อธิบดี ทช.กล่าวต่อว่า ทช.ได้เปิดโครงการป่าในเมืองระยอง

“ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ อัญมณีหนึ่งเดียวในระยอง” ขึ้นเป็นโครงการนำร่องแห่งแรกของปี โดยโครงการป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ อัญมณีหนึ่งเดียวในระยอง เริ่มดำเนินการพัฒนาพื้นที่มาตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2560 มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 500 ไร่ เพื่อจัดทำศาลาเรียนรู้ ศาลาพักผ่อน สะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน เรือนเพาะชำกล้าไม้ชุมชน ทางเดินศึกษาธรรมชาติ ท่าเทียบเรือ 2 จุด และอาคารสำนักงานโครงการ และพัฒนาให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ โดยประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าชายเลนในเมืองระยองได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม สร้างรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมเพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ไปพร้อมๆ กันโดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา และจะดำเนินโครงการป่าในเมือง “สวนป่าประชารัฐ” เพื่อความสุขของคนไทยขึ้นอีก 20 แห่ง ใน 16 จังหวัดติดชายทะเลรวมพื้นที่จำนวน 10,547 ไร่

คลังแจกบาทแข็งยังไม่สะเทือนส่งออก คาดปลายปีมีแนวโน้มอ่อนลง แบงก์ชาติทำถูกต้องปรามแบงก์เก็งกำไรค่าเงิน ส่วนผู้ส่งออกข้าวไทยโวยส่งออกข้าวชวดแชมป์เจออินเดียแซงหน้า เพราะพิษบาทแข็งเป็นเหตุ ทำต้นทุนสูงกว่าเพื่อนบ้าน ปีนี้คาดส่งออกแค่ 9.5 ล้านตัน

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำถูกต้องที่ออกมาเตือนและกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ ที่มีการทำธุรกรรมการทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งขัดกับมาตรการป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาทของ ธปท.

“ธปท.ต้องออกมาเตือนแบงก์ที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งไม่ถูกต้อง ส่วนการแข็งค่าของค่าเงินบาทน่าเป็นห่วงหรือไม่ ต้องถามผู้ว่าฯ ธปท. ที่เป็นผู้ดูแล” นายอภิศักดิ์ กล่าว

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง และโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าตอนนี้อยู่ต่ำกว่า 32 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ มาจากการอ่อนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีต่อเนื่อง แต่การแข็งค่าของเงินบาทก็ยังเป็นไปทิศทางเดียวกันสกุลอื่นในภูมิภาค คลังมองว่าตอนนี้ค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ 31 บาทกว่า ต่อดอลลาร์สหรัฐ เชื่อว่าปลายปีค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงบ้าง และเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 32.25 บาทท ต่อดอลลาร์สหรัฐ

นางสาวกุลยา กล่าวว่า ค่าเงินบาทยังไม่ส่งผลกระทบกับการส่งออกมาก ดูจากการส่งออกปี 2560 ขยายตัวได้ถึง 10% และในปี 2561 คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ 6.6% ซึ่งการส่งออกต้องดูทั้งค่าเงินบาท และการซื้อสินค้าของ

ประเทศคู่ค้าที่ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีผลมากกว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แต่การขายสินค้าก็ยังขายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า

ด้าน นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย แถลงว่า ในปีนี้การส่งออกข้าวจะทำได้ประมาณ 9.5 ล้านตัน มูลค่า 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปีก่อนที่เคยส่งออกข้าวได้มากกว่า ซึ่งไทยส่งออกได้ถึง 11.6 ล้านตัน มากสุดเป็นประวัติการณ์ หรือเพิ่มขึ้น 17.5% เป็นอันดับ 2 รองจากอินเดีย ที่ส่งออกได้มากสุดถึง 12.4 ล้านตัน

ปัจจัยสำคัญที่ฉุดให้การส่งออกข้าวลดลงคือ ค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่งโดยเฉพาะเวียดนาม อาจส่งผลให้ราคาข้าวไทยแพง ซึ่งทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่าขึ้น จะส่งผลให้ข้าวไทยแพงขึ้น ประมาณ 12 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อตัน ภาครัฐจึงควรเข้ามาควบคุมดูแลด้วย เพราะที่ผ่านมาค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ากว่าคู่แข่ง อย่างเวียดนาม ถึง 9% ซึ่งหากปล่อยให้แข็งค่าขึ้น โดยที่รัฐไม่มีมาตรการดูแลอาจทำให้สินค้าส่งออกอื่นๆ ได้รับผลกระทบด้วย

บีบีซีและรอยเตอร์สรายงานว่า สภานิติบัญญัติฮ่องกงลงคะแนนเสียงผ่านร่างกฎหมายห้ามค้าขายงาช้างในฮ่องกง ซึ่งฮ่องกงเป็นตลาดค้าปลีกงาช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยตามหลังประเทศจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้างาช้างรายใหญ่ของโลกที่ก่อนหน้านี้ได้ออกกฎหมายห้ามค้าขายงาช้างเช่นกัน

โดยฮ่องกงนั้นจะค่อยๆ ลดการซื้อขายงาช้างลงเรื่อยๆ และตั้งเป้ายุติการซื้อขายงาช้างแบบสมบูรณ์ในปีค.ศ.2021 หรือพ.ศ.2564 ทั้งนี้ก่อนการลงคะแนนเสียงดังกล่าวมีกลุ่มนักอนุรักษ์มารวมกลุ่มกันถือป้ายประท้วงด้วย โดยนักอนุรักษ์เปิดเผยว่า การที่ตลาดฮ่องกงซื้อขายงาช้างได้อย่างถูกกฎหมายนั้นทำให้เป็นแหล่งฟอกเงินของการค้าผิดกฎหมาย

อนึ่งฮ่องกงยึดมั่นในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ ไซเตส ซึ่งเริ่มควบคุมการค้างาช้างระหว่างประเทศในช่วงปีปีค.ศ. 1970 และห้ามการค้าดังกล่าวมาตั้งแต่ปีค.ศ1990 (พ.ศ.2533) โดยผู้ที่มีใบอนุญาตครอบครองงาช้างก่อนพ.ศ.2533 ได้รับอนุญาตให้ซื้อขายได้

ด้าน WildAid องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรต่อต้านการฆ่าสัตว์เพื่อการค้านั้นระบุว่า ช้างถูกฆ่าแบบผิดกฎหมายมากกว่า 30,000 ตัวในทุกๆ ปี นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดผยว่า กยท.ร่วมหารือปรัเบปลี่ยนการผลิตเพื่อลดความเสี่ยง ในโครงการพัฒนาอาชพีเกษตกรรมใหม่เพื่อทดแทนการปลูกยาง เป้าหมาย 3 แสนไร่ เตรียมเสนอ 2 ทางเลือกให้ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้สรุปเลือกแนวทางไหน ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ แนวทางแรกชดเชยเงินให้ชาวสวนยางที่ปรับเปลี่ยนอาชีพ รายละ 1.6 หมื่นบาท/ไร่ ไม่เกินรายละ 10 ไร่ งบฯ ที่ใช้ 4,874 ล้านบาท แนวทางที่ 2 ชดเชยเงินให้ชาวสวนยางที่ปรับเปลี่ยนอาชีพ รายละ 1 หมื่นบาท/ไร่ ไม่เกินรายละ 10 ไร่ งบฯ ที่ใช้ 3,000 ล้านบาท

“หลังจากชาวสวนเข้าร่วมโครงการกับ กยท.แล้ว กรมประมง กรมปศุสัตว์ และกรมส่งเสริมการเกษตร ก็จะรับไม้ต่อส่งเสริมอาชีพ เพื่อเสริมรายได้ ผู้ที่เข้าร่วมโครงการต้องไม่ซ้ำซ้อนกับกลุ่มชาวสวนที่โค่นยาง ตามพ.ร.บ.กยท. ที่ได้รับชดเชยปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์พืช ปุ๋ย ค่าแรง ระยะเวลา 7 ปี มูลค่า 16,000 บาท/ไร่”

นายกฤษฎา บุญราช กล่าวภายหลังตัวแทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้าพบว่า หารือถึงการส่งออกไม้ยางพารา ที่ตลาดต่างประเทศต้องการจำนวนมาก โดยเฉพาะป้อนอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งประเทศผู้นำเข้าไม้เริ่มนำกฎเกณฑ์มาตรฐานรับรองไม้ยางมาใช้ จะมีผลอีก 2 ปีข้างหน้า ดังนั้น ต้องการให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งรัดรับรองมาตรฐานไม้เศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกในอนาคต และให้กระทรวงเกษตรฯ ประสานกับเกษตรกรที่ต้องการโค่นไม้ยาง และรับรองมาตรฐานดังกล่าวด้วย

ปัจจุบัน ผู้ประกอบการได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต มีผลิตภัณฑ์ยางพาราใช้ปูพื้นสนามกีฬา สนามเด็กเล่น ฯลฯ แต่มีการนำเอาไปใช้น้อย ต้องการให้ประสานกับหน่วยงานรัฐให้มีเงื่อนไขใช้ผลิตภัณฑ์ยางของสมาชิก ส.อ.ท. เรื่องนี้จะเสนอผ่าน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

เชียงใหม่ – ร.อ. ภูรีวรรธน์ โชคเกิด นายแพทย์สสจ.เชียงใหม เป็นประธานมอบป้ายตราสัญลักษณ์เชียงใหม่ช้อยส์ แก่ผู้ประกอบการ “ผลิตภัณฑ์แคบหมู” และเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการมาตรฐาน ร.พ.อาหารปลอดภัย จังหวัดเชียงใหม่ ที่ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายความปลอดภัยด้านอาหารแบบบูรณาการและมีประสิทธิภาพ หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือ การสนับสนุนให้ร.พ.ทุกแห่งเป็น “ร.พ.อาหารปลอดภัย” และตระหนักถึงพิษภัยของอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนและสร้างสุขภาวะที่ดีให้ประชาชน

อีกทั้งหน่วยเคลื่อนที่เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารฯ เขตสุขภาพที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ยังได้ดำเนินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์แคบหมู ภายใต้โครงการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ และบริการสุขภาพจังหวัดเชียงใหม่

สำหรับผู้ประกอบการผลิตแคบหมูที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โครงการตราสัญลักษณ์เชียงใหม่ช้อยส์ ประกอบด้วย นายภัทระ ฉลาดแพทย์ (บริษัท แฮปปี้เนเจอร์ จำกัด) นางศรัณย์พร บุญเป็ง, นายนิรันดร์ ธรรมชัย, นางธัญญาพัทธ์ ขนุนงาม, นางจันทร์ฉาย การคนซื่อ, นางจิตอารีย์ ชัยกุล, นางพวงเพชร คันธา, นางพิมพ์ใจ กันทะปิก, ร.ท. หญิง วันทนีย์ ไทยเที่ยง, นางสาวไปรยา จินาเหมย, นายนภดล ปัญญาดี, นางสุมาลี กอหลวง, นางพรรณี คุณเลิศ, นายมานพ ณ เชียงใหม่, บริษัท เชียงใหม่วนัสนันท์ จำกัด, นางเกตุ ดาวเรือง, นางพิมพ์ภิไม ประพันธ์ศรี, นางอรกัญญา เลขะวัฒนะ, วิสาหกิจชุมชนแคบหมูแม่แช่ม และ นางจำรัส บุญติ

ทั้งนี้ เชียงใหม่ช้อยส์เป็นตราสัญลักษณ์ที่สำนักงาน สสจ.เชียงใหม่ มอบให้แก่ผลิตภัณฑ์อาหารที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาคุณภาพฯ ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบ เช่น สถานที่ผลิตต้องไม่มีสาเหตุอันอาจก่อให้เกิดโรค

ศ.ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ในช่วงที่ประเทศต้องการบุคลากรสร้างความแข็งแกร่งและพัฒนาศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ทิศทางการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาในยุคนี้ต้องอาศัยการบุณรณาการความรู้ร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพ ด้วยเหตุนี้ จุฬาฯ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จึงได้ดำเนินการสร้างความร่วมมือทางวิชาการในการสร้างหลักสูตรปริญญาตรีสองปริญญาข้ามสถาบันด้านวิศวกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาจากจุฬาฯ และจาก สจล. และทั้งสองสถาบันยังร่วมกับมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล พัฒนาหลักสูตรด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ โดยผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาจากซีเอ็มเคแอล

ด้าน ศ.ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อตอบสนองวาระแห่งชาติในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญตรงกับความต้องการของประเทศชาติ ซึ่งปัจจุบันพบว่าในด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรอยู่มาก นอกจากนี้จะยังส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรสายวิชาการ สายสนับสนุนวิชาการ และนักศึกษา โดยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างสถาบัน ซึ่งแต่ละแห่งมีความเชี่ยวชาญและจุดเด่นต่างกัน ในทางปฏิบัติจึงเป็นการช่วยเติมเต็มศักยภาพซึ่งกันและกัน ภายใต้การใช้ทรัพยากรทางวิชาการร่วมกัน ตลอดจนส่งเสริมการทำวิจัยร่วมกันเพื่อการพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ๆ อีกทั้งยังส่งเสริมความร่วมมือในการให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ชุมชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน

ทั้งนี้ จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างสามสถาบัน เรียกว่า “คณะกรรมการโครงการความร่วมมือสามฝ่าย” เพื่อดำเนินการจัดตั้งหลักสูตรให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ คาดว่าจะดำเนินการได้เสร็จและเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกได้ในปีการศึกษา 2561 โดยนักศึกษาจะหมุนเวียนเรียนทั้งที่จุฬาฯ และสจล. เน้นหลักสูตรด้านวิศวกรรมหุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ซึ่งปัจจุบันเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์ ไม่เฉพาะในด้านการทำงานซึ่งปัจจุบันมีการคาดการณ์จะเข้ามาแทนแรงงานในหลายๆ วิชาชีพเท่านั้น แต่ยังแทรกซึมอยู่ในเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เราใช้อยู่ทุกวัน

เมื่อเร็วๆนี้ การยางแห่งประเทศไทย ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยมีตัวแทนคือ นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร ว่าที่ร้อยตรี วีรชัย ศรีสาร ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดนครราชสีมา และรองศาสตราจารย์ ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นตัวแทนของทั้ง 2 หน่วยงานร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันในการศึกษาค้นคว้าวิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกรผู้ทำสวนยาง สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยางพาราและผลิตภัณฑ์ทั้งระบบ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาราคายางพาราและรายได้เกษตรกรที่ผันผวนในปัจจุบัน ซึ่งในการจัดพิธีลงนามในครั้งนี้มีผู้บริหารจากทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน โดยจัดขึ้น ณ ห้องประชุมสารนิเทศ อาคารบริหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล กล่าวว่า กยท. จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลยางพาราทั้งระบบครบวงจร ทั้งในส่วน เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ ในการลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกันในด้านวิชาการ กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในการจัดการด้านความรู้เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งด้านยางพาราของประเทศ และเป็นผู้นำยางพาราของโลก สินค้ายางพาราจัดเป็นสินค้าด้านอุตสาหกรรมจึงมีความจำเป็นต้องใช้การจัดการด้านความรู้ในการพัฒนา และที่สำคัญอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นสถาบันที่เข้มแข็งด้านวิชาการ และเป็นส่วนที่จะช่วยผลักดันและเสริมศักยภาพด้านยางพาราของประเทศได้ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการยางพาราที่ ได้ร่วมมือกันในครั้งนี้

นายคำรณ ศรีโพธิ์ นายอำเภอเวียงแก่น จ.เชียงราย เปิดเผยว่า อ.เวียงแก่น ร่วมกับเทศบาลตำบลม่วงยาย และหน่วยงานในพื้นที่จัดงาน “รัก(ษ์) สุดเขตประเทศไทย @ แก่งผาได เวียงแก่น” ประจำปี 2561 ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ ณ บ้านห้วยลึก หมู่ 4 เพื่อรองรับเทศกาลแห่งความรักหรือวาเลนไทน์ ซึ่งภายในงานจะมีการจัดแสดงดนตรีบทเพลงชนเผ่าจาก 7 กลุ่มชาติพันธุ์ คู่รักที่เข้าร่วมจะได้รับบริการจดทะเบียนสมรสกลางเกาะแก่งผาไดที่อยู่กลางแม่น้ำโขง โดยมีเจ้าหน้าที่ให้บริการ นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการจุดหมายใหม่การท่องเที่ยว “New Destination@แก่งผาได” กิจกรรมเดินวิ่ง รักสุดเขตประเทศไทยท่ามกลางการขับกล่อมดนตรีจาก 7 ชาติพันธุ์

ทั้งนี้ อ.เวียงแก่น ถือเป็นจุดสิ้นสุดเขตแดนประเทศไทยทางภาคเหนือ มีแม่น้ำโขงเป็นเส้นเขตแดนไทย-สปป.ลาว โดยแม่น้ำโขงจะไหลผ่านแก่งไดเข้าไปสู่ สปป.ลาว ซึ่งจุดดังกล่าวมีภูมิประเทศที่งดงาม มีเกาะแก่งและขุนเขาทั้ง 2 ฝั่งประเทศ

ส่วนนายทัศนัย สุธาพจน์ นายอำเภอเชียงของ จ.เชียงราย กล่าวว่า พื้นที่ อ.เชียงของ ที่ตั้งของหมู่บ้านชื่อว่าหมู่บ้านแฟน หมู่ 5 ต.สถาน ทางอำเภอกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้จัดกิจกรรม “14 กุมภาเทศกาลบอกรัก ฮักกันที่บ้านแฟน@ห้วยน้ำช้าง” ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งหมู่บ้านบ้านแฟนมีชื่อเสียงเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึงความรัก ทั้งยังมีอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำช้างที่กั้นลำน้ำกลางขุนเขา ก่อให้เกิดสภาพภูมิประเทศที่งดงามร่มรื่นและเขียวขจี โดยทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอจะจัดให้คู่รักที่เข้าร่วมได้จดทะเบียนสมรสในแพกลางลำน้ำ รวมทั้งจัดกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญตามประเพณี การขอพรจากมหาเทพคังกิเทน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นอวตารของพระพิฆเนศปางความรักและความสุขสมหวัง

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมปั่นปันรักพักใจที่บ้านแฟน กิจกรรมวาดภาพศิลปะแห่งรักบนสันเขื่อนหรือ Love Art on the Dam โดยมียุวศิลปินกว่า 300 คนเข้าร่วมแสดงฝีมือ มีการจัดแสดงจากวงดนตรีรักกันบนสันเขื่อน และอื่นๆ อีกมากมาย โดยพิธีจะจัดในช่วงเย็นและช่วงเช้า คู่รักจะได้ร่วมกันทำบุญตักบาตรไม้ไผ่สานใหญ่ที่สุดในโลก ณ วัดบ้านแฟน เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเดินทางกลับ

ก.พาณิชย์เผยอาเซียน-ญี่ปุ่นลงนามเปิดเสรีการค้า ส.ค. ก่อนมีผลบังคับใช้ปลายปี หนุนผู้ประกอบการลงทุนสาขาบริการในญี่ปุ่นได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เชื่อญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานลงทุนขยายตลาดเพื่อนบ้าน-เอเชียใต้ คาดภายใน 10 ปี การค้าไทย-ญี่ปุ่นมีมูลค่าถึงแสนล้านเหรียญสหรัฐ

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนาเรื่องไทย-ญี่ปุ่น หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจผ่านข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) จัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศว่า ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าที่สำคัญและลำดับต้นๆ ของไทย ซึ่งได้เปิดเสรีทางการค้าและพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันหลายระดับ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) หรือเอเจเซ็ป และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) หรือเจเทปปา ทั้งนี้ ในเดือนสิงหาคม 2561 ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน จะมีการลงนามเปิดเสรีการค้าบริการ เคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา และการลงทุนภายใต้ AJCEP ซึ่งจะมีผลใช้บังคับปลายปีนี้ จากก่อนหน้านี้ได้ทยอยลดภาษีสินค้าระหว่างกันมาแล้วตั้งแต่ปี 2552 เมื่อความตกลงรอบนี้มีผล คาดว่าภายใน 10 ปี การค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้น 25-30% หรือมีมูลค่าเพิ่มเป็นแสนล้านเหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันอยู่ที่ 54,346 ล้านเหรียญสหรัฐ

นางสาวชุติมา กล่าวว่า ตามกรอบ AJCEP ที่เปิดภาคบริการและลงทุน จะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในสาขาบริการต่างๆ ที่ไทยมีศักยภาพในญี่ปุ่นได้ 100% เช่น การโฆษณา บริการทัวร์ จัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ โรงแรม สปา อสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหาร การวิจัยและการพัฒนา การซ่อมแซมและบำรุงรักษาอากาศยาน และจัดจำหน่าย เป็นต้น ส่วนนักลงทุนญี่ปุ่นและอาเซียนเข้ามาประกอบธุรกิจสาขาบริการได้ในไทย เช่น บริการธุรกิจ โทรคมนาคม การเงิน อสังหาริมทรัพย์ โดยสามารถเข้ามาถือหุ้นได้ 49% หรือ 70% ตามประเภทของธุรกิจ ด้านการลงทุนจะคุ้มครองและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนว่าจะได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกัน และสามารถโอนเงินเข้า-ออกจากประเทศได้อย่างเสรี นับเป็นการขยายการค้าและกระชับความร่วมมือแบบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ (สตราเตจิก พาร์ทเนอร์ชิฟ) ที่มีสัญญารองรับเพิ่มมากขึ้น

นางสาวชุติมา กล่าวว่า ส่วน JTEPA จะมีการหยิบยกขึ้นมาทบทวนใหม่อีกครั้ง ทั้งเกี่ยวกับการค้า บริการ และลงทุน โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น หลังจากมีผลบังคับใช้มา 10 ปีแล้ว ซึ่งช่วยให้การค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่นขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างในปี 2550 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 48,166 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2559 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 51,272 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.5% ในมูลค่าดังกล่าวใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ JTEPA มูลค่า 6,152 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิประโยชน์ 81.5%

นายวิทวัส ล่ำซำ ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวว่า โอกาสทางธุรกิจบริการและการลงทุนของผู้ประกอบการไทยภายใต้ AJCEP เชื่อว่าจะทำให้ญี่ปุ่นยังคงใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนต่อเนื่อง และใช้ไทยเป็นฐานขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงเอเชียใต้อย่างอินเดีย และคาดว่าอาจจะมีนักลงทุนต่างชาติรวมถึงญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยภายหลังการสัมมนาเผยแพร่ข้อมูลโครงการก่อนประกาศเชิญชวนเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการดำเนินงานและบำรุงรักษา (โอแอนด์เอ็ม) โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน–นครราชสีมา และสายบางใหญ่–กาญจนบุรี ว่า โครงการดำเนินงานและบำรุงรักษามอเตอร์เวย์ทั้ง 2 สายทางนั้นรูปแบบการลงทุนจะเป็นการลงทุนแบบพีพีพี กรอสคอสท์ ซึ่งขณะนี้ได้มีเอกชนต่างชาติแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนกว่า 6-7 ราย คือ นักลงทุนจากประเทศฝรั่งเศส ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนจะได้ผู้ชนะการประมูล เพื่อนำเสนอผลให้ ครม.พิจารณาเดือนธันวาคม 2561 และลงนามสัญญาต่อไป

นายธานินทร์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ตามขั้นตอนการดำเนินงานและบำรุงรักษา มอเตอร์เวย์ทั้ง 2 สายทางนั้น แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรกเอกชนทำการออกแบบและลงทุนก่อสร้างระบบ ใช้ระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี 6 เดือน โดยกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินจะเป็นของ ทล. และระยะ 2 เอกชนจะดำเนินการและบำรุงรักษา โดยเอกชนบริหารและจัดเก็บค่าผ่านทาง เพื่อส่งมอบให้ ทล. ระยะเวลาสัญญาที่ 2 ไม่เกิน 30 ปี นับจากวันเปิดให้บริการ

นายธานินทร์ กล่าวว่า สำหรับมอเตอร์สายบางปะอิน–นครราชสีมา ระยะทาง 196 กิโลเมตร (กม.) มูลค่าโครงการรวม 33,000 ล้านบาท โดยเอกชนจะเข้ามาลงทุนระบบบำรุงรักษา มูลค่า 7,000 ล้านบาท ซึ่งการคัดเลือกจะเน้นที่เทคนิค มากกว่าราคาต่ำสุด เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีล้ำสมัย คาดว่าจะหาเอกชนเข้ามาดำเนินการได้ปลายปี 2561 และเซ็นสัญญาลงนามได้ในเดือนมกราคม 2562 และเปิดให้บริการได้ปลายปี 2563 และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จคาดว่าจะมีปริมาณจราจรปีแรก 17,000 คัน/วัน ส่วนบางใหญ่–กาญจนบุรี ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอขอ ครม.เพื่ออนุมัติเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อขยายเพิ่มวงเงินชดเชยอีก 14,000 ล้านบาท หลังจากนั้นจะดำเนินการหาเอกชนเข้ามาดำเนินการโอแอนด์เอ็ม และได้เอกชนเสนอขออนุมัติ ครม.ปลายปีนี้ โดยเส้นทางนี้ จะล่าช้ากว่าแผน 8-9 เดือน ทำให้เปิดบริการได้กลางปี 2564 และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จคาดว่าจะมีปริมาณจราจรปีแรก 9,000 คัน/วัน อย่างไรก็ตาม มอเตอร์เวย์ทั้ง 2 สายทางเมื่อเปิดให้บริการคาดว่าจะมีปริมาณจราจรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2-3%/ปี ขอบคุณข้อมูลจากมติชนรายวัน