หากมองถึงการปลูกข้าวในจังหวัดตราด พบว่า มีพื้นที่ S1/S2

ที่เหมาะสำหรับการปลูก 114,233 ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 607 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่ S3/N จำนวน 20,633 ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 487 บาท/ไร่ ซึ่งพิจารณาสินค้าทางเลือกเพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตทดแทนพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสม ตาม Agri – Map พบว่า มีสินค้าหลายชนิดที่สามารถพัฒนาให้มีคุณภาพและเพิ่มมูลค่า อาทิ

มะพร้าวน้ำหอม มีต้นทุนการผลิต 5,789 บาท/ไร่/ปี สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 40-60 วัน/รอบ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ 22,352 บาท/ไร่/ปี (ประมาณ 6 รอบ) ซึ่งมีโครงการ Zoning ของภาครัฐ สนับสนุนต้นพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม และค่าปรับพื้นที่ในการเตรียมดิน ในการปรับเปลี่ยนการผลิตจากนาข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมปรับเปลี่ยนเป็นยกร่องทำแปลงมะพร้าวน้ำหอม และราคาผลผลิตอยู่ในเกณฑ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดนักท่องเที่ยวที่มาจังหวัดตราด ฟักทอง มีต้นทุนการผลิต 6,860 บาท/ไร่/รุ่น ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 60 วัน/รุ่น ได้ผลตอบแทนสุทธิ 14,667 บาท/ไร่/รุ่น โดยจะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อในแหล่งผลิตต่อเนื่อง

มันเทศ มีต้นทุนการผลิต 10,651 บาท/ไร่/รุ่น ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90 วัน/รุ่น ผลตอบแทนสุทธิ 13,724 บาท/ไร่/รุ่น พริก มีต้นทุนการผลิต 21,184 บาท/ไร่/รุ่น ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90 วัน/รุ่น ผลตอบแทนสุทธิ 13,037 บาท/ไร่/รุ่น โดยมันเทศและพริกมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อในแหล่งผลิตและขายปลีกแก่ผู้บริโภคในท้องถิ่น

แตงกวา มีต้นทุนการผลิต 8,282 บาท/ไร่/รุ่น ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 40 วัน/รุ่น ผลตอบแทนสุทธิ 9,941 บาท/ไร่/รุ่น เป็นพืชหลังนาที่ใช้น้ำน้อย ปัจจุบันผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง มีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อในแหล่งผลิต นอกจากนี้ ยังมีการปลูกกาแฟ ซึ่งเกษตรกรสามารถปลูกร่วมในพื้นที่ไม่เหมาะสมของการปลูกยางพาราได้ มีต้นทุนการผลิต 15,818 บาท/ไร่/ปี ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 150 วัน โดยเกษตรกรเก็บเกี่ยวปีละ 1 ครั้ง ได้ผลตอบแทนสุทธิ 20,815 บาท/ไร่/ปี ทั้งนี้ การปลูกกาแฟ ดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก มีแมลงรบกวนน้อย ราคาผลผลิตอยู่ในเกณฑ์ดี ผลผลิตมีการสร้างแบรนด์กาแฟเพื่อการค้าของดีจังหวัดตราดจึงมีความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง

สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมข้อมูลพืชทางเลือกในพื้นที่ภาคตะวันออก สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่จังหวัดอุดรธานี ร่วมมือ ซีพีเอฟ อบรมผู้เลี้ยงหมูรายย่อย สร้างภูมิคุ้มกันโรค ASF ในสุกร นับเป็นจังหวัดที่ 14 ของภาคอีสาน มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมอบรม 170 คน อย่างคึกคัก

จากนโยบายการเตรียมพร้อมและรับมือโรค ASF ในสุกรที่กำลังเป็นวาระแห่งชาติขณะนี้ ปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานี ร่วมกับ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เอ็มเอสดี แอนิมัล เฮลธ์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่งเสริมความรู้เรื่องโรค ASF ในสุกร ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยในจังหวัดอุดรธานี เพื่อร่วมป้องกัน เฝ้าระวัง รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายจากโรค ASF ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ในระดับจังหวัดและระดับประเทศ

นายสิธิชัย จินดาหลวง รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม เรื่อง “เข้าใจ รู้ทัน ร่วมป้องกันโรค ASF ในสุกร” กล่าวว่า การจัดอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยครั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรเจ้าของฟาร์มขนาดเล็กตื่นตัว ตระหนักถึงผลกระทบของโรคและร่วมกันเฝ้าระวัง รวมถึงเตรียมความพร้อมในการป้องกันอย่างเข้มแข็ง

“จังหวัดอุดรธานี ได้ติดตามสถานการณ์และประสานความร่วมมือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการป้องกันโรคระบาดอย่างเต็มที่ เนื่องจากจังหวัดอุดรธานีมีเขตพื้นที่ติดกับจังหวัดชายแดน จึงถือเป็นด่านหน้าป้องกันโรคชั้นที่สองที่จะป้องกันโรคไม่ให้เข้าไปสู่จังหวัดอื่นๆ” นาย สิทธิชัย กล่าว

น.สพ. พนธ์สมิทธิ์ กลางนภา ปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานี ได้สร้างเครือข่ายเกษตรกรเฝ้าระวังป้องกันโรค และร่วมมือกับ ซีพีเอฟ ในการจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรค และแนะนำการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อการป้องกันโรคของฟาร์ม จาก บริษัท เอ็มเอสดี แอนิมัล เฮลธ์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อย เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องโรค รู้วิธีป้องกันไม่ตื่นตระหนก และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคว่าการผลิตเนื้อหมูในอุดรธานี รวมถึงภาคอีสานปลอดภัยได้มาตรฐาน

นอกจากการอบรมเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยแล้ว วันนี้ปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานียังได้จัดโครงการซ้อมแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรค ASF ในสุกรไปพร้อมกันด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ฝึกปฏิบัติร่วมกับเกษตรกร ตั้งแต่การแจ้งข่าวสาร จนถึงมาตรการต่างๆ อันจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือโรค ASF และหยุดการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

“ขอย้ำว่าโรค ASF ในสุกร เป็นโรคที่ไม่ติดต่อสู่คน และขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าพบการระบาดของโรคในประเทศ หากพบสุกรแสดงอาการป่วยคล้ายโรคระบาดให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที หรือ Call Center ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (War Room) จังหวัดอุดรธานี กรมปศุสัตว์ DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เร่งดำเนินการให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที” น.สพ. พนธ์สมิทธิ์ กล่าว

นายธีระพงษ์ สมบัติหลาย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการอบรมเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยหลายจังหวัดที่ผ่านมา เกษตรกรรายย่อยเกิดให้ความสนใจและตื่นตัวกับโรคนี้เป็นอย่างมาก ส่งผลดีทั้งในด้านการให้ความรู้เพื่อช่วยกันป้องกันโรค ASF และยังช่วยให้ทราบถึงข้อมูลสำคัญการเลี้ยง เช่น จำนวนตัว พิกัด ของผู้เลี้ยงหมูรายย่อย เพื่อนำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการป้องกันและเตรียมพร้อมในการควบคุมโรคระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันท่วงที

เพื่อประสิทธิผลในการป้องโรค ในการอบรมครั้งนี้ ซีพีเอฟ ได้มีการมอบน้ำยาฆ่าเชื้อให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยทั้ง 20 อำเภอ ในเขตจังหวัดอุดรธานีสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เพื่อให้มีขีดความสามารถด้านการเกษตร สามารถทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุ และสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมและมีศักยภาพสามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาดสินค้าเกษตร จนเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกระดับ โดยการจัดเยี่ยมเยียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในฟาร์มของแต่ละคน เป้าหมายเดือนละ 2 ราย

นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เพื่อพัฒนา Young Smart Farmer ของอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ดำเนินการโดยยึดหลักการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยตัวของเกษตรกรเอง โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นพี่เลี้ยง ให้ความสำคัญกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยมีเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริง โดยสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว ได้กำหนดนำ Young Smart Farmer

ไปศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันโดยกำหนดไปร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในฟาร์มของ Young Smart Farmer ซึ่งมีทั้งหมด จำนวน 12 ราย กำหนดแลกเปลี่ยนฯ เดือนละ 2 ราย สำหรับครั้งแรกกำหนดดูงานในวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ณ แปลงเกษตร ของ นายศิรสิทธิ์ ชลหัตถ์ ประธาน Young Smart Farmer อำเภอเกาะยาว และเป็นเครือข่ายศูนย์บ่มเพาะ Young Smart Farmer ของจังหวัดพังงาด้วย ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วยการทำการเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ทำสวนยางพารา

สวนปาล์มน้ำมัน นาข้าว ไม้ผล พืชผัก เลี้ยงไก่อินทรีย์ ปศุสัตว์ การทำปุ๋ยอินทรีย์ การเลี้ยงไส้เดือนดิน เป็นต้น โดยกิจกรรมในฟาร์มไม่มีการใช้สารเคมี มีการทำอาหารสัตว์เอง เพื่อลดต้นทุนการผลิต การกำจัดกลิ่นปุ๋ยคอกโดยการใช้น้ำหมักชีวภาพ และทำที่พักให้นักท่องเที่ยวมาพักและร่วมกิจกรรมในฟาร์ม โดยใช้ชื่อว่า “Yao Island Resort and Farm” ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวแถบยุโรป

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (15 ส.ค. 62) ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยฝ่ายวิชาการและกิจกรรมพัฒนา เยาวชนวิทยาศาสตร์ จัดกิจกรรม “มหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย ตอน นวัตกรรมเพื่อการเกษตร”

แก่นักเรียนชั้น ม.ต้น กว่า 100 คน ในย่านจังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้รับการสนับสนุนการจัดกิจกรรมโดยโครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต เพื่อจุดประกายความรู้นวัตกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตรซึ่งส่งผลกับการเจริญเติบโตของพืชที่ดีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผ่านเทคโนโลยีและความรู้ของนักวิจัย สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ตั้งแต่ทำความรู้จักกับโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) อิทธิพลของแสง เช่น แสงเทียมกับการเจริญเติบโตของพืช พร้อมร่วมทดลองทำกิจกรรมปลูกผักต้นอ่อนหรือไมโครกรีนซึ่งสามารถปลูกกินเองได้ง่ายๆ ทุกวัน และการต่อวงจรโมดูล LED และประกอบกล่องปลูก เพื่อให้ทราบถึงชนิดของแสงสีและความเข้มแสงที่ต่างกันจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชที่ต่างกันไปด้วย

นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและกิจกรรมพัฒนาเยาวชนวิทยาศาสตร์ สวทช. กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการเกษตร มีประชากรจำนวนมากที่ประกอบอาชีพเกษตรกร รวมถึงยังนำการเกษตรไปใช้ประโยชน์ในเรื่องของอาหาร ยา สังคม และเศรษฐกิจ จึงเป็นที่มาของการจัดกิจกรรมมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย ตอน นวัตกรรมเพื่อการเกษตร สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งมีน้องๆ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ชั้น ม.2 กว่า 100 คน จาก 3 โรงเรียนในย่านจังหวัดปทุมธานีเข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ โรงเรียนโยธินบูรณะ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม และโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี เพื่อเรียนรู้ถึงความสำคัญของการเกษตรที่เป็นเสาหลักของประเทศ พร้อมเรียนรู้ถึงนวัตกรรมการเกษตรที่จะมาช่วยยกระดับให้เป็นการเกษตรเพื่ออนาคตได้

กิจกรรมมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย ตอนนวัตกรรมเพื่อการเกษตร เป็นกิจกรรมที่ช่วยจุดประกายความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงนวัตกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตร ที่ส่งผลให้เกิดการเจริญเติบโตของพืชได้ดีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เริ่มต้นตั้งแต่การทำความรู้จักกับโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตพืชในระบบปิดหรือกึ่งปิดที่ควบคุมสภาพแวดล้อมภายในให้เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช ต่อด้วยการเรียนรู้ถึงเรื่องอิทธิพลของแสง ที่มีผลต่อกับการเจริญเติบโตของพืช

อย่างแสงแดดตามธรรมชาติจากดวงอาทิตย์ จะประกอบด้วยแสงสีที่ความยาวช่วงคลื่นต่างๆ ซึ่งพืชแต่ละชนิดจะมีการตอบสนองต่อแสงสีแตกต่างกันไป ทั้งนี้ แสงสีแดงและแสงสีน้ำเงินเป็นแสงสีที่สีพืชสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้ดี อย่างไรก็ตาม ในด้านการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์การปลูกพืชและผักด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้เราสามารถผลิตแสงเทียมเพื่อมาช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตของพืชเองได้ ซึ่งทั้งสองหัวข้อได้รับเกียรติจาก ดร. เกรียงไกร โมสาลียานนท์ นักวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. มาให้ความรู้แก่น้องๆ ซึ่งการบรรยายนี้น้องๆ ได้นำความรู้ไปต่อยอดกับการทดลองวิทยาศาสตร์ในกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องอิทธิพลของแสง เพื่อเรียนรู้ถึงแสงสีต่างๆ กับการเจริญเติบโตของพืชที่มีผลแตกต่างกัน

จากนั้น เป็นการบรรยายโดย ผศ.ดร. ณัฐชัย พงษ์ประเสริฐ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กับการปลูกไมโครกรีน ผักจิ๋วมหัศจรรย์ ซึ่งน้องๆ นอกจากจะได้รับทราบถึงที่มาที่ไปของพืชไมโครกรีนหรือผักต้นอ่อนแล้ว ยังได้ร่วมทดลองกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการปลูกผักต้นอ่อนหรือไมโครกรีน พร้อมคำแนะนำวิธีจดบันทึกผล และเทคนิคตรวจสอบผลการปลูกที่ดีควรเป็นเช่นไร เพราะถ้าน้องๆ ปลูกเองได้ดี ก็จะมีผักต้นอ่อนขนาดจิ๋วที่สามารถปลูกกินเองได้ง่ายๆ เลยทุกวัน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมทดลองทางวิทยาศาสตร์ การต่อวงจรโมดูล LED และประกอบกล่องปลูก โดย พี่วรพล เกิดเจริญ และ พี่ชุมพล กลิ่นสุคนธ์ ที่ให้น้องๆ ได้ทดลองประกอบกล่องปลูก โดยให้ต่อวงจรไฟฟ้าด้วยตนเองเพื่อกำหนดแสงสีต่างๆ ซึ่งแสงแต่ละชนิดจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูกแตกต่างกันไป

เด็กชายกวิน ว่องไววุฒิ นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนโยธินบูรณะ เล่าว่า “กิจกรรมครั้งนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงประเภทของพืชที่มีอย่างหลาก หลาย ทั้งพืชที่ปลูกโดยทั่วไป พืชที่ใช้ในอุตสาหกรรม รวมถึงได้ทดลองทำสิ่งประดิษฐ์ เกิดการวางแผนกับสมาชิกในกลุ่ม เพื่อให้งานประสบความสำเร็จตามที่วางแผนไว้ตามเวลาที่กำหนด ถือว่าเป็นประสบการณ์นอกห้องเรียนที่คุ้มค่ามากๆ” ขณะที่ เด็กหญิงปรินทร แสนโภชน์ นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม เล่าว่า “ดีใจที่ได้ร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เพราะได้เรียนรู้เรื่องพืชต้นอ่อนหรือไมโครกรีน

ว่าแตกต่างกับพืชต้นอ่อนอื่นๆ อย่างไร รวมถึงการต่อวงจรไฟฟ้าเพื่อกำหนดแสงซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูก ความรู้ที่ได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำโครงงานเรื่องการปรับแสงที่แตกต่างกันเพื่อให้พืชชนิดต่าง ๆ เจริญเติบโต” และท้ายสุดกับ เด็กชายณัฐภัทร ตั้งศักดิ์ชัยสกุล นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี เล่าว่า “ได้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืช เทคโนโลยีการเกษตร ที่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อทำโครงงานประดิษฐ์ และโครงงานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งตนกำลังศึกษาเรื่องแสงที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช การมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับความรู้พร้อมความสนุกสนาน เกิดการเรียนรู้ความสามัคคีภายในกลุ่ม และยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ต่างโรงเรียนอีกด้วย”

นายองอาจ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และคณะ เยี่ยมชมการดำเนินงานของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การขับเคลื่อนนวัตกรรมชุมชน ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมเยี่ยมชมศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ โรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร (FISP) โดยมี นาย สายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. และผู้บริหาร ให้การต้อนรับ ในวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ดำเนินงานโครงการพัฒนาและยกระดับสินค้า OTOP ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อผลักดันสนับสนุนยกระดับคุณภาพ และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ การพัฒนาศักยภาพกลุ่มผู้ประกอบการ OTOP ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันโดยใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัย ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ร่วมกับ การพัฒนารูปแบบการประกอบธุรกิจ รวมถึงระบบการบริหารจัดการและการตลาด โดยนำทีมนักวิจัยจาก มทร.สุวรรณภูมิ ลงพื้นที่จังหวัดชัยนาท เพื่อพัฒนาบริการวิชาการรูปแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน สังคม ประเทศ และนานาชาติ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมกิจกรรม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาชุมชน สังคม ให้เข้มแข็งมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น อันนำไปสู่ความเป็นเลิศทางด้านวิชาการและเพิ่มศักยภาพงานวิจัยให้เกิดประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ ชุมชน สังคม อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.กิตติ บุญเลิศนิรันดร์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ กล่าวว่า การใช้กระบวนการจัดการความรู้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโอท็อปด้วยวิทย์สร้างอาชีพในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพกลุ่มผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม ของใช้และของตกแต่ง ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

ในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ได้รับการสนับสนุนทุนในการบริการวิชาการ จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะทำงาน ในนามมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ได้มีวิธีการดำเนินงานตามกรอบกระบวนการจัดการความรู้ (KM Process) และเครื่องมือที่ใช้ (KM Tools) จากเดิมผู้ประกอบการโอท็อป ไม่มีที่ปรึกษาให้คำแนะนำแบบใกล้ชิด สะท้อนให้เห็นปัญหา เมื่อมีโครงการนี้เข้ามา การลงพื้นที่บ่อยๆ จะสร้างความไว้วางใจได้ระดับหนึ่ง จึงทำให้เกิดการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

ด้าน อาจารย์ณัฏฐ์ สิริวรรธนานนท์ ผู้อำนวยการโครงการยกระดับโอท็อปด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เปิดเผยว่า การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโอท็อปด้วยวิทย์สร้างอาชีพในพื้นที่จังหวัดชัยนาท สามารถยกระดับผู้ประกอบการสู่ความสำเร็จ โดยนักวิจัยและคณะทำงาน แบ่งกลุ่มคณะทำงาน แบ่งหน้าที่ เป็นทีมบริหารโครงการ ทีมผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา และเตรียมความพร้อมวางแผนการทำงาน ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเป็นระบบชัดเจน โดยมีกองทุนบริการวิชาการในการให้ยืมเพื่อใช้จ่ายในการดำเนินงาน 30% ของโครงการ (ไม่เกิน 1 ล้าน) มีการประเมินความเสี่ยงเพื่อให้คณะกรรมการซักถามแนวทางในการทำงาน และวิธีการจัดการที่ดีภายใต้ขอบเขตงานที่กำหนดและตามกรอบเวลา การประชุมวางแผนการทำงานอย่างต่อเนื่อง แบ่งหน้าที่ในการบริหารจัดการ กำหนดกรอบเวลาในการส่งงานที่ชัดเจน และติดตามผลอย่างใกล้ชิดโดยผู้บริหารระดับสูง

ซึ่งผลปรากฏว่า ผลจากการยกระดับทางด้านคุณภาพและทางด้านเศรษฐกิจในการเข้าร่วมโครงการ การดำเนินโครงการ ทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น ก่อนเข้าร่วมโครงการประมาณการยอดขาย 25,833,792 บาท ต่อปี ค่าใช้จ่าย 16,899,276 บาท มีรายได้ 8,934,516 บาท จากการสำรวจเมื่อสิ้นสุดโครงการปี 2561 ประมาณการยอดขาย 31,050,300 บาท ค่าใช้จ่าย 19,266,540 บาท มีรายได้ 11,783,760 บาท ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากก่อนเข้าร่วมโครงการ ประมาณ 2,849,244 บาท คิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น 31.89% หรือคิดเป็นรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10,751 บาท ต่อคน ต่อปี

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ร่วมเปิดตัวการอบรม ”การจัดการใช้สารทำความเย็นที่ติดไฟได้อย่างปลอดภัย” ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มจพ. เพื่อฝึกอบรมช่างให้เข้าใจเกี่ยวกับการใช้และติดตั้งสารทำความเย็นธรรมชาติในแอร์และตู้เย็นอย่างถูกต้อง ปลอดภัย นำไปสู่การลดการใช้พลังงานและลดภาวะโลกร้อน

การฝึกอบรม “การจัดการใช้สารทำความเย็นที่ติดไฟได้อย่างปลอดภัย” เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (RAC NAMA) ซึ่งดำเนินการโดย GIZ ภารกิจของโครงการคือ การสนับสนุนการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและทำความเย็น ที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของโครงการคือ

การเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรภาคบริการในการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติอย่างปลอดภัย ดังนั้น โครงการจึงได้ร่วมมือกับสาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมการทำความเย็นและการปรับอากาศ (RAET) วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มจพ. จัดหลักสูตรการฝึกอบรมนี้ เพื่อให้ผู้ฝึกอบรมหันมาใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น โดย RAET จะให้ความรู้และเทคนิคด้านการใช้งานของสารทำความเย็นธรรมชาติที่ปลอดภัย นอกจากนี้ มจพ. ยังได้รับเงินทุนจากกองทุน RAC NAMA ที่บริหารโดย กฟผ. มาสนับสนุนอุปกรณ์การฝึกอบรมสำหรับจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม ขณะที่ GIZ จะสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ

นางมาร์กาเร็ต ทังก์ อุปทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนทางด้านนโยบายและมาตรการทางการเงินจากรัฐบาลอังกฤษและเยอรมนีผ่าน NAMA Facility ให้มาริเริ่มโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อยกระดับสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ และในพิธีเปิดการฝึกอบรมวันนี้ เรากำลังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนด้วยการส่งเสริมการผลิตและการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติหรือ “Green Cooling” ในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นของประเทศไทย ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของเราในลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและใช้ไฟฟ้าน้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ (net-zero) ในสหราชอาณาจักรรวมถึงในระดับนานาชาติ ที่เราได้ร่วมมือกันอยู่ อย่างเช่น ประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนด้านการเงินจำนวนครึ่งล้านยูโร (ประมาณ 17 ล้านบาท) เราจะพัฒนาแรงงานช่างให้มีทักษะ และสามารถปรับเปลี่ยนมาใช้ “Green Cooling” ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”