อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำกล่าวเสริมว่า สำหรับมติกนช.ที่มีนายกรัฐมนตรี

เป็นประธานนั้น ได้สั่งการให้ย้ายกรมทรัพยากรน้ำขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากที่ผ่านมาการบริหารจัดการน้ำมีหลายหน่วยงานและขาดหน่วยงานที่จะมาควบคุมกำกับโดยตรง ทำให้ขั้นตอนในการสั่งการมีความล่าช้า ซึ่งการย้ายไปยังสำนักนายกฯ จะทำให้สะดวกในการแก้ปัญหาน้ำที่เป็นปัญหาเร่งด่วนของประเทศไทยในขณะนี้

สำหรับวิธีการคำนวณปริมาณน้ำแต่ละประเภทนั้น เบื้องต้นผู้ประกอบการที่เข้าข่ายเสียค่าน้ำจะต้องแจ้งมายังหน่วยงานว่าจะมีการใช้น้ำสาธารณะในปริมาณเท่าไร ซึ่งหน่วยงานภาครัฐจะมีวิธีการประเมิน ตรวจสอบอย่างเป็นธรรม แต่ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นยังไม่อยากพูดถึงวิธีการประเมินการใช้ปริมาณน้ำ ซึ่งมีรายละเอียดขั้นตอนอีกเยอะ

ลูกทุ่งอีสานขวัญใจแรงงาน ไมค์ ภิรมย์พร เจ้าของเพลงฮิตล่าสุด “กลับคำสาหล่า” ที่ยอดวิวจ่อ 80 ล้านวิว เพิ่งกลับจากทัวร์คอนเสิร์ตที่ยุโรป ล่าสุดพักแสงสีเสียงเมืองกรุงชั่วคราว กลับไปดูแลไร่นาสวนผสมหลายสิบไร่ ที่ อ.เมือง จ.อุดรธานี

ช่วงนี้ฝนชุกพืชผักสวนครัวในไร่ในนาแข่งกันออกดอก ออกผล มีให้เก็บไปทำเมนูเด็ดๆ อยู่ไม่ขาด นักร้องดัง สวมบทชาวไร่เข้าสวนไปหาหน่อไม้หวาน ที่ผุดออกมามากในช่วงนี้ คว้าเสียมลงมือขุดหน่อไม้สวยๆ หน่อใหญ่ๆ ออกมาโชว์ ก่อนนำไปทำเมนูหลากหลาย ทั้งซุบหน่อไม้ , แกงเปรอะ หรือ ต้มกินกับป่น เห็นแล้วน้ำลายไหล

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (AMAF) ครั้งที่ 39 ณ โรงแรมแชงกรี-ล่า จังหวัดเชียงใหม่ ว่า ปี 2560 ถือเป็นปีครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งประชาคมอาเซียน ซึ่งภาคเกษตรเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของประเทศสมาชิก เนื่องจากอาเซียนเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ และเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรายใหญ่ที่สุดของโลก ดังนั้น สมาชิกจึงควรมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อให้สามารถเผชิญกับสิ่งท้าทายที่สำคัญ อาทิ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ภูมิอากาศโครงสร้างประชากรการขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตร

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ที่ประชุมจะติดตามผลการดำเนินงานกำหนดนโยบายแนวทางการดำเนินโครงการ ให้ความเห็นชอบมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติด้านการเกษตรและป่าไม้ เพื่อให้ประเทศสมาชิกนำไปปรับใช้เชื่อมโยงและสนับสนุนนโยบายอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอดภัยและเพียงพอ มีความเป็นเอกภพ ทั้งด้านการผลิตและการค้า และปรับตัวได้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก การผลักดันแผนขับเคลื่อนนโยบายประมงร่วมประชาคมอาเซียน และจะใช้โอกาสนี้เทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระราชกรณียกิจและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ได้ทรงงานด้านการเกษตรให้แก่รัฐมนตรีและผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุมได้รับทราบผ่านการจัดแสดงนิทรรศการ

เมื่อเร็วๆ นี้ กยท. นำโดยผู้ว่าการ กยท. พร้อมด้วยคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง กยท.ระดับประเทศ ลงพื้นที่ จ.ตรัง เพื่อหาแนวทางส่งเสริมใช้ยางในประเทศ มุ่งเน้น ทำถนนยางพารา ชู อบจ.ตรัง องค์กรรัฐต้นแบบที่ให้การส่งเสริมและสนับสนุนนำยางพารามาใช้เป็นวัตถุดิบหลักด้านการพัฒนาคมนาคมในพื้นที่

นายกิจ หลีกภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นแห่งแรกในประเทศไทยที่นำถนนยางพารามาดำเนินงานจริง และมีการตั้งงบประมาณต่อเนื่อง โดยก่อสร้างถนนด้วยงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดและสมทบงบประมาณกับท้องถิ่นอื่นในพื้นที่อัตรา 60 ต่อ 40 ซึ่งริเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2558-2560 รวมทั้งสิ้นกว่า 120 สายทาง ได้แก่ ถนนประเภทพาราแคปซีล ที่สายหนองห้าง-มาบมวง หมู่ที่ 8 ตำบลน้ำผุด เชื่อม ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองตรัง สายสระนางหงส์ หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านโพธิ์ เชื่อม ตำบลน้ำผุด อ.เมืองตรัง และถนนประเภทแอสฟัลท์ติกคอนกรีต สายแบกพอก หมู่ที่ 6 ตำบลนาตาล่วง อำเภอเมืองตรังเป็นต้น ใช้งบประมาณเกือบ 400 ล้านบาท และสามารถใช้น้ำยางพาราได้มากกว่า 200,000 กิโลกรัม เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำยางสดในจังหวัด และที่สำคัญ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคายางพาราตกต่ำ

ด้าน ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ถนนผสมยางพาราที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง ได้ดำเนินการนำงานวิจัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง นับว่าเป็นองค์กรรัฐต้นแบบที่ให้ความสำคัญในการนำยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในการแปรรูปและใช้ในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การก่อสร้างถนนผสมยางพารา ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2558 เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นศักยภาพและประสิทธิภาพของถนนที่ทำจากยางพาราอย่างเป็นรูปธรรม นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันผลักดันและส่งเสริมการใช้ยางพาราในการทำถนน เพื่อกระตุ้นการใช้ยางในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาท้องถิ่นอื่นๆ ยังไม่สามารถดำเนินการและผลักดันถนนยางพารามากนัก ซึ่งต้องให้กรมทางหลวงมีมาตรฐานราคากลางเป็นมาตรฐานที่รับรองมาให้ เพื่อให้หน่วยงานอื่นๆ สามารถหยิบเอาไปใช้ได้ แต่ขณะนี้มีผลการดำเนินการชัดเจน มีหลักเกณฑ์ที่ปฏิบัติได้ คาดว่า ประเทศไทยจะมีการใช้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า จะส่งประโยชน์ทุกภาคส่วน และประโยชน์ที่สำคัญจะเกิดแก่เกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ผลิตวัตถุดิบต้นทางที่จะขายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม

ดร.ธีระชัย แสนแก้ว ประธานคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง กยท. ระดับประเทศ เผยว่า จากการลงพื้นที่ศึกษา ดูงาน จ.ตรัง ในครั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการเครือข่ายฯ มีแนวทางร่วมกันว่า จะใช้โมเดลถนน จ.ตรัง เป็นตัวอย่างในการเสนอให้รัฐบาลมีการใช้ยางพาราเป็นส่วนผสม เนื่องจากถนนที่มีส่วนผสมของยางพารา จะมีอายุการใช้งานที่สูงกว่ายางมะตอย 2 เท่า ในขณะที่มีต้นทุนสูงกว่ากันไม่มากนัก ตารางเมตรละ 100 กว่าบาท โดยประมาณ แต่เมื่อเทียบด้านอายุการใช้งานแล้วถือว่าคุ้มค่า และยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งจะนำมติดังกล่าว เสนอยังกระทรวงคมนาคม ต่อไป

นายธัชชัย สีสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อม นายปรีดา โมรินทร์ อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลก นายอธิปไตย ไกรราช ผอ.กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิษณุโลก และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่คลองจิกเอนและลำธารสาธารณประโยชน์บริเวณพื้นที่บ้านสระโคล่ หมู่ที่ 10 ตำบลหัวรอ อำเภอเมือง ตามที่รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ว่าขอให้ตรวจสอบคลองจิกเอนและลำธารสาธารณประโยชน์อายุนานเป็นร้อยปี เนื่องจากถูกถมและปรับสภาพพื้นที่ ทำให้ผู้ร้องได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถระบายน้ำลงสู่คลองสาธารณะ นอกจากนี้ เส้นทางสาธารณะที่อยู่ใกล้เคียงถูกปิดกั้น ทำให้เข้าออกไปไร่นาไม่ได้เช่นกัน

ด้าน พ.อ. คงเอก ขยันกิจ รอง ผบ.มทบ.39 เผยว่า จากการลงพื้นที่ไปก่อนหน้านี้ เพื่อหาข้อมูลและสอบถามจากชาวบ้านทราบว่า อดีตดั้งเดิมเป็นคลองระบายน้ำลงสู่คลองใหญ่ ปัจจุบันได้ถูกถมปรับสภาพพื้นที่ จนไม่สามารถเห็นร่องรอยคลองจิกเอนและลำรางสาธารณประโยชน์ในสภาพเดิมได้ แต่จากการสอบถามผู้อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ได้ความตรงกันว่า แต่เดิมประมาณก่อนปี พ.ศ. 2538 มีคลองอยู่บริเวณที่โฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวระบุไว้จริง โดยเบื้องต้นได้ตรวจสอบพื้นที่ จากภาพถ่ายทางอากาศ และประสานสำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก เข้ามาตรวจสอบรังวัดที่ดิน ว่าคลองจิกเอนอยู่ตรงจุดไหน และรอผลการตรวจสอบอยู่ในขณะนี้

นายธัชชัย สีสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า มอบหมายให้เทศบาลตำบลหัวรอ ประสานไปยัง นายก อบจ. เพื่อแจ้งเรื่องให้ทราบ และเข้ามาช่วยดำเนินการขุดวางท่อระบายน้ำ โดยทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน ให้งานสำเร็จได้โดยเร็ว ส่วนเรื่องเส้นทางที่ชาวบ้านเข้าออกไปไร่นาไม่ได้ ซึ่งได้ให้ทางอำเภอเข้าไปอธิบายพูดคุยกับคู่กรณีอีกฝ่าย ให้เข้าใจในการเปิดเส้นทางใช้ร่วมกัน

วันที่ 29 กันยายน นายเสมียน หงส์โต ประธานเครือข่ายชาวนาภาคกลางเปิดเผยว่าขณะนี้แกนนำเครือข่ายชาวนาภาคกลางบางส่วนเริ่มเข้ามาพูดคุยเรื่องของการที่รัฐบาลจะมีการเก็บค่าน้ำกับเกษตรกรชาวนาแล้วและเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ชาวนารับไม่ได้เพราะเป็นการฆ่าชาวนาให้ตายแบบตรงๆไม่ได้ทางอ้อม 3 ปีที่ผ่านมาชาวนาก็ไม่รู้จะไปทางไหนถูกแล้ว ถามว่าถ้าจะเก็บค่าน้ำแล้วมีการบริการส่งน้ำให้ชาวนาจนถึงแปลงนาไหม ถ้าจะเก็บค่าน้ำต้องมีบริการที่เหมาะสมก็น่าจะเป็นไปได้แต่ขณะนี้น้ำท่วมในแปลงนาหลายพันไร่ชาวนาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายผู้บริหารจัดการน้ำได้ไหม

“ผมว่ารัฐบาลนี้ไม่ช่วยชาวนาดันมาซ้ำเติมเสียอีกชาวนามีแต่ตายกับตายหรือเรียกให้สุภาพก็เสียชีวิตทั้งเป็นนั้นละถูกต้องที่สุดอย่างธุรกิจใหญ่ๆก็เก็บได้อย่างนั้นเห็นด้วยแต่ชาวนาที่เขาเรียกกันว่ากระดูกสันหลังของชาติผู้ผลิตข้าวกลับไม่ได้รับการเหลียวแลและยังถูกซ้ำเติมอีก ผมในฐานะประธานเครือข่ายชาวนาภาคกลางพร้อมสมาชิกพูดคุยเรื่องนี้และถ้ายังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนคงต้องทำอะไรสักอย่างและเชื่อว่าศึกครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการโยนหินถามทางอย่างแน่นอนและเรื่องนี้ต้องมีคำตอบที่ชัดเจนและเร่งด่วนก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายไปมากกว่านี้ ขณะนี้ชาวนาเริ่มรวมตัวเตรียมเคลื่อนไหวแล้วในขณะนี้”

นายพรม บุญมาช่วย ประธานสภาเกษตรจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่าสำหรับรัฐบาลนั้นเสนอเก็บค่าน้ำตาม ธุรกิจใหญ่ๆนั้นเหมาะสมเพราะใช้น้ำมากกว่าปรกติแต่ชาวนานั้นใช้น้ำไม่มากหมายถึงชาวนาจริงๆนะไม่ใช่นายทุนชาวนาที่ทำนาเป็นร้อยไร่อย่างนี้ก็น่าจะจัดเก็บเชื่อว่าไม่ใช่ชาวนาตัวจริงผมว่ารัฐบาลก็ยังมีการสอบถามมาถึงเรื่องนี้เราเองก็ชี้แจงไปแล้วถึงผลดีผลเสียเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร ส่วนตัวผมว่าชาวนาจริงๆไม่ควรถูกจัดเก็บค่าน้ำและเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอให้ดูๆไปก่อนดีกว่าอย่าเป็นกระต่ายตื่นตูมเชื่อว่ารัฐบาลต้องมีทางออกที่สวยหรูไว้ให้ชาวนาเสมอ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากที่มีการเสนอข่าวว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)เตรียมออกพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ..ซึ่งหากมีผลบังคับใช้ ผู้ที่ทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ อาจต้องจ่ายค่าน้ำอัตราไม่เกิน 50 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)นั้น ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสนช.จริง แต่เท่าที่ได้รับรายงาน กระบวนการพิจารณาดังกล่าวยังไม่มีการหยิบยกมาตราการเก็บค่าใช้น้ำจากเกษตรกรมาพูดคุยด้วยซ้ำ จึงเป็นการด่วนสรุปเร็วเกินไปว่าจะเก็บค่าใช้น้ำจากเกษตรกร และถึงอย่างไรรัฐบาลชุดนี้ไม่มีแนวคิดจะเก็บค่าน้ำกับเกษตรกรอย่างแน่นอน เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้กับเกษตรกร สวนทางกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดต้นทุนให้กับเกษตรกร

“ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำเข้าไปสนช.แล้วก็จริง แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีการพูดถึง และพิจารณาเก็บค่าใช้น้ำกับเกษตรกร รวมทั้งจากการประชุมของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในทุกๆครั้ง ได้เน้นย้ำเสมอไม่ให้เพิ่มภาระให้กับเกษตรกรด้วยการเก็บค่าใช้น้ำ ผมขอยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีแนวคิดที่จะเก็บค่าน้ำกับเกษตรกรแต่อย่างใด”พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

พาณิชย์ปล่อยขบวนรถธงฟ้าประชารัฐเคลื่อนที่เข้าพื้นที่ 2,000 ตำบลทั่วประเทศ ยืนยัน 1 ต.ค. พร้อมรูดปรี๊ดสินค้าราคาถูกกว่า 300 รายการ ส่วนร้านค้าติดอีดีซีขณะนี้มีรวมกว่า 5,000 ร้านค้า ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 20,000 ภายในปีนี้

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวในการเปิดตัวร้านค้าธงฟ้าประชารัฐเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่าได้ปล่อยขบวนคาราวานรถธงฟ้าประชารัฐเคลื่อนที่ กว่า 365 หน่วย ไปยังหมู่บ้าน และตำบลต่างๆ ทั่วประเทศ กว่า 2,000 ตำบล เพื่อกระจายสินค้าธงฟ้าประชารัฐ กว่า 300 รายการ ไปให้ผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถใช้ยัตรซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมทั้งยังแก้ปัญหาบางพื้นที่ที่ร้านค้าประชารัฐมีไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ถือบัตร และบางพื้นที่ที่ยังไม่สามารถเข้าไปติดตั้งเครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีดีซี ซึ่งขณะนี้มีร้านค้าที่ติดตั้งเครื่องอีดีซีแล้ว รวมกว่า 4,100 แห่ง

ส่วนรถธงฟ้าประชารัฐเคลื่อนที่ อยู่ระหว่างติดตั้งเครื่องอีดีซี คาดว่าภายในวันที่ 4 ต.ค. จะสามารถติดตั้งเครื่องอีดีซีได้ครบทั้งหมด 365 หน่วย แล้วยังจะมีจำนวนรถเพิ่มขึ้น ซึ่งกรมบัญชีกลางระบุว่าสามารถกระจายบัตรสวัสดิการ ได้แล้วกว่า 31% จากจำนวนผู้มีรายได้น้อยทั้งหมด 11.6 ล้านคน

มั่นใจว่าจะช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงสินค้าธงฟ้าประชารัฐ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าอุปกรณ์การศึกษา และสินค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ที่ราคาถูกกว่าท้องตลาด 15-20% ได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ วันที่ 29 ก.ย. จะลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี และฉะเชิงเทรา เพื่อติดตามความพร้อมการเริ่มเปิดให้บริการในวันที่ 1 ต.ค. โดยมั่นใจว่าร้านค้าประชารัฐกว่า 5,000 ร้านค้า สามารถให้บริการได้ในวันที่ 1 ต.ค. และพยายามจะเพิ่มจำนวนร้านค้าประชารัฐให้ได้ถึง 20,000 ร้านค้า ในปีนี้

สำหรับร้านค้าที่ใช้บัตรซื้อสินค้าได้จะมีป้ายร้านนี้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไว้ สินค้าที่นำมาจำหน่าย เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช, อุปกรณ์การศึกษา เช่น เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน, สินค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เช่น ปุ๋ยเคมี เป็นต้น

ขณะนี้มีผู้ผลิตเข้าร่วมโครงการ 24 ราย ได้แก่ สหพัฒนพิบูล, P&G, เบอร์ลี่ ยุคเกอร์, ยูนิลีเวอร์ไทย, เจียเม้ง มาร์เก็ตติ้ง, องค์การคลังสินค้า, ทิปโก้ เป็นต้น

นายอดิศักดิ์ ประมวลมิตรา รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจข้าว (คนซ้ายมือ) ได้ให้การต้อนรับคณะสื่อมวลชนอาวุโสในสาขาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์จากสหรัฐอเมริกา และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อีกทั้งพาชมโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวและระบบการขนส่งภายในโรงงานข้าวตราฉัตร รวมถึงให้สัมภาษณ์การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทในเครือ ซี.พี.

กรมวิชาการเกษตรยกเครื่องผู้ควบคุมร้านขายวัตถุอันตรายทางการเกษตรกว่า 8,500 คนทั่วประเทศ ติวเข้มวิธีปฏิบัติถูกต้องปลอดภัย เน้นให้ขายอย่างมีความรู้มีจรรยาบรรณ ​ นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปีนี้กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตรร่วมกับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรทั้ง 8 เขต (สวพ.1-8) เร่งจัดฝึกอบรมหลักสูตรผู้ควบคุมการขายวัตถุอันตรายทางการเกษตรให้กับเจ้าของกิจการ ผู้ควบคุมการขาย หรือลูกจ้างที่อยู่ประจำร้านขายวัตถุอันตรายทางการเกษตร

เป้าหมายกว่า 8,500 คนทั่วประเทศ เพื่อให้มีความรู้ด้านวัตถุอันตรายทางการเกษตร และวิธีปฏิบัติต่อวัตถุอันตรายทางการเกษตรได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย พร้อมปลูกจิตสำนึกให้ขายวัตถุอันตรายอย่างมีความรู้และมีจรรยาบรรณ ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมายรวมทั้งการขายอย่างไม่ถูกต้อง และเป็นการปกป้องเกษตรกรให้ได้รับปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน นำไปใช้แล้วได้ผลคุ้มค่าการลงทุนด้วย การอบรมผู้ควบคุมการขายวัตถุอันตรายทางการเกษตรมี 2 หลักสูตร ประกอบด้วย

หลักสูตรสำหรับผู้ที่เคยผ่านการอบรมมาแล้ว 5 ปี ใช้ระยะเวลาอบรม 2 วัน เน้นเนื้อหาเกี่ยวกับวิทยาการทางวิชาการใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับปัจจุบัน และความรู้ทางกฎหมายสำหรับประกาศ กฎระเบียบใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลง และหลักสูตรสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยได้รับการอบรม ใช้เวลาอบรม 2 วัน เนื้อหาเน้นพื้นฐานทางวิชาการด้านวัตถุอันตรายทางการเกษตร การอารักขาพืช ความปลอดภัยจากการใช้ จรรยาบรรณในการค้า และความรู้ทางด้านกฎหมายที่จำเป็นในการประกอบธุรกิจ เพื่อให้ผู้ขออนุญาตมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายเพื่อขาย

สามารถมีใบอนุญาตประกอบกิจการด้านวัตถุอันตรายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และจำหน่ายวัตถุอันตรายอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม “3 ปีที่ผ่านมา มีผู้ควบคุมการขายวัตถุอันตรายทางการเกษตรผ่านการฝึกอบรมจากกรมวิชาการเกษตรแล้ว จำนวน 24,886 คน ปัจจุบันยังมีร้านจำหน่ายวัตถุอันตรายนับพันร้านค้าจากทั้งหมด 24,630 ร้าน ที่ไม่มีผู้ควบคุมการขายที่ได้รับการอบรม ทำให้ไม่มีความรู้ด้านวัตถุอันตรายทางการเกษตรและปฏิบัติต่อวัตถุอันตรายทางการเกษตรไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกันมีผู้ประกอบการบางรายขายวัตถุอันตรายแบบไร้จรรยาบรรณ

หรือขายอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งแนะนำวิธีการใช้ให้เกษตรกรไม่ชัดเจนและไม่ถูกต้อง เป็นต้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาผู้ควบคุมการขายที่อยู่ประจำร้านให้มีความรู้ เพื่อปลูกฝังจรรยาบรรณที่ดีให้กับร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตร รวมทั้งวิธีการเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นต้นทางการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว ทั้งนี้ ปี 2560 กรมวิชาการเกษตรได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มเก็บตัวอย่างวัตถุอันตรายในร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทุกภูมิภาค จำนวน 590 ตัวอย่าง

โดยได้มีการอายัดเพื่อตรวจสอบคุณภาพเพื่อควบคุมให้ได้มาตรฐาน มีวัตถุอันตรายชนิดผงรวม 22,185 กิโลกรัม และชนิดน้ำ 22,727.6 ลิตร นอกจากนั้น สารวัตรเกษตรยังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค เข้าจับกุมดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย จำนวน 18 คดี รวมมูลค่ากว่า 48.26 ล้านบาท แยกเป็น คดีเกี่ยวกับวัตถุอันตราย จำนวน 7 คดี มูลค่า 1.48 ล้านบาท พร้อมยึดของกลาง จำนวน 1.17 ตัน และวัตถุอันตรายชนิดน้ำ 11,939 ลิตร และคดีเกี่ยวกับปุ๋ย 11 คดี มูลค่า 47.09 ล้านบาท ยึดของกลางเป็นปุ๋ยชนิดเม็ด ปริมาณ 2,655.8 ตัน และชนิดน้ำ 12,424.5 ลิตร

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี คัดค้านการนำเข้าชิ้นส่วนเนื้อสุกรที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐอเมริกา เพื่อรักษาอาชีพเกษตรกร และปกป้องสุขภาพคนไทย

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2560 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและเครือข่ายเกษตรกรไทย จัดเสวนาระดมความคิดเห็นเรื่อง “ อนาคตสุกรไทยในโลก 4.0 ” แบ่งการเสวนาเป็น 2 หัวข้อคือ การแข่งขันของหมูไทยในตลาดโลก และผลกระทบของไทยถ้านำเข้าหมูจากอเมริกา ปรากฏว่า มีตัวแทนเกษตรกร ภาครัฐและเอกชนสนใจเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นจำนวนมากจนเต็มห้องประชุมแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม ศูนย์การประชุมอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี เพื่อแสดงพลังคัดค้านการนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในหมูจากสหรัฐอเมริกา ที่ใช้สารเร่งเนื้อแดง ในกลุ่มแรคโตพามีน (Ractopamine) ซึ่งขัดแย้งกับ กฎหมายของประเทศไทยที่ห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดงในฟาร์มหมู

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า การเลี้ยงสุกรในสหรัฐอเมริกา มีต้นทุนผลิตถูกกว่าไทย เพราะได้เปรียบในเรื่องต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ยังใช้สารเร่งเนื้อแดงในกลุ่มแรคโตพามีน (Ractopamine) ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายของไทย ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้ใช้ความพยายามที่จะขยายตลาดการค้าโดยส่งเนื้อหมูและเครื่องในหมูเข้าไปขายในประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย

ซึ่งสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้คัดค้านการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐมาตลอด เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเลี้ยงหมูไทยรวมทั้งภาคธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของภาคปศุสัตว์ ทางสมาคมฯ ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการนำเข้าเนื้อหมู จากสหรัฐไปยังกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ไม่มีความคืบหน้าในการพิจารณา อ้างว่า อยู่ระหว่างการศึกษา และโยนเรื่องไปมาระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเข้าพบ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 2 ต.ค. 2560 ซึ่งประเด็นสำคัญ ที่รัฐบาลสหรัฐฯจะหยิบยกขึ้นมาเจรจาในครั้งนี้คือ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิด ตลาดนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในให้กับสหรัฐอเมริกา ทางสมาคมฯ จึงจัดประชุมเสวนาในครั้งนี้ขึ้นมาเพื่อสรุปปัญหาความเดือนร้อนของเกษตรกรและข้อเสนอแนะต่างๆจากกลุ่มผู้เลี้ยงหมูและอาชีพที่เกี่ยวข้อง โดยจัดทำเป็นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาข้อดีข้อเสียก่อนเดินทางไปเจรจากับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย sshep.com อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และประธานสหกรณ์การเกษตรปศุสัตว์ราชบุรี จำกัด กล่าวว่า หากรัฐบาลเปิดให้มีการนำเข้าเนื้อหมู และเครื่องในหมูจากสหรัฐอเมริกาจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูในหลายมิติ ตั้งแต่ตัวเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ผู้ประกอบการค้าหมู ที่มีมูลค่าการค้ากว่าปีละ 200,000 ล้านบาท ยังไม่รวมความเสียหายจากอาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจพืชไร่ ธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์ ธุรกิจโรงสีข้าวฯลฯ

“ ทุกวันนี้คนไทยบริโภคส่วนเนื้อหมูเฉลี่ย 14 กก.ต่อคนต่อปี ส่วนขาหมูและเครื่องใน บริโภคเฉลี่ย 7.4 กก.ต่อคนต่อปี ปัจจุบันประเทศไทยผลิตหมูเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ โดยทั่วไป หมู 1 ตัว น้ำหนักประมาณ 100 กก. กินอาหาร 330 กก. ซึ่งอาหารสัตว์ 70% ทำมาจากปลายข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดรวมกัน ส่วนที่เหลืออีก 25% จากถั่วเหลือง หากจะมีการนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในจากสหรัฐจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูและวงจรต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท ” น.สพ.วิวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ทางสมาคมฯเตรียมยื่นฟ้องศาลปกครอง เพื่อขออำนาจคุ้มครองการไปเจรจาของรัฐบาลไทยกับสหรัฐอเมริกา หากรัฐบาลยินยอมให้นำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ขอให้ถือเป็นโมฆะ เพราะขัดแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐบาลไทยมีหน้าที่ดูแลปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกร ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

ด้านนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากรัฐบาลไทยยินยอมให้มีการนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยจะส่งผลกระทบทำให้ อุตสากรรมการเลี้ยงหมูของไทยล่มสลายได้ เพราะเกษตรกรไทยสู้ไม่ได้แน่ๆ เพราะต้นทุนการผลิตหมูของสหรัฐอเมริกาถูกกว่าไทย นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ผู้ผลิตอาหารสัตว์ เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ หลายหมื่นหลายแสนครอบครัว รวมทั้งภาคการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้กับฟาร์มเลี้ยงหมู เกษตรกร ก็จะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน

น.สพ.ชัย วัชรงค์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แนค โคห์แลน จำกัด กล่าวว่า มีผลวิจัยยืนยันว่า การใช้สารเร่งเนื้อแดงส่งผลให้มีสารตกค้าง ที่สร้างผลกระทบด้านสุขภาพแก่ผู้บริโภคที่มีปัญหาโรคหัวใจ หลอดเลือดในสมองตีบ หลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน และความดัน ซึ่งคนไทยจำนวนมากถึง 2.3 ล้านคน ที่มีปัญหาสุขภาพ ในกลุ่มนี้ จึงเห็นว่ารัฐบาลไทยไม่ควรเอาชีวิตของคนไทยไปเสี่ยง กับการนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐฯ เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย

นายสมบัติ ธีระตระกูลชัย ประธานคณะกรรมการธุรกิจปศุสัตว์และแปรรูปสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาหอการค้าฯ ไม่เห็นด้วยกับการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาเพราะจะทำให้เกษตรกรไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน เพราะสหรัฐ มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย และ ใช้สารเร่งเนื้อแดงในฟาร์มหมู ปัจจุบันสหรัฐมีราคาขายเนื้อหมูหน้าโรงงานอยู่ที่ 28 บาท/กิโลกรัม ขณะที่ไทยมีราคาขายส่งหน้าโรงงานอยู่ที่ 74 บาท/กิโลกรัม

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลไทยจำเป็นต้องอนุญาตให้มีการนำเนื้อหมูและเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ ควรเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 40% และห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในฟาร์มหมู ตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข และประกาศกระทรวงเกษตรฯ หากไม่สามารถปฎิบัติได้ตามข้อกำหนด ก็ห้ามนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ เข้าประเทศไทยอย่างเด็ดขาด

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขและบรรเทาความทุกข์ยากที่ประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร เพื่อมิให้เกษตรกรเหล่านั้นละทิ้งแผ่นดิน โดยทรงเน้นให้มีความ “พออยู่ พอกิน” สามารถพึ่งตนเองก่อน จึงค่อยสร้างความเจริญก้าวหน้าในระดับที่สูงขึ้น ได้ทรงแนะแนวทางในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกับความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก ยึดมั่นในวิถีพอมีพอกิน และพึ่งพาตนเองได้ มีอยู่มีกิน ไม่ฟุ่มเฟือย มีความโลภน้อย ไม่เบียดเบียนผู้อื่น พอประมาณตามอัตภาพ และมีเหตุผล ซึ่งทรงหมายความถึงคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงอย่างชัดเจน