หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อีกประมาณ 5 ปี เรืออวนล้อม

ปลากะตักจะอยู่ไม่ได้ ต้องหยุดกิจการไป ส่วนโรงงานแปรรูปก็จะไม่สามารถผลิตน้ำปลาดี ๆ มีคุณภาพได้ เพราะปลากะตักเป็นปลาชั้นดี มีกลิ่นหอม” นายวิบูลย์กล่าว ด้านนางวิรันทา อักษรหรั่ง แม่ค้าปลาในตลาดเทศบาลเมืองตราด กล่าวว่า หลังจากมีกฎหมายประมงใหม่ ๆ ออกมาเข้มงวดกับเรือประมง ทำให้เรือประมงพาณิชย์และเรือประมงพื้นบ้านออกทำประมงไม่ได้ ปริมาณปลาในตลาดมีน้อยและราคาแพง เช่น ปลากระบอกขนาดกลางเดิมกิโลกรัมละ 120-130 บาท ตอนนี้อยู่ที่ 150-160 บาท หรือปลากระบอกแดดเดียวจาก 200 บาท/กก.เพิ่มเป็น 250 บาท ปลานวลจันทร์กิโลกรัมละ 120-130 บาท ปลาสาก 150 บาท ปลากุเลา 200-220 บาท ปลาโฉมงาม 150 บาท ปลาอังเก่ย 220-230 ปลาอินทรีขนาดใหญ่ 3 กิโลกรัมขึ้นไป 280-300 บาท/กก.

นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันกิจการเรือประมงทั่วประเทศกำลังขาดแคลนแรงงานไม่ต่ำกว่า 74,000 คน หากรัฐบาลไม่รีบแก้ไข จะกระทบกันเป็นลูกโซ่ เช่น โรงงานแปรรูปอาหารทะเลก็จะไม่มีวัตถุดิบ ส่วนนักท่องเที่ยวที่ต้องการบริโภคอาหารทะเลจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เพราะอาหารทะเลขาดตลาด รวมทั้งโรงแรม รีสอร์ต ก็จะได้รับผลกระทบตามกันไปด้วย

“ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ปูทะเลตัวใหญ่จากราคากิโลกรัมละไม่ถึง 1,000 บาท ได้ขยับราคาขึ้นเป็น 2,000 บาท ปูม้าจากราคา 100 บาท/กก. ก็ขยับขึ้นเป็น 200-300 บาท แม้แต่ปูเป็นที่เคยขาย 200-300 บาท/กก. แต่ขณะนี้ได้ขยับราคาขึ้นเป็น 600-800 บาท/กก.แล้ว หากไม่แก้ไขปัญหานี้ คนไทยก็จะต้องกินอาหารทะเลที่มีราคาสูงมาก ทั้งที่เราเป็นประเทศที่สามารถจับปลาได้เอง” นายมงคลกล่าว

แม่ค้าปลาสดรายหนึ่งในตลาดสดชุมพรกล่าวว่า ราคาอาหารทะเลในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เนื่องจากเรือประมงมีปัญหาทั้งเรื่องขาดแคลนแรงงานและเข้าสู่ฤดูมรสุม ไม่สามารถออกเรือทำประมงได้ตามปกติ

ด้านนายกาจบัณฑิต รามมาก ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า โดยภาพรวมราคากุ้งขยับขึ้น 5-10 บาท/กก. ขึ้นอยู่กับขนาด เช่น กุ้งขนาด 60 ตัว/กก. ราคาประมาณ 200 บาท ส่วนสัตว์น้ำทะเลอื่น ๆ มีปริมาณน้อยมาก เนื่องจากเรือประมงไม่สามารถออกจับสัตว์น้ำได้ ราคาจึงขยับสูงขึ้น

นายโอฬาร อุยะกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์ปลากระป๋องสยาม จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำประสบปัญหาขาดแคลนสัตว์น้ำมาประมาณ 2-3 เดือนแล้ว ปัจจัยหลักคือเป็นช่วงมรสุมและการทำตามกฎไอยูยู ทำให้เรือประมงเหลือน้อย และออกจับสัตว์น้ำได้น้อย ขณะนี้จึงต้องมีการนำเข้าสัตว์น้ำเพื่อผลิตสินค้าให้ทันออร์เดอร์ส่งออกในช่วงปลายปีนี้

ปลาทูไทยแท้ ๆ หายากมาก

นางประชุม อยู่ประเสริฐ เจ้าของร้านเจ๊ชุม จำหน่ายปลาทูนึ่งที่ตลาดสดเทศบาลสมุทรสงคราม (ตลาดแม่กลอง) จ.สมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ขณะนี้ไม่มีปลาทูไทยออกสู่ตลาด ถ้ามีก็เป็นปลาทูขนาดเล็กมากและมีจำนวนน้อย แม่ค้าส่วนใหญ่จึงต้องไปรับซื้อปลาทูนำเข้าจากห้องเย็น โดยนำเข้าจากมาเลเซีย ซึ่งเป็นปลาทูตัวสั้น ส่วนปลาทูอินเดียและปากีสถานตัวใหญ่กว่า ขณะที่ปลาทูจากอินโดนีเซียไม่ได้นำเข้ามาแล้ว เพราะห้ามเรือไทยเข้าไปจับ

สำหรับราคาที่ซื้อจากห้องเย็นกล่องละ 10 กิโลกรัม (กก.) หากเป็นปลาทูตัวเล็ก เกรดไม่ค่อยดี หรือที่เรียกว่าปลาทูแมว ราคา 700 บาท/กล่อง หากเกรดดีขึ้นมา ราคาตั้งแต่ 800-1,000 บาทขึ้นไป/กล่อง ซึ่งถือว่าราคาแพงขึ้น เพราะเดิมราคาเพียงกล่องละ 700 บาท ทั้งนี้จะนำมาจำหน่ายกล่องละ 6-7 ตัว ราคา 100 บาท ส่วนปลาทูที่เนื้อไม่ดีนัก แม่ค้าบางรายจะนำมาแกะเนื้อชั่งกิโลขาย รวมถึงมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อไปจำหน่ายต่อในราคา 6-7 ตัว/กล่อง ราคา 120-130 บาท ในอนาคตราคาปลาทูอาจจะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ และปลาทูไทยอาจจะมีน้อยจนแทบไม่มี เพราะไม่มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์

แห่พึ่งนำเข้า-ดันราคาปลาพุ่ง

นายอาคม เครือวัลย์ ประธานชมรมแปรรูปอาหารทะเล จังหวัดสมุทรสาคร และเจ้าของกิจการแปรรูปอาหารทะเล บริษัท นงค์ ก. จำกัด เปิดเผยว่า จากนโยบายจัดระเบียบเรือประมงจนถึงขณะนี้ส่งผลให้เรือประมงไทยไม่สามารถออกจับปลาได้ โรงงานต่าง ๆ ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ราคาอาหารทะเลก็ต้องปรับตัวสูงขึ้นตาม เช่น ปลาหมึกนำเข้าจากประเทศเปรู อาร์เจนตินา ปากีสถาน และอินโดนีเซีย โดยราคาสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 20 บาท เป็น 100 กว่าบาท ขณะที่หมึกแห้งก็ต้องนำเข้าจากประเทศเวียดนาม กัมพูชา

ตอนนี้ยังมีปลาอีกหลายชนิดหายไปจากตลาด เพราะกฎระเบียบเข้มงวดจนไม่สามารถทำการประมงได้ เช่น ปลาสำลีต้องนำเข้าจากมะริด เมียนมา ราคาก็แพงขึ้น เกือบจะถึง 300 บาท/กิโลกรัม ขณะที่ปลาแปะเชีย หรือจะระเม็ดขาว 700-800 บาท/กิโลกรัม จากเดิมไม่ถึง 200 บาท/กก. ส่วนปลากะพงเป็นปลาเลี้ยงจะไม่กระทบเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นกะพงจากทะเลจากเดิมกิโลกรัมละ 100 กว่าบาท เป็น 200 กว่าบาท ราคาไต่ขึ้นไม่มีลง แต่ปลาเลี้ยงก็ยืนราคาเดิม 120-160 บาท/กก.

“แม้แต่กะปิเวลานี้บ้านเราแทบไม่มีกิน ต้องซื้อกะปิกัมพูชาเข้ามาผสม ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปอาหารทะเลก็จะราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเราต้องนำเข้า ยิ่งเขารู้ว่าเราไม่มีปัญญาทำกิน ก็ยิ่งโก่งราคาเราไม่มีที่สิ้นสุด เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ประเทศที่เคยทำประมงอันดับ 1 ของโลก ต้องมานำเข้าหมดทุกอย่าง ทางออกมืดมนไปหมด”

นายอาคมกล่าวอีกว่า ปลาที่หายไปจากทะเลไทยแล้ว คือ ปลาทู เนื่องจากการบริหารของภาครัฐที่อนุญาตให้เรืออวนลอยอวนจม และอวนลากคู่สามารถทำได้ ทำให้จับปลาใหญ่พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไปหมด ปลาเล็กไม่มีโอกาสได้เกิด ตอนนี้ตั้งแต่สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี หัวหิน หรือตลาดมหาชัยไม่มีปลาทูสดวางขาย ส่วนที่วางขายนั้นเป็นปลานำเข้าทั้งหมด

กุ้งทะเลราคา 500-600 บาท/กก.

นายชุมพล ยศวิปาน นายกสมาคมพื้นบ้านคลองวาฬ ต.คลองวาฬ อ.เมือง ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันปลาเศรษฐกิจอย่างปลาทูแทบจะไม่มีให้เห็นในทะเลไทย ปัจจุบันปลาทูตัวใหญ่ราคาไม่ต่ำกว่า 150 บาท/กก. ส่วนในท้องตลาดจะสั่งซื้อจากอินโดนีเซีย กัมพูชา เวียดนาม ราคาอยู่ที่ 120 บาท/กก. ซึ่งเป็นปลาคนละสายพันธุ์กับปลาทู ลักษณะจะคล้ายปลาลัง ส่วนปลาหมึกตัวใหญ่ที่ซื้อตรงจากเรือ ราคา 160-170 บาท/กก. แต่ถ้าแม่ค้ารับไปขายต่อน่าจะอยู่ที่ 200-250 บาท/กก.

ขณะที่ปูม้าราคา 300 กว่าบาท/กก. กุ้งราคา 500-600 บาท/กก. คนจนรากหญ้าไม่สามารถซื้อได้ เพราะราคาอาหารทะเลสูงขึ้นเรื่อย ๆ นายสุพร โต๊ะเส็น นายกสมาคมเครือข่ายประมงพื้นบ้านอ่าวท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ช่วงนี้ชาวประมงชายฝั่งหาปลาลำบากขึ้น เพราะสัตว์น้ำไม่เข้าตามฤดูกาล เช่น ปลากุเลาที่เริ่มหาได้ยากขึ้น แต่ที่เริ่มหายไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ ปลาทูและปลาลัง ส่วนปลาทั่วไปก็มีราคาสูงขึ้น

ปลาตรังขาดตลาดแต่ขึ้นราคาไม่ได้

ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดตรัง สำรวจบรรยากาศการขายปลาในตลาดสดเทศบาลนครตรัง และตลาดชุมชนทั่วไป พบว่าแผงขายปลาหลายแห่งมีปริมาณปลาน้อยมาก ส่วนใหญ่จะมีปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาทู ปลาหลังเขียว ปลาสีเสียด ปลาสากขนาดเล็ก เป็นต้น ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าต่างบอกว่าปลามีน้อย เพราะเรือออกจากฝั่งไปหาปลาไม่ได้ และส่วนใหญ่บอกว่าราคาปลายังปกติ ไม่มีการปรับขึ้น

ขณะที่ในห้างโรบินสัน แม็คโคร เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี ก็มีปริมาณปลาไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นปลาน้ำจืดที่สั่งเข้ามาจากภาคกลาง เช่น ปลานิล ปลาตะเพียน ปลานวลจันทร์ ปลาจีน โดยเฉพาะปลาสวายจะขายดีที่สุด เนื่องจากเชื่อว่ามีสารโอเมก้าสูงกว่าปลาแซลมอน ทำให้ผู้คนนิยมไปซื้อมารับประทานกันเพิ่มมากขึ้นจนขาดตลาด นายปรารภ ชูแสง พ่อค้าปลาในตลาดบ้านโพธิ์ อ.เมืองตรัง เปิดเผยว่า ช่วงนี้ปลามักจะขาดตลาดบ่อย เนื่องจากเกิดพายุฝน เรือออกจากฝั่งลำบาก โดยเฉพาะในช่วงเดือนหงายหรือข้างขึ้นแทบจะไม่มีปลาขาย เพราะชาวประมงจับปลาไม่ค่อยได้ ส่วนใหญ่ราคาจะทรงตัว และมีบางชนิดที่ขึ้นบ้าง เช่น ปลาสากหรือปลาน้ำดอกไม้ จากปกติ 80-100 บาท/กก. ก็จะขยับสูงขึ้นเป็น 100-120 บาท

ขณะที่ปลาเล็กทั่ว ๆ ไป เช่น ปลาทู ราคาแทบไม่มีกำไร บางครั้งรับมากิโลกรัมละ 100 บาท ก็จะมาขายไม่เกิน 120 บาท หากขายราคาแพง ทางแม่ค้าก็จะขายไม่ได้ เพราะชาวบ้านรายได้น้อย เนื่องจากราคายางตกต่ำ และฝนตกต่อเนื่องยังไม่สามารถกรีดยางได้ จึงต้องขายในราคาปกติ ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด

น.ส.วัชราภรณ์ ลิมป์วชิรคม กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนแซ่บ พรีเมี่ยม จำกัด ผู้บริหารร้านอาหารอีสานพรีเมียมสไตล์โมเดิร์น แบรนด์ แสนแซ่บ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ปรับโฉมร้านใหม่ เริ่มก่อน 2 สาขา ที่สยามพารากอน และเทอร์มินอล 21 ภายใต้งบลงทุน 15 ล้านบาท โดยโฉมใหม่ของแสนแซ่บในครั้งนี้ เพื่อให้แบรนด์มีความทันสมัย สดใส และยังคงความพรีเมี่ยม พร้อมแฝงกลิ่นอายความเป็นอีสาน ขณะเดียวกันได้ปรับเมนูใหม่ ซึ่งได้ชูเมนูเด็ดวัตถุดิบท้องถิ่นไทย กับปลาร้า 5 ลุ่มน้ำ เพื่อเจาะตลาดร้านอาหารอีสานระดับพรีเมียม (ที่ยอดการใช้บริการเฉลี่ย 500 บาทต่อคน)

พร้อมกับสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งร้านอาหารอีสานระดับพรีเมียมที่มีอยู่ 5-6 ราย ในตลาด และส่วนใหญ่จะมีสาขาในห้าง และศูนย์การค้า โดยร้านแสบแซ่บเองจากนี้จะเน้นขยายสาขาในห้างมากขึ้น จากที่ผ่านมาจะขยายในค้าปลีกชุมชน หรือคอมมูนิตี้มอลล์ เป็นหลัก ปัจจุบันร้านแสนแซ่บมีทั้งหมด 6 สาขา และในสิ้นปีนี้จะเปิดอีก 1 สาขาที่เซ็นทรัล โคราช จากนั้นในปี 2561 จะเปิดอีก 2 สาขาในห้างเซ็นทรัล พระราม 2 และเทอร์มินอล พัทยา 2 พร้อมยังตั้งเป้าขยายสาขาในห้างสรรพสินค้าเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยในช่วง 3-5 ปีนี้จะเปิดให้ได้ปีละ 2 สาขา และจะออกไปจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ มากขึ้น

นางจรูญ ศรียงยศ เจ้าของฟาร์มเพาะด้วงลาน หมู่ที่ 5 ต.โรง อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา กล่าวว่า การเลี้ยงด้วงในต้นลาน หรือด้วงลาน จะใช้ต้นลานที่ตัดเป็นท่อน ที่ได้สั่งซื้อมาจาก จ.นครศรีธรรมราช ใช้ขุยมะพร้าวที่แช่น้ำเตรียมไว้ 2 คืนมาใส่ในท่อนลาน ก่อนนำแม่พันธุ์ทั้งตัวผู้และตัวเมีย มาปล่อยปิดทับด้วยแผ่นซีเมนต์ คอยสังเกตและเปลี่ยนขุยมะพร้าว ทุก 3-4 วัน เพราะตัวด้วงจะขึ้นมากินขุยมะพร้าว และจะต้องคอยดูแลให้มีความชื้นสม่ำเสมอ เป็นเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ด้วงโตเร็วและมีรสชาติหวานมัน อีกทั้งมีโปรตีนสูง เป็นที่ต้องการของตลาด

นางจรูญศรีกล่าวว่าตนยึดเพาะด้วงลานมากว่า 5 ปี ปัจจุบันเลี้ยงด้วงลานกว่า 200 ท่อน ใช้เวลาเลี้ยงแต่ละรุ่นประมาณ 45 วัน สามารถเก็บตัวด้วงขายได้อย่างน้อยวันละ 3-4 กก. ส่งขาย ในราคา กก.ละ 170 บาท ยังขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในราคาตัวละ 2 บาท สร้างรายได้เฉลี่ยวันละ 300-500 บาท

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวภายหลังประชุมหัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ สาขาต่างประเทศ) ทั้ง 14 แห่ง ว่า ได้มอบนโยบายให้บีโอไอใช้ความโดดเด่นของประเทศไทย เพื่อดึงความสนใจและการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศเข้ามา โดยสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องการประชาสัมพันธ์ โฆษณา ที่ต้องมีเนื้อหา ให้มีทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการบริการหลังการลงทุน เช่น จะชักจูงนักลงทุนประเทศจีนอย่างไร ชักจูงนักลงทุนญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆอย่างไร

“เราต้องรู้ว่านักลงทุนเขาดูอะไรเพื่อตัดสินใจก่อนลงทุน การเมือง เศรษฐกิจใช่หรือไม่ หรือจะมีปัจจัยอื่นอีก และวันที่ 11-13 ก.ย.2560 อย่างที่กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม (เมติ) ประเทศญี่ปุ่น จะนำนักลงทุนเดินทางมาไทย 500 คนนั้น จะมีลงพื้นที่ดูเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วย เราจะทำอย่างไรให้นักลงทุนเห็นภาพเหล่านี้เรื่องความพร้อมและให้ทั่วโลกเห็นภาพเดียวกัน เมื่อเรามีหลักการตลาดใช้ของจริงพูดแทนเราเราก็จะใช้โมเดลนี้ทำกับทุกประเทศ”

ขณะเดียวกันให้แม้ว่าเป้าหมายของประเทศคือเรื่องของ 10 อุตสาหกรรม (S-Curve) แต่ยังจำเป็นที่ต้องหันมาเน้นภาคการเกษตรเพื่อไปสนับสนุนอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ซึ่งหากมีการลงทุนเข้าจะต้องมีการกำหนดให้ใช้วัตถุดิบเกษตรในประเทศ นั่นจึงจะทำให้สินค้าเกษตรได้กำไรขึ้น ทั้งนี้ให้เร่งภาคการบริการท่องเที่ยวมาเป็นตัวนำสร้างทั้งรายได้และการลงทุนโดยหยิบเอาทั้งจุดเด่น เกษตร เทคโนโลยีไฮเทค และเอาเรื่องของอินเตอร์เน็ต อีคอมเมิร์ซเข้ามา เพื่อจะดันเมืองรองเป็นจุดท่องเที่ยวภายใต้นโยบาย Creative Industry

“ฐานเดิมเรามีอยู่แต่เพิ่มความเข้ม วางกำลังพลให้พร้อม ครึ่งปีหลังต้องเห็นภาพการลงทุนที่ชัด อย่ารอกำลังคนเพราะเป้าหมายไม่เปลี่ยนมีแต่จะเพิ่ม บีโอไอต้องเร่ง”

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการสำนักงานคระกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า รับนโยบายจากรองนายกฯสมคิด และจะนำเสนอแพคเกจการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมการเกษตรและการท่องเที่ยว เข้าบอร์ดบีโอไอเดือน ก.ย. นี้

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 เผยผลการประชุมข้อมูลคณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืช ภาคใต้ ครั้งที่ 2/2560 แจงเนื้อที่เพาะปลูก ผลผลิตใน 4 สินค้าสำคัญ ข้าวนาปี สับปะรดโรงงาน ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ตอนบน เตรียมชงข้อมูลเสนอต่อคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืชต่อไป

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลประชุมคณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืช ภาคใต้ ครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (นายธรณิศร กลิ่นภักดี) เป็นประธานการประชุม และได้ร่วมกับสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว สำนักงานพัฒนาการเกษตรที่ 8 การยางแห่งประเทศไทยจังหวัด ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันกระบี่ ร่วมกันพิจารณาข้อมูลข้าวนา ปี 2559/60 สับปะรดโรงงาน ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ปี 2559

ที่ประชุมให้การรับรองข้อมูลข้าวนาปี ปี 2559/60 สับปะรดโรงงาน ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ปี 2559 (ข้อมูล ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2560) ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน คือ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง ภูเก็ต กระบี่ และพังงา พบว่า

ข้อมูลข้าวนา ปี 2559/60 รวมเนื้อที่เพาะปลูก 238,808 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 205,239 ไร่ ผลผลิต 94,395 ตัน

ปาล์มน้ำมัน ปี 2559 เนื้อที่ยืนต้นรวม 3,966,773 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,414,003 ไร่ ผลผลิต 9,315,461 ตัน ยางพารา ปี 2559 เนื้อที่ยืนต้นรวม 6,651,674 ไร่ เนื้อที่กรีด 5,773,528 ไร่ ผลผลิต 1,447,937 ตัน

สับปะรดโรงงาน ปี 2559 (5 จังหวัด) จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง และกระบี่ มีเนื้อที่เก็บเกี่ยวรวม 5,958 ไร่ ผลผลิต 25,589 ตัน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของข้อมูลยางพาราจังหวัดภูเก็ต ฝ่ายเลขานุการคณะทำงานฯ จะเข้าร่วมตรวจสอบข้อมูลเนื้อที่ยืนต้นของอำเภอถลางอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นที่ยอมรับของคณะทำงานฯ

ทั้งนี้ การจัดทำข้อมูล สศก. steelexcel.com จะพัฒนาและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) มาบูรณาการร่วมกับระบบการขึ้นทะเบียนของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ข้อมูล มีความเป็นเอกภาพ ชัดเจน เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ที่นำไปใช้ประโยชน์ โดยข้อมูลการประชุมครั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการคณะทำงานฯ จะนำข้อมูลเสนอต่อคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืชต่อไป

นักวิจัยจากมหิดลคว้าแชมป์นำเสนองานสร้างสรรค์นวัตกรรมสู่ไทยแลนด์ 4.0 คว้าเงินแสนไปครองในงาน 25 ปี สกว. หลังฝ่าด่านหินรอบ 6 คนสุดท้ายจนชนะใจกรรมการ ด้วยผลงานชุดทดสอบหาพยาธิใบไม้ในตับและในกระเพาะอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง กรรมการชี้งานมีผลกระทบสูงต่อคนและสัตว์ รวมถึงความปลอดภัยอาหารของคนในชาติ

รศ. ดร. น.สพ.ปณัฐ อนุรักษ์ปรีดา นักวิจัยจากสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล คว้ารางวัลชนะเลิศพร้อมเงินรางวัล 100,000 บาท ในการแข่งขัน “Pitching สร้างสรรค์นวัตกรรมสู่ไทยแลนด์ 4.0” ค้นหาสุดยอดนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในการนำเสนอผลงานเพื่อสร้างนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ในงาน “25 ปี สกว. : สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต” ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ทั้งนี้ นักวิจัยผู้ผ่านเข้ารอบ 6 คนสุดท้ายได้นำเสนอผลงานให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีทั้งนักวิชาการ ตัวแทนภาครัฐและภาคเอกชน คนละ 3 นาที เพื่อคัดเลือก 3 คนสุดท้ายเข้าไปชิงชัยค้นหาสุดยอดนักวิจัยรุ่นใหม่ ซึ่งผลปรากฏว่า รศ. ดร. น.สพ.ปณัฐ เจ้าของผลงาน “ชุดทดสอบอิมมูโนวินิจฉัยสำเร็จรูปที่มีประสิทธิภาพและความแม่นยำสูงสำหรับการตรวจหาเชื้อพยาธิใบไม้ในตับและพยาธิใบไม้ในกระเพาะอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง” เป็นผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศไปครอง ขณะที่ ดร.วีรินทร์ดา อัปมานะ นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้รับรางวัลป๊อบปูล่าโหวต พร้อมรับเงินรางวัล 10,000 บาท ในการ Pitching หัวข้อ “พลังงานไบโอดีเซลในยุค 4.0” โดยมี ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการฝ่าย วิชาการ สกว. เป็นผู้มอบรางวัล

ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า สกว.เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ให้เข้าสู่นักวิจัยอาชีพ รวมทั้งสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพในระดับสากล ฝ่ายวิชาการจึงจัดโครงการ “Pitching สร้างสรรค์นวัตกรรมสู่ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้มีโอกาสนำเสนอผลงานที่รับทุนของ สกว. ต่อสาธารณะ พร้อมกับรับฟังคำแนะนำจากเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังเป็นเวทีให้นักวิจัยได้แสดงศักยภาพในการต่อยอดงานวิจัยพื้นฐานเพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้กับนักวิจัยที่ผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ