อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่าได้กำชับทุกหน่วย

ตามที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการ ตั้งแต่ก่อนพายุปาบึกจะเข้า และทำแผนผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเพื่อฟื้นฟูพืชผลทางการเกษตรหลังน้ำลด โดยให้ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการอารักขาพืช ทั้ง 9 ศูนย์ทั่วประเทศ ผลิตเชื้อไตรโคเดอร์ม่า เพื่อช่วยป้องกันโรคที่อาจจะเกิดหลังน้ำลดได้ โดยเบื้องต้น ได้สั่งการให้ผลิตเชื้อไตรโคเดอร์ม่า จำนวน 65,000 กิโลกรัม เพื่อรองรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทางการเกษตร กว่า 65,000 ไร่ และสั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัดหลังน้ำลด ให้ลงพื้นที่ ให้คำ แนะนำ และสำรวจพื้นที่ความเสียหาย เพื่อเตรียมการให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ต่อไป

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากสถานการณ์พายุปาบึก ผ่านไป หลายพื้นที่ยังเกิดน้ำท่วมขัง ส่งผลต่อยางพาราและปาล์ม รวมทั้งพืชผักอื่นๆ โดยในพื้นที่หลังน้ำลดระยะแรกที่ดินยังเปียกอยู่ ห้ามคนและสัตว์เลี้ยง รวมถึงเครื่องจักรกลเข้าไปเหยียบย่ำในพื้นที่แปลงปลูก ส่วนในพื้นที่ที่มี น้ำท่วมขังอยู่ ควรหาทางระบายน้ำออกโดยเร็ว เมื่อพื้นที่เริ่มแห้งพอที่จะเข้าไปปรับสภาพดินเพื่อปลูกได้ ให้ไถพรวนและตากดินไว้ เพื่อให้ดินแห้งมากขึ้น และควรหาปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่าคลุกเคล้ากับดิน เพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การปลูกพืช รวมทั้งการใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่าใส่ลงไปในดิน จะช่วยป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าได้

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ระดมกำลังจิตอาสาเร่งช่วยเหลือมอบผลิตภัณฑ์อาหาร น้ำดื่ม ไข่ไก่สด และเปิดสำนักงานเป็นศูนย์พักพิง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยจากพายุโซนร้อน “ปาบึก” ในหลายจังหวัดภาคใต้

นายณัฐวุฒิ มัดดี ผู้แทน ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทตระหนักดีถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนดังกล่าว โดยเบื้องต้นได้ประสานงานอย่างเร่งด่วนกับกองทัพเรือ เพื่อมอบไข่ไก่จำนวน 50,000 ฟอง เพื่อนำไปมอบให้กับหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ ซึ่งกองทัพเรือจะลำเลียงไข่ไก่ตลอดจนข้าวสารอาหารแห้งที่ได้รับบริจาคจากหน่วยงานต่างๆ ด้วยเรือรบหลวงจักรีนฤเบศร จาก อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี สู่พื้นที่ต่างๆ ที่ได้รับความเดือดร้อน

ขณะเดียวกัน ชาวซีพีเอฟจิตอาสาในพื้นที่ภาคใต้ได้มอบน้ำดื่ม ข้าวสาร และอาหารแห้ง ผ่านศูนย์พักพิงวัดศาลาหลวง อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังเปิดสำนักงานของฟาร์มปากพนัง 1 อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และฟาร์มธนโชติ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เป็นศูนย์พักพิงและให้ความช่วยเหลือแก่ชาวชุมชนใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนปาบึก ปัจจุบัน มีผู้เข้าพักพิงชั่วคราวทั้ง 2 แห่งแล้วกว่า 70 คน โดยบริษัทช่วยเหลือทั้งน้ำดื่มและอาหาร

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงนามความร่วมมือกับ นายปริญญา ยมะสมิต ผู้ว่าการประปานครหลวง (กปน.) และ รองศาสตราจารย์เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เรื่อง “การใช้ทรัพยากรร่วมกันของรัฐวิสาหกิจเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำเนินงาน” โอกาสนี้ คุณสุธัญญา ศรีสุริยจันทร์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ (พัฒนาวิชาการประปา) และ รศ.ดร.ธีร เจียศิริพงษ์กุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. นายวิรัช จันทรา รองผู้ว่าการกลุ่มบริการอุตสาหกรรม ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. และคณะผู้บริหาร ร่วมเป็นเกียรติในพิธีฯ ในวันศุกร์ที่ 4 มกราคม 2562 ณ ห้องประชุม กวท. วว.เทคโนธานี

ความร่วมมือครั้งนี้ระหว่าง วว. การประปานครหลวง และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มีวัตถุประสงค์เพื่อประสานความร่วมมือด้านการวิจัย วิชาการ ระหว่างหน่วยงาน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้มีการประสานความร่วมมือของหน่วยงานที่มีพันธกิจที่เกี่ยวข้องกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่หน่วยงานและต่อประเทศ โดย กปน. นั้นเป็นหน่วยงานที่เป็นรัฐวิสาหกิจเช่นเดียวกับ วว. ในส่วนของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. มีภารกิจด้านวิชาการและวิจัยพัฒนา

ซึ่งใกล้เคียงกับภารกิจของ วว. ทั้งนี้ วว. จะได้ร่วมกันดำเนินการศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำ และการควบคุมคุณภาพของน้ำประปา และจัดการวัสดุเหลือทิ้งที่เกิดจากกระบวนการผลิตน้ำประปา การใช้โครงสร้างพื้นฐานทางวิชาการของหน่วยงานร่วมกัน อาทิ ห้องปฏิบัติการของหน่วยงานรวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลวิชาการ ตลอดจนร่วมกันพัฒนาบุคลากรของทั้งสองหน่วยงาน โดยการจัดฝึกอบรมและประชุมวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนหรือถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจด้านเทคนิควิชาการ

เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี มอบเงินช่วยเหลือชาวสวนยางภาคตะวันออก ในโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ณ หอประชุม ที่ว่าการอำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ทราบถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา และติดตามสถานการณ์ด้านตลาดและราคายางอย่างใกล้ชิด รวมทั้งออกมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางมาโดยตลอด แต่เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพารายได้จากการส่งออกยางพาราในรูปวัตถุดิบเป็นหลัก กว่าร้อยละ 85 เป็นการส่งออกยางพาราสู่ประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ โดยเฉพาะประเทศจีนที่กำลังประสบปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และมาตรการทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา

จึงเป็นปัจจัยลบที่ทำให้ราคายางลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ภาครัฐบาลจึงมีนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ที่มุ่งหวังช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางในระยะเร่งด่วน ช่วงที่ราคายางส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง และคนกรีดยางอย่างทุกวันนี้ เพื่อสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรชาวสวนยาง และช่วยเหลือค่าครองชีพคนกรีดยาง อีกทั้งเป็นขวัญกำลังใจ ให้สามารถร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพ และยกระดับราคายางให้เป็นไปตามที่ทุกคนคาดหวังได้

นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการแก้ปัญหาในระยะเร่งด่วน กษ. ได้ดำเนินโครงการต่างๆ ที่ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนอาชีพ เพิ่มรายได้เสริม โครงการที่ส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ โครงการสนับสนุนทุนหมุนเวียนให้ทั้งผู้ประกอบกิจการยางพารา หรือกลุ่มสหกรณ์ยางพารา นอกจากนี้ กษ. ได้วางแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตร โดยเน้นการแก้ปัญหา 3 ด้าน ได้แก่ การลดต้นทุนการผลิต การให้ความรู้กับเกษตรกรทำเกษตรรูปแบบใหม่ รวมถึงการมุ่งเน้นด้านการตลาด ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตหรือการจัดจำหน่าย ซึ่งต้องให้ตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน โดยสนับสนุนให้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเกษตรกรผู้ผลิต และภาคเอกชนผู้ค้า ทั้งนี้ เพื่อปฏิรูปภาคการเกษตรให้มีความมั่นคงสมกับที่เป็นรากฐานเศรษฐกิจของประเทศไทย

ด้าน นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ มีการจ่ายเงินให้เกษตรกรชาวสวนยางผ่านบัญชี ธ.ก.ส. ทั่วประเทศแล้ว กว่า 155.8 ล้านบาท โดยจ่ายให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง แบ่งเป็น เจ้าของสวนยาง (1,100 บาท/ไร่) จำนวน 9,477 ราย เจ้าของสวนยางกรีดเอง (700 บาท/ไร่) จำนวน 7,787 ราย และคนกรีดยาง (700 บาท/ไร่) จำนวน 1,182 ราย สำหรับเขตพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด และ ฉะเชิงเทรา กยท. ได้ส่งข้อมูลเกษตรกรชาวสวนยางให้ ธ.ก.ส. แล้ว จำนวน 2,102 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 21 ล้านบาท

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การันตีโครงการปลูกข้าวโพดหลังนาช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้จริง พร้อมยกอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นต้นแบบความสำเร็จในการส่งเสริมเกษตรกรให้หันมาปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ใช้ความร่วมมือตามแนวทางประชารัฐส่งเสริมการผลิตข้าวโพดที่มีคุณภาพให้เกษตรกร ส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,810 บาท/ไร่ ราคารับซื้อกิโลกรัมละ 7-8 บาท สร้างรายได้ให้เกษตรกรเฉลี่ยไร่ละ 8,365 บาท และเมื่อหักต้นทุนแล้วเกษตรกรจะมีกำไรเฉลี่ย 4,555 บาท/ไร่

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายในการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เพื่อเพิ่มปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดภายในประเทศ และช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้มีรายได้ที่มั่นคง โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวเป็นการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ที่ตลาดมีความต้องการ ซึ่งในช่วงระยะแรกของการดำเนินโครงการได้ทดลองส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่นำร่อง ในอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์

โดยมีสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านโรงหม้อ จำกัด สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านโคกหม้อ จำกัด และสหกรณ์การเกษตรพิชัย จำกัด เข้าร่วมโครงการจำนวน 206 ราย พื้นที่ปลูก 3,025 ไร่ เริ่มปลูกข้าวโพดตั้งแต่เดือนกันยายน 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์วงเงิน 10.3 ล้านบาทให้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการกู้ยืมไปจัดหาปัจจัยการผลิตให้กับสมาชิกและเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อรวบรวมผลผลิตเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว

ตลอดระยะเวลาของการเพาะปลูกข้าวโพด จะมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน และบริษัทเอกชนผู้ผลิตอาหารสัตว์ ร่วมกันลงพื้นที่ เพื่อถ่ายทอดความรู้การปลูกข้าวโพด การดูแลรักษา การลดต้นทุนการผลิตและการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตให้เพิ่มขึ้น รวมถึงร่วมวางแผนการตลาดกับสหกรณ์ทั้ง 4 แห่ง ซึ่งทำหน้าที่ในการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรเพื่อนำมาปรับปรุงคุณภาพและส่งข้าวโพดให้กับโรงงานอาหารสัตว์ในพื้นที่ และขณะนี้เกษตรกรในพื้นที่นำร่องดังกล่าวได้ทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังใช้ระยะเวลาในการปลูกข้าวโพดประมาณ 4 เดือน รวบรวมผลผลิตแล้ว 3,888.60 ตัน ซึ่งผลผลิตทั้งหมดสหกรณ์จะรับซื้อทั้งหมดเพื่อนำมาปรับปรุงคุณภาพส่งขายให้กับพ่อค้าเอกชนในพื้นที่และสหกรณ์การเกษตรเมืองตรอน จำกัด ซึ่งเป็นแม่ข่ายในการรับซื้อผลผลิตจากทั้ง 4 สหกรณ์ เพื่อส่งจำหน่ายให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์ของบริษัท CPF และบริษัท เบทาโกร

ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาในพื้นที่นำร่อง พบว่าต้นทุนในการปลูกข้าวโพดเฉลี่ย 3,810 บาท/ไร่ ผลผลิตที่ได้เฉลี่ย 1,200 กิโลกรัม/ไร่ ราคารับซื้อข้าวโพดความชื้น 27-30% อยู่ที่ 7-8 บาท/กิโลกรัม และเกษตรกรจะมีรายได้จากการจำหน่ายข้าวโพดเฉลี่ย 8,365 บาท/ไร่ และเมื่อหักต้นทุนแล้วเกษตรกรจะมีกำไรเฉลี่ย 4,555 บาท/ไร่ และ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะลงพื้นที่ติดตามผลความก้าวหน้าการดำเนินโครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาในพื้นที่อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ และร่วมเก็บเกี่ยวผลผลิตกับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพื้นที่นำร่อง ในวันที่ 9 มกราคม 2562 นี้

คุณฝ้าย ให้ข้อมูลว่า เมื่อก่อนเธอกับแฟนหนุ่มทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศร่วม 3 ปี แต่รายได้ไม่เพียงพอ เลยต้องหาลู่ทางสร้างรายได้เพิ่ม

“ช่วยกันหาของมาขายหวังสร้างรายได้ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ตอนหลังแฟนไปเจอร้านขายต้นไม้ เป็นต้นไม้มงคลเห็นแล้วชอบเลยนำมาขายดู ตั้งร้านที่ตลาดนัดปากซอยแถวบ้าน ขายต้นไม้ด้วย ทำงานประจำไปด้วย ยอดขายดี ทำได้สักพัก เราทั้งคู่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำทันที”

หลังออกจากงานประจำคุณฝ้ายเปลี่ยนที่ขายใหม่ จากตลาดแถวบ้านเป็นตลาดนัดมะลิ เมืองทองธานี ซึ่งเป็นหน้าร้านปัจจุบัน ขายควบคู่กับออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ นับเวลารวมๆ แล้วเกือบ 5 ปี จำหน่ายต้นไม้มงคลใส่กระถาง 3 นิ้ว ราวๆ 30 สายพันธุ์ รับซื้อจากสวนต้นไม้คุณภาพแถวบางใหญ่ หมุนเวียนพันธุ์ตลอดไม่มีซ้ำ เพราะบางพันธ์ุไม่ได้มีขายประจำ

“ฝ้ายกับแฟนไม่ได้จบด้านเกษตรมาเลย ขายต้นไม้ได้เพราะอาศัยเรียนรู้จากร้านต้นไม้ที่ไปรับซื้อ เวลาไปรับจะนำต้นไม้มาดูแลอนุบาลที่บ้านก่อนเหมือนได้เรียนเกษตรจริงๆ”

ก่อนเล่าต่อว่า ก่อนเปิดเพจขายแค่ต้นไม้มงคลอย่างเดียว ช่วงหลังมานี้ยอดขายดีขึ้นตามลำดับ จากใส่กระถางธรรมดาก็เพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น ด้วยการนำมาทำเป็นของชำร่วย สวนถาด ขายกระถาง แค็กตัสเสริมมาด้วย

ที่เด่นๆ ของทางร้านเลย คือของชำร่วย คุณฝ้าย บอกว่า มีแพ็กเกจหรือรูปแบบให้ลูกค้าเลือก รับออเดอร์ 100 ชุด ขึ้นไป แต่ส่วนมากเมื่อถึงช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ มีลูกค้าสนใจสั่งไปเป็นของฝาก ออเดอร์อยู่ที่ประมาณ 20-30 ชุด ทางร้านยินดีรับทำเหมือนกัน
“ช่วงตุลาคมเป็นต้นไปจะขายดีมาก เพราะเป็นช่วงแต่งงาน ลากยาวไปจนถึงเทศกาลปีใหม่ มีทั้งซื้อแบบของชำร่วย และซื้อแบบต้นไม้กระถางธรรมดา”

โดยสายพันธุ์ที่ขายดีคือ ช้อนเงินช้อนทอง คุณฝ้าย บอกว่า มาเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยความหมายที่ดี ตักตวงเงินทองเข้ามา ลูกค้าจะชอบมาก ตามมาด้วย ไผ่กวนอิม ส่วนของราคา ทางร้านจะขายต่างกัน หากเป็นแพ็กเกจหรือของชำร่วย จะมีราคาขึ้นมาหน่อย ทุกแพ็กเกจเริ่มต้นที่ 22-35 บาท ส่วนกระถางดำ ราคาอยู่ที่ 25 บาท 4 ต้น ฟรี 1 ต้น จัดส่งให้ทั่วประเทศโดยลูกค้าจ่ายค่าจัดส่งเอง

คุณฝ้าย บอกต่อว่า หากสินค้าเสียหาย ทางร้านรับผิดชอบเต็มที่ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไข คือ ต้องเสียหายภายในวันที่รับของแล้ว และต้องถ่ายรูปมาให้ดูเพื่อยืนยัน

“เคยมีกรณีเสียหาย แต่น้อยมาก ส่วนใหญ่ลูกค้าที่ซื้อไปจะรักต้นไม้ หลังได้รับของแล้วจะอนุบาลเป็นอย่างดี” คุณฝ้าย เล่าเสริมหากซื้อไปแล้ว เป็นมือใหม่ไม่ต้องกังวล เพราะทางร้านมีไฟล์ภาพอธิบายควบคู่วิธีการเลี้ยงให้ลูกค้าทุกคน ซึ่งแต่ละชนิดดูแลไม่เหมือนกัน บางตัวชอบแสง บางตัวชอบน้อย จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

เกี่ยวกับยอดขาย จากแรกๆ กับปัจจุบัน คุณฝ้าย บอกว่า ต่างกัน แต่ก่อนขายกันเองจากหน้าร้านและเพจได้ยอดเหมือนกันแต่ไม่มาก มาช่วงหลังทางร้านเปิดรับตัวแทนจำหน่าย และเพิ่มมูลค่าเป็นของชำร่วย ยอดขายเพิ่มขึ้นมากเท่าตัว เพราะคนเริ่มรักธรรมชาติ และชอบของชำร่วยรูปแบบนี้ รวมๆ แล้วยอดขายแต่ละเดือนยังไม่หักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 6 หลัก ต่อเดือน

ก่อนทิ้งท้ายว่า ขายต้นไม้เป็นงานที่รัก ตื่นมาเจอธรรมชาติทุกวัน ไปซื้อต้นไม้ แพ็ก ส่งของ ไม่มีเวลาเข้าออก วันหยุด หรือวันลาเหมือนงานประจำ

สนใจไม้มงคล เข้าไปดูได้ที่ เฟซบุ๊ก Krabpomminiplants จำหน่ายต้นไม้เล็ก ไม้มงคล ของชำร่วย ปลีก-ส่ง ทั่วประเทศด้วยเมื่อเร็วๆ นี้ คุณพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมคณะอนุกรรมการฯ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน กปร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางตรวจเยี่ยมการดำเนินงานในโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ฮอด อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนโครงการ พบว่า การดำเนินงานของส่วนงานที่เกี่ยวข้องมีความคืบหน้าตามลำดับอย่างเป็นที่น่าพอใจยิ่ง

ในการนี้ องคมนตรีได้ปลูกต้นไม้เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ พร้อมพบปะพูดคุยเพื่อรับทราบถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่ และให้ข้อเสนอแนะแก่ส่วนงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร และการบริหารจัดการน้ำภายหลังจากโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ฮอด อันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วเสร็จ โดยที่ราษฎรในพื้นที่มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่อีกด้วย

สำหรับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร ในพื้นที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2530 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับแหล่งน้ำในเขตอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการก่อสร้างฝายทดน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ ณ ตำบลบ้านฮอด อำเภอฮอด

ในการนี้กรมชลประทานจึงได้น้อมนำพระราชดำริดำเนินการก่อสร้าง เมื่อโครงการแล้วเสร็จสามารถเอื้อประโยชน์แก่ราษฎรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดีและต่อเนื่องตลอดมาแต่อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อมาพบว่า จากการใช้ประโยชน์ในการกักน้ำเพื่อยกระดับให้สูงขึ้นสำหรับการผันไปสู่พื้นที่การเกษตรของราษฎรที่สูงกว่ามาเป็นระยะยาวนาน จึงเกิดการทับถมของตะกอนดินบริเวณหน้าฝายเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้พื้นที่กักน้ำและยกระดับน้ำบริเวณหน้าฝายลดน้อยลงและเกิดความตื้นเขิน ประกอบกับตัวฝายได้ชำรุดมากขึ้นตามกาลเวลาที่ผ่านการใช้งานมายาวนาน

ต่อมาเมื่อ วันที่ 14 มีนาคม 2537 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรที่ประสบปัญหาความแห้งแล้งที่บ้านตีนตก หมู่ที่ 8 ตำบลนาคอเรือ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาจัดหาแหล่งน้ำช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ตำบลนาคอเรือ และตำบลฮอด เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำใช้เพื่อการเกษตรกรรม ตามที่ราษฎรได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ฮอด

ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางออกสำหรับการเพิ่มปริมาณน้ำให้กับราษฎรในพื้นที่ ด้วยจำนวนประชากรที่ประกอบอาชีพทางการเกษตรในพื้นที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น ประกอบกับการปลูกพืชที่จะต้องใช้น้ำเพื่อการบำรุงมีเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและชนิดพืช

สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ฮอด อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอฮอด ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาสำรวจ เพื่อขออนุญาตใช้พื้นที่โดยกำหนดแผนในการดำเนินงานจำนวน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2566 และเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกได้ประมาณ 9,000 ไร่

ทั้งนี้ คุณณรงค์ สงวนแสง ราษฎรบ้านแพะดินแดง หมู่ที่ 2 ตำบลฮอด อำเภอฮอด กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่พระองค์ท่านทรงห่วงใยและให้ความสำคัญในชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรตำบลฮอด ในเรื่องน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการทำการเกษตร เพราะพื้นที่แห่งนี้เกิดความขาดแคลนมานานแล้ว ที่สำคัญราษฎรในพื้นที่ล้วนเป็นผู้ที่เสียสละพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินก่อนหน้านี้ ซึ่งจะอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านฮอดเก่าที่เป็นพื้นที่น้ำท่วมถึง หลังจากการก่อสร้างเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ทางการได้อพยพให้มาอยู่และอาศัยทำกินในพื้นที่บ้านแพะดินแดง

“หากปีใดน้ำในเขื่อนภูมิพลมีจำนวนมาก น้ำจะท่วมถึงหมู่บ้าน แต่หากปีใดน้ำน้อยก็จะเกิดความแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำ พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริให้ก่อสร้างฝายขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แต่เมื่อใช้งานมานานก็เกิดความตื้นเขินให้ประโยชน์น้อยลง การสร้างเขื่อนเพื่อเก็บกักน้ำจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ในปัจจุบัน” คุณณรงค์ กล่าว

ทางด้าน คุณนิคม ปินต๊ะ ราษฎรบ้านวังลุง หมู่ที่ 3 ตำบลฮอด อำเภอฮอด กล่าวเพิ่มเติมว่า อ่างเก็บน้ำแม่ฮอดเป็นสิ่งที่ราษฎรในพื้นที่มีความต้องการเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะทุกคนมีอาชีพทางการเกษตร ทำนา ทำสวนลำไย ซึ่งต้องอาศัยน้ำเป็นสำคัญ

“บ้านผมต้องการเป็นอย่างสูงครับในเรื่องของน้ำ นับเป็นบุญของชาวบ้านตำบลฮอด ที่จะได้โครงการอ่างเก็บน้ำตามพระราชดำริของในหลวง ที่สำคัญเมื่อมีน้ำ ชาวบ้านก็จะลืมตาอ้าปากได้ดีกว่าที่ผ่านมา เพราะสามารถทำการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปีและมีรายได้จากการขายผลผลิต” คุณนิคม กล่าวในที่สุด

นางสาวชนนี หนูบุตร ผู้จัดการฝ่ายบริหารและการเงิน บริษัท แม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด ผู้ผลิตเอทานอลจากน้ำอ้อยในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กลุ่มมิตรผล เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ส่งเสริมการปลูกอ้อยในพื้นที่แม่สอดเพื่อนำไปผลิตเป็นเอทานอล โดยในปี 2560/2561 มีผลผลิตอ้อย จำนวน 600,000 ตัน จากพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 56,000 ไร่ และมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้เกิดการขยายการปลูกอ้อยเป็น 1,000,000 ตัน ซึ่งจะใช้พื้นที่ปลูกอ้อย ประมาณ 100,000 ไร่ ในฤดูการผลิตปี 2663/2664 เพื่อขยายกำลังการผลิตเอทานอลเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งสามารถผลิตได้เต็มกำลังการผลิต อยู่ที่ 250,000-260,000 ลิตร ต่อวัน จากปัจจุบันที่ผลิตได้ประมาณ 240,000 ลิตร ต่อวัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับค่าความหวาน และผลผลิตความสะอาดของอ้อยที่เข้าสู่โรงงาน

“ในพื้นที่แม่สอด เป็นพื้นที่ปลูกพืชเพื่อพลังงานโดยแท้จริง เนื่องจากเป็นพื้นที่ซึ่งมีสารแคชเมียม แต่ในปี 2555 รัฐบาลขณะนั้นมองว่าจะทำอย่างไร ให้ช่วยเหลือชาวบ้านที่แม่สอดมีแหล่งทำกิน และมีรายได้จึงเกิดการส่งเสริมให้ปลูกอ้อยเพื่อส่งเข้าโรงงานเพื่อผลิตเป็นเอทานอลแทน เพราะอ้อยที่ผลิตได้ในพื้นที่นี้ไม่สามารถนำไปแปรรูปในอุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาลเพื่อการบริโภคได้ ขณะเดียวกันก็ปลูกได้แค่ช่วง เม.ย.-ธ.ค. ช่วงนี้จึงนำน้ำอ้อยสดมาผลิตเอทานอลได้ แต่หลังจากนั้นจะต้องใช้วิธีบริหารจัดการโดยใช้วิธีการผลิตเป็นไซรับเพื่อเป็นวัตถุดิบผลิตเอทานอลในช่วงนอกฤดูกาล ประกอบกับมีการบริหารลดการสูญเสียในทุกกระบวนการผลิตทำให้ต้นทุนลดต่ำ เป็นผลให้ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างรายได้ปีละเฉลี่ย ประมาณ 2,000 ล้านบาท” นางสาวชนนี กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจให้ความสำคัญในด้านการบริหารจัดการในกระบวนการผลิตที่สามารถลดการสูญเสียในทุกผลิตภัณฑ์ของบริษัท ทั้งในด้านการแปรรูปอ้อยเพื่อผลิตเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเอทานอล และยังสามารถนำของเสียจากกระบวนการผลิตไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า จำนวน 16 เมกะวัตต์ ซึ่งนำกลับมาใช้ในโรงงาน จำนวน 5.6 เมกะวัตต์ และที่เหลือจำหน่ายเข้าระบบให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อย่างไรก็ตาม ในอนาคตบริษัทมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตเอทานอลแล้วยังกำลังพิจารณาขยายกำลังการผลิตไฟฟ้า เพิ่มขึ้นอีก 16 เมกกะวัตต์ เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้กับประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย โดยการใช้วัตถุดิบจากโรงงานที่มีอยู่ แต่จะดำเนินการได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลประกอบการและความต้องการใช้ไฟฟ้าประเทศเพื่อนบ้าน

“แม้ว่าบริษัทต้องเผชิญกับภาวะปริมาณอ้อยที่ป้อนเข้าสู่โรงงานจะมีจำนวนจำกัด แต่ด้วยศักยภาพระบบการบริหารจัดการ ทำให้บริษัทสามารถดำเนินการผลิตได้ตลอดปีและในการเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการปรับปรุงการผลิต และมีการนำของเสียจากระบบมาใช้ประโยชน์ ทำให้เกิดมูลค่าและยังเป็นการยกระดับความเป็นอยู่ให้กับเกษตรกรผู้เพาะปลูกอ้อยในพื้นที่แล้ว เอทานอลยังถือเป็นพลังงานสะอาดที่ผู้ค้าน้ำมันได้นำไปผสมกับเบนซินเพื่อจำหน่ายเป็นแก๊สโซฮอล์ลดการนำเข้าพลังงานให้กับประเทศอีกด้วย ดังนั้นด้วยการบริหารจัดการทั้งหมดนี้จึงทำให้บริษัทได้รับรางวัลรองชนะเลิศในเวที ASEAN Energy Awards 2018 ที่ประเทศสิงคโปร์ ในสาขา Biofuel Category” น.ส. ชนนี กล่าว