อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวต่อว่า จัดระบบการเบิกค่ายานอก

เป็นนโยบายของรัฐที่ส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล โดยให้เบิกตามเงื่อนไขของบัญชียาหลักแห่งชาติ หรือหากมีความจำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ จะต้องเป็นไปตามข้อบ่งชี้ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมระบุเหตุผลการใช้ยาในระบบเบิกจ่ายตรง ยกเว้นยาบางรายการที่กำหนดให้เป็นรายการยากลุ่มทางเลือก กรณีผู้มีสิทธิต้องทดรองจ่ายเงินค่ายาไปก่อน แล้วนำใบเสร็จรับเงินไปเบิกกับต้นสังกัด เนื่องจากทางมะเร็งวิทยาสมาคมฯ และสมาคมโลหิตวิทยาฯ เห็นว่ารายการยากลุ่มทางเลือกมีรายการยา หรือแนวทางการรักษาอื่นที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือดีกว่านำมาใช้ทดแทนได้

ทั้งนี้ หากผู้มีสิทธิได้รับผลกระทบที่ทำให้ไม่สามารถเบิกค่ายาได้ เนื่องจากแพทย์มีความประสงค์จะใช้ยานอกเหนือตามรายการ ข้อบ่งชี้ ที่กำหนด ผู้มีสิทธิสามารถขอทำความตกลงกับกรมบัญชีกลาง ผ่านส่วนราชการต้นสังกัดระดับกรมเพื่อขออนุมัติเบิกค่ายาเป็นรายกรณีได้

วันที่ 30 มกราคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้ร่วมกับสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดตัวกิจกรรมพัฒนาผู้ประกอบการด้วยเครื่องมือการบริหารจัดการสมัยใหม่ (Advance SME Program) ประจำปี 2561 ซึ่งเป็นการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมเอสเอ็มอีทั้งด้านทักษะการผลิต การบริหารจัดการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สู่การเป็นสมาร์ทเอสเอ็มอีและโกลบอลเอสเอ็มอี

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเป็นปีแรกภายใต้งบประมาณปี 2561 โดยหลักสูตรที่จัดอบรมมีความเข้มข้นหลายด้าน มุ่งเน้นการพัฒนาเอสเอ็มอีกลุ่มอุตสาหกรรมศักยภาพ (S-Curve) โดยเฉพาะ ซึ่งในปีแรกจะมุ่งเน้นไปที่เอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) 60 คน เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตทางเศรษฐกิจสูง มีศักยภาพในการยกระดับสู่ตลาดโลก

“คาดหวังว่าผู้ประกอบการจะสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนธุรกิจ การบริหารจัดการในด้านต่างๆ รวมทั้งการจุดประกายแนวคิดในการทำธุรกิจอย่างสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี ระบบดิจิทัล นวัตกรรม เพื่อยกระดับการผลิตสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ และขยายการเติบโตไปสู่ตลาดโลก โดยตั้งเป้าว่าเมื่อเสร็จสิ้นการอบรมจะเกิดนวัตกรรมใหม่ไม่น้อยกว่า 1 เรื่อง ผู้ประกอบการมียอดขายเพิ่มขึ้น และลดต้นทุนได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 3-5” นายกอบชัยกล่าว

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า สถาบันอาหารได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานในการดำเนินการออกแบบและจัดกิจกรรมฝึกอบรมที่เหมาะกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยจะเริ่มจัดอบรมตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ.-พ.ค. 2561 ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบเข้าร่วมโครงการ โดยผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดและสมัครได้ที่สถาบันอาหาร

“โดยแนวคิด วิธีการ การพัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอีในครั้งนี้จะใช้แนวทางที่เป็นแบบ Construction Learning ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพในการดำเนินการจัดทำหลักสูตร ได้แก่ การบรรยาย การถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากผู้บริหารระดับสูง การอบรมภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ และการแบ่งกลุ่มเพื่อระดมความคิด ตลอดจนมีการให้คำปรึกษาและแนะนำอย่างใกล้ชิดจากวิทยากรของโครงการ รวมถึงจัดกิจกรรมตรวจประเมินปัญหา วินิจฉัย ประเมินศักยภาพของผู้ประกอบการ จัดกิจกรรมศึกษาดูงาน ทดสอบตลาด และกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงเครือข่าย ทั้งนี้ การอบรมดังกล่าวได้รับเกียรติจากวิทยากรชั้นนำของประเทศไทย ทั้งจากภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเป็นผู้บรรยาย” นายยงวุฒิกล่าว

นายยงวุฒิกล่าวต่อว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป เป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมเดิมที่มีการส่งออกในรูปวัตถุดิบหลักไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง ซึ่งมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.รูปแบบสินค้าเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ มีแนวโน้มพึ่งพิงรายได้จากสินค้าหลักลดลง (สินค้าหลัก 8 รายการ ได้แก่ ข้าว ไก่ กุ้ง ทูน่ากระป๋อง น้ำตาลทราย แป้งมันสำปะหลัง สับปะรดกระป๋อง และข้าวโพดหวานปรุงแต่ง) โดยจะมีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ สู่ตลาดมากขึ้น เช่น อาหารอนาคต อาทิ อาหารสำหรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุ และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ เพราะการส่งออกมีแนวโน้มเติบโตสูง แม้ว่าปัจจุบันยังมีมูลค่าการส่งออกไม่มากนัก

2.ตลาดส่งออกเปลี่ยนแปลงไป จะเห็นได้จากอัตราการเติบโตของการส่งออกสินค้าอาหารของไทยในปี 2560 เทียบกับปี 2559 ที่พบว่าในกลุ่มซีแอลเอ็มวีเพิ่มขึ้น 10.6% ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 6.9% จีนเพิ่มขึ้น 9.7% ทั้งนี้ การรวมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาค เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ทิศทางการค้าอาหารของไทยเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะที่ไทยมีความตกลงการค้าที่สำคัญภายในภูมิภาค เช่น FTA อาเซียน-จีน ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น (JTEPA) และประชาคมอาเซียน ทำให้มีการลดการพึ่งพิงตลาดส่งออกเดิมลง เช่น สหรัฐ และสหภาพยุโรป และมีการกระจายการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดภายในภูมิภาคที่มีความตกลงทางการค้า เช่น เดิมอาเซียน ญี่ปุ่น และจีน

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารของไทยปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2560 ในอัตรา 5.3-10.3% โดยมีมูลค่าส่งออกอยู่ในช่วง 1.07-1.12 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ กลุ่มประเทศอาเซียนยังคงเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย โดยมีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 30 รองลงมาคือญี่ปุ่น ร้อยละ 14 สหรัฐฯ ร้อยละ 10 จีนและแอฟริกามีสัดส่วนเท่ากันร้อยละ 9 ตามลำดับ

วันที่ 31 มกราคม น.ส.พะเยาว์ เมืองงาม ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคต้ฝั่งตะวันออกเปิดเผยว่าศูนย์ฯได้ออกประกาศ ฉบับที่ 8 (33/2561) เรื่อง คลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย จากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีน ยังคงแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้

และจะแผ่ลงมาส่งผลกระทบต่อลักษณะอากาศบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้ฝั่งตะวันออก ในช่วงวันที่ 31 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2561 ทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น และบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนเพิ่มมากขึ้น

“คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรง ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชน ที่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลตั้งแต่ จ.นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในวันดังกล่าว ”น.ส.พะเยาว์กล่าว

เมื่อวันที่ 31 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศที่หนาวเย็นต่อเนื่องทำให้ที่บริเวณสถานีเกษตรที่สูงดอยผาหม่น กรมส่งเสริมการเกษตร แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดเชียงราย จัดให้มีนิทรรศการไม้ดอกบานบนดอยผาหม่น โดยนำเอาดอกทิวลิปออกมาโชว์ให้กับนักท่องเที่ยวได้ชม โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวยังภูชี้ฟ้า ภูชี้ดาว ภูชี้เดือน และผู้ที่ชื่นชอบดอกไม้สวยๆ สามารถแวะไปเยี่ยมชมกันได้

พันตรีเจษฎา แก่นจันทร์ หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ประสานงานโครงการพระราชดำริ ดยยาวดอยผาหม่น บอกว่า ดอกทิวลิปที่ดอยาหม่นเป็นแหลงผลิตเดียวของจังหวัดเชียงราย มีหลายสีโดยเฉพาะสีเหลืองสวยงามมาก ขอเชิญนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมกัน เดินทางจากภูชี้ฟ้ามาแค่9กิโลเมตร

เมื่อวันที่ 31 มกราคม ร.ท.วารินทร์ เดชเจริญ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ได้รายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญศึกษาการบูรณาการแผนงานและงบประมาณในการบำรุงรักษาและพัฒนาคลองสายสำคัญในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ต่อที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งมี ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ ประธานสภา กทม. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. และคณะผู้บริหาร กทม.เข้าร่วม ว่า คณะกรรมการวิสามัญฯ ใช้เวลาศึกษา 180 วัน โดยได้กำหนดคลองสายสำคัญทั้งในฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี เพื่อนำร่องในการพัฒนาสาธารณูปโภคแบบบูรณาการ เน้นใช้ประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยว

นางสุทธิมล เกษสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม.ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการวิสามัญฯ กล่าวว่า จากการผลศึกษาคลองในกรุงเทพฯ มีทั้งสิ้น 1,161 คลอง แต่คัดเลือกคลองที่มีศักยภาพในพื้นที่พระนคร ได้แก่ คลองบางลำพู และคลองโอ่งอ่าง ความยาว 3,450 เมตร (ม.) และฝั่งธนบุรี ได้แก่ คลองบางกอกน้อย คลองชักพระ และคลองมอญ ความยาว 11,490 ม.

“เมื่อลงสำรวจพื้นที่พบอุปสรรคต่อการพัฒนาหลายด้าน ได้แก่ บ้านรุกล้ำริมคลอง สำนักงานเขตต้องช่วยผลักดันและแก้ไขปัญหา และบังคับใช้กฎหมายให้อพยพออกจากพื้นที่รุกล้ำ, การปรับภูมิทัศน์ต้องร่วมบูรณาการทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน, การปล่อยทิ้งน้ำเสียกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งภาคประชาชนต้องร่วมกันดูแลให้สะอาด

ขณะที่ภาครัฐต้องรวบรวมน้ำเสียสู่ระบบบำบัด และมาตรการจับปรับตามกฎหมาย, ผลักดันให้บ้านเรือนของชุมชนริมคลองโอ่งอ่างหันหน้ามายังคลองเพื่อความสวยงาม, สิ่งอำนวยความสะดวกแก่การท่องเที่ยว, ท่าเรือไม่เหมาะสมและท่าน้ำไม่เหมาะจัดกิจกรรม, ไม่มีห้องน้ำบริการนักท่องเที่ยว, ระบบสาธารณูปโภคกีดขวางทางเดินเรือ ต้องปรับรูปแบบหรือรื้อย้าย โดยต้องประสานกับการประปานครหลวง (กปน.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), เขื่อนริมคลองสูงบดบังทัศนียภาพ โป๊ะเรือออกแบบไม่เหมาะสม, ทางเดินริมคลองไม่เหมาะสม ต้องรื้อย้ายและปรับปรุง ส่วนปัญหาอื่น คือ การพัฒนาให้ชุมชนดูแลรักษาคลองให้ยั่งยืนและการบริหารจัดการประตูระบายน้ำให้เหมาะสม” นางสุทธิมล กล่าว

และล่าสุดได้กำหนดแผนและตั้งงบประมาณดำเนินการ 473 ล้านบาท ทั้งนี้ คณะกรรมการวิสามัญฯ เห็นสมควรต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาศึกษาการปรับปรุงเปิดปิดประตูระบายน้ำให้เหมาะสมกับการเดินเรือและระบายน้ำด้วย

นายเฉลิมชนม์ วรรณทอง ผู้อำนวยการหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา สงขลา เปิดเผยว่า ในวันที่ 31 มกราคม ซึ่งจะเกิดปรากฏการณ์พิเศษบนท้องฟ้า ที่หาดูได้ยากยิ่ง เป็นปรากฏการณ์ของดวงจันทร์ 3 อย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ ซูเปอร์มูน (Supermoon) บลูมูน (Blue Moon) และ บลัดมูน (Blood Moon) เป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 150 ปี

ทางหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดกิจกรรม เปิดฟ้า ตามหาดาว ครั้งที่ 3 “ปรากฏการณ์ จันทรุปราคาเต็มดวง” ขึ้นที่บริเวณศาลาไทย หาดสมิหลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางดาราศาสตร์ สร้างความตระหนักและความตื่นตัวทางดาราศาสตร์ กระตุ้นให้เยาวชน ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป รวมทั้งนักดาราศาสตร์สมัครเล่น ได้มีโอกาสเข้าถึงและสังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าผ่านกล้องโทรทรรศน์ชนิดต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะมี นักเรียน นักศึกษา รวมถึงผู้สนใจทั่วไปกว่า 200 คน เข้าร่วมกิจกรรม โดยกิจกรรมจะเริ่มกันตั้งแต่แต่ช่วงค่ำเป็นต้นไป

น.ส.พะเยาว์ เมืองงาม ผอ.ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาพอากาศในระยะนี้ บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยแล้ว และจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนในวันนี้และคาดว่าแผ่ลงมามีผลกระทบต่อลักษณะอากาศบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้ฝั่งตะวันออกในช่วงวันที่ 31 มกราคม-4 กุมภาพันธ์

โดยจะทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น และบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนเพิ่มมากขึ้น ในวันที่ 31 มกราคมนั้น จะเริ่มมีฝนตกในพื้นที่ชายฝั่งบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก อาจจะมีฝนตกในบางช่วง ทำให้ประเมินว่า ประชาชนในภาคใต้ฝั่งตะวันออก จะสามารถมองเห็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ครั้งสำคัญในวัน 31 มกราคม ได้

เมื่อวันที่ 30 มกราคม นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตนพร้อมนายขวัญชัย ดวงสถาพร กรรมการปฏิรูปฯ ได้เข้าร่วมสัมมนาโครงการรับฟังความคิดเห็นการปรับปรุง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 จัดโดยกรมป่าไม้

เพื่อส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจในพื้นที่เอกชนตามร่างแผนปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องทรัพยากรป่าไม้และสอดคล้องกับนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานต่างเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น โดยประเด็นสำคัญที่มีการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 คือ จะปรับนิยามคำว่าป่าให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีการควบคุมการตัดไม้เฉพาะต้นไม้ที่ขึ้นในป่าธรรมชาติ

ถ้าปลูกต้นไม้นอกเขตพื้นที่ป่าถ้าจะตัดให้รับรองตนเองโดยใช้หลักฐานโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพื่อส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจในพื้นที่เอกชนในระยะยาว พร้อมทั้งจะมีการควบคุมการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 โดยเข้มงวดมากขึ้นกว่ากฎหมายเดิม

นายธีรภัทร กล่าวว่า นอกจากนั้นที่ประชุมเห็นว่าประชาชนสามารถตัดต้นไม้ที่ล้มลงหรืออาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินในอนาคตได้ก่อน แล้วจึงมาดำเนินการตามขั้นตอนระเบียบที่เกี่ยวข้อง มีการอำนวยความสะดวกการตัดไม้ยางพาราที่หมดอายุการกรีดยางในพื้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งจะมีควบคุมการแปรรูปไม้อย่างจริงจัง และเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิดหรือผู้ฝ่าฝืนกฎหมายให้สูงขึ้น

โดยเฉพาะการลักลอบทำไม้สัก ไม้ยาง ไม้พะยูง ไม้ชิงชัน เป็นต้น และไม้หวงห้ามประเภท ข. ที่ขึ้นในป่าธรรมชาติ ลงโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี ปรับสูงสุด 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยจะยึดของกลางที่ใช้ในการกระทำผิดให้ตกเป็นของแผ่นดินทันที ทั้งนี้คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะปรับแก้ตามความคิดเห็นให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.พ. 2561 และจะเสนอ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมส(ทส.) ดำเนินการตามขั้นตอนการเสนอกฎหมายต่อไป

เมื่อวันที่ 30 มกราคม นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการให้เอกชนเข้ามาประมูลทรัพย์สินโรงฆ่าสัตว์ กทม. เขตหนองแขม ทั้งโรงฆ่าโค-กระบือ และโรงฆ่าสุกร เพื่อบริหารจัดการโรงฆ่าสัตว์กทม. ว่า หลังเปิดประกวดราคาหาเอกชนเข้าบริหารจัดการโรงฆ่าสัตว์ กทม.เฉพาะโรงฆ่าโค-กระบือ

ล่าสุดบริษัท อินชา 786 จำกัด ชนะการประมูล โดยเสนอเช่าโรงโค-กระบือ เดือนละ 5.3 แสนบาท ระยะเวลาเช่า 15 ปี โดย 1 ปี 6 เดือนแรก ยกเว้นค่าเช่าเพื่อซ่อมบำรุงอาคาร เครื่องจักร และอุปกรณ์ พร้อมทดลองเดินระบบ เนื่องจากโรงฆ่าโค-กระบือก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2547 และถูกทิ้งร้างไม่มีการใช้งาน สำหรับกำลังผลิตซากโค-กระบือวันละ 100 ตัว

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ขณะที่โรงฆ่าสุกรสามารถผลิตซากสุกรได้วันละ 2,000 ตัว ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมประกวดราคาใช้หลักเกณฑ์เดียวกับโรงฆ่าโค-กระบือ ระยะสัญญาเช่า 15 ปี แต่จะยกเว้นค่าเช่าใน 24 เดือนแรก เพื่อให้ปรับปรุงอาคารและเครื่องจักร เนื่องจากโรงฆ่าสุกรมีขนาดพื้นที่และสายพานการผลิตยาวกว่าโรงฆ่าโค-กระบือ คาดจะได้บริษัทในเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมครม. เมื่อวันที่ 30 มกราคม มีมติเห็นชอบมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการบริจาคให้แก่กองทุนวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม รวม 4 กองทุน ได้แก่ กองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กองทุนสนับสนุนการวิจัย กองทุนเพื่อการพัฒนาระบบมาตรวิทยา และกองทุนเพื่อการพัฒนาระบบสาธารณสุข

ทั้งนี้การบริจาคที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับคาดว่าเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 บุคคลธรรมดา ให้หักลดหย่อนได้เป็นจำนวน 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับการบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาแล้ว ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว

ส่วนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้หักรายจ่ายได้เป็นจำนวน 2 เท่าของจำนวนเงิน ที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา และรายจ่ายที่กำหนดแล้วต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬา และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป การหักลดหย่อนเหลือเพียง 1 เท่า โดยก่อนหน้านี้ทั้ง 4 กองทุนไม่ได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี

“การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาคให้แก่กองทุนวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมทั้ง 4 กองทุนนี้ จะมีส่วนช่วยในการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ อันมีผลช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว” นางสาวกุลยา กล่าว

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมครม. เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (มาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่นักลงทุนที่ลงทุนในวิสาหกิจเริ่มต้น โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

กำหนดให้ผู้มีเงินได้ที่ได้จ่ายเป็นเงินลงทุนในหุ้นเพื่อจัดตั้งหรือลงทุนในหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นวิสาหกิจเริ่มต้น (สตาร์ทอัพ) สามารถนำเงินลงทุนดังกล่าวมาหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้นโดยผู้มีเงินได้ต้องถือหุ้นในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ไม่น้อยกว่า 2 ปีต่อเนื่องกันนับแต่วันที่ลงทุนในหุ้นนั้น เว้นแต่ทุพพลภาพหรือตาย

นางสาวกุลยา กล่าวว่า การใช้สิทธิประโยชน์ภาษีมีเงื่อนไข ประกอบด้วย ผู้มีเงินได้ดังกล่าว ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลและกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง ผู้มีเงินได้ต้องจ่ายเป็นเงินลงทุนในหุ้นของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีคุณสมบัติ ดังนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 มีทุนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท

และมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการของกิจการที่ประกอบอุตสาหกรรมเป้าหมายหรือรายได้เกี่ยวเนื่องกับกิจการที่ประกอบอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละแปดสิบของรายได้ทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น

เกษตรฯหารือร่วมสภาอุตสาหกรรม หอการค้าเร่งการรับรองยางพาราเป็นไม้เศรษฐกิจตามมาตรฐาน FSC พร้อมเตรียมเสนอนายกฯ ของบสนับสนุนการใช้ยางแปรรูปในหน่วยงานรัฐ

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางความร่วมมือของสองฝ่ายในการสนับสนุนการใช้ไม้เศรษฐกิจในประเทศว่า ประเทศไทยมีการใช้ยางพารา 4 แสนไร่ต่อปี แต่ได้รับรองเป็นไม้เศรษฐกิจจาก FSC เพียง 1.9 แสนไร่ วันนี้ทางสภาอุตสาหกรรมฯ ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานรับรองไม้เศรษฐกิจที่ส่งออกขายต่างประเทศ จึงเข้ามาช่วยเร่งการรับรองยางพาราให้เป็นไม้เศรษฐกิจตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน หรือ FSC ให้เป็นไม้ที่ถูกต้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงาน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ผ่าน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการคลัง เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณกลางปี 61 ในการสนับสนุนการใช้ยางพาราแปรรูปในหน่วยงานราชการ อาทิ พื้นยางโรงเรียน พื้นถนน พื้นเอนกประสงค์หรือลานกีฬา เพื่อให้มีการใช้ยางแปรรูปมากขึ้น โดยมีเงื่อนไขให้ใช้ยางพาราตามข้อแนะนำของสภาอุตสาหกรรมฯ เป็นเงื่อนไขหนึ่ง

“เพื่อให้การทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับภาคเอกชน มีความคล่องตัวและใกล้ชิดกันมากขึ้น จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับสภาอุตสาหกรรม รวมทั้งหอการค้า เพื่อนำสินค้าแต่ละชนิดมาหารือร่วมกัน ซึ่งสภาอุตสาหกรรมพร้อมที่จะเข้ามาช่วยดูตั้งแต่ต้นทางการผลิตเพื่อให้ได้มาตรฐานที่ต้องการ เช่น กล้วยหอมที่เคยส่งออกไปยังญี่ปุ่น 8 แสนตัน แต่เมื่อคัดตามมาตรฐานแล้ว ญี่ปุ่นซื้อไปเพียง 30% เท่านั้น ซึ่งครั้งนี้จะเข้ามาช่วยตั้งแต่ต้นทาง โดยจะเริ่มในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ ตาก ลำปาง และเชียงใหม่” นายกฤษฎากล่าว

พร้อมเปิดตลาดสินค้ากระเทียม เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ หอมหัวใหญ่ หัวพันธุ์มันฝรั่ง และหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ภายใต้ WTO ปี 61-63 สศก.เตรียมนำเข้า เสนอ ครม.เร็วๆ นี้ แนะ เกษตรกรรวมกลุ่มกันหรือร่วมกับสหกรณ์ ชะลอการจำหน่ายผลผลิตช่วงออกผลผลิตตลาดมาก จะช่วยลดปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ มีมติเห็นชอบการเปิดตลาดสินค้ากระเทียม เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ หอมหัวใหญ่ หัวพันธุ์มันฝรั่ง และหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ภายใต้ความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ปี 2561-2563 ตามที่คณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง เสนอ

สำหรับสินค้ากระเทียมกำหนดให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้มีสิทธิ์นำเข้าในโควตาแต่เพียงผู้เดียว เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคากระเทียมในประเทศรวมทั้งรายได้ของเกษตรกร ส่วนสินค้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่และหอมหัวใหญ่ จะใช้ขบวนการสหกรณ์ในการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดอย่างครบวงจร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาหอมหัวใหญ่ในประเทศ ตั้งแต่การจัดหาเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกรสมาชิก รวมถึงการมีส่วนในการจัดสรรปริมาณนำเข้าหอมหัวใหญ่แห้งเป็นผงและไม่เป็นผงให้แก่ผู้ประสงค์นำเข้า เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตได้

สินค้ามันฝรั่งผู้ประกอบการที่ได้รับการจัดสรรโควตาภายใต้ความตกลง WTOจะต้องมีการทำสัญญารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร โดยมีการปรับเพิ่มราคารับซื้อผลผลิตมันฝรั่งสดจากเกษตรกรในช่วงแล้ง (มกราคม – มิถุนายน) จากเดิมไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10.40 บาท ปรับเป็นไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10.60 บาท และรับซื้อในช่วงฤดูฝน (กรกฎาคม – ธันวาคม) ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 14.00 บาท ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการ โดยมีการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในราคาที่สูงกว่าราคาขั้นต่ำที่กำหนดไว้