อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์

บริการมีความมุ่งมั่นในการนำผลงานวิจัยและพัฒนา ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมไปใช้ประโยชน์ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการโอท็อป และวิสาหกิจชุมชน เพื่อพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม และมีศักยภาพในการแข่งขันทางการตลาด โดยมีความพร้อมในเรื่องเทคโนโลยีการผลิตและควบคุมคุณภาพสินค้า OTOP ในกลุ่มต่างๆ ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ของใช้-ของประดับตกแต่งและของที่ระลึก

ทั้งระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ดังนั้นการทราบความต้องการของผู้ประกอบการจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการแก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรและปัจจัยการผลิตของพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนากลุ่มและเครือข่ายแบบครบวงจร

การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทราบปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการ ทั้งด้านกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม จากนั้นก็จะนำไปสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ การให้คำปรึกษาเชิงลึกเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ซึ่งผลแห่งความสำเร็จนี้จะทำให้ผู้ประกอบ OTOP เศรษฐกิจฐานรากของไทยก้าวสู่ความมั่งคั่ง และมั่นคงอย่างยั่งยืน มีรายได้ เกิดการสร้างงาน และเกิดนวัตกรรมจนเป็นที่รู้จักในตลาดทุกระดับได้

นายสุชาติ ทีคะสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า การลงพื้นที่จัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์บริการ แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการร่วมกันของพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมในด้านการพัฒนา และยกระดับคุณภาพของสินค้า ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัด และนโยบายรัฐบาลในการ ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและบริการของประเทศโดยเฉพาะการสร้างมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของผลผลิตด้านการเกษตรทั้งการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและการแปรรูปผลผลิตการเกษตรที่นำผลการศึกษาวิจัยมาพัฒนา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและชุมชนเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ภายในงานสัมมนาฯ ยังได้มีการจัดนิทรรศการแสดงให้เห็นภาพรวมการสนับสนุนการพัฒนาสินค้า OTOP ของกรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สป.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และสถาบันการเงิน เพื่อให้เป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้ประกอบการ OTOP จะได้มีความเข้าใจและสามารถเข้าถึงการให้บริการได้ตรงตามความต้องการ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ประกอบการนำสินค้าร่วมจัดจำหน่ายภายในงานด้วย

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร คอร์ปอร์เรชั่น ฟิลิปปินส์ (ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์) จัดกิจกรรมอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนในโครงการ “Plant Today, Reap Tomorrow” ปีที่ 5 ชวนชุมชนชายฝั่งทะเลของเมือง ซามาล จังหวัดบาตาอาน ร่วมอนุรักษ์ความสมบูรณ์และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มผืนป่าโกงกางแล้วกว่า 33 ไร่

นายอุดมศักดิ์ อักษรภักดี กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของพื้นที่ป่าชายเลน ซึ่งถือเป็นระบบนิเวศที่สำคัญยิ่งต่อทั้งสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในผืนป่า ตลอดจนประชากรที่พึ่งพาทรัพยากรทางธรรมชาตินี้ในการดำรงชีวิต ผู้บริหารและพนักงานชาวซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ จึงร่วมกับเจ้าหน้าที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักเรียน นักศึกษา และชาวชุมชนชายฝั่งทะเล ในการดำเนินโครงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านกิจกรรมเพิ่มผืนป่าชายเลนที่จัดขึ้นเป็นประจำในทุกปีอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 ที่เคยได้รับผลกระทบจากคลื่นลมพายุสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และทำลายแหล่ง น้ำสะอาดตามแนวชายฝั่ง

จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องทำให้ปริมาณป่าไม้ชายเลนเพิ่มขึ้น ช่วยป้องกันแนวชายฝั่งไม่ให้เกิดความเสียหายจากกระแสคลื่นลมและชาวชุมชนไม่ได้รับอันตรายดังแต่ก่อน และยังช่วยปกป้องสิ่งมีชีวิตที่อยู่อาศัยในท้องทะเลจากการปรับปรุงระบบนิเวศให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ชุมชนชายฝั่งมีรายได้เพิ่มขึ้นจากสัตว์น้ำที่มีมากขึ้น

“ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ มีส่วนผลักดันให้เกิดการเพิ่มขึ้นของป่าชายเลน จากปริมาณกล้าไม้ชายเลนที่ปลูกไปแล้วมากกว่า 38,700 ต้น บนพื้นที่ กว่า 33 ไร่ พบว่าพันธุ์ไม้มีอัตรารอดสูงถึง 95% โดยบริษัทวางแผนที่จะสร้างธนาคารปูพร้อมปล่อยปลาและกุ้ง เพื่อเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์น้ำ โดยร่วมมือกับชุมชนเพื่อช่วยกระตุ้นให้พวกเขาร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อม ปกป้องผืนป่าชายเลนที่พวกเขาร่วมกันสร้าง” นายอุดมศักดิ์ กล่าวและว่า

ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ ดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างมีส่วนร่วม ผ่านคณะกรรมการโครงการฯ ที่ประกอบด้วยผู้บริหารและพนักงานของบริษัท ที่ทำงานร่วมกับคณะกรรมการท้องถิ่น เพื่อการดำเนินงานอย่างเป็นระบบควบคู่กับการติดตามความคืบหน้าและลงพื้นที่ดูแลกล้าไม้ที่ปลูกไปแล้วอย่างใกล้ชิด รวมถึงการช่วยกันปลูกต้นไม้ทดแทนในกรณีที่เกิดความเสียหาย เพื่อให้มีอัตรารอดสูงสุด นอกจากนี้ ยังร่วมกับชุมชนตรวจสอบพื้นที่สำหรับการพัฒนาอนุรักษ์และฟื้นฟูให้ขยายวงกว้างขึ้นต่อไป

พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของเกษตรกรในอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี นอกจาก มะนาว กล้วยไข่ แล้ว ยังมี มะละกอ ถึงแม้พื้นที่ปลูกไม่มากนัก ราว 50-100 ไร่ หมุนเวียนตลอดปี แต่ก็สร้างรายได้ให้เกษตรกรไม่น้อย

จุดเริ่มต้นของงานปลูกมะละกอที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง มีขึ้นเมื่อปี 2541 สำนักงานเกษตรอำเภอหนองหญ้าปล้อง โดย คุณบุญส่ง พูลพัฒน์ อดีตเจ้าหน้าที่เกษตร และ คุณชาญณรงค์ พวงสั้น รับราชการอยู่สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี ได้มีโครงการแปลงจัดไร่นาให้กับเกษตรกร พืชหนึ่งที่บรรจุในโครงการคือ มะละกอ

เมื่อโครงการแปลงจัดไร่นาผ่านไป ปรากฏว่า เกษตรกรติดใจงานปลูกมะละกอ จึงปลูกมาถึงปัจจุบันนี้

คุณบุญส่ง บอกว่า เกษตรกรปลูกมะละกอราว 10 ราย พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ อยู่ที่หมู่บ้านห้วยเกษม ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ สายพันธุ์มะละกอที่นำมาปลูก ได้มาจากอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ลักษณะของสายพันธุ์ ก้ำกึ่งระหว่างพันธุ์แขกดำและสายน้ำผึ้ง เกษตรกรได้เก็บสายพันธุ์สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ อาจจะเรียกว่าสายพันธุ์ “หนองหญ้าปล้อง” ก็ได้

“จุดเด่นของพันธุ์นี้ ดก ค่อนข้างทนต่อโรค เมื่อสุกเปลือกนิ่ม เนื้อในยังกินได้ ลักษณะผลยาว เนื้อสีแดงส้ม เนื้อไม่เละ เป็นได้ทั้งมะละกอกินสุกและมะละกอส้มตำ ชั่วอายุของมะละกอต้นหนึ่ง มีผลผลิตไม่ต่ำกว่า 150 กิโลกรัม อย่างแน่นอน” คุณบุญส่ง พูดถึงคุณสมบัติมะละกอที่หนองหญ้าปล้อง

คุณบุญส่ง บอกว่า พื้นที่ปลูกมะละกอที่หนองหญ้าปล้อง หมุนเวียนปีหนึ่งราว 100 ไร่ อายุของมะละกอที่ปลูก อยู่ได้อย่างน้อย 2 ปีครึ่ง หากดูแลดีเกษตรกรจะเก็บผลผลิตได้ 15 ตัน ต่อไร่ ต่อปี มีการคิดคำนวณกันแล้ว พื้นที่ปลูก 8 ไร่ จำนวน 2,000 ต้น มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท ต่อปี ต้นทุนการผลิต ไร่ละ 1.5 หมื่นบาท แต่ระบบน้ำต้องดี คือมีระบบสปริงเกลอร์ให้

คุณบุญส่ง บอกว่า การผลิตมะละกอที่หนองหญ้าปล้อง เน้นป้องกันโรค โดยมีหลักปฏิบัติ ดังนี้หนึ่ง…ตรวจแปลงทุกวัน หากพบโรคใบด่างวงแหวน ให้รีบตัดต้นเผาทำลายทันที

สอง…เครื่องมือเก็บ อย่างตะกร้าและเครื่องมือสอย ต้องใช้แปลงใครแปลงมัน ตะกร้าของแม่ค้า จะไม่สับเปลี่ยนกับของเกษตรกร แต่ใช้วิธีขนถ่าย เพราะอาจจะมีเชื้อจากแปลงของเกษตรกรรายอื่น ทำให้เกิดการติดเชื้อได้

สาม…เมื่อมะละกอหมดอายุ ต้องรีบตัดต้นแล้วเผาทำลายทันที หากปล่อยไว้ จะเป็นแหล่งสะสมโรค

ดูตัวเลขแล้ว ถือว่า มะละกอสร้างรายได้ดี แต่ก็มีปัจจัยที่ทำให้เจ๊งได้เหมือนกันเกษตรกรบางรายปลูกมะละกอ 10 ไร่ ถึงวันใกล้เก็บ เห็นเงินล้านในอีก 4-5 เดือน แต่เมื่อมีลมพายุมา เงินหายวับไปกับตา เก็บผลผลิตได้หลักหมื่นบาท เรื่องแบบนี้แม้แต่คุณบุญส่งก็เคยประประสบมา ดังนั้นเกษตรกรต้องเลือกพื้นที่ปลูกให้ปลอดภัยจากลมพายุ

คุณสุวิทย์ ทับทิม เกษตรกรอยู่บ้านเลขที่ 71 หมู่ที่ 2 ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ปลูกมะละกอมาตั้งแต่ปี 2541 ถือว่าเป็นลูกศิษย์ของคุณบุญส่ง

คุณสุวิทย์ เล่าว่า ตนเองเคยปลูกอ้อยเป็น 100 ไร่ เมื่อมาปลูกมะละกอ 10 ไร่ มีรายได้ดีกว่า ปัจจุบันเกษตรกรรายนี้ปลูกขนุน เงาะ และมะละกอ พื้นที่ปลูกของเขาไม่แน่นอน แต่หมุนเวียนมีมะละกอเฉลี่ยตลอดปี 1,000 ต้น โดยทยอยปลูก

เกษตรกรรายนี้แนะนำว่า การคัดพันธุ์มะละกอนั้น ผลต้องสวย ผลยาว เก็บมาผ่าชิมเนื้อเป็นขั้นตอนสุดท้าย ถึงแม้ผลสวย แต่เนื้อไม่หวานใช้ทำพันธุ์ไม่ได้ ดังนั้น ต้องเลือกผลที่สวยและเนื้อหวาน

วิธีการปลูก เริ่มจากเพาะเมล็ดในถุง 3 ต้น ปลูกลงดิน ระยะระหว่างต้นระหว่างแถว 2.50 เมตร คูณ 2.50 เมตร เมื่อมีดอก คัดต้นที่มีดอกกะเทยไว้ 6 เดือน มะละกอเริ่มติดผล

จนกระทั่ง 9 เดือน จึงเก็บผลสุกส่งตลาดได้

การดูแลรักษามะละกอ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เกษตรกรต้องใส่ใจ โดยเฉพาะโรคใบด่างวงแหวนต้องตรวจดูแปลงทุกวัน

เรื่องน้ำ คุณสุวิทย์ ให้น้ำโดยระบบสปริงเกลอร์ ลงทุนในส่วนนี้ ไร่ละ 6,000-7,000 บาท น้ำมีความสำคัญมาก หากไม่มีระบบน้ำ ไม่ควรปลูกมะละกอเชิงการค้าอย่างเด็ดขาด

ปุ๋ย เจ้าของเน้นปุ๋ยคอก เมื่อมีผลผลิตใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ระยะเวลาที่ใส่ให้ 2 เดือน ต่อครั้ง หากฝนชุก ต้องเปลี่ยนเป็น สูตร 13-13-21 เพื่อเพิ่มความหวาน เรื่องของความหวาน แม่ค้าจะเป็นผู้บอกให้ผู้ปลูกทราบอีกทีหนึ่ง หากความหวานน้อยเขาก็บอก ผู้ปลูกก็จะปรับปรุง

ส่วนใหญ่แล้วคุณสุวิทย์ ขายมะละกอที่ปลูกเป็นมะละกอสุก

ที่ผ่านมา มะละกอผลดิบ ขายเพื่อทำส้มตำ เคยขายได้ต่ำสุด กิโลกรัมละ 2 บาท สูงสุด 10 บาท

มะละกอสุก เคยขายได้ต่ำสุด กิโลกรัมละ 3 บาท สูงสุด 17 บาท แต่โดยเฉลี่ย กิโลกรัมละ 10 บาท

“แม่ค้ามาซื้อมีคนเดียว เขาส่งตลาดศรีเมือง ราชบุรี งานปลูกมะละกอถือเป็นอาชีพที่ดี แต่ต้องเลือกทำเล เช่น หลบหลีกเรื่องลม อยู่ไกลจากชุมชนพอสมควร คนปลูกมะละกอด้วยกันเองต้องเข้าใจ เมื่อโละต้นทิ้ง ต้องทำลาย เพราะขืนปล่อยไว้เมื่อเกิดโรค ติดต่อกัน จะสร้างความเสียหายได้” คุณสุวิทย์ บอก

ต้นทุนการผลิตมะละกอ ของเกษตรกรหนองหญ้าปล้องไร่ละหมื่นเศษๆ หากดูแลดี จะให้ผลตอบแทนแก่เจ้าของได้เป็นแสนบาท หากดูแลไม่ดี หรือมีลมพายุ อาจจะขายมะละกอได้ไร่ละไม่ถึงหมื่นบาท เรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

เรื่องการขาย คุณบุญส่ง บอกว่า หากมะละกอสุก เกษตรกรขายได้กิโลกรัมหนึ่ง 7 บาทขึ้นไป ถือว่าดีแล้วเตรียมขยายแบรนด์ “ภูธารา” จากข้าวไปสู่สินค้าเกษตรและแปรรูปอื่น

นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่าโครงการ “เกษตรปลอดภัย” ในจังหวัดมีความก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ จนปัจจุบันเกิดกลุ่มเกษตรกรในเครือข่ายเกษตรปลอดภัยแล้ว 15 กลุ่ม ในภาคอีสานตอนบนตามเป้าหมาย ครอบคลุม อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู เลย และบึงกาฬ

ภายใต้โครงการดังกล่าวที่มุ่งผลิตอาหารปลอดภัยให้ได้อย่างกว้างขวาง บ้านโคกล่าม-แสงอร่าม ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระฯ ก็ได้เข้าร่วมด้วย โดยการรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาผลิตข้าวและปลูกผักปลอดภัยเพื่อป้อนตลาดที่มีความต้องการสูง

นางหม่วย ดอนศรีโคตร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนภูธารา กล่าวว่า บ้านโคกล่าม-แสงอร่าม ตำบล กุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เป็นพื้นที่ต้นแบบของโครงการปิดทองหลังพระ ที่เข้ามาพัฒนาต่อยอดอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้สามารถทำการเกษตรได้ทั้งปี นอกจากนี้ยังประสานงานให้หน่วยงานราชการมาให้ความรู้ สอนอาชีพด้านต่างๆ ตามความสนใจของเกษตรกร

บ้านโคกล่าม-แสงอร่าม มีวิสาหกิจกลุ่มโรงสีข้าวร่วมกันผลิตข้าวปลอดภัยเพื่อจำหน่ายในตลาดนัดเกษตรปลอดภัย ซึ่งต่อมา นายวัฒนา พุฒิชาติ ได้เปิดนโยบายให้โรงพยาบาลเป็นแหล่งอาหารปลอดภัย ทำให้กลุ่มสามารถส่งข้าวปลอดภัยจำหน่ายในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นความต้องการของโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก ตลอดจนหน่วยทหาร จนคาดว่าในปีหน้าจะมีรายได้ไม่น้อยกว่า 14 ล้านบาท และรายได้จากผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “ภูธารา” อีกกว่า 6 ล้านบาท

ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ยังได้เข้ามาให้ความรู้ทางการตลาดและพัฒนาแบรนด์ของข้าวในชื่อ “ภูธารา” ตามสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ประกอบด้วยภูเขาและลำธาร และผลความสำเร็จของข้าว “ภูธารา” ทำให้วิสาหกิจชุมชนมีแนวคิดที่จะพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรอื่นภายใต้แบรนด์ที่มีอยู่ อาทิ การแปรรูป ผักและผลไม้อื่นๆ เพื่อสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน โดยเชื่อมโยงความรู้ด้านการแปรรูปและออกแบบบรรจุภัณฑ์

ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดหันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มเกษตรปลอดภัยทั้งด้านอุปสงค์ และอุปทาน

“การผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยมีความยากลำบาก ต้องใช้ความพยายามและตั้งใจของเกษตรกร ดังนั้นก็จะต้องหาตลาดให้เพียงพอเพื่อไม่ให้เกษตรกรหมดกำลังใจ ที่ผ่านมานับว่าประสบความสำเร็จ ทำให้ โรงพยาบาล 20 แห่งเข้าร่วมจนผักไม่พอจะขาย จังหวัดก็ต้องไปเร่งเสริมด้านการผลิต โดยจะสนับสนุนโรงเรือนให้เกษตรกร 50 หลัง”

ในขณะเดียวกันจังหวัดจะขยายตลาดสู่ผู้บริโภคให้ได้อาหารปลอดภัย โดยจะเพิ่มการจัดตลาดเกษตรปลอดภัย จากตลาดร่มเขียวที่มีอยู่ในขณะนี้ ด้วยการร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำเปิดตลาดจริงใจ เป็นทางเลือกเพิ่มเติม

ปัจจุบัน จังหวัดอุดรธานี ได้จับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการเอกชนกับกลุ่มเกษตรกร ส่งผลให้มีการทำความตกลงการค้ากันของผู้ประกอบการค้าปลีกและโรงแรมรวมสิบแห่ง เพื่อรับซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัยจากกลุ่มเกษตรกร

นักวิจัยวิศวะ มทร.ธัญบุรี ร่วมกับภาคเอกชน ผลิตสำเร็จ “เครื่องปรับอากาศด้วยลมเย็นประหยัดพลังงาน” ระบุประหยัดไฟกว่า 60-70% ค่าติดตั้งและซ่อมบำรุงถูกกว่า เมื่อเทียบกับเครื่องปรับอากาศทั่วไป พร้อมติดระบบกรองฝุ่น ป้องกันความชื้นและสร้างโอโซนอัตโนมัติ ปลอดภัยกับผู้ใช้งาน

รองศาสตราจารย์ ดร.บุญยัง ปลั่งกลาง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี จ.ปทุมธานี หัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า เครื่องปรับอากาศหรือแอร์คอนดิชันเนอร์ที่ใช้ในปัจจุบันแม้ให้ความเย็นฉ่ำและปรับอุณหภูมิได้ตามต้องการ แต่ก็สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากและมีค่าไฟฟ้ามหาศาล หากใช้กับห้องที่มีพื้นที่กว้างและโดมที่สูง ดังนั้น ตนเองและ นายยุทธพงษ์ ศรีวิชัยมูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไททัม จำกัด และบริษัท ไททัม อินดัสเทรียล จำกัด ร่วมกันพัฒนาเครื่องกำเนิดลมเย็นที่สามารถสร้างลมได้เสมือนกับเครื่องปรับอากาศ

จากการสืบค้นข้อมูล พบว่าระบบดังกล่าวได้เริ่มใช้เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว โดยนำข้อดีของระบบทำความเย็นหลายชนิดในปัจจุบัน มารวมกันเป็น Hybrid Innovation Technology เพื่อแก้ปัญหา เช่น การใช้ระบบอีแว้ปในโรงเรือนเพาะต้นกล้า ประเทศอิสราเอล ที่พัฒนามาสู่ระบบฟาร์มไก่และเริ่มใช้กับมนุษย์มากยิ่งขึ้นดังปัจจุบัน เช่น ร้านวัสดุก่อสร้างอย่างดูโฮม เมกาโฮม และไทยวัสดุ ซึ่งได้นำระบบอีแว้ปมาใช้ ทำให้เกิดปัญหาการเหนียวตัว เมื่อข้างนอกมีความชื้นหรือฝนตก เกิดสภาวะร้อนอบอ้าว บางแห่งไม่มีระบบบำบัดน้ำ ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค และระบบทำความเย็นชิลเลอร์ ใช้คอมเพรสเซอร์ขนาดใหญ่ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมาก และอาจเกิดการสะสมของเชื้อโรคบริเวณคอยล์เย็นขึ้นได้

รองศาสตราจารย์ ดร.บุญยัง กล่าวว่า เครื่องปรับอากาศด้วยลมเย็นประหยัดพลังงานควบคุมด้วยอินเวอร์เตอร์คอนโทรลและมินิคอมเพรสเซอร์ ที่พัฒนาจนสำเร็จนี้สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากถึง 60-70% ค่าติดตั้งและค่าซ่อมบำรุงก็ถูกกว่าเมื่อเทียบต่อตารางเมตรในห้องที่กว้างหรือโดมที่สูง และให้ลมเย็นด้วยระบบทำน้ำเย็นร่วมกับระบบอีแว้ปของน้ำเย็น ประกอบกับชุดออฟชั่นเพิ่มเมนคอนโทรลสามารถต่อระบบเครื่องสร้างลมเย็นได้มากถึง 8 ชุด และมีชุดออฟชั่นระบบป้องกันการสตาร์ทคอมเพรสเซอร์พร้อมกัน เพื่อช่วยลดค่าพีคดีมานด์หรือค่าความต้องการพลังงานไฟฟ้า ส่วนถังน้ำอีแว้ปมีระบบที่เชื่อมต่อกับระบบทำน้ำเย็นแบบพิเศษด้วยเทคนิคคูลลิ่งแบตเตอรี่ ที่ทำให้ระบบสามารถป้อนน้ำเย็นให้กับถังน้ำโดยอัตโนมัติ ขณะที่น้ำในถังเริ่มสกปรก ระบบสามารถปล่อยน้ำทิ้งได้อัตโนมัติ ที่สำคัญยังมีเซ็นเซอร์ควบคุมความชื้นและอุณหภูมิทำให้ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งาน

ด้านนายยุทธพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้ติดตั้งระบบระบายอากาศ ดูดคาร์บอนไดออกไซด์และความร้อนออกจากตัวอาคารที่ติดตั้ง ทำให้หายใจโล่งและสดชื่น เนื่องจากติดตั้งระบบกรองอากาศ กรองฝุ่นละออง และฆ่าเชื้อด้วยระบบอินฟาเรด และได้รับมาตรฐานการจัดการคุณภาพ ISO9001/2015 และมาตรฐานทางไฟฟ้าจาก P-TECH หน่วยงานจาก สวทช. ส่วนมาตรฐานความปลอดภัยทางไฟฟ้า ผ่านการตรวจสอบตัวอย่างน้ำที่ใช้ในระบบและน้ำทิ้งจากระบบว่าเป็นไปตามมาตรฐานน้ำที่ใช้ในมนุษย์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทางบริษัทจัดให้มีการผลิตสินค้า 2 รุ่น คือ รุ่นเล็กสำหรับบ้านจัดสรร และรุ่นใหญ่สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม สถานประกอบการ รวมถึงสนามกีฬาในร่ม และเริ่มวางราคารุ่นเล็กประมาณ 50,000-250,000 บาท ต่อหลัง ส่วนรุ่นใหญ่ราคาประมาณ 100,000-10,000,000 บาทตามพื้นที่ที่ติดตั้ง

ระบบทั้งหมดได้ติดตั้งเพื่อใช้งานจริงไม่ต่ำกว่า 2 ปี ดังเช่น สถานีอัดก๊าซธรรมชาติเอ็นจีวี จาก ปตท. บริษัท สากลเอนเนอยี จำกัด (มหาชน) โรงเซอร์วิสรถของตัวแทนจำหน่ายยามาฮา จ.สระบุรี ห้องสมุดโรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ จ.ตาก โรงผลิตแป้งมันสำปะหลัง บริษัท เอี่ยมบูรพา จำกัด จ.สระแก้ว รวมถึงบ้านเรือนขนาด 200 ตารางเมตรขึ้นไป และสนามกีฬา

ทั้งนี้ สามารถสร้างลมเย็นได้ประมาณ 24-28 องศาเซลเซียส จัดเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ในประเทศเพื่อการพัฒนาด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศที่มากถึง 70% ขณะที่บางชิ้นส่วนยังต้องมีการนำเข้าจากประเทศจีนและอเมริกา ที่สำคัญคือสามารถใช้งานได้ทั้งห้องเปิดและห้องปิด โดยไม่เกิดความเสียหายกับคอมเพรสเซอร์ ล่าสุดคว้า รางวัลเหรียญเงิน ในงาน “46th International Exhibition of Inventions Geneva” ที่กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส และรางวัลพิเศษจาก China Association of Inventions ประเทศจีน ในอนาคตเตรียมพัฒนาต่อยอดให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้นและมีขนาดเล็กลงเพื่อประหยัดพื้นที่ โดยผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 086 899 2996 หรือ 095 120 1888

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนตุลาคม 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2560 ร้อยละ 3.86 โดยดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาเดือนตุลาคม 2561 ลดลงจากเดือนตุลาคม 2560 ร้อยละ 0.37 สินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์มีความต้องการและแข่งกันรับซื้อ และสุกร ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงจากการที่ภาคเอกชนและเกษตรกรรายย่อยลดปริมาณการผลิต

สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ยางพารา ราคาลดลงเนื่องจากมีการชะลอซื้อขายในตลาดล่วงหน้าจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศเศรษฐกิจหลัก ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นประกอบกับภาวะการค้าในประเทศและการส่งออกชะลอตัว ไก่เนื้อ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ประกอบกับภาวะการค้าชะลอตัวจากสถานศึกษาปิดภาคเรียนและอยู่ในช่วงเทศกาลกินเจ

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนตุลาคม 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2560 ร้อยละ 4.25 สินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ลองกอง ปาล์มน้ำมัน และไก่เนื้อ และสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ สับปะรด สุกร และไข่ไก่ หากมองแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนพฤศจิกายน 2561 คาดว่า เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2560 ร้อยละ 2.27 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.36 โดยสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือก ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไก่เนื้อ ในขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง ร้อยละ 0.09 โดยสินค้าสำคัญที่มีราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ และไข่ไก่

ทั้งนี้ สินค้าสำคัญที่มีผลผลิตออกมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากเป็นช่วงเดือนที่เก็บเกี่ยวผลผลิตมาก ส่งผลให้ผลผลิตยังคงออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ยางพาราและปาล์มน้ำมัน เนื่องจากผลผลิตจะออกสู่ตลาดตามฤดูกาล รวมทั้ง ข้าวเปลือก เนื่องจากเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต

อย่างไรก็ตาม เดือนธันวาคม 2561 ดัชนีรายได้เกษตรกรคาดว่าจะทรงตัว โดยดัชนีราคามีแนวโน้มลดลง ขณะที่ดัชนีผลผลิต คาดว่าจะใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมขอเรียนถามว่า ปัจจุบันเราผลิตและส่งออกลำไยไปต่างประเทศมากน้อยเพียงใด เราใช้บริโภคภายในประเทศเท่าใด แหล่งผลิตสำคัญอยู่ทางภาคเหนือที่ทราบกันดี แต่มีแหล่งผลิตใหม่ๆ อีกหลายแห่ง มีที่ไหนบ้างครับ ขอความกระจ่างด้วย และผมขอขอบคุณเป็นอย่างสูง