หากพูดถึงการดูแลรักษาจนถึงการเก็บเกี่ยวเงาะทองผาภูมินั้น

จะเป็นหน้าที่ของพี่สำเริงพี่สำเริง ให้ข้อมูลว่า ตนเองนั้นจะมีหน้าที่ด้านการผลิต เปรียบเสมือนพ่อครัวในการปรุงอาหารให้ลูกค้า วัตถุดิบที่ใช้ปรุงต้องมีความสด สะอาด ปลอดภัย รสชาติอาหารถึงจะมีความอร่อย ดังนั้น ตนจึงให้ความสำคัญกับการดูแลบำรุงรักษาต้นเงาะของตนเอง โดยเลือกที่จะปฏิเสธการใช้สารเคมี “ใช้สารเคมีไม่ไหว คนกินตาย ลองไปดูสิคนแน่นโรงพยาบาล คนเดี๋ยวนี้กินอะไรก็ต้องของสวยๆ ผลไม้ก็ต้องไม่มีหนอน เป็นงูพิษทั้งนั้น” นี่คือ คำพูดของชายคนหนึ่ง ที่แม้เนื้อตัวจะมอมแมมจากการทำสวน แต่จิตใจข้างในกลับขาวสะอาด นึกถึงผู้บริโภคเป็นสำคัญ

พี่สำเริง กล่าวว่า แม้ตนเองจะมีความเชี่ยวชาญด้านการทำไม้ผล แต่ด้วยสภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศของจังหวัดกาญจนบุรีมีความแตกต่างจากจังหวัดจันทบุรี ตนเองจึงลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง จนได้วิธีการปลูกและดูแลรักษาต้นเงาะให้ออกผลผลิตและมีรสชาติหวาน กรอบ ล่อน อร่อย แตกต่างจากสวนอื่น สวนเงาะของตนนั้นจะใช้ระยะปลูก 12×12 เมตร ขุดหลุมขนาด 50×50 เซนติเมตร ก่อนการปลูกจะใช้ปุ๋ยคอกรองก้นหลุม หลุมละ 1 กิโลกรัม การดูแลรักษา

– ปีแรก ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เดือนละ 1 ครั้ง โดยหว่านรอบขนาดของทรงพุ่ม

– ใช้น้ำหมักฮอร์โมนไข่+น้ำหมักสารชีวภาพ ฉีดพ่นให้ทั่วต้น เพื่อเป็นการบำรุงต้น และป้องกันแมลง โดยให้ดูแลรักษาแบบนี้อย่างต่อเนื่อง จนต้นเงาะมีอายุ 3 ปี

เมื่อต้นเงาะมีอายุ 3 ปี ต้นจะมีความสมบูรณ์พร้อมที่จะให้ผลผลิต เทคนิคสำคัญที่พี่สำเริงใช้ ในการทำให้เงาะติดผลผลิต ลักษณะผลสวย และมีรสชาติหวานไม่เหมือนกับสวนอื่นนั้น คือ

การสังเกตใบ หากใบมีลักษณะใบไหม้ ปลายใบแหลมเป็นหัวปลาหลด จะไม่มีการให้น้ำ ถ้าหากมีการให้น้ำในระยะนี้ จะทำให้เงาะที่ติดผลนั้นมีรสชาติเปรี้ยว
เมื่อใบมีลักษณะปลาบใบทู่ สีเขียวเข้ม เป็นมันวาว ให้เริ่มให้น้ำในปริมาณน้อย หากสังเกตเห็นช่อดอกยาว 10 เซนติเมตร ให้เพิ่มปริมาณการให้น้ำ
พี่สำเริง กระซิบบอกว่า เทคนิคการให้น้ำเป็นเรื่องที่สำคัญและละเอียดอ่อนมาก “ถ้าหากให้น้ำมากเกินไป จะทำให้เกิดใบอ่อน ไม่ติดดอก หากให้น้ำน้อยเกินไปจะทำให้ดอกร่วง” ดังนั้น จึงเป็นความสามารถเฉพาะตัว

เมื่อกล่าวถึงการให้น้ำ ดังที่กล่าวมาแล้ว พี่สำเริงจึงกล่าวเสริมขึ้นว่า ปกติสวนเงาะทางจังหวัดจันทบุรี จะให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด แต่สำหรับสวนเงาะของอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรีนั้น จะใช้วิธีการให้น้ำแบบรดด้วยสายยาง โดยจะรดให้น้ำไหลซึมออกห่างจากโคนต้น ประมาณ 1 เมตร หลังจากรดน้ำแล้วให้ฉีดน้ำล้างต้น และทรงพุ่ม กระทำเช่นนี้ทุกครั้ง เป็นเวลา 2 เดือน พี่สำเริงเน้นย้ำว่า การให้น้ำนั้น ต้องตรงต่อเวลา หากกำหนดรดน้ำทุกวันจันทร์ ก็ต้องรดน้ำทุกวันจันทร์ จะเกินหรือขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว จะมีผลต่อการติดดอกของเงาะ

เมื่อเงาะติดดอกแล้ว ให้ใช้สารจิบเบอเรลลิน ผสมกับ ฮอร์โมนขั้วเหนียว อัตราที่ใช้ ดังนี้
3.1 จิบเบอเรลลิน อัตรา 1 เม็ด ต่อน้ำ 200 ลิตร

3.2 ฮอร์โมนขั้วเหนียว อัตรา 1.5 ลิตร ต่อน้ำ 400 ลิตร

ตัดแต่งกิ่งอ่อนออก เพื่อไม่ให้ไปเลี้ยงลูกและปลายใบ
หากพบการระบาดของเพลี้ยไฟ ไรแดง ให้นำกำมะถัน อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 600 ลิตร ฉีดรอบทรงพุ่ม
เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้ตัดแต่งกิ่งข้าง และกิ่งกระโดง หลังจากนั้นให้ใส่ปุ๋ยคอกรอบๆ โคนต้น ทำแบบนี้ทุกครั้ง เมื่อหมดฝนจึงเริ่มกลับมาทำลูกใหม่อีกครั้ง

พี่สำเริง กล่าวทิ้งท้ายว่า สวนเงาะของตนนั้นจะให้ผลผลิตประมาณ 1.5 ตัน ต่อปี ราคาจำหน่ายหน้าสวน กิโลกรัมละ 50-60 บาท “ไม่อยากขายแพง อยากให้คนอื่นได้กินในราคาถูก” เคยมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อที่สวนของตนแล้วนำไปขายราคาแพงมาก เห็นแล้วเขาเอาเปรียบผู้บริโภคมากเกินไป ตนจึงให้ภรรยานำไปวางขายเองที่บริเวณตำบลหินดาด ไม่ไกลจากสวนมากนัก

พี่นารี กล่าวเสริมขึ้นมาว่า อนาคตจะเปิดสวนผลไม้ให้นักท่องเที่ยวเข้ามากินแบบบุฟเฟ่ต์ โดยคิดค่าเข้าสวนเป็นรายคน กินให้อิ่มแล้วค่อยกลับ เพราะสวนของตนนั้น นอกจากมีเงาะทองผาภูมิที่เป็นผลไม้เด่นแล้ว ยังมีทุเรียนหมอนทอง และลองกอง ที่มีรสชาติหวานหอม ไม่แพ้ทางภาคใต้ หรือทางตะวันออก ให้นักท่องเที่ยวลองเข้ามาลองลิ้มชิมรสอีกด้วย

ทั้งนี้ หากนักท่องเที่ยวท่านใดอยากกินผลไม้ชั้นดี รสชาติอร่อย ที่ขึ้นชื่อของอำเภอทองผาภูมิ อาทิ เงาะทองผาภูมิ ทุเรียน ส้มโอ มังคุด ลองกอง มะไฟ สะตอ สับปะรด ฯลฯ ซึ่งปลูกได้ผลผลิตดีในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ การจำหน่ายพืชผักปลอดสารพิษ พันธุ์ไม้ท้องถิ่น สินค้าโอท็อปชื่อดัง คาราวานสินค้าราคาถูก ชมการสาธิต และการแสดงศิลปวัฒนธรรมของชนเผ่าต่างๆ อาทิ มอญ กะเหรี่ยง ลาว ม้ง เย้า ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ

พบกันได้ที่งานวันผลไม้ของดีอำเภอทองผาภูมิ และสืบสานประเพณี ลานบ้าน ลานวัฒนธรรม ปี 2562 ในระหว่าง วันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2562 ณ บริเวณสนามลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เขื่อนวชิราลงกรณ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เบอร์โทรศัพท์ 034-599-482 ต้องการซื้อผลผลิต สอบถามที่ คุณนารี คนขยัน เบอร์โรศัพท์ 065-968-4996

กรมส่งเสริมการเกษตร เผยแผนบริหารจัดการผลไม้เศรษฐกิจ ปี 2562 ทั้งลำไยภาคเหนือ ทุเรียน มังคุด และเงาะภาคใต้ คาดการณ์ราคาอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ โดยเฉพาะลำไยและทุเรียนราคาจูงใจเป็นที่ต้องการของตลาดภายในและต่างประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรแข่งกันทำผลผลิตคุณภาพ

ว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เปิดเผยถึงสถานการณ์ไม้ผลเศรษฐกิจของประเทศ ประจำปี 2562 ว่าไม้ผลภาคเหนือ ประกอบด้วย ลำไย ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ปีนี้มีปริมาณผลผลิต จำนวน 624,321 ตัน แบ่งเป็น ลำไยในฤดู 341,028 ตัน ลำไยนอกฤดู 283,293 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณ 675,549 ตัน ลดลง 7.5% เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเกิดฝนแล้ง ปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอ อากาศร้อน เกิดพายุร้อนและวาตภัย ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) จะอยู่ในเดือนสิงหาคม ส่วน ลิ้นจี่ มีปริมาณผลผลิต จำนวน 26,278 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณ 41,220 ตัน ลดลง 36.25% สาเหตุเกิดจากภาวะฝนทิ้งช่วง อากาศร้อนจัด แห้งแล้ง เกษตรกรลดการดูแลรักษาเพราะราคาไม่จูงใจ ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) อยู่ในเดือนพฤษภาคม ผลผลิตไม่เพียงพอจำหน่าย

สำหรับสถานการณ์ไม้ผลภาคใต้ ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ปี 2562 ทุเรียน มีปริมาณผลผลิต จำนวน 445,220 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 304,267 ตัน เพิ่มขึ้น 46.33% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ราคาดี จูงใจให้เกษตรกรบำรุงรักษาดูแลผลผลิตดีขึ้น ทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ ออกดอกและติดผลมากขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) อยู่ในเดือนสิงหาคม มังคุด มีปริมาณผลผลิต จำนวน 156,118 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 110,364 ตัน เพิ่มขึ้น 41.46%

เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ต้นมีความสมบูรณ์ออกดอกและติดผลมากขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกรกฎาคม – เดือนสิงหาคม เงาะ มีปริมาณผลผลิต จำนวน 69,371 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 71,884 ตัน ลดลง 3.5% สาเหตุจากอากาศร้อนจัดและน้ำไม่เพียงพอในช่วงเดือนเมษายนส่งผลให้ดอกร่วง ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนสิงหาคม – เดือนกันยายน และ ลองกอง มีปริมาณผลผลิต จำนวน 67,687 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 42,870 ตัน เพิ่มขึ้น 57.89% เนื่องจากมีช่วงแล้งเหมาะสมกับการออกดอก และต้นมีความสมบูรณ์ออกดอกเพิ่มขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกันยายน – เดือนตุลาคม

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 2562 เพื่อให้จังหวัดใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการผลไม้ในฤดูกาลผลิต ปี 2562 แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง โดยผ่านกลไกคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ให้เป็นไปตามกลไกตลาดปกติ ในเชิงปริมาณเน้นการจัดสมดุลอุปสงค์และอุปทาน ในเชิงคุณภาพสอดคล้องตามยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2558-2564 โดยผลไม้ภาคเหนือ

ได้แก่ ลำไย เน้นบริหารจัดการลำไยในฤดู ปริมาณ 341,028 ตัน แผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้เน้นผลผลิตในฤดู รวม 580,401 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน จำนวน 366,938 ตัน มังคุด จำนวน 145,025 ตัน เงาะ จำนวน 68,438 ตัน โดยการบริหารจัดการเชิงปริมาณ ได้แก่ การกระจายผลผลิตในประเทศ ด้วยวิธีการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านผู้ประกอบการ (ล้ง) วิสาหกิจชุมชน ศูนย์คัดแยกผลไม้ชุมชน สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร Modern Trade ไปรษณีย์/ตลาดออนไลน์ ตลาดค้าผลไม้ภายในจังหวัด การจำหน่ายตรงผู้บริโภค การจัดงานประชาสัมพันธ์ เป็นต้น การแปรรูป ด้วยวิธีการแช่แข็ง อบแห้ง กวน ทอด และการส่งออก (ผลสด)

ส่วนการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ ส่งเสริมให้เกษตรกรดูแลผลผลิตแต่ละระยะ ตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยว ได้แก่ การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล การส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐานและยกระดับสู่การรับรอง (GAP) การพัฒนาคุณภาพผลผลิตสู่การส่งออก การรวมกลุ่ม ทำตลาดล่วงหน้า การยกระดับสินค้าเกษตรที่เป็นอัตลักษณ์และเหมาะสมกับพื้นที่เพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นต้น ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต รณรงค์ให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะที่เหมาะสม การประชาสัมพันธ์รณรงค์ส่งเสริมการบริโภค

ส่งเสริมการรวมกลุ่มบริหารจัดการร่วมกัน มุ่งเน้นการรวมกลุ่มผู้ผลิตไม้ผลคุณภาพ โดยเฉพาะทุเรียนต้องเร่งป้องปรามผลผลิตทุเรียนด้อยคุณภาพไม่ให้ออกสู่ตลาด การกำหนดมาตรการควบคุมทุเรียนอ่อนไม่ให้ออกนอกแหล่งผลิต การพัฒนาล้ง/จุดรับซื้อให้ได้มาตรฐาน GMP ออกประกาศจังหวัดประชาสัมพันธ์และมาตรการลงโทษแจ้งความผิดทางกฎหมายการตัดทุเรียนอ่อน ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรดำเนินการร่วมกับตำรวจจัดชุดเฉพาะกิจออกสุ่มตรวจที่ล้ง/จุดรับซื้อ/จุดจำหน่าย และใช้กฎหมายอาญาเป็นบทลงโทษผู้กระทำผิด และระยะหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต มุ่งเน้นการติดตามสถานการณ์ภัยธรรมชาติ ศัตรูพืช การเฝ้าระวังสถานการณ์ช่วงผลผลิตกระจุกตัว การให้คำแนะนำเกษตรกรในการจัดการสวนผลไม้ให้มีการเตรียมค้นในฤดูกาลถัดไป เป็นต้น

“ผลไม้นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยสามารถทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายพันล้านบาท และยังเป็นที่นิยมบริโภคกันทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งผลไม้ไปจำหน่ายประเทศจีน นอกจากนี้ ความต้องการบริโภคผลไม้นับวันจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นและความสนใจในสุขภาพก็มีมากขึ้นด้วย ไทยถือเป็นประเทศที่มีสภาพพื้นที่และภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการผลิตผลไม้เมืองร้อนหลายชนิด ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคใต้ ส่วนฤดูกาลให้ผลผลิตแต่ละชนิดก็แตกต่างกันไปในแต่ละสภาพพื้นที่ของแต่ละภาค จึงเป็นข้อดีประการหนึ่งที่ส่งผลให้ไทยมีผลไม้หลากหลายชนิดหมุนเวียนออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี และมั่นใจว่าปีนี้ราคาจะอยู่ในเกณฑ์ดีเป็นที่น่าพอใจของพี่น้องเกษตรกร เนื่องจากเกษตรกรก็มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ดีขึ้น” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายผจญ ศรีบุญเรือง และ นายรัชชาร์ ปัทมพงศา กรรมการ บริษัท อาร์อี ไบโอเมทานอล จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการวิจัยกระบวนการผลิตไบโอเมทานอลจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่แยกออกจากก๊าซชีวภาพ โดยกระบวนการก๊าซมีเทนอัดแบบ CBG ระดับอุตสาหกรรม ขนาดกำลังการผลิตไม่น้อยกว่า 10,000 ลิตร ต่อวัน คาดช่วยรองรับความต้องการไบโอเมทานอลในอนาคต ส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรม 4.0 เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบก๊าซชีวภาพทดแทนก๊าซธรรมชาติ สร้างความมั่นคงทั้งด้านพลังงานและด้านเศรษฐกิจ

ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. ชี้แจงว่า ปัจจุบันความต้องการเมทานอล มีปริมาณมากกว่า 780 ล้านลิตร ต่อปี (ข้อมูลการนำเข้าจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ.2561) หากพิจารณาเพียงอุตสาหกรรมผลิตไบโอดีเซลเพียงอย่างเดียวที่มีความต้องการวันละ 6 ล้านลิตร จะต้องใช้เมทานอลมากถึง 0.9 ล้านลิตร ต่อวัน หรือ 330 ล้านลิตร ต่อปี คิดเป็น 42% ของความต้องการเมทานอลในไทย ในการนี้ วว. จึงได้ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท อาร์อี ไบโอเมทานอล จำกัด ภายใต้โครงการวิจัยกระบวนการผลิตไบโอเมทานอลจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่แยกออกจากก๊าซชีวภาพ โดยกระบวนการก๊าซมีเทนอัดแบบ CBG ระดับอุตสาหกรรม ขนาดกำลังการผลิตไม่น้อยกว่า 10,000 ลิตร ต่อวัน

สำหรับวัตถุประสงค์ความร่วมมือในครั้งนี้ วว.จะให้คำปรึกษาด้านข้อมูลการออกแบบและคำนวณทางวิศวกรรมในระดับแบบเบื้องต้น (Preliminary Design) และการคำนวณทางเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น เพื่อนำมาประเมินศักยภาพการลงทุนในระดับอุตสาหกรรมการผลิตไบโอเมทานอลจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่แยกจากก๊าซชีวภาพโดยกระบวนการก๊าซมีเทนอัดแบบ CBG ระดับอุตสาหกรรม ขนาดกำลังการผลิตไม่น้อยกว่า 10,000 ลิตร ต่อวัน ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดอื่นๆ ที่มีความพร้อมในการลงทุน

“…คาดการณ์ ในปี พ.ศ. 2579 ความต้องการเมทานอลไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านลิตร ต่อปี จะใช้วัตถุดิบก๊าซผสม 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยภาพรวมความต้องการด้านการตลาดที่จะรองรับไบโอเมทานอล ปริมาณวัตถุดิบก๊าซชีวภาพ และเทคโนโลยีการผลิตเมทานอลปัจจุบันมีความเหมาะสม อาจกล่าวได้ว่าความเป็นไปได้เบื้องต้นของการส่งเสริมการผลิตไบโอเมทานอลจากก๊าซชีวภาพ และหากนำมาตรการด้านการเงินการธนาคารมาสนับสนุนการลงทุน จะสามารถส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรม 4.0 ที่เป็นการใช้นวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบก๊าซชีวภาพทดแทนก๊าซธรรมชาติในการผลิตไอโอเมทานอล ก่อให้เกิดความมั่นคงทั้งด้านพลังงานและด้านเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต…” ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ กล่าวเพิ่มเติมในตอนท้าย

(4 กรกฎาคม 2562) ซีอีโอ ซีพีเอฟ เผยทิศทางนำบริษัทเดินหน้าสานต่อวิสัยทัศน์องค์กรสู่ “ครัวของโลก” โดยเน้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างสรรค์นวัตกรรมตอบโจทย์ความต้องการของกระแสโลกทั้งในเชิงธุรกิจและสังคม ควบคู่การบริหารจัดการภายในองค์กรที่เน้นการสร้างคนภายใต้บรรยากาศ Leadership at all level

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ซีพีเอฟมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการมุ่งสู่ครัวของโลก ภายใต้ความท้าทายใหม่ๆ ในการบริหารธุรกิจยุค Digital ซึ่งจะต้องเลือกใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ทันสมัยที่สุด เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุด ตอบโจทย์ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยปรัชญา 3 ประโยชน์เช่นที่ผ่านมา”

ทั้งนี้ กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรยุค 4.0 คือการนำแนวคิดนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน (Innovation towards Sustainability) เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจและทุกๆ ผลิตภัณฑ์ของซีพีเอฟ โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) คลาวด์ (Cloud Computing) บิ๊กดาต้า (Big Data) ไอโอที (Internet of Thing : IOT) ตลอดจนระบบอัตโนมัติ มาใช้ในการยกระดับและเชื่อมโยงกระบวนการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่ เช่น การพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ-โรงงานอัจฉริยะ (Smart Farm-Smart Factory) หรือระบบการตลาดดิจิตอลและช่องทางการจำหน่ายสินค้า e-Commerce ซึ่งจะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพธุรกิจ สร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า และรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการบริโภค

“นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันให้แก่ซีพีเอฟทั้งในประเทศไทยและในเวทีโลกได้อย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จในการวิจัยพัฒนานวัตกรรมอาหารสัตว์-พันธุ์สัตว์-อาหารเพื่อการบริโภค สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารครั้งใหม่ของโลก เช่น ไก่เบญจาได้สำเร็จ รวมถึงคิดค้นอาหารสุขภาพ กลุ่ม Smart อาทิ อาหารเพื่อผู้ป่วยและผู้สูงวัย อย่าง Smart Soup, อาหารมังสวิรัติ Smart Meal และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ Smart Drink อาหารและเครื่องดื่มจากนวัตกรรมเหล่านี้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว และด้วยประสิทธิภาพของศูนย์ RD Center มาตรฐานระดับโลกของเราจะทำให้ซีพีเอฟสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารสู่ตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง” นายประสิทธิ์กล่าว

ขณะที่ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่สังคมโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด ซีพีเอฟจึงนำแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ Circular Economy เข้ามาใช้ในการผลักดันความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดการสูญเสียน้อยที่สุด รวมถึงการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ตลอดกระบวนการผลิต เพื่อให้การทำธุรกิจของซีพีเอฟสร้างผลกระทบแก่ทรัพยากรโลกให้น้อยที่สุด ดังเช่น โครงการจัดหาวัตถุดิบยั่งยืน โครงการ Solar Rooftop โครงการ CPF Coal Free 2022 โครงการฟาร์มสีเขียว หรือการประกาศใช้บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน เพื่อร่วมบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก

สำหรับการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างต่อเนื่องนั้น ซีพีเอฟจะยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คน” โดยสร้างบรรยากาศให้พนักงานทุกคนมีความกล้าแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์ กล้าพูด กล้าทำ และลงมือทำในสิ่งใหม่ๆ ที่จะเพิ่มคุณค่าให้แก่ตัวเอง ลูกค้า ชุมชน ฯลฯ อันจะช่วยส่งเสริมให้พนักงานทุกคนมีความเป็นผู้นำ ภายใต้บรรยากาศการทำงานที่เรียกว่า Leadership at all level ซึ่งจะสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า พร้อมจะนำองค์กรให้เติบโตต่อไป

ด้วยความแข็งแกร่งของกระบวนการผลิตอาหารปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้ง Feed-Farm-Food ผนวกกับการที่ซีพีเอฟมีการลงทุนใน 17 ประเทศ และส่งออกสินค้าไปจำหน่ายกว่า 50 ประเทศทั่วโลก เมื่อเสริมกลยุทธ์ด้านการบริหารยุคดิจิตอลเข้าด้วยกัน เชื่อว่าจะสนับสนุนให้ซีพีเอฟก้าวสู่ “ครัวของโลก” ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายประสิทธิ์กล่าวอีกว่า ซีพีเอฟจะยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา “3 ประโยชน์” ที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ยึดมั่นปฏิบัติมาโดยตลอดร่วมศตวรรษ นั่นคือ การคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ ประโยชน์ของประชาชน และสุดท้ายคือประโยชน์ของบริษัท โดยมุ่งมั่นที่จะนำองค์กรให้เติบโตต่อเนื่องในเวทีโลกอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม โปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ซึ่งจะเอื้อให้ซีพีเอฟยืนหยัดในสังคมโลกได้อย่างสง่างามเช่นที่ผ่านมา

นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานคณะกรรมการด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการพืชไร่ ครั้งที่ 2/2562 มีเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณา เพราะเกษตรกรร้องทุกข์เข้ามาเยอะมากจากการสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักในการระบาด “หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด” ในประเทศไทยสำรวจพบพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวโพดระบาดเกินกว่า 60% พื้นที่ 40 กว่าจังหวัดแล้ว อาทิ นครราชสีมา กาญจนบุรี พิษณุโลก เชียงใหม่ พิจิตร น่าน ลำพูน ฯลฯ ความเสียหายจำนวนไร่มีการตรวจสอบข้อมูลกันอยู่

เนื่องจาก “หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด” สามารถบินได้ไกลเฉลี่ย 100 กิโลเมตร และหากมีลม พายุ จะไปได้ไกลและเร็วตามแรงลม พายุ และด้วย “หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด” มีอายุตั้งแต่ 30-45 วัน มีวัยในการเจริญพันธุ์อยู่ประมาณ 5 ช่วงวัย เข้าทำลายตั้งแต่รากถึงยอดแตกต่างตามช่วงวัย ช่วงวัยที่ 3 จะทำลายและระบาดรุนแรงสุด ด้วยวัยนี้จะเข้าไปอยู่ในซอกใบแล้วกัดกินทะลุยอด ช่วงที่อ่อนแอและควรทำลายเป็นช่วงระยะไข่ เนื่องจาก “หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด” ทำลายข้าวโพดในแต่ละช่วงวัยไม่เหมือนกัน

ความเสียหายที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยสิ้นเชิง จึงไม่สามารถประกาศเป็นภัยพิบัติควบคุมโรคไม่ได้ จึงขอให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการงานวิจัยที่จะพัฒนาต่อยอดเอามาป้องกัน เช่น พันธุ์ข้าวโพดต้านทานที่ไม่ใช่ GMO, สารฟีโรโมนล่อตัวเต็มวัยซึ่งทำลายต้นเหตุโดยในประเทศไทยยังไม่มีการทดลองและสั่งนำเข้ามาใช้, องค์ความรู้ที่ต้องเร่งสร้างให้กับเกษตรกรใช้สารชีวภัณฑ์/สารเคมีที่มีประสิทธิภาพควรใช้ระยะไหนช่วงเวลาใด ด้วยสารเคมีหลายชนิดที่ใช้ในประเทศไทยฉีดเกิน 3 ครั้ง หนอนจะดื้อยา, การใช้วิธีผสมผสานกำจัดและทำลายควรทำเป็นระบบและเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องช่วยกันทุกภาคส่วน