หากนักท่องเที่ยวต้องการไปเที่ยวชมความมหัศจรรย์ของกุ้ง

เดินขบวน สามารถติดต่อสอบถามเส้นทางหรือรายละเอียดต่างๆ ล่วงหน้าได้ ที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าอุบลราชธานี ตู ป.ณ. 3 อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี 34260 หรือโทรศัพท์ 045-410040 ได้ทุกวัน

กรมหม่อนไหม เดินเครื่องส่งเสริมเกษตรกรใช้เครื่องสาวไหม UB2 และเครื่องปั่นตีเกลียวเส้นไหมเพื่อผลิตเส้นไหมที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดสิ่งทอในระดับอุตสาหกรรม ลดการนำเข้าเส้นไหมจากต่างประเทศ

นายไพโรจน์ เฮงแสงชัย รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ปัจจุบันการผลิตสิ่งทอจากเส้นไหมในระบบอุตสาหกรรมนั้นจำเป็นจะต้องใช้เส้นไหมที่มีคุณภาพ มีความสม่ำเสมอขอเส้นใย และมีความแข็งแรงที่จะใช้กับเครื่องจักรขนาดใหญ่ แต่ด้วยการผลิตเส้นไหมของเกษตรกรส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อย ประกอบกับการใช้วิธีการสาวไหมที่ขาดการพัฒนา ส่งผลให้เส้นไหมที่ได้ยังขาดคุณภาพที่จะนำไปผลิตสิ่งทอในระดับอุตสาหกรรมได้ ด้วยเหตุนี้กรมหม่อนไหมจึงมีนโยบายในการพัฒนาเครื่องสาวไหมเพื่อที่จะสามารถนำมาผลิตเส้นไหมให้ได้คุณภาพและสามารถนำไปผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้

โดยหนึ่งในเครื่องสาวไหมที่มีคุณภาพที่กรมฯ มองว่ามีศักยภาพในการส่งเสริมให้นำมาสาวไหมเพื่อให้ได้เส้นไหมที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ได้แก่ เครื่องสาวไหมยูบี 2 ซึ่งเป็นผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ศูนย์หม่อนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (อุบลราชธานี) และตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่าเครื่องสาวไหมอุบลราชธานี 50 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และเป็นเกียรติแก่หน่วยงานสถานีทดลองหม่อนไหมอุบลราชธานี ซึ่งเป็นแหล่งริเริ่มคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ตั้งแต่เมื่อปี 2538 มาปรับปรุงใหม่เพื่อให้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการใช้เส้นไหม

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันการผลิตอุตสาหกรรมสิ่งทอมีความต้องการเส้นไหมมาก โดยจะเห็นได้จากผู้ประกอบการต่างประเทศเริ่มหาซื้อรังไหมจากประเทศไทยเพื่อนำไปผลิตเส้นใยในอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นจำนวนมาก กรมหม่อนไหมได้เล็งเห็นโอกาสในการสนับสนุนให้เกษตรกรมีรายได้จากการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่มีตลาดรองรับที่แน่นอน จึงขยายผลด้านการผลิตเส้นไหมให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตเส้นไหมยืนและเส้นไหมพุ่งด้วยเครื่องสาวไหม UB2 และเครื่องปั่นตีเกลียวเส้นไหมโดยเครื่องมือทั้ง 2 เครื่องนี้เป็นผลงานวิจัยของนักวิจัยกรมหม่อนไหมที่มีศักยภาพการสาวที่ให้เส้นที่มีความสม่ำเสมอ มีเกลียวที่เพียงพอต่อการนำไปผลิตผ้าและผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานของอุตสาหกรรมสิ่งทอ

โดยในปี พ.ศ.2561 กรมหม่อนไหมได้เริ่มนำร่องการพัฒนาคุณภาพเส้นไหมด้วยเครื่องสาวไหม UB2 และเครื่องปั่นตีเกลียว จำนวน 20 กลุ่ม ในพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ และจะขยายผลต่อเนื่องในปี พ.ศ.2562 ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดสระบุรี และจังหวัดมุกดาหาร โดยมีเป้าหมายการผลิตเส้นไหมเข้าสู่ตลาดไม่น้อยกว่า 100 ตัน

ทั้งนี้เครื่องสาวไหมดังกล่าวเป็นเครื่องสาวไหมขนาดย่อมขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ขนาด 1/4 แรงม้า มีประสิทธิภาพสูงกว่าการสาวไหมด้วยมือแบบพื้นเมืองถึง 6 เท่า โดยน้ำหนักจากการใช้เวลาในการสาวเท่ากัน แต่คุณภาพของเส้นไหมที่ได้มีลักษณะกลม มีการรวมตัวของเส้นไหมดีมาก ขณะทำการสาวไหมยังสามารถกรอเส้นไหมได้พร้อมกันอีกด้วย ต้นทุนการผลิตต่ำ วัสดุที่ใช้ประกอบเครื่องหาได้ง่ายในท้องถิ่น เคลื่อนย้ายได้สะดวก โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา กรมฯ ได้ทดลองส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีได้นำเครื่องดังกล่าวไปใช้จำนวน 20 เครื่อง

ผลที่ได้เกษตรกร 18 ราย สามารถใช้เครื่องดังกล่าวได้ดีและได้เส้นไหมคุณภาพ สามารถทดแทนเส้นไหมยืนที่ต้องนำเข้าหรือสั่งซื้อจากโรงงานได้ ซึ่งจากผลการทดลองดังกล่าวในปีนี้จึงได้ขยายผลการใช้ให้มากขึ้นและพร้อมผลักดันให้ปี 2562 เป็นปีแห่งการพัฒนาการสาวไหมให้มีคุณภาพต่อไป

(เมื่อเร็วๆ นี้/โรงแรมรามาการ์เด้น) นายวิรัช จันทรา รองผู้ว่าการกลุ่มบริการอุตสาหกรรม และรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนานำเสนอผลงานวิทยานิพนธ์นักศึกษาภายใต้โครงการสร้างภาคีในการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโท-เอก ประจำปี 2561 เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าผลงานวิทยานิพนธ์ แลกเปลี่ยนความรู้ ข้อคิดเห็นเชิงวิชาการ พัฒนางานวิจัยให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น สร้างนักวิจัยคุณภาพรุ่นใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม สนับสนุนการสร้างทรัพยากรบุคคลด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตามนโยบายประเทศไทย 4.0 รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ให้ก้าวอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

นายวิรัช จันทรา รองผู้ว่าการกลุ่มบริการอุตสาหกรรม และรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการ วว. ชี้แจงว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยกับต่างประเทศ คือการมีทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีอยู่ในภาคการผลิต ด้วยจำนวนที่เพียงพอ ดังจะเห็นได้จากจำนวนบัณฑิตที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท-เอก ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในแต่ละปีไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการขยายตัวทางเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในภาคการผลิต

ด้วยข้อจำกัดของมหาวิทยาลัยด้านจำนวนบุคลากรที่สามารถชี้แนะและให้คำปรึกษาการทำวิทยานิพนธ์ และข้อจำกัด ด้านเครื่องมือในการทดลองและวิเคราะห์ทดสอบไม่เพียงพอ ด้วยตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว วว. จึงได้ดำเนินงาน “โครงการสร้างภาคีบัณฑิตในการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโท-เอก” ร่วมกับ สถาบันการศึกษา ตั้งแต่ ปี 2548 ถึงปัจจุบัน โดยดำเนินงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นสมาชิกของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. ประกอบด้วย 30 มหาวิทยาลัย และร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาแห่งอื่นๆ ทั่วประเทศ อีก 5 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย, มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. และประธานกรรมการโครงการสร้างภาคีในการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโท-เอก กล่าวเพิ่มเติมว่า วว. ให้การสนับสนุนด้วยการรับนักศึกษาเข้ามาทำวิทยานิพนธ์ใน วว. และจัดให้มีนักวิชาการเฉพาะทางช่วยให้คำปรึกษาแนะนำและเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหรืออาจารย์ที่ปรึกษาร่วมในสาขาเฉพาะทางหลากหลายสาขา เช่น สาขาเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ สาขาเทคโนโลยีอาหาร สาขาเทคโนโลยีการเกษตร สาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม สาขาเทคโนโลยีพลังงาน สาขาเทคโนโลยีเซรามิกยุคใหม่ สาขาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัจฉริยะ เป็นต้น

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานกว่า 12 ปี โครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากจำนวนนักศึกษาที่ร่วมโครงการจำนวน 406 คน ประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาโท 342 คน และระดับปริญญาเอก 64 คน โดยมีนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท จำนวน 241 คน ปริญญาเอก 28 คน รวม 269 คน นับเป็นความสำเร็จร่วมกันระหว่าง วว.

กับหน่วยงานพันธมิตรทางการศึกษาที่ร่วมกันสร้างและผลผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ให้นำความรู้ความสามารถมาใช้พัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ไทย เตรียมความพร้อมในการเข้าไปทำงานและช่วยภาคอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับนโยบายการสร้างทรัพยากรบุคคลด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีของรัฐบาล ร่วมขับเคลื่อนประเทศตามนโยบายประเทศไทย 4.0 รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ให้ก้าวอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

นอกจากนี้ภายในงานยังประกอบไปด้วย กิจกรรมต่างๆ ดังนี้ พิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง วว. และมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (มรว.) โดยกรอบความร่วมมือ ประกอบด้วย 1) การผลิตและพัฒนาบัณฑิตระดับปริญญาโทและเอกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2) ความร่วมมือในโครงการวิจัยระหว่าง วว. และ มรว. 3) แลกเปลี่ยนนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4) ร่วมมือในการใช้ประโยชน์จากข้อมูล ข้อสนเทศ เครื่องมืออุปกรณ์ สถานที่ตลอดจนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้การดำเนินโครงการดังกล่าวบรรลุเป้าหมาย 5) ร่วมจัดสัมมนาและเผยแพร่ผลงานภายใต้โครงการภาคีบัณฑิตฯ โดยมีระยะเวลา 3 ปี

การนำเสนอผลงานของนักศึกษาในโครงการ จำนวน 26 เรื่อง โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษานำเสนอผลงาน และรายงานความก้าวหน้าของวิทยานิพนธ์ แลกเปลี่ยนความรู้ ข้อคิดเห็นเชิงวิชาการกับคณาจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อพัฒนางานวิจัยให้มีคุณภาพมากขึ้น ตลอดจนแนวทางการแก้ปัญหาต่างๆ และในส่วนอาจารย์ที่ปรึกษาและนักวิชาการ วว. ก็จะได้มีโอกาสรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อนำกลับไปปรับปรุงพัฒนางานวิจัยต่อไป

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อประสานศูนย์ประสานงานโครงการการสร้างภาคีในการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโท-เอก ระหว่าง วว. และสถาบันการศึกษา ได้ที่ วว.สำนักงานใหญ่ เลขที่ 35 หมู่ที่ 3 ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120 (ดร.โศรดา วัลภา/นางสาวณัฐฐิณีย์ อดุลพงศ์) โทร./โทรสาร 0 2577 9177 www.tistr.or.th/thesis

กรมหม่อนไหม โชว์ผลงานผลิตภัณฑ์แปรรูปมัลเบอร์รี่เป็นซอสพริกและมัลเบอร์รี่ในน้ำเชื่อม ของสำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 5 จ.ชุมพร ด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานสถานศึกษาในพื้นที่ เพื่อสร้างเอกลักษณ์และจุดเด่นของผลิตภัณฑ์แปรรูปให้กับเกษตรกร

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 5 จังหวัดชุมพร และรับฟังผลการดำเนินงานด้านต่างๆ รวมทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปด้านหม่อนไหม ซึ่งพบว่าในส่วนของพื้นที่เขต 5 มีผลการดำเนินงานที่ก้าวหน้าและเป็นรูปธรรมหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหมเน้นคุณประโยชน์จากมัลเบอร์รี่หรือหม่อนและความต้องการของตลาด เช่น การแปรรูปมัลเบอร์รี่เป็นซอสพริก มัลเบอร์รี่สำหรับใช้ในครัวเรือน

สถานประกอบการโรงแรมต่างๆ และมัลเบอร์รี่ในน้ำเชื่อม ซึ่งเป็น 2 ผลิตภัณฑ์ จากจำนวนผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปหม่อน ปี 2561 จำนวนทั้งสิ้น 15 ผลิตภัณฑ์ ที่มีแนวโน้มสามารถส่งเสริมให้สามารถทำตลาดได้จากคุณประโยชน์ของหม่อน ส่วนผสมและจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรผลิตจำหน่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และจะส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการผลิต และสร้างมาตรฐานการผลิตเพื่อความยั่งยืนด้านรายได้ต่อไป ความสะอาด และความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคต่อไป

นายอดิษฐ์ อินสุวรรณ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 5 จังหวัดชุมพร กล่าวว่า สำหรับโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปหม่อน ปี 2561 ในส่วนของหน่วยงานสำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 5 จังหวัดชุมพร เป็นไปตามความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรีตามแผนงานส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าภาคการเกษตร

ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม โดยความร่วมมือกับหน่วยงานสถานศึกษาในพื้นที่ ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จังหวัดราชบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี และมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส ปัจจุบันผลหม่อนสามารถนำไปทำผลิตภัณฑ์แปรรูปได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นชาหม่อน ผงหม่อนอัดเม็ด เครื่องดื่ม (น้ำหม่อนพร้อมดื่ม และน้ำหม่อนชนิดเข้มข้น) ผลหม่อนแช่อิ่มอบแห้ง ผลหม่อนแผ่นบาง-แผ่นหนา ผลหม่อนแผ่นกรอบที่สามารถเห็นได้ตามท้องตลาดทั่วไป

แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาก็ยังคงต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนารูปแบบการแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้แปรรูป ให้มีความหลากหลาย มีเอกลักษณ์ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน บนพื้นฐานที่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกรสามารถผลิตได้ และไม่ต้องลงทุนวัสดุ อุปกรณ์ที่มีราคาแพงเพื่อการผลิต สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 5 จังหวัดชุมพร ได้ร่วมกับศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ในเครือข่าย และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนในสาขาวิชาการแปรรูปอาหารในพื้นที่ความรับผิดชอบเพื่อนำเสนอแนวทางการดำเนินงานโครงการ

คัดเลือกกลุ่มเกษตรกร หรือผู้ประกอบการในพื้นที่เป้าหมายที่มีศักยภาพ ตลอดจนความพร้อมในการเข้าร่วมโครงการพร้อมกับส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรแปรรูปหม่อนได้รับการพัฒนารูปแบบการแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนที่ตรงกับความต้องการผู้บริโภค ตลอดจนสามารถต่อยอดเพื่อจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการได้ ดังเช่น ซอสพริกมัลเบอร์รี่ ผลงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมัลเบอร์รี่เขาช่องคีรีวงศ์ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร และมัลเบอร์รี่ในน้ำเชื่อม ผลงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกหม่อน (มัลเบอร์รี่) เพื่อแปรรูปบ้านป่างาม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีแนวโน้มการผลิตเพื่อการจำหน่ายและวางตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ในตลาดโดยเน้นคุณค่าและประโยชน์ของหม่อนเป็นหลัก ทั้งนี้ ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์หม่อนในพื้นที่อีกด้วย

ระดมของดีคุณภาพเยี่ยมจากสหกรณ์ทั่วไทย 70 บู๊ธ เอาใจผู้บริโภค

สหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ เปิดงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ภาคใต้ ขนสินค้าสหกรณ์คุณภาพดีจากทั่วประเทศ จัดโปรโมชั่น หวังกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย-ลดค่าครองชีพให้ชาวสุราษฎร์ธานี พร้อมเชิญชวนประชาชน ชม-ชิม-ช็อป ตั้งแต่ 13-17 สิงหาคม นี้ ที่ลานหน้าห้างแม็คโคร จังหวัดสุราษฎร์ธานี คาดเม็ดเงินสะพัด 2 ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และผลักดันให้เกิดการเจรจาซื้อขายสินค้าระหว่างภาคเอกชนกับสหกรณ์ที่นำสินค้ามาจำหน่ายภายในงาน

นายนันทวัฒน์ แก้วอำดี สหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า สหกรณ์จังหวัดสุราษฏร์ธานีได้รับมอบหมายเป็นตัวแทนภาคใต้ จัดงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ภาคใต้ ประจำปี 2561 โดยจะจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 13-17 กันยายน 2561 ณ บริเวณลานจอดรถ ห้างแม็คโคร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งในวันที่ 14 กันยายน จะเป็นพิธีเปิดมหกรรม โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นเกียรติเปิดงาน สำหรับโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าของขบวนการสหกรณ์และเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าสหกรณ์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

และเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศให้เกิดความเข้มแข็ง ตลอดจนเปิดโอกาสให้คู่ค้าจากภาคเอกชนและหอการค้าจังหวัด และเครือข่ายสหกรณ์ด้วยกัน มาร่วมเจรจาซื้อขายสินค้ากับสหกรณ์ที่นำสินค้ามาจำหน่ายภายใน โดยให้สหกรณ์ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ ได้นำสินค้ามาบริการให้แก่ประชาชนได้บริโภคในราคายุติธรรม ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ ให้มีความคึกคักมากยิ่งขึ้น

นายนันทวัฒน์ กล่าวต่อว่า คาดว่าจะมีคู่ค้ารายใหม่เกิดขึ้นในระหว่างการจัดงานมหกรรมครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งที่สหกรณ์จะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยกระจายผลผลิตทางการเกษตรออกสู่ตลาด เป็นการช่วยบรรเทาปัญหาการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง และตั้งเป้าหมายว่าการจัดงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ครั้งนี้จะมีเม็ดเงินสะพัดประมาณ 2 ล้านบาท

“ภายในงานคัดสรรสินค้าดีมีคุณภาพ มาร่วมจัดแสดงและจำหน่าย โดยคัดสรรสินค้าจากสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มผู้ผลิตสินค้าโอท็อป จากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ กว่า 70 บู๊ธ ทั้งของกิน ของใช้มากมาย ซึ่งสินค้าเด่นๆ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิคุณภาพ 100% จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าวสังหยด ข้าวพันธุ์หอมใบเตย ข้าวพันธุ์ปทุม 1 ที่ปลูกในพื้นที่ภาคใต้ ผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูป อาทิ คุกกี้ข้าวสังหยดไรซ์เบอร์รี่ ข้าวแต๋น นอกจากนี้ ยังมีกระเทียม เครื่องแกง อาหารทะเล ของดีเมืองสุราษฎร์ธานี

อาหารสำเร็จรูปที่ปรุงสุกใหม่ทุกวัน ผลิตภัณฑ์จากยางพารา เช่น หมอน ที่นอน เป็นต้น รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูป ชา กาแฟ ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร อาทิ ขมิ้น ซึ่งได้รับการรับรองให้เป็นสินค้ามาตรฐานสหกรณ์ ผลิตภัณฑ์จากผ้าจากจังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ นำผ้าหม้อฮ่อมและผ้ามัดย้อมมาร่วมจัดจำหน่ายด้วย ในส่วนของผลไม้ก็คัดสินค้าดีของแต่ละจังหวัดมา เช่น ส้มโอทับทิมสยาม มังคุดพรหมคีรี จากนครศรีธรรมราช ลูกหยี จากโซนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการจัดงานครั้งนี้เป็นมหกรรมรวมของดี 4 ภาค อย่างแท้จริง แต่ละวันจะมีการจัดโปรโมชั่นพิเศษ ลด แลก แจก แถม ทุกบู๊ธ วันละ 2 ช่วงตลอดระยะเวลาของการจัดงาน”

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย โดยเฉพาะการโชว์การปลูกผักและจำหน่ายผักปลอดสารพิษจากตลาดเมืองสุราษฎร์ธานี ซึ่งปกติจะขายสัปดาห์ละ 1 วัน เฉพาะวันอังคาร เนื่องจากผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่สำหรับครั้งนี้มีขายตลอด 5 วันเต็มๆ มหกรรมสินค้าเมืองสุราษฎร์ครั้งนี้เป็นการสร้างโอกาส เพิ่มช่องทางการตลาดและสร้างความเข้มแข็งให้แก่สมาชิกผู้ผลิตสินค้าของสหกรณ์ จึงขอเชิญชวนชาวสุราษฎร์ธานี และประชาชนจังหวัดใกล้เคียงเดินทางมาร่วมจับจ่ายใช้สอย เลือกชม และซื้อสินค้าดีมีคุณภาพ ภายในมหกรรมสินค้าสหกรณ์ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 13-17 กันยายน นี้

กรุงเทพฯ – กันยายน 2561 : คิวคอน ในกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 4 และรางวัลโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (ECO FACTORY) ประจำปี 2561 โดยคิวคอนเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบาของประเทศเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ผลจากความมุ่งมั่นของพนักงานที่ไม่หยุดนิ่งในการคิดค้น พัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนกระบวนการทำงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับสู่โรงงานอุตสาหกรรมต้นแบบเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน โดยมี นายธัญญา อิสรั่น (ซ้าย) ผู้จัดการฝ่ายบุคคลและธุรการ
คิวคอน รับมอบรางวัลจากนายบรรจง สุกรีฑา (ขวา) รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม

นายกิตติ สุนทรมโนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ คิวคอน กล่าวว่า “คิวคอน เชื่อมั่นว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ต้องมาจากการบริหารจัดการภายในองค์กรที่มีประสิทธิภาพภายใต้หลักธรรมาภิบาล ดูแลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกส่วน ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพ และดูแลพนักงานให้มีความสุขในการทำงาน รวมถึงการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ และควบคุมกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการดูแลชุมชนและสังคมบริเวณรอบพื้นที่โรงงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งด้านสาธารณูปโภค การศึกษา และการสร้างอาชีพให้กับลูกหลานในชุมชน

จากความมุ่งมั่น ทุ่มเทและความพยายามพัฒนาองค์กรบนวิถีแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้ในปี 2561 คิวคอนได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 4 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และรางวัลโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (ECO FACTORY) จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งคิวคอนเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบาของประเทศเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัลในปีนี้ นับเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับพนักงานทุกคนที่ไม่หยุดนิ่งคิดค้นและพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทั้งนี้ คิวคอนพร้อมจะเป็นหนึ่งในองค์กรต้นแบบที่จะช่วยถ่ายทอดและเผยแพร่องค์ความรู้แก่ผู้ที่สนใจ และเชื่อมั่นว่าจะมีส่วนช่วยยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป”

กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆนี้ – กลุ่มมิตรผล โดย นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ นำทีมคณะผู้บริหารรับรางวัล “สุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย ประจำปี 2561” จัดโดยเอออน ฮิววิท ที่ปรึกษาด้านพัฒนาองค์กรและทรัพยากรบุคคลผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยปีนี้กลุ่มมิตรผลได้ส่งบริษัทในเครือเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 6 บริษัท ประกอบด้วย โรงงานน้ำตาลมิตรผล ด่านช้าง, โรงงานน้ำตาลสิงห์บุรี, โรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์,

บริษัท มิตรผล ไบโอฟูเอล จำกัด (กาฬสินธุ์), บริษัท มิตรผล ไบโอฟูเอล จำกัด (ภูเขียว), บริษัท พาเนล พลัส จำกัด (หาดใหญ่) โดยสามารถคว้ารางวัลได้ทั้ง 6 บริษัท ซึ่งนับเป็นองค์กรที่ทำสถิติคว้ารางวัลมากที่สุดจากเวทีในปีนี้ และเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่มิตรผลได้รับรางวัล ตอกย้ำความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กรอย่างยั่งยืน และการมีชื่อเสียงที่ดีขององค์กร นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ตลอดจนแนวทางในการดูแลพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ พร้อมก้าวสู่ World Class Organization

ก.เกษตรฯ กำชับทุกหน่วยงานดำเนินโครงการไทยนิยม ยั่งยืน อย่างรัดกุม โปร่งใส เป็นไปตามระเบียบ พร้อมเร่งเดินหน้าโครงการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร หลัง ครม.ขยายเวลาโครงการอีก 6 เดือน

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ น.ส.จริยา สุทธิไชยา รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นหัวหน้าทีมเร่งรัดการทำงาน ติดตามการใช้งบประมาณ โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ภายใต้งบประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท โดยดูแลความคืบหน้าการเบิกจ่ายทุกสัปดาห์ หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติขยายเวลาให้โครงการไทยนิยมยั่งยืน ของรัฐบาลทุกโครงการออกไปอีก 6 เดือน จากสิ้นสุดเดือนกันยายน 2561 เป็นสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2562 เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างรอบคอบ และประโยชน์ตกแก่เกษตรกร

ทั้งนี้ คณะผู้ตรวจราชการของกระทรวงเกษตรฯ ได้ลงพื้นที่ และแจ้งทุกหน่วยงาน ให้ดำเนินการเร่งจัดโครงการอย่างรัดกุม ให้เป็นไปตามระเบียบ มีความโปร่งใส รวมทั้งทุกหน่วยงานประสานข้อมูล และบูรณาการทำงานร่วมกัน โดยติดตามการดำเนินการในแต่ละกิจกรรมที่มีความโดดเด่น สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกร เพื่อนำไปต่อยอดการขยายผล และเชื่อมโยงการตลาดให้เกษตรกรในอนาคต

ส่วนความคืบหน้าการดำเนินโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรฯ ขณะนี้มีการลงนามในสัญญาจ้างประมาณ 80% ของงบประมาณ และมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ 37.48% คิดเป็นวงเงิน 9,367.75 ล้านบาท เชื่อว่าสิ้นเดือนกันยายน 2561 จะสามารถผูกพันงบประมาณได้ครบทุกโครงการ โดยโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ส่วนหนึ่งดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ ปฏิรูปการผลิต จำนวน 20 โครงการ หรือ 37.08% หรือวงเงิน 9,011.71 ล้านบาท

แผนการดำเนินงานโดยภาพรวมของโครงการมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 1.88 ล้านราย เกษตรกรมีรายได้จากการเข้าร่วมโครงการนี้ 1.74 ล้านราย มีรายได้ทางตรงที่เกษตรกรได้รับจำนวน 1,017 ล้านบาท และเกษตรกรได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกจากโครงการ จำนวน 8,681 รายการ โดยในแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปการผลิตของ 13 หน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มีทั้งหมด 17 โครงการ วงเงิน 4,913.07 ล้านบาท เกษตรกรได้รับความรู้ 1.69 ล้านราย เกษตรกรมีรายได้จากโครงการจ้างงาน และการอบรม 946.04 ล้านบาท

สำหรับงบลงทุนมี 9 หน่วยงาน 15 โครงการ วงเงิน 4,098.65 ล้านบาท สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกทางการเกษตร 8,649 รายการ มีความคืบหน้าดังนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ สร้างฝายชะลอน้ำ หาแหล่งน้ำชุมชน มีความคืบหน้าหลายโครงการ ส่วนการพัฒนาการผลิตโดยการปรับเปลี่ยนการผลิต โดยการให้ลดพื้นสวนยาง 93,062 ไร่ อบรมสร้างอาชีพใหม่ 12,094 ราย ปรับพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าวเปลี่ยนไปปลูกผลไม้และเกษตรผสมผสาน 6,488.50 ไร่