อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า จากพระปรีชาสามารถอันล้ำเลิศ

ด้านการพัฒนาที่ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นที่ประจักษ์และยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากล ส่งผลให้เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2555 สมาพันธ์สมาคมวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติทูลเกล้าฯ ทูลเกล้าถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” เป็นพระองค์แรกและพระองค์เดียวของโลก และในโอกาสเดียวกันได้ขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาต ให้วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพเป็น “วันดินโลก” ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2556 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ได้มีมติรับรองให้ “วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันดินโลก” โดยหลายประเทศทั่วโลกได้มีการจัดกิจกรรมวันดินโลก เป็นประจำทุกปี

สำหรับกิจกรรมวันดินโลกปีนี้ มีหัวข้อการจัดงาน คือ “Caring for the planet starts from the ground” เป็นหัวข้อที่ เอฟ เอ โอ (FAO) กำหนดสำหรับการจัดงานวันดินโลกทั่วโลก ส่วนประเทศไทยได้กำหนดหัวข้อการจัดงานเป็นภาษาไทยในชื่อ “รักษ์โลก เริ่มจากรักษ์ดิน สู่ความยั่งยืน”

รูปแบบการจัดงาน ประกอบด้วย
๑. การจัดพิธีน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
๒. การจัดนิทรรศการ แบ่งออกเป็นส่วนๆ ดังนี้
๒.๑ ส่วนที่ 1 “สหประชาชาติสดุดี” แสดงภาพเหรียญรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงได้รับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายโดยนานาประเทศ โดยเฉพาะเหรียญนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม หรือ Humanitarian Soil Scientist และภาพความเป็นมาของวันดินโลก ๕ ธันวาคม มีองค์ประกอบ ดังนี้
๒.๒ ส่วนที่ 2 “ฟื้นฟูปฐพีด้วยพระปรีชาพ่อ” แสดงแบบจำลองสภาพพื้นที่ก่อนและหลังมี

โครงการพระราชดำริ รวมทั้งแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ซึ่งแสดงถึงพระปรีชาสามารถและพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อการพัฒนาที่ดินของไทย โดยแสดงแบบจำลองของพื้นที่ศูนย์ศึกษาเพื่อการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินที่สำคัญ ๓ แห่ง ได้แก่ การพัฒนาพื้นที่ดินทราย โดย ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ การพัฒนาพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการพัฒนาพื้นที่ดินเสื่อมโทรมที่ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
2.3 ส่วนที่ 3 “สานต่องานพ่อทำ” แสดงภาพนิทรรศการพระราชดำริ การสานต่อพระราช

กรณียกิจด้านการเกษตร ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร เพื่อแสดงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการสืบสาน และต่อยอดแนวพระราชดำริด้านการจัดการดิน ของรัชกาลที่ ๙ เช่น โครงการ เช่น เกษตรวิชญา คลินิกเกษตร เป็นต้น ส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แสดงบอร์ดการน้อมนำแนวพระราชดำริมาสานต่อ คือ โครงการ “เกษตรกรรมยั่งยืน : 5 ประสาน สืบสานทฤษฏีใหม่ ถวายในหลวง” อีกทั้งแสดงแบบจำลอง การทำการเกษตรแบบทฤษฏีใหม่ และการสาธิต การทำปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน และส่วนนี้ยังมีคลินิกดินเคลื่อนที่ ที่ให้บริการวิเคราะห์ดินและให้คำแนะนำการจัดการดิน ซึ่งประชาชนผู้สนใจนำดินมาวิเคราะห์ ภายในงานได้อีกด้วย

2.4 ส่วนที่ 4 “น้อมนำศาสตร์พระราชา สู่ความยั่งยืน” แสดงผลงานตัวอย่างความสำเร็จของ
เกษตรกร ที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริไปปรับใช้จนเกิดความยั่งยืน รวมทั้งบอร์ดนิทรรศการของหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการการดำเนินงานในพื้นที่โครงการศึกษาการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ หลายหน่วยงาน ดังนี้ กรมการข้าว กรมชลประทาน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และมีการแจกกล้าไม้จากกรมป่าไม้ การสาธิตด้านการเลี้ยงสัตว์ จาก กรมประมง และ กรมปศุสัตว์ นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ได้แสดงนิทรรศการ ด้านพลังงานทางเลือก และส่วนเศรษฐกิจพอเพียง จ.ราชบุรี ปั้นโอ่ง ฯลฯ ตลาดฯ และมีการจัดพื้นที่เป็นตลาดนัดสินค้าเกษตร และสินค้าแปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร

ซึ่งมีกิจกรรมพิเศษอื่นๆ น่าสนใจอีกมากมาย เช่น การประกวดแข่งขันต่างๆ เช่น การวาดภาพ และการประกวดสุนทรพจน์ เพื่อรับรางวัลจาก รมว.กษ อีกด้วย
ในระหว่างงาน ยังจัดให้มี กิจกรรมเก็บคะแนนเพื่อรับของที่ระลึก คือ กิจกรรมชมจุดต่างๆ และการนั่งรถราง นำชมสถานที่สำคัญภายในศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ซึ่งการจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ให้ ประชาชน เกษตรกร และเยาวชน ที่เข้ามาชมงาน จะได้รับความรู้ในเรื่องพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านการพัฒนาที่ดิน รวมทั้งสามารถนำความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินที่กรมพัฒนาที่ดินจัดแสดงนิทรรศการไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ตนเอง ตลอดจนได้รับทราบถึงตัวอย่างผลสำเร็จของการนำแนวทางพระราชดำริไปใช้ในการทำการเกษตร ทำให้ปัญหาเรื่องดินได้รับการแก้ไข ส่งผลให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
กรมพัฒนาที่ดินจึงขอเชิญชวนให้ประชาชนในจังหวัดราชบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ตลอดผู้ที่สนใจ มาเที่ยวงานวันที่โลก ในระหว่าง วันที่ 4-6 ธันวาคม 2560 นี้ ณ โครงการศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่สถานธนานุบาล เทศบาลเมืองชัยนาท ถ.วงษ์โต อ.เมือง จ.ชัยนาท ตั้งแต่เปิดทำการเวลา 08:30น. มีประชาชนเดินทางมาใช้บริการในวันแรกของสัปดาห์อย่างคึกคัก ส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่นำทรัพย์สินมาใช้บริการจำนำเพื่อนำเงินสดไปใช้ลงทุนทำนารอบใหม่ ซึ่งขณะนี้ชาวนาเริ่มลงมือไถดำตามฤดูกันแล้ว โดยส่วนใหญ่ทรัพย์สินที่นำมาจำนำคือทองรูปพรรณ ทางโรงรับจำนำให้ราคารับเข้าไว้ที่บาทละ 15,500 บาท

นางนันทิยา พงษ์ทอง ผู้จัดการสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองชัยนาท กล่าวว่าตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่แล้ว มีลูกค้านำทรัพย์สินเข้ามาจำนำมากขึ้นเฉลี่ยร้อยละ15-20 ต่อวัน และส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ต้องการเงินไปใช้จ่ายในการทำนารอบใหม่ ทำให้วงเงินให้บริการในระยะนี้เพิ่มขึ้นจากปกติวันละ 4 ล้านบาทเป็นถึงกว่าวันละ 6 ล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบันสถานธนานุบาลของรัฐคิดอัตราดอกเบี้ยการรับจำนำ เริ่มต้นที่ร้อยละ0.25บาทสูงสุดไม่เกิน1.25บาท ถือว่าถูกกว่าสถาบันการเงินพาณิชย์ทั่วไปค่อนข้างมาก

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินมุ่งให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเริ่มต้น (สตาร์ตอัพ) ที่มีนวัตกรรม ซึ่งจากที่ขณะนี้พอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอีคงค้างของธนาคารอยู่ที่ราว 1 แสนล้านบาท สำหรับในปี 2561 ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อรวมเติบโต 4-6% หรือ 1-1.5 เท่าของ GDP คิดเป็นมูลค่าสินเชื่อเติบโตที่ 8 หมื่นล้านบาทถึง 1.2 แสนล้านบาท และตั้งเป้าขยายสินเชื่อเอสเอ็มอีเติบโต 40% หรือ 4 หมื่นล้านบาท

“ปีนี้สินเชื่อเอสเอ็มอีน่าจะปล่อยได้ 2 หมื่นล้านบาท เติบโตในระดับใกล้เคียงกับตลาดที่ 6-7% แต่ปีหน้าเราได้รับนโยบายให้ปล่อยเอสเอ็มอีและเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น โดยกลุ่มเอสเอ็มอีก็จะเน้นกลุ่มที่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทที่มีนวัตกรรม เรียกว่าเอสเอ็มอีสตาร์ตอัพ ซึ่งเรามีโมเดลที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชน เน้นชุมชนที่ทำโฮมสเตย์ แบบทำกันทั้งหมู่บ้าน ไม่ใช่บ้านหนึ่งทำเดี่ยว ๆ โดยจะสนับสนุนให้เกิดการสร้างมัคคุเทศก์ชุมชน ร้านขายของที่ระลึกในชุมชน” นายชาติชายกล่าว

ทั้งนี้ เพื่อรองรับการขยายสินเชื่อเอสเอ็มอีดังกล่าว ธนาคารออมสินมีแผนจะขยาย “ศูนย์ธุรกิจลูกค้า SMEs” ที่ปัจจุบันที่มีอยู่แค่ 18 แห่ง เป็น 80 แห่งทั่วประเทศในปีหน้า ซึ่งนอกจากจะเน้นปล่อยสินเชื่อแล้ว ศูนย์ดังกล่าวยังมีหน้าที่ให้คำปรึกษาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย

“ปีหน้าในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ธนาคารออมสินจะสินเชื่อหลาย ๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อโฮมสเตย์ สินเชื่อสตรีตฟู้ด สินเชื่อธุรกิจเฟรนไชส์ เป็นต้น” นายชาติชายกล่าว แอนิเมชั่นดีๆ ไม่ได้มีแค่จากฝีมือฝรั่ง คนไทยเราก็สร้างสรรค์งานแอนิเมชั่นได้ยอดเยี่ยมเช่นกัน

ครั้งนี้เป็นแอนิเมชั่นทรงคุณค่า ผลงานการสร้างของศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยา ลัยมหิดล ในแอนิเมชั่นเรื่องยิ่งใหญ่ “ของขวัญจากดิน” เพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระเมตตา พระปรีชาสามารถ พระอัจฉริยภาพ และพระวิริยอุตสาหะในการแก้ปัญหาความยากไร้ของพสกนิกรชาวไทย

รวมถึงเพื่อให้เด็กและเยาวชนรวมทั้งประชาชนทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างทั่วถึง

“ของขวัญจากดิน” แฝงไว้ด้วยศาสตร์พระราชา นำองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ส่งผลให้ชีวิตมีความสุขยั่งยืน ผลงาน กำกับฯ ของ นนทรีย์ นิมิบุตร และ ภาคิน ตั้งฐานธนา ร่วมด้วย บริษัท บิ๊กเบรนพิค เจอร์ส จำกัด ทีมผลิตแอนิเมชั่นชั้นนำของเมืองไทย

อุ๋ย นนทรีย์ หนึ่งในผู้กำกับฯร่วม เผยว่า “แอนิเมชั่นเรื่องนี้ท้า ทายผมมาก แรกสุดที่รู้ว่ามีการทำแอนิเมชั่นเรื่องนี้ผมรู้สึกอยากดูเลย และพอได้รับการติดต่อให้มาช่วยกำกับยิ่งดีใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเรื่องราวที่มาจากศาสตร์ พระราชา เป็นคำสอน เป็นพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องราวทั้งหมดน่าสนใจมากและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อทุกคน

“ของขวัญจากดิน” เล่าเรื่องราวของ “ขวัญข้าว” เด็กหญิงวัย 11 ขวบ ลูกสาวคนเดียวของ “พงษ์”อาชีพขับแท็กซี่ ขวัญข้าวเกิดและใช้ชีวิตในเมืองหลวง มีความรักและผูกพันกับพ่อมาก วันหนึ่งเมื่อพงษ์ประสบปัญหาการเงิน ไม่สามารถส่งเธอเรียนที่กรุงเทพฯ ได้เหมือนเดิม ชีวิตขวัญข้าวจึงเปลี่ยนไป เธอต้องย้ายมาอยู่กับ “ปู่ทอง” ที่ต่างจังหวัด ปู่ทองเป็นเกษตรกรที่ยึดหลัก “พออยู่ พอกิน”มีความสุขกับการทำสวนแบบเกษตรผสมผสาน

ที่แห่งนี้ขวัญข้าวได้พบ “จอม” เพื่อนใหม่ ซึ่งช่วยให้เธอปรับตัวเข้ากับชีวิตในชนบทได้เร็วขึ้น ที่สำคัญเธอยังได้เรียนรู้การใช้ชีวิตที่เรียบง่ายพอเพียง รู้ซึ้งถึงของขวัญอันล้ำค่าและรู้ว่า “ของขวัญจากดิน” คือสิ่งที่ทุกคนต้องรักษาหวงแหนและสืบสานไว้ให้ยั่งยืนตลอดไป

4 ตัวละครหลักที่จะทำให้ “ของขวัญจากดิน” ตราตรึงทุกคน ประกอบด้วย “ปู่ทอง” (ให้เสียงโดย มนตรี เจนอักษร) ชาวนาซึ่งอดีตเคยประสบความอดอยากยากจน กระทั่งได้เรียนรู้และปฏิบัติตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่และแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยความอดทนและความเพียร วันนี้ปู่ทองกลายเป็นเกษตรกรที่ “พออยู่ พอกิน” มีความสุขกับการทำสวนเกษตรผสมผสาน

ปุ๊ มนตรี ผู้ให้เสียงพากย์ปู่ทอง เล่าว่าปู่ทองเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ทำให้คนคิดดี รู้จักสิ่งที่ดีๆ ในชีวิตตัวเอง ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้มีเรื่องราวสอดแทรกอยู่หลายเรื่อง แต่ที่เห็นชัดคือความเพียรพยายาม เมื่อไหร่ที่เราต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต้องทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ถ้าเราไม่พยายามก็ทำไม่ได้

“พงษ์” (ให้เสียงโดยอรรถพร ธีมากร) ลูกชายของปู่ทอง ลูกชาวนาที่คิดว่าจะมีชีวิตกินดีอยู่ดีขึ้นหากเข้ามาทำมาหากินในเมืองหลวง เขาตัดสินใจมาเช่าแท็กซี่ขับทำมาหากินด้วยความขยันและความซื่อสัตย์สุจริตมากว่า 10 ปี แต่วันนี้เขากลับไม่แน่ใจว่าเขาคิดถูกหรือไม่ ด้วยรายจ่ายที่สูงกว่ารายรับ ทำให้เขาตัดสินใจพาลูกสาวคนเดียวกลับไปอยู่กับปู่ทองที่บ้านเกิด

“ขวัญข้าว” (ให้เสียงโดย จรินทร์พร จุนเกียรติ) ลูกสาวคนเดียวของพงษ์ เธอฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบ ช่างคิดช่างสังเกต รักการเรียน ชีวิตเธอกำลังเปลี่ยนไปเมื่อได้ย้ายมาอยู่กับปู่ทองที่ต่างจังหวัด

เต้ย จรินทร์พร บอกเล่าว่า “ให้เสียงเป็นขวัญข้าว เด็กสู้ชีวิต ถือเป็นเด็กที่เข้มแข็งคนหนึ่ง แต่ในความเข้มแข็งเด็กคนนี้ยังมีความร่าเริง อยากเรียนรู้ อยากลองอะไรใหม่ๆ เป็นคนมองชีวิตในแง่บวก ทำให้รู้สึกว่าเวลาเราให้เสียงเป็นขวัญข้าวแล้วสนุกดี”

“จอม” (ให้เสียงโดย ณัฏฐพงษ์ ชาติพงศ์) ลูกของ “สมชาย” เพื่อนบ้านของปู่ทอง ที่ได้รับคำแนะนำดีๆ ในการทำการเกษตรจากปู่ทองมาโดยตลอด จอมสดใส ร่าเริง เป็นเพื่อนคนแรกของขวัญข้าว ทำให้ชีวิตในต่างจังหวัดของเธอไม่เงียบเหงาอีกต่อไป

ติดตามชมภาพยนตร์แอนิเมชั่น “ของขวัญจากดิน” ทางสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ และติดตามข่าวความเคลื่อนไหวได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ ของขวัญจากดิน เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 4 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศเช้าวันนี้ในพื้นที่ จ.ลำปาง ยังคงเกิดความหนาวเย็นต่อเนื่อง ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ที่พยากรณ์อากาศว่า ในช่วงนี้ภาคเหนือจะมีอากาศเย็นไปจนถึงหนาว เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงยังคงแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน และทะเลจีนใต้

ลักษณะเช่นนี้จะทำให้บริเวณภาคเหนือมีอากาศที่หนาวเย็น อุณหภูมิต่ำสุดบริเวณพื้นราบจะอยู่ที่เฉลี่ย 15-21 องศาเซลเซียส ส่วนยอดดอยจะมีอากาศที่หนาว อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศาเซลเซียส โดยทางศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือได้คาดหมายสภาพอากาศว่า ระหว่างวันที่ 4-7 ธันวาคม 2560 นี้ อากาศจะยังคงหนาวเย็น อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง และอาจจะมีฝนตกเล็กน้อยในบางแห่ง จึงขอให้ประชาชนพร้อมรับมือ

นายทิวา พันธ์ไม้สี ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาลำปาง เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนธันวาคมและเดือนมกราคม จะเป็นช่วงที่หนาวเย็นสุดของฤดูหนาวในแต่ละปี สำหรับในปีนี้ได้มีการคาดการณ์ไว้ว่า สภาพอากาศจะมีความหนาวเย็นกว่าปีก่อน โดยอุณหภูมิเช้าวันนี้ในพื้นที่ จ.ลำปาง บริเวณพื้นราบวัดได้ต่ำสุดที่สถานีตรวจวัดสภาพอากาศการเกษตร อ.ห้างฉัตร 17.0 องศาเซลเซียส ส่วนตัวเมืองลำปางวัดได้ 18.3 องศาเซลเซียส

ด้านประชาชนชาวลำปางที่อาศัยอยู่บนตึกสูง และขับรถผ่านถนนเลี่ยงเมืองเส้นทางระหว่างสะพานลอยกาดเมฆ-ศูนย์ราชการจังหวัดลำปาง ก็ได้พบกลุ่มเมฆลอยต่ำปกคลุมพื้นที่อยู่ใกล้กับดอยพระบาท ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง นับเป็นภาพที่สวยงามของเมฆที่ลงมาปกคลุม และหากมองจากตึกสูงก็จะเห็นเป็นทะเลหมอกที่สวยงามที่อยู่ใกล้ตัวเมืองลำปางเพียง 5 กิโลเมตร

เมื่อเร็วๆ นี้ ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานเปิดเทศกาล “สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 4” ณ บริเวณโครงการทุกวันเสาร์และอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ระหว่างวันที่ 2 ธ.ค.2560-28 ม.ค.2561 ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.

ภายในเทศกาลมีการจัดถนนคนเดินภายในโครงการใกล้กับสวนแม่ฟ้าหลวงและพระตำหนักดอยตุง โดยเป็นถนนคนเดินที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางกว่า 1,100 เมตรซึ่งทางผู้จัดงานแจ้งว่าสูงสุดในประเทศไทย ภายในมีร้านค้าสินค้าพื้นเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ อาหารชนเผ่า ผลผลิตทางการเกษตร กว่า 80 ร้าน และมีการละเล่นของชาวดอย เช่น ไม้ต่อขา พื้นที่งานมือเวิร์คช็อป เช่น เซรามิก กระดาษสา ทอผ้า ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมในการละเล่นและผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วยตัวเองอีกด้วย

สำหรับบริเวณจัดงานเทศกาลยังเป็นที่ตั้งของพระตำหนักดอยตุง หอแห่งแรงบันดาลใจซึ่งรวบรวมแนวคิดและพระราชประวัติของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า ที่ทรงพัฒนาดอยตุงจนทำให้เจริญรุ่งเรืองถึงปัจจุบัน สวนแม่ฟ้าหลวงอันเป็นสถานที่รวบรวมพันธุ์ไม้ดอกไม้ประด้บเมืองหนาวและทุกฤดูกาลที่หายาก สะพานเดินเรือนยอดไม้ที่สามารถชมธรรมชาติของดอยตุงได้แบบ 360 องศา ดอยช้างมูบที่มีจุดชมวิวดอยนางนอน เป็นต้น

ม.ล.ดิศปนัดา กล่าวว่า hdwallpaperia.com เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงจัดขึ้นเพื่อนำสิ่งดีๆ ที่มีอยู่บนดอยตุงมาแสดงให้ผู้คนได้รับทราบทั้งด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ กิจกรรมการพัฒนาต่างๆ ทิวทัศน์ที่งดงาม อาหาร ฯลฯ โดยเฉพาะมีการจัดให้มีถนนคนเดินบนดอยตุงที่เป็นมนต์เสน่ห์ ซึ่งในการจัดงานปีก่อนพบว่ามีนักท่องเที่ยวไปเยือนประมาณ 160,000 คน สำหรับในปีนี้คาดว่าจะมีมากถึงระดับ 180,000 คน

อภิปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่เพียงเป็นคัมภีร์ธุรกิจไทย แต่ยังเป็นหัวใจและเป้าหมายของการพัฒนาระดับโลกที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs)

ด้วยหลักการทรงงาน 23 ประการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ภายใต้ความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันความเสี่ยง ครอบคลุม-พ้องแนวทางไปกับ 17 ดัชนีเป้าหมายของการพัฒนาของสหประชาชาติ

ทั้งอภิปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงถูกกำหนดเป็นหลักชัย-นำทางในการดำเนินธุรกิจของบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย หยั่งลงไปถึงรากฐานเศรษฐกิจระดับชุมชน

ด้วยพระบรมราโชบาย และหลักการทรงงานที่เป็นหลักสากล ปฏิบัติง่าย-ปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังเช่นแนวการดำเนินงานธุรกิจดั้งเดิม-ต้นแบบ แห่ง “ธุรกิจเพื่อสังคม” หรือ social business อย่าง “บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด” ซึ่งก่อตั้งมาจากพระวิสัยทัศน์ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะพระองค์ ที่ทรงตั้งปณิธานเปลี่ยนเขตที่เสี่ยงต่อภัยความมั่นคง ให้มีความมั่งคั่งทางอาหาร

เมื่อ 4 ทศวรรษก่อน ทรงเห็นปัญหาการปลูกฝิ่น และการทำไร่เลื่อนลอย เปลี่ยนเป็นส่งเสริมการปลูกพืชผัก ผลไม้ หลากหลายชนิดทดแทน แต่เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับการส่งเสริม อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองและแหล่งรับซื้อ เกิดปัญหาการถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา เคราะห์ซ้ำในบางช่วงฤดูจะมีผลผลิตที่ล้นตลาด ผลผลิตไม่ได้ขนาดมาตรฐานที่ตลาดต้องการ จึงทรงเริ่มจัดตั้ง “โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” จากนั้นพัฒนาต่อยอดเป็น “สหกรณ์ชาวเขา” และ “โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป” เพื่อช่วยเหลือรับซื้อผลผลิตจากพืชที่ส่งเสริมด้วย “ราคาเป็นธรรม” ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ดอยคำ” เป็นการตอบโจทย์-แก้ปมปัญหาทุกดงดอยที่อยู่ในกับดัก “พื้นที่สีแดง” เสี่ยงต่อภัยความมั่นคง

25 ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชกระแสให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จัดตั้งเป็นนิติบุคคลภายใต้ชื่อ “บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด” เพื่อดำเนินกิจการในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม ดำเนินการส่งเสริม รับซื้อ พัฒนา และแปรรูปผลผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพ

ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน เกิดเครือข่ายธุรกิจในบริษัทดอยคำฯ บริหาร “โรงงานหลวง” 4 แห่ง ประกอบด้วย โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) จ.เชียงใหม่, โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 2 (แม่จัน) จ.เชียงราย, โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 (เต่างอย) จ.สกลนคร ปัจจุบันทั้ง 3 โรงงานเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต

ขณะที่โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 4 (ละหานทราย) จ.บุรีรัมย์ อยู่ระหว่างการพิจารณาลงทุนจัดตั้งเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า ไปสู่ท่าเรือแหลมฉบัง เชื่อมกับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

ปัจจุบันร้านดอยคำมีทั้งหมด 30 สาขาทั่วประเทศ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สานต่อพระราชปณิธาน “เกษตรเพื่อชุมชน ผลิตผลเพื่อคนไทย” และต่อยอด-จับมือกับพันธมิตรผู้ผลิตในระดับชาวบ้าน-ชุมชน ด้วยแนวคิด”ชุมชนได้ประโยชน์ และธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้”

ดอกผล-ของดอยคำ ภายใต้การบริหารของ “พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา” กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด อธิบายหัวใจของการขับเคลื่อนแบรนด์ “ดอยคำ” นอกจากผู้บริโภคจะได้สินค้าที่มีคุณภาพ ยังได้ช่วยเหลือเกษตรกรไทยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย