับลดลงเล็กน้อย

นายดอน กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด ซึ่งบางจังหวัดไม่เคยท่วมก็ท่วมหนักมาก ขณะนี้ ธปท.อยู่ระหว่างติดตามเพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เบื้องต้น ในกรณีเทียบเคียงเหตุการณ์น้ำท่วในปีก่อนหน้า เช่น ภาคใต้ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงสั้นๆ เท่านั้น และจะเริ่มมีการซ่อมสร้าง ฟื้นฟูความเสียหายจนกลับมาสู่ภาวะปกติได้ ไม่ได้มีผลกระทบจนน่าเป็นห่วง

เมื่อไม่นานมานี้ทางนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้มีโอกาสลงพื้นที่สัมภาษณ์เกษตรกรท่านหนึ่งที่มีอาชีพเกี่ยวกับการเลี้ยงโคเนื้อ โดยบทความของเกษตรกรท่านนี้เมื่อได้ตีพิมพ์ลงในนิตยสารแล้ว ได้มีกลุ่มคนอ้างเป็นทีมงานติดต่อขอเข้าพบกับเกษตรกรดังกล่าว โดยบอกว่าเป็นหัวหน้าของทีมงานและเดินทางมาด้วยกัน โดยตนไม่ได้ลงไปรวมสัมภาษณ์ด้วยเพียงแต่นั่งรออยู่บนรถยนต์ เพื่อนั่งสั่งงานอยู่บนรถเพียงอย่างเดียว จากนั้นก็เดินทางไปหาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อถึงที่ทำงาน พยายามคุยด้วยวิธีต่างๆ ให้เกษตรกรเชื่อว่ารู้จักกับทีมงานของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านจริง โดยมีการพูดคุยต่างๆ นานๆ ให้เกษตรกรเชื่อ

เมื่อคุยจนสามารถตีสนิทได้ก็ทำการนัดหมายกับเกษตรกรเพื่อขอเข้าพบ เสร็จแล้วพยายามหลอกล่อด้วยการซื้อของกินให้กับเกษตรกร เพื่อหวังให้กินของที่ซื้อมาให้ โดยอาจจะมีแผนร้ายบางอย่าง จากนั้นเกษตรกรรู้สึกไม่ชอบมาพากล จึงได้โทรศัพท์สอบถามกับผู้สื่อข่าวของเทคโนโลยีชาวบ้าน เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลดังกล่าวที่แอบอ้างเป็นทีมงานหรือไม่ เมื่อมิจฉาชีพรู้สึกว่าเกษตรกรเริ่มไหวตัวทัน จึงได้ทำท่าทีว่ามีงานด่วน รีบไปทำธุระและจากไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นความโชคดีของเกษตรกรรายนี้ที่มีสติและโทรศัพท์สอบถามจึงทำให้รอดพ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวมาได้

ทางทีมงานนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านจึงฝากเตือนเกษตรกรที่อาจจะเจอมิจฉาชีพ ทำท่าทีมาทำความรู้จักเหมือนในกรณีนี้ อย่าได้หลงเชื่อและรีบแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีต่อไป

สตูล – นางสาววิไลวรรณ อย่างดี หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านวังเจริญราษฎร์ ตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล กล่าวว่า ได้ชักชวนให้ผู้ปกครองและคนในชุมชนหันมาปลูกผักไว้บริโภคด้วยการจัดทำ “โครงการเกษตรอินทรีย์ พัฒนากลไก ใส่ใจสุขภาพ” โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งแต่ ปี 2558 และใช้พื้นที่ของศูนย์ 1 ไร่ ปลูกพืชผักสวนครัว เพื่อใช้ทำอาหารกลางวันให้แก่นักเรียน 100 คน รวมทั้งครูได้รับประทานอาหารที่ปลอดภัย

“ตอนนี้มีแกนนำ 20 คน ต่างคนต่างไปปลูกที่บ้าน และช่วยกันดูแลแปลงผักที่ศูนย์ด้วย อยากให้ชุมชนค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาปลูกผักปลอดสารพิษไว้กินเองมากขึ้น” นายวิมาท หมาดสา เจ้าหน้าที่ อบต.นาทอน กล่าวว่า ได้เข้ามาสนับสนุน ทั้งในเรื่องของการทำกระถางปลูกผักจากเศษวัสดุเหลือใช้ และการนำกากน้ำตาลมาทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อปรับปรุงดิน

พะเยา – นายจันทร์ บัวติ๊บ อายุ 75 ปี ประธานกลุ่มผู้สูงอายุบ้างปงใหม่ หมู่ที่ 8 ตำบลทุ่งกล้วย อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เผยว่า ผู้สูงอายุในหมู่บ้านได้มารวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย ล่าสุดได้ทำเครื่องสีข้าวชุมชนแบบมือหมุนขึ้น สืบเนื่องจากในอดีตไม่มีโรงสี ผู้คนต้องตำข้าวด้วยครกมอง หรือครกมือขนาดใหญ่ถึงจะมีข้าวสารกิน

ขณะเดียวกันในหมู่บ้านมีปราชญ์ท้องถิ่น ชื่อ นายพิชิต กันทรัตน์ หรือ หมอทราย เจ้าของสวนฮอมผญา ได้ไปศึกษาดูงานจังหวัดสกลนคร ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุได้ความรู้เรื่องการทำข้าวปลอดภัยไว้ทานกันภายในหมู่บ้าน ตลอดจนเครื่องสีข้าวชุมชนแบบมือหมุน ที่สามารถทำได้ทุกวัย โดยเฉพาะวัยสูงอายุได้ออกกำลังสม่ำเสมออีก ทั้งได้ข้าวปลอดภัยไว้กินด้วย

“เครื่องสีข้าวชุมชนทำมาจากไม้ไผ่สาน แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ ส่วนบนที่เป็นเหมือนกระบุงใส่ข้าวเปลือก และส่วนที่สองคือส่วนล่าง สำหรับไว้รองข้าวที่ผ่านการกะเทาะเปลือกหรือสีแล้ว โดยมีตัวบดเป็นเฟืองทำจากไม้ขัดสีเม็ดข้าวให้เปลือกข้าวหลุดออก ทุกวันนี้ทางกลุ่มทำส่งลูกค้าที่สั่งเข้ามาทุกเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 4-5 เครื่อง ราคาเครื่องละ 3,000-6,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องสีข้าว”

ด้าน นายสมพล เวียนรอบ ผู้ใหญ่บ้านปงใหม่ กล่าวว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่ช่วยกันประดิษฐ์เครื่องสีข้าวชุมชน นอกจากจะทำให้ได้ออกกำลังกายจากการสีข้าวด้วยมือแล้ว ยังได้ทานข้าวกล้องที่ไม่ขัดขาวจนเสียคุณค่าของข้าว

อีกทั้งมีรายได้จากการประดิษฐ์เครื่องสีข้าวชุมชนขายด้วย วัตถุดิบทำมาจากไม้ไผ่ในพื้นที่ กลายเป็นจุดเด่นของกลุ่มผู้สูงอายุแห่งบ้านปงใหม่ที่เป็นตัวอย่างของกลุ่มผู้สูงอายุ เครือมติชนฉลองการดำเนินงานครบ 30 ปี “เทคโนโลยีชาวบ้าน” นิตยสารเกษตรอันดับหนึ่งของเมืองไทย จัดงาน “เกษตรมหัศจรรย์ 2560 พืชกินได้ ไม้ขายดี” ระหว่างวันที่ 7-10 กันยายน 2560 ณ SKY HALL เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

พาณิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เครือมติชนได้จัดงานเกษตรมหัศจรรย์ 2560 “พืชกินได้ ไม้ขายดี” ขึ้น ณ SKY HALL เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ในวันที่ 7-10 กันยายน ศกนี้ เพื่อฉลองการดำเนินงานครบ 30 ปี ของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน โดยไฮไลต์สำคัญของงานนี้ ได้แก่ นิทรรศการ “พืชกินได้ ไม้ขายดี” กับความมหัศจรรย์ของพืชที่เป็นที่สุดกว่า 100 สายพันธุ์ ทั้งไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับที่อยู่ในเทรนด์ปี 2560 ทั้งในส่วนสุดยอดไม้ผล เช่น ผลไม้ที่อร่อยที่สุด ผลไม้พันธุ์ใหม่ พันธุ์แปลก ผลไม้หายาก อาทิ ทับทิมจรัสแสง ระกำหวานเมืองตราด ขนุนทองประเสริฐ มะม่วงน้ำดอกไม้ เป็นต้น

ในส่วนของพืชทำเงิน นำเสนอ 30 ไม้ดอก ไม้ประดับสุดอินเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมในเมืองไทย ปลูกง่าย สร้างรายได้สูง ถือเป็นกลุ่มพืชที่เกษตรกรรุ่นใหม่ควรปลูก อาทิ กระบองเพชร สับปะรดสี ลีลาวดี กล้วยไม้ ปาล์มประดับ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีในส่วนของกิจกรรมชิมฟรี ที่ได้นำผลไม้พันธุ์ดีที่สุดของความอร่อยมาให้ผู้ร่วมงานได้ลองชิม อาทิ แตงโมสีส้ม มะละกอแขกดำนายปรุง ส้มโอมณีอีสาน ฝรั่งหวานพิรุณ สับปะรดทองระยอง เป็นต้น

ส่วนโซนนิทรรศการ “30 ปี เทคโนโลยีชาวบ้าน” นำเสนอความสำคัญของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านในฐานะที่เป็นผู้นำข่าวสารการเกษตร ที่มีมาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ทศวรรษ โดยเน้นให้เห็นความสำคัญของอาชีพเกษตรที่น่าภาคภูมิใจ ทำได้จริง พร้อมอัพเดต 10 อาชีพเกษตรฮอตในโลกโซเชียล มีนิทรรศการ 3 เกษตรกรดีเด่นปี 2560 ที่ประสบความสำเร็จ และพลาดไม่ได้กับกิจกรรมแจกฟรี ไม้ขายดี พันธุ์พรีเมี่ยม แก่ผู้ที่มาร่วมงาน 10 ชนิด อาทิ ลีลาวดีสีพิเศษดอกจิ๋วและกลีบซ้อน กิจกรรม “ดาวเรืองแทนใจ” ปลูกดอกไม้ถวาย ร.9 ด้วยการแจกฟรีต้นกล้าดาวเรือง วันละ 540 ต้น เพื่อระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยดาวเรืองทั้งหมดจะออกดอกบานสะพรั่งในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การเสวนาความรู้อัพเดตเทรนด์ด้านเกษตรกรรมจากกูรูด้านการเกษตร เวิร์กช็อปเกษตร-ศิลป์ 4 วัน 7 หลักสูตร เป็นต้น

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ taniavaughan.com รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลจากการหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและชนบทของอิสราเอล รวมถึงได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ รัฐอิสราเอล นั้น ขณะนี้กรมชลประทานได้จัดทำกรอบแผนงานโครงการเกษตรแปลงใหญ่ผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตรและการใช้น้ำในพื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้าห้วยประดู่โครงการชลประทานมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ระยะเวลา 2 ปี (2561-2562) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นพื้นที่นำร่องที่เน้นใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงที่มีความชัดเจนและเห็นผลเร็ว เสนอให้ทางอิสราเอลเพื่อทำงานร่วมกัน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ ก่อนกำหนดวันจัดประชุมระดับเจ้าหน้าที่ของสองประเทศโดยเร็ว

สำหรับกรอบแนวทางที่ไทยขอรับการสนับสนุนและร่วมมือจากอิสราเอล มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตสินค้าเกษตรในระดับไร่นา การจัดการ ดิน น้ำและพืช การวิเคราะห์คุณสมบัติดินและน้ำในพื้นที่ การแนะนำพืชทางเลือกที่เหมาะสมกับดินและน้ำและมีมูลค่าสูงทางการตลาด การนำน้ำมาใช้ซ้ำและหมุนเวียนน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ การจัดแปลงเพาะปลูก และระบบการให้น้ำ การจัดแปลงเพาะปลูกที่เหมาะสมเพื่อลดการระเหยของน้ำและให้ผลผลิตต่อหน่วยสูง การออกแบบระบบการให้น้ำแบบประหยัดน้ำและประหยัดพลังงานที่เหมาะสมกับชนิดพืช ทางเลือก ดิน และปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่โดยคำนึงถึงผลผลิต ต่อหน่วยและผลผลิตต่อพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตสินค้าเกษตรในระดับธุรกิจ ในด้านเทคโนโลยีหลังเก็บเกี่ยวเพื่อเก็บรักษาคุณภาพผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ 2. ให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการเลือก การพัฒนา การติดตั้ง และประยุกต์ใช้เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์สำหรับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย 3. เป็นพี่เลี้ยงการดำเนินโครงการให้กับบุคลากรฝ่ายไทยจนสิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินการ 2 ปี (2561-2562)

ด้าน นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้พิจารณาคัดเลือกพื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยประดู่ โครงการชลประทานมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคามมานำร่องภายใต้กรอบความร่วมมือไทย-อิสราเอล ครั้งนี้ เนื่องจากอ่างเก็บน้ำห้วยประดู่ซึ่งมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 2.8 ล้าน ลูกบาศ์กเมตร มีระบบชลประทานครอบคลุมพื้นที่เกษตร 2,270 ไร่ การเกษตรโดยส่วนใหญ่ปลูกข้าวเป็นหลักในฤดูฝน ขณะที่ในฤดูแล้งปลูกพริก และพืชตระกูลถั่ว/ข้าวโพดหวาน ขณะเดียวกัน สภาพดินในพื้นที่มีปัญหาเรื่องดินเค็ม เนื้อดินมีทรายปนสูง จึงมีการสูญเสียน้ำมาก หากส่งน้ำแบบผิวดินแบบเดิม ประกอบกับน้ำต้นทุนในอ่างมีแนวโน้มลดลง จึงต้องการใช้เทคโนโลยีการส่งและกระจายน้ำเพื่อให้มีการสูญเสียน้อย และลดผลกระทบปัญหาดินเค็ม

หนุน “สุราษฎร์ฯ” โมเดลผลิตปาล์มเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง 18% ด้านโรงสกัดชี้จุดอ่อนไม่มี “เครื่องวัดเปอร์เซ็นต์น้ำมัน” ต้องซื้อคละ ด้านอคส.ยังไม่สตาร์ตโครงการรับซื้อผลปาล์ม ราคาร่วงกิโลกรัมละ 3.80-3.90 บาท ชี้ยังหาราคากลางที่เหมาะสมไม่ได้

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำคณะลงพื้นที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างเกษตรกร ลานเท และโรงงานสกัดในพื้นที่ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม โดยขอให้โรงสกัดรับซื้อปาล์มน้ำมันที่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% ภายใน 30 วัน นับจากที่ได้ลงนามกัน เพื่อให้จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้นแบบในการเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันจาก 17% เป็น 18% และให้ขยับเปอร์เซ็นต์ขึ้นอีกปีละ 1% ให้ได้ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น โดยหลังจากนี้มีแผนจะส่งเสริมให้เพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันในจังหวัดใกล้เคียงต่อไป เช่น กระบี่ ชุมพร เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพมาตรฐานปาล์มน้ำมันของไทย ทำให้แข่งขันได้ดีขึ้น