หากพิจารณาสถานการณ์ราคายางในประเทศระยะเวลา 2 เดือน

ระดับราคายางในประเทศมีการปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันกับราคายางในตลาดล่วงหน้าทั้ง 3 ตลาดของต่างประเทศ (โตเกียว เซี่ยงไฮ้ ไซคอม) ที่มีการปรับตัวลดลงทุกตลาด นั่นหมายถึงไม่เพียงแค่ราคายางในประเทศเท่านั้นที่ปรับตัวลดลง แต่ราคาของตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าในต่างประเทศก็ปรับลดลงเช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยพื้นฐานโดยรวมของโลก และการซื้อขายทำกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้าทั่วโลก

นายธีธัช กล่าวต่อว่า กระแสการวิพากษ์วิจารณ์ในการบริหารจัดการสถานการณ์ยางพาราที่เกิดขึ้น ก่อนอื่นอยากให้ผู้มีส่วนได้เสียในวงการยางพาราไทยทุกคนทำความเข้าใจก่อนว่าบทบาทหน้าที่หลักของ กยท. ในการบริหารจัดการยางพาราของทั้งระบบอย่างครบวงจร โดยเฉพาะประเด็น การพัฒนาระบบตลาดยางในประเทศ กยท.จะทำหน้าที่หลักในการสร้างให้เกิดความมีเสถียรภาพของราคา ลดความเสี่ยงทางการตลาด ฉะนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมา กยท.มีความพยายามลดความผันผวนของราคายางภายในประเทศผ่านมาตรการต่างๆ ซึ่งหลายมาตรการไม่เคยปรากฏมาก่อนในวงการยางพาราท่ามกลางสถานการณ์ตลาดโลกที่มีการราคาปรับตัวลดลง

มาตรการบูรณาการระหว่างรัฐกับเอกชน โดยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด เป็นกลไกในการแก้ปัญหาราคาเพื่อให้เกิดเสถียรภาพซึ่งนำมาใช้ครั้งแรกในยุคนี้ ซึ่งเป็นกระบวนการให้เกิดราคาอ้างอิงที่ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมสำหรับการซื้อขายในตลาดภาคเอกชนทั่วทุกพื้นที่ ด้วยวิธีการเข้าซื้อยางในราคาชี้นำ ณ ตลาดกลางยางพารา กยท.ทั้ง 6 แห่ง หมุนเวียนสับเปลี่ยนกัน และบริษัทร่วมทุนฯ จะนำยางพาราที่ประมูลได้ในแต่ละครั้ง นำไปแปรรูปเพื่อจำหน่ายสู่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ และตลาดต่างประเทศต่อไป ทั้งนี้ ในช่วงดำเนินการเริ่มต้น จะต้องมีการปรับเปลี่ยน ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น ในกรณีการขนย้ายยางออกนอกตลาดกลางหลังจากประมูลได้ จะต้องใช้ระยะเวลาและเอกสารในกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้เจตนารมณ์ในการผลักดันให้มีราคาอ้างอิงที่สูงขึ้นและเป็นธรรมสูงสุดทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง

มาตรการในการสร้างเสถียรภาพยางโดยเพิ่มกำลังซื้อและบริหารจัดการตลาดยางของ กยท. ซึ่งได้มีการกำหนดระเบียบตลาดยางพาราในการประมูลยางผ่านตลาดกลาง กยท. โดยมีการประกาศราคากลางเปิดการซื้อขายแต่ละวันทำการ (Spot market) จะทำให้การซื้อขายเป็นระบบและมีมาตรฐานในการอ้างอิงราคาอย่างเป็นธรรม ซึ่งการประมูลแบบนี้ จะไม่สูงหรือต่ำกว่าราคากลางเกินกว่า 2 บาท ตามดุลยพินิจแต่ละตลาด เพื่อผลักดันให้ราคายางมีเสถียรภาพ และลดปัญหาการปรับตัวขึ้นลงอย่างรุนแรง และที่สำคัญ ราคากลางที่ประกาศจากตลาดกลาง กยท.

เป็นราคาที่ไม่รวมค่าขนส่ง และที่สำคัญ เรื่องคุณภาพ และน้ำหนักของยางชนิดต่างๆ ล้วนได้รับการตรวจสอบการคัดคุณภาพอย่างมาตรฐาน ผ่านกระบวนการซื้อขายที่เป็นธรรม และโปร่งใส สิ่งเหล่านี้ จะสร้างความเชื่อมั่นและยอมรับจากผู้ซื้อยางทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ได้มีการเพิ่มทางเลือกแก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องการขายยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน สามารถขายผลผลิตผ่านตลาดประมูลยางล่วงหน้าของตลาดกลาง กยท. (Forward market) ซึ่งจะส่งมอบสินค้าจริงตามจำนวนและคุณภาพตามที่ตกลงไว้ ภายใน 7 วัน หลังการประมูลสิ้นสุด การพัฒนาระบบเหล่านี้ ทำให้ กยท.มีการปิดตลาดในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการเพิ่มกำลังซื้อเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญการบริหารจัดการตลาดยางของ กยท.ให้มีมาตรฐาน เพื่อให้สินค้าที่มาจำหน่ายและจัดเก็บมีคุณภาพ ตลอดจนการบริการที่ให้ความสะดวก รวดเร็ว แก่ผู้มาใช้บริการทั้งเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเพิ่มช่องทางพิเศษสำหรับสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน GMP และจะลดขั้นตอนในเรื่องการคัดชั้นคุณภาพ

การตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ยางพารา กยท.ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ยางพารา กยท. เพื่อเฝ้าติดตามข่าวสารยางพารา การซื้อขายยางพาราและสถานการณ์ราคายางผันผวน ให้ทั้งภาคเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางสามารถสื่อสารได้โดยตรง และการพัฒนาตลาดเครือข่าย ซึ่งมีสถาบันเกษตรกรรวบรวมผลผลิตยางพาราจากสมาชิก สามารถสมัครเป็นเครือข่ายของตลาดยางพารา กยท. ได้ โดยจะต้องให้บริการซื้อขายยางภายใต้กฎและข้อระเบียบที่ตลาดยางพารา กยท.กำหนดไว้ ทั้งนี้ สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมเป็นตลาดเครือข่าย จะซื้อขายผลผลิตในราคาที่ประมูลเสมือนเป็นการขายที่ตลาดยางพารา กยท. ซึ่งจะเป็นเครื่องมือการตลาดที่สำคัญที่เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยจะสามารถขายผลผลิตได้ในราคาเป็นธรรม ขณะนี้ มีหลายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าสู่ระบบตลาดเครือข่ายแล้ว

ในขณะที่ภาครัฐ มีนโยบายและมาตรการในการส่งเสริมและสนับสนุนแก่ทุกภาคส่วนในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาอาชีพการทำสวนยาง ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าการใช้ยางให้มากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นความต้องการใช้และส่งผลต่อราคายางในที่สุด ได้แก่

โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง สิ้นสุดโครงการเมื่อเดือนกันยายน 2560 ซึ่ง กยท. ได้จ่ายเงินแก่เกษตรกรเจ้าของสวนยาง เป็นเงิน 6,436,077,525 บาท จำนวน 715,336 ครัวเรือน และจ่ายเงินแก่เกษตรกรคนกรีดยาง เป็นเงิน 4,094,461,350 บาท จำนวน 678,642 ครัวเรือน
โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพาราภายใต้แนวทางยางพาราทั้งระบบ มีกรอบวงเงินสินเชื่อเดิม 10,000 ล้านบาท ขยายระยะเวลา โดยโครงการนี้ได้ขยายระยะเวลาไปจนถึง 31 มีนาคม 2563 โดยระยะเวลาจ่ายเงินกู้เริ่มตั้งแต่ 1 เมษายน 2560 ถึง 31 ธันวาคม 2562 จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้แก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในการแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางมากยิ่งขึ้น มีสถาบันเกษตรกรรวม 367 แห่งเข้าร่วมโครงการ สามารถรวบรวมและรับซื้อผลผลิตประมาณ 293 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 55.88 ล้านบาท

โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลสนับสนุนการชดเชยดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี จำนวนไม่เกิน 300 ล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมายในการดูดซับน้ำยางออกจากระบบโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยให้ราคาอยู่ในระดับที่พึงพอใจของเกษตรกรมากขึ้น ระยะเวลาโครงการตั้งแต่ พฤษภาคม 2560 – เมษายน 2562

โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถดูดซับปริมาณยางแผ่นในประเทศ ขณะนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย พร้อมกันนี้ กยท.ได้เสนอขอขยายเวลา การรับสมัครผู้เข้าร่วม “โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยางผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ต่อไป
ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายในปีงบประมาณ 2561 มีการขับเคลื่อนโครงการสำคัญ เพื่อสร้างเสถียรภาพราคา และสร้างความมั่นคงให้แก่ผู้ปลูกยาง ภายใต้กลยุทธ์ 1 ลด 3 เพิ่ม

ลด คือ ลดพื้นที่ปลูกยางที่ไม่เหมาะสม เพื่อจำกัดปริมาณผลผลิตให้มีความสมดุลกับความต้องการใช้ จะส่งผลต่อราคายาง เป้าหมายปีละ 400,000 ไร่ โดย

เพิ่ม 1 คือ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยางด้วยระบบการปลูกยางแบบผสมผสานตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งหมายถึง การส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยาง ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมในการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นการปลูกยางแบบผสมผสาน ปีที่ผ่านมา มีเกษตรกรชาวสวนยางที่โค่นยางแล้วปลูกใหม่จำนวน 42,036 ราย คิดเป็นพื้นที่ 422,728.50 ไร่ หันมาปลูกแบบผสมผสานมากยิ่งขึ้นประมาณร้อยละ 7 ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมดที่โค่นยางแล้วปลูกใหม่ คิดเป็นจำนวน 3,043 ราย พื้นที่ 32,315.30 ไร่ นอกจากนี้ เกษตรกรชาวสวนยางที่ปลูกยางอยู่แล้ว ต้องการสร้างรายได้เสริม เช่น ปศุสัตว์ ประมง พืชผักสวนครัว พืชร่วมยาง เป็นต้น มีผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 521 ราย คิดเป็นเงิน 21,486,500 บาท

เพิ่ม 2 คือ เพิ่มการใช้ยางพาราภายในประเทศ โดยภาครัฐนำร่องการนำยางพาราไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปี 2561 นี้ หน่วยงานรัฐได้มีการแจ้งความประสงค์ในการนำยางไปใช้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ แบ่งเป็นน้ำยางข้น จำนวน 9,916.832 ตัน ยางแห้ง จำนวน 1,132.3895 ตัน คิดเป็นเงินงบประมาณรวม 11,583,115,494.570 บาท ลดการพึ่งพิงการส่งออกในรูปแบบวัตถุดิบ มาเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ที่เกิดประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากทั้ง 3 ส่วนระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชนร่วมมือกันสนับสนุนการใช้ยางในประเทศ ก็จะเป็นการเพิ่ม 3 คือ เพิ่มรายได้ของคนในประเทศ มาจากมูลค่าเพิ่มที่ได้จากการแปรรูเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งการรณรงค์ใช้ภายในประเทศ และการส่งออกในรูปของผลิตภัณฑ์ยาง

“โครงการและมาตรการต่างๆ เหล่านี้ จะสามารถช่วยดูดซับปริมาณยางในระบบออกไปได้ เพราะในอดีตที่ผ่านมา หลายๆ รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนและผลกระทบที่เกิดตามมา จะสร้างความเสียหายเป็นภาระผูกพันมากมาย ฉะนั้น สิ่งที่ทำวันนี้ คือ การใช้กลไกตลาดดูดซับปริมาณยางออก เพื่อนำไปแปรรูปสร้าง มูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบ จะส่งผลดีต่อทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง มีตลาดในการจำหน่ายวัตถุดิบ หากให้ระยะเวลาในการดำเนินการมาตรการ โครงการต่างๆ เหล่านี้ ท้ายสุด รัฐจะใช้งบประมาณแผ่นดินไม่มากนัก ผู้ประกอบการสามารถเข้าซื้อยางกับเกษตรกรได้ เกษตรกรได้ขายยาง จะเกิดภาวะสมดุล ไม่ต้องพึ่งพิงตลาดโลก สร้างความสุข และยั่งยืนให้แก่ยางพาราทั้งระบบ”

นักวิจัย สกว. ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารของฝากของดีบุรีรัมย์หวังเพิ่มสมรรถนะทางธุรกิจของเอสเอ็มอี ทั้งเห็ดโคนญี่ปุ่นดองในน้ำซอส กระยาสารทพอดีคำ และกล้วยกรอบแปรรูป เพื่อสร้างจุดขายที่แตกต่าง และนำปราสาทหินเขาพนมรุ้งมาเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัด

น.ส.สาวิตรี อกนิษฐ์เสนีย์ อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เปิดเผยถึงโครงการวิจัย “การสร้างศักยภาพและขีดความสามารถทางการแข่งขันผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อาหารนำร่องจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน” โดยการสนับสนุนทุนวิจัยของฝ่ายการวิจัยมุ่งเป้า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ว่าตนและคณะวิจัยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เห็ดโคนญี่ปุ่น ผลิตภัณฑ์กระยาสารท และผลิตภัณฑ์จากกล้วย โดยคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ด้านอาหารส่วนใหญ่มีรูปลักษณ์ รสชาติและบรรจุภัณฑ์ไม่ค่อยแตกต่างจากสินค้าโอท็อป อายุการเก็บรักษาค่อนข้างสั้น บรรจุภัณฑ์ไม่ทันสมัยและสวยงาม ขาดการพัฒนารูปแบบและการทำการตลาดแนวใหม่ ขาดเงินทุน การใช้ประโยชน์ยังอยู่ในวงจำกัดเพราะขาดข้อมูลเชิงพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ทำให้การพัฒนาศักยภาพด้านการลงทุนการบริหารจัดการ การตลาด เทคโนโลยี เครื่องจักร และอุปกรณ์ มีค่อนข้างต่ำ อีกทั้งไม่มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหาร

จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องสามารถนำมาต่อยอดองค์ความรู้ของผลิตภัณฑ์จำนวน 2 ผลิตภัณฑ์ คือผลิตภัณฑ์เห็ดโคนญี่ปุ่นปรุงรสในน้ำซอส และผลิตภัณฑ์กระยาสารทพอดีคำ เมื่อนำสูตรกระบวนการผลิตจริงทำให้พบปัญหาของแต่ละผลิตภัณฑ์ ซึ่งผู้วิจัยได้พัฒนาปรับปรุงและทดลองพัฒนาสินค้าใหม่จำนวน 1 ผลิตภัณฑ์ คือ ผลิตภัณฑ์กล้วยกรอบแบบติดเปลือก (รสธรรมชาติ) และแบบไม่ติดเปลือก (รสปาปริก้า รสวาซาบิ)

คณะวิจัยได้ทดสอบการยอมรับทางการตลาดของผู้บริโภค เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์อาหารนำร่องของจังหวัดบุรีรัมย์ โดยถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่ผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย จากนั้นนำเสนอสินค้าด้วยการแสดงสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคสร้างความรับรู้ของผลิตภัณฑ์จากกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้ประกอบการและนักธุรกิจ นักธุรกิจกับนักธุรกิจ ผู้ที่สนใจทั่วไปเข้ามาเกิดพันธมิตรธุรกิจสร้างการค้าระหว่างกัน

งานวิจัยในครั้งนี้สามารถออกมาเชิงประจักษ์ในการวิจัยได้แล้วขายได้ เกิดผลิตภัณฑ์อาหารนำร่องของจังหวัดบุรีรัมย์ด้วยการนำทรัพยากรการผลิตมาพัฒนา จนกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งรสชาติ รูปลักษณ์และความปลอดภัยต่อผู้บริโภค อีกทั้งสามารถนำมาเป็นของฝากของที่ระลึก ก่อให้เกิดเป็นการสร้างรายได้และอาชีพให้คนในชุมชนของจังหวัดบุรีรัมย์ และสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศและต่างประเทศ ให้มีความสมดุลเป็นฐานรากในการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืนต่อไป

“อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญตามนโยบายของประเทศไทยที่ต้องการขับเคลื่อนอาหารไทยสู่ครัวโลก สร้างฐานการผลิตอาหารที่ใหญ่ที่สุด เพื่อสร้างรายได้และอาชีพให้กับคนในประเทศ งานวิจัยเชิงพาณิชย์จึงเป็นกุญแจสำคัญที่เข้าไปเพิ่มสมรรถนะทางธุรกิจของเอสเอ็มอีให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพสู่การขยายผลของเศรษฐกิจในภาพรวม โดยสินค้าเหล่านี้มีวางจำหน่ายที่บุรีรัมย์คาสเซิล รวมถึงงานนิทรรศการและงานสินค้านวัตกรรม ร่วมกับ สกว. และหน่วยงานต่าง ๆ”

วันที่ 1 พฤศจิกายน นางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดี คพ. เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการผลิตขวดพลาสติกน้ำดื่มประมาณ 4,400 ล้านขวดต่อปี มีสัดส่วนการใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม(แคปซีล) ร้อยละ 60 หรือประมาณ 2,600 ล้านขวด ก่อให้เกิดขยะพลาสติก 2,600 ล้านชิ้นต่อปี (ประมาณ 60%) หรือคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 520 ตันต่อปี ความยาว 260,000 กิโลเมตร คิดเป็นความยาวรอบโลก 6.5 รอบ ซึ่ง คพ. ได้ตระหนักถึงปัญหาปริมาณขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้น และ ปัญหาแคปซีลขวดน้ำดื่ม ซึ่งเป็นขยะที่มีขนาดเล็ก เบา จัดเก็บยาก และกระจัดกระจายปะปนในชุมชนและแหล่งท่องเที่ยว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอนามัยของประชาชน จึงดำเนินการขับเคลื่อนการเลิกใช้แคปซีลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ผลิต ภาครัฐ และเอกชน ทั้งการลงนามบันทึกความร่วมมือ และการประชาสัมพันธ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

นางสุณี กล่าวว่า ความคืบหน้าการเลิกใช้แคปซีลขวดน้ำดื่ม มีบริษัทผู้ผลิตน้ำดื่มบริษัทใหญ่ที่ไม่ใช้แคปซีลแล้ว ได้แก่ บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัดบริษัท เอ็ม วอเตอร์ จำกัด, บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด, บริษัท ซีโน-แปซิฟิก เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด, บริษัท ทิปโก้ เอฟแอนด์บี จำกัด, บริษัท ทีทีซี น้ำดื่มสยาม จำกัด, บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด และบริษัท ทิพย์วารินวัฒนา จำกัด สำหรับบริษัทและองค์กรที่ดำเนินการเลิกใช้แคปซีล ในปี 2560 ได้แก่ บริษัท คาราบาวแดง จำกัด (น้ำดื่มตราคาราบาว) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งในส่วนที่มหาวิทยาลัยผลิตเองและร้านค้าในมหาวิทยาลัย ในส่วนของประชาชนผู้บริโภคก็มีความเข้าใจว่าแคปซีลไม่ได้รับรองความสะอาดของน้ำดื่ม และตระหนักในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หันมาบริโภคน้ำดื่มที่ไม่มีแคปซีลมากขึ้น

ในส่วนแผนการดำเนินงานต่อไป คพ. จะนำข้อเสนอของภาคเอกชนบางรายที่ขอยืดระยะเวลาการเลิกใช้แคปซีล มากกว่า 1 ปี โดย คพ.จะร่วมกับสถาบันพลาสติก กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สมาคมอาเซียนไวนิล เคาน์ซิล ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาประกอบการกำหนดระยะเวลาการเลิกใช้แคปซีลให้เหมาะสม ซึ่งจะหารือในที่ประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการเลิกใช้แคปซีล โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ 1.บริษัทผู้ผลิตนำดื่ม อย่างน้อย 50% ของบริษัทผู้ผลิตน้ำดื่ม เลิกใช้แคปซีลภายในปี 2561 และ 2.บริษัทผู้ผลิตนำดื่มทั้งหมด เลิกใช้แคปซีล ภายในปี 2562 นางสุณี กล่าว

ด้าน นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีนโยบายลดพลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง และเลิกใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม ซึ่งร้านค้าส่วนใหญ่ที่ธรรมศาสตร์ไม่จำหน่ายน้ำดื่มที่มีแคปซีลแล้ว โดยทางร้านค้าจะจำหน่ายน้ำดื่มของธรรมศาสตร์เป็นหลักซึ่งน้ำดื่มของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่มีแคปซีล คาดว่าสิ้นปี 2560 แคปซีลที่ธรรมศาสตร์จะหมดไป มหาวิทยาลัยได้แจกกระบอกน้ำและถุงผ้าให้กับนักศึกษาในวันปฐมนิเทศเพื่อลดการเกิดขยะพลาสติก ซึ่งเริ่มแจกมาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว และติดตั้งเครื่องกรองน้ำดื่มอย่างเพียงพอ

กรุงเทพฯ / 31 ตุลาคม 2560 – องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) มอบคู่มือแนวทางการพัฒนาและการลงทุนระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แก่ผู้แทนกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สมาคมอุตสาหกรรมแสงอาทิตย์ไทย และหน่วยงานต่างๆ จากภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาของภาคพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมในประเทศไทย

คู่มือแนวทางการพัฒนาและการลงทุนระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยให้ภาคเอกชนได้รับประโยชน์จากนโยบายด้านพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย ซึ่ง USAID ได้สนับสนุนในการศึกษาผลกระทบต่อรายได้ของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย จากการที่ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มีปริมาณแสงแดดที่มีค่าความเข้มสูงประกอบกับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ทำให้ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีความเหมาะสมที่จะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เมื่อหลายปีก่อนต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์ยังมีราคาแพงเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนพลังงานฟอสซิล แต่วันนี้พบว่าต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์สามารถแข่งขันได้กับต้นทุนพลังงานฟอสซิล ซึ่งในหลายประเทศได้ลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้เอง โดยไม่ต้องมีมาตรการสนับสนุนใดๆ จากภาครัฐอีกต่อไป

“พลังงานหมุนเวียนเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเซีย โดยประเทศไทยเป็นผู้นำในการพัฒนาโครงการผลิตพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาค ซึ่งทาง USAID และ GIZ ได้ร่วมกันสนับสนุนภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย เราหวังว่าเครื่องมือต่างๆ ในคู่มือที่จัดทำขึ้นนี้จะช่วยลดปัญหา ข้อสงสัย และอุปสรรคในการลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา และช่วยให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้นในประเทศไทย ตลอดจนสามารถนำไปต่อยอดขยายผลในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคต่อไป” แองเจล่า ฮอกก์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งภูมิภาคจาก USAID กล่าว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เจ้าของอาคารพาณิชยกรรมและโรงงานอุตสาหกรรมได้เริ่มมีการลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาเพื่อใช้ภายในอาคารของตนเอง ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (ค่าไฟฟ้าที่ลดได้) ซึ่งเป็นการใช้พลังงานสะอาด และช่วยลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ประสงค์จะติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคายังคงขาดแหล่งข้อมูลในการพัฒนาโครงการด้านพลังงานแสงอาทิตย์

“จากการทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้บริโภคหรือผู้ใช้ไฟฟ้า royalweddingcharityfund.org ผู้พัฒนาโครงการ และนักลงทุนในตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย ทำให้ GIZ ได้ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการกระตุ้นตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา โดย GIZ ได้ร่วมมือกับ USAID จัดทำคู่มือแนวทางในการพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา ซึ่งนำเสนอขั้นตอนแต่ละขั้นแบบง่ายๆ ในการที่จะลงทุนและพัฒนาโครงการฯ โดยเรามีเป้าหมายว่าคู่มือนี้จะทำหน้าที่เป็นคู่มือต้นแบบของแนวทางประกอบการพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย และสามารถนำเสนอรูปแบบการพัฒนาโครงการที่มีศักยภาพ ซึ่งสามารถเปิดตลาดใหม่ของพลังงานแสงอาทิตย์ได้ในอนาคต” โทมัส โครเมทซ์กา ผู้อำนวยการแผนการพลังงาน GIZ ประเทศไทย กล่าว

ส่วนแบ่งการตลาดพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับการผลิตพลังงานกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมต่างผลักดันการพัฒนานี้มากขึ้น ปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์กลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันและเป็นผู้นำทางสู่อนาคตด้านพลังงานสะอาดของประเทศไทย “ตอนนี้เรากำลังใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดต้นทุนการผลิต ตอนนี้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์คุ้มค่าแล้วกับการลงทุน“ นายไพรัตน์ เอื้อชูยศ ประธานกรรมการบริษัทสตาร์ (ประเทศไทย) จำกัดและรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าว

เกี่ยวกับ USAID

USAID คือ องค์การของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่มุ่งสู่การยุติความยากจนทั่วโลก สนับสนุนสังคมประชาธิปไตยให้ตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง นอกจากนี้ USAID ยังเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความรู้และเผยแพร่ข้อมูลและเครื่องมือเกี่ยวกับพลังงานสะอาดทั่วโลก ซึ่ง USAID เชื่อว่าพลังงานสะอาดสามารถช่วยลดมลภาวะทางอากาศ ช่วยเพิ่มคุณภาพอากาศของท้องถิ่นที่ใช้พลังงานสะอาด ช่วยเพิ่มการเข้าถึงพลังงานและความมั่นคงด้านพลังงาน ตลอดจนช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและกระตุ้นการเติบโดทางเศรษฐกิจ โครงการด้านพลังงานหมุนเวียนของ USAID ได้แก่ โครงการ USAID Clean Power Asia ซึ่งเป็นโครงการระดับภูมิภาคที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า โครงการนี้จะให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคแก่รัฐบาลในแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างด้วยการวางแผนด้านพลังงาน ช่วยในการกำหนดนโยบายและกฎระเบียบต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพเพื่อมุ่งไปสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำในภาคพลังงาน ในขณะเดียวกันก็ดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของภาครัฐและภาคเอกชน

เกี่ยวกับ GIZ

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เป็นองค์กรของรัฐบาลเยอรมันที่ดำเนินงานด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน GIZ ปฏิบัติงานในนามของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศเยอรมนีและต่างประเทศ รวมทั้งรัฐบาลของประเทศต่างๆ สหภาพยุโรป องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก และองค์กรที่ให้ทุนอื่นๆ GIZ ดำเนินงานอยู่ในประเทศต่างๆ มากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงานประมาณ 18,000 คน

พล.อ. สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวในการเป็นประธานประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงาน ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ประจำปีงบประมาณ 2561 ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ว่า จากการที่รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้สำนักงาน กศน.ดูแลการยกระดับคุณภาพและส่งเสริมโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาในพื้นที่พิเศษ 3 พื้นที่ ได้แก่ 1. พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2. พื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดนชายขอบทั้งที่เป็นพื้นที่สูงและพื้นที่เกาะแก่ง ชายฝั่งทะเล และ 3. พื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและพื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี

สิ่งสำคัญที่ กศน.ต้องดำเนินการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม คือ 1. การฝึกอาชีพให้แก่ประชาชนและการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาในพื้นที่ หรือ อีอีซี โดยให้บูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ในการพัฒนาหลักสูตร 2. การดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล 3. การจัดการศึกษาให้กลุ่มเป้าหมายเด็กตกหล่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้

4. การจัดการศึกษาให้แก่ผู้ไม่รู้หนังสือ โดยให้สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลผู้ไม่รู้หนังสือให้ความสอดคล้องกับข้อมูลอัตราการรู้หนังสือในสำมะโนประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้อง และดำเนินการสอนภาษาไทยให้แก่ผู้ไม่รู้หนังสือภาษาไทย พูดไม่ได้ เขียนไม่ได้ หรือกลุ่มคนที่ใช้ได้แต่ไม่คล่อง เพื่อให้สามารถใช้ภาษาไทยในการดำรงชีวิตประจำวัน และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ และ 5. ให้เพิ่มจำนวนอาสาสมัครประจำสถาบันศึกษาปอเนาะ จาก 1 คน ต่อ 1 ปอเนาะ เป็น 2 คน ต่อ 1 ปอเนาะ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคในด้านโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้จัดทำรายละเอียดเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา